สวัสดีครับลูกศิษย์รุ่น 15 ทุกท่าน

ผมเปิด Blog นี้ขึ้นมาเพื่อให้เป็นช่องทางในการรวบรวมข้อมูลการเรียนในวิชา PHD 8205 การจัดการทุนมนุษย์ และทุนสังคม อาทิ การสรุปการเรียนรู้ในเเต่ละครั้ง. การใช้เป็นช่องทางในการส่งการบ้านหรือการอภิปรายต่าง ๆ จากการเรียนในห้อง เเละเป็นการ Share ความรู้จากในห้องเรียนสู่นอกห้องเรียน

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเรียนในวิชานี้จะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพที่มีอยู่เเล้วของนักศึกษาเเต่ละท่านให้เกิดการพัฒนาทางด้านทักษะการจัดการทุนมนุษย์เพิ่มขึ้นเเละเป็นการสร้างเครือข่ายทางการเรียนในเป็นสังคมเเห่งการเรียนรู้ต่อตัวนักศึกษาเองเเละองค์กร เพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาชาติต่อไป

ขอบคุณครับ

จีระ หงส์ลดารมภ์

................................................................................................

วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ครั้งที่ 1 ปฐมนิเทศ – ทฤษฎีการเรียนรู้ – Chira Way

………………………………………………………………………………….........………

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

โดย วราพร ชูภักดี

  • การเรียนครั้งนี้..เราต้องคิดถึง Purpose objective และประโยชน์ต่อประเทศ และการเรียนในทุก ๆ วิชาจะต้องเชื่อมโยงกัน
  • เราควรจะตั้งโจทย์ที่มันน่าสนใจต่อประเทศ ต่อสังคมของเรา เอาความคิดของตะวันตก ตะวันออก อาเซียน มาปรับให้เข้ากับบริบทของเรา เป็นทฤษฎีของเรา
  •  

1. Innovation คืออะไร? 

2. Innovative Management – การบริหารจัดการทั้งหมดให้มีการปฏิบัติ (verb) ไปสู่นวัตกรรม

3. Innovative Organization

4. ทุนมนุษย์ - นวัตกรรมเกี่ยวข้องกับคน เกิดจากคน ในอนาคต Innovation กับ Human Capital สำคัญมาก ๆ ไม่กว่า google , Microsoft, apple , facebook ทุกที่เน้นเรื่องคน

5. Social Capital ในความเห็นของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ คือ การมีเครือข่าย และรู้วิธีการจัดการกับเครือข่ายให้เกิดคุณค่า เราต้องสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เป็นเครือข่ายของเรา การเรียนครั้งนี้เราจะเสริมด้วยกรณีศึกษา

4. หลักการของการวิจารณ์หนังสือ

  • คนที่เก่งภาษาอังกฤษต้องช่วยเป็นหลักที่จะสรุปxitgfHole8yP.od]6j,
  • อ่าน สรุป แล้ววิเคราะห์ว่าแก่นของมันคืออะไร
  • เมื่อหาแก่นได้แล้ว เกี่ยวข้องกับทฤษฎี / หลักคิด / สิ่งที่เราเรียนในห้องอย่างไร
  • อ่านแล้วแบ่งปันกับเพื่อนในกลุ่ม ทุกคนต้องมีส่วนร่วม คนหนึ่งนำเสนอ คนอื่น ๆ ต้องเสริมได้
  • การอ่านหนังสือครั้งนี้ + แก่น + สิ่งที่เรียนในห้อง จะเชื่อมโยงกับวิทยานิพนธ์ของเราอย่างไร?
  • อ่านแล้วกระทบอะไรกับตัวเรา กระทบอะไรต่อ
  • อาจารย์พิชญ์ภูรี
  • การแนะนำตัว สำคัญมาก ได้รู้จักพื้นฐาน ประสบการณ์ ทักษะ ของแนวร่วมที่เรียนด้วยกัน ได้เครือข่ายที่ดีและเหนียวแน่น (จีระ process นี้สำคัญมาก Learn Share Care)

         การอ่านหนังสือ 4 เล่ม คะแนนเท่ากับ 30 >#/span###

   องค์กรของเรา ธุรกิจของเรา เราได้บทเรียนอะไรบ้าง มีประโยชน์ต่อประเทศของเราอย่างไร?

  • วิชาการจัดการทุนมนุษย์ และทุนสังคมเป็นวิชาแรกซึ่งกรอบแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ มีความสำคัญที่เราจะสามารถนำไปคิดต่อยอดได้
  • ทุนมนุษย์ หรือ ทรัพยากรมนุษย์ คืออะไร?
  • สำหรับการอ่านและวิเคราะห์หนังสือ ซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับการเรียนรู้ของคนไทยในอนาคต เราโชคดีที่มีกูรูนักอ่านอย่างท่านอาจารย์จีระ เป็นผู้เลือกหนังสือดี ๆ มาให้อ่าน

- คือ ทรัพยากรมนุษย์ที่เราสร้างให้เป็นทรัพย์สินที่มีค่า และสามารถเป็น “ทุน” ที่จะทำให้เกิดคุณค่า / มูลค่า และความเป็นเลิศได้

ทฤษฎี 2 R’s ของท่านอาจารย์จีระที่ทุกท่านกำลังจะได้เรียนมีความสำคัญ และจะเป็นประโยชน์มาก เพราะเป็นการตกผลึกความคิดจากประสบการณ์และการลงมือทำ

  • เอาความแตกต่างหลากหลายมาเป็นพลัง
  • ถ้าทำได้เหมือนที่ดิฉันคาดไว้ เราก็อาจได้นวัตกรรมใหม่เป็นผลงานของรุ่นได้เลย เพราะมัน cross function มี pain และ gain
  • คุณ(แจ่ม)จันทร์ พยาบาล และผู้บริหารในเครือสมิติเวช มีประสบการณ์หลายสายงาน+ HRD Medical Health Hub เชี่ยวชาญด้านธุรกิจโรงพยาบาลและการจัดการเพื่อพัฒนาคุณภาพสู่มาตรฐานสากล
  • คุณนิพันธ์ (มิค) อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ พระจอมเกล้าพระนครเหนือ อยากเรียนเพราะจะมีคณะนวัตกรรม อยากจะนำกระบวนการไปจัดการปัญหาเรื่องการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย - ฟังอาจารย์วันนี้ได้เรียนรู้ว่า.. ทุนมนุษย์มีความสำคัญที่จะทำให้เราสามารถจัดการงาน และเรื่องต่าง ๆ ได้
  • คุณสมรักษ์ (คุณเปี๊ยก) เชี่ยวชาญด้าน logistic / คลังสินค้า (อิเกีย) มาเรียนหลักสูตรนี้.. คิดถึง “ความยั่งยืน” และคิดว่าหลักสูตรนี้น่าจะช่วยตอบโจทย์ได้
  • คุณณัฐกร จากระนองจบม.ทักษิณ ทำงานวิชาการมาตลอด อยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย  ถูกเปลี่ยนทัศนคติ ชอบท่าน อ.ดร.ธนพล ท่านขายของเก่ง
  • คุณธนภพ (ถาวร) (CAT)
  • คุณธนกร? เรียนตรี ต่อโท ต่อเอก เลย อายุ 28 ปี คุณพ่อทำธุรกิจโรงกลึง ชิ้นส่วนต่าง ๆ มีความฝันที่อยากจะสานต่องานของคุณพ่อ
  • คุณธิเบต มาจากกระบี่ วิศวกร สาขาน้ำมันปาล์ม ต่อโทจุฬา ทำธุรกิจส่วนตัว บ.น้ำมันปาล์ม
  • จบวิศวะ ลาดกระบัง โท ออสเตรเลีย ทำธุรกิจส่วนตัว เชื่อเรื่องการพัฒนาคน คนไทยเก่ง แต่อยากสู้กับฝรั่งให้ได้
  • คุณณัฐพล ทำธุรกิจของครอบครัว มีความเชื่อเรื่องการพัฒนาคน
  • คุณวิชา จากสำนักอธิการบดี ดูแลจราจร จบตรีนิเทศก์ศาสตร์ ไปเรียนเอกเรื่อง สิ่งแวดล้อมและenergy แต่ไม่จบ เลยเริ่มใหม่
  • คุณธีร(เดช) มาจากระนอง โทลาดกระบัง ทำธุรกิจเล็กๆกับ
  • คุณอรุณศรี ทำธุรกิจครอบครัวเครื่องจักร พี่ไปอเมริกาเรียนรู้วิธีการประมูล ริชชี่ เลยเริ่มวิธีการประมูล นี่ก็เป็นกรนวัตกรรม
  • คุณสันติ search ดูหลักสูตรนี้เห็นว่ามีท่านอาจารย์จีระ ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์อาจารย์ที่เอแบค รู้สึกประทับใจ ที่มาเรียนเพราะอยากได้ความรู้จากวิทยากรหลักทั้ง 3 ท่าน
  • คุณณิศรามิล (คุณภิมมี่) เป็นวิทยากรและที่ปรึกษา ได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ รุ่นที่ 14 และได้เห็นหนังสือของท่านอาจารย์จีระรู้สึกว่า Concept ของท่านอาจารย์ตรงใจ
  • คุณระวี เชิดชัยทัวร์ หลานเจ๊เกียว ทำขนส่ง รถทัวร์ เรียนรัฐศาสตร์,  การท่องเที่ยว อยู่ฝ่ายขาย ประมูลภาครัฐ กำลังจะทำรถสวัสดิการ และขยายไลน์ไปอีกหลายด้าน
  • คุณดุจดาว บุนนาค เคยอยู่ในการท่าอากาศยาน พอจบโทไปสอนปวช.ที่สยามเท็ค เรื่องการขาย ปัจจุบันทำธุรกิจทำ
  • คุณตุ๊ก วันดี พลรักษ์ จบราม ระหว่างเรียนเป็นผู้ช่วยคอมพิวเตอร์ ทำงานเอส แอนด์ พี แล้วเรียนป.ตรี และโท ไปทำงานJALแจแปน แอร์ไลน์ เป็นผู้จัดการร้านอาหาร ทำธุรกิจออนไลน์ของตัวเอง พัฒนาผลิตภัณฑ์ ตัวเอง ประสบการณ์เยอะมาก
  • คุณนุช เคยเรียนรุ่น 14 จบพยาบาลพระปกเกล้า โท ม.บูรพา ทำธุรกิจส่วนตัว โรงงานผลิตนมโรงเรียน มีความพยายาม เน้นปฏิบัติ ไม่เก่งเขียน
  • คุณพรปวีณ (ตุ๋ม?) จบอักษรจุฬา โทนิด้า เคยทำ integrated communication ให้ลูกค้าเอเยนซี่ ทำงานPR .โรงแรม เป็นCorporate ให้ Central World เลยตั้งบริษัทเอง ทำสื่อสารการตลาด ชอบแปล ชอบอ่าน เคยมีหนังสือแปลของตัวเอง

9. อาจารย์แนะนำหนังสือ 3 เล่ม ที่ทุกคนจะต้องอ่าน

  • หนังสือ “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้”
  • หนังสือ “8K’s+5K’s: ทุนมนุษย์คนไทยรองรับประชาคมอาเซียน”
  •  หนังสือ “พลังแห่งคุณธรรมจริยธรรม” (The Ethical Power)

 

10. Innovation ต้องบวก Entrepreneurship ถึงจะสำเร็จ และ Entrepreneurship ต้องยั่งยืน

11. อาจารย์พิชญ์ภูรี.. เรียนแบบนิเวศวิทยาจะทำให้ทุกคนสนุกและได้ประโยชน์ ต้องผนึกกำลังกัน

     เอาความแตกต่างหลากหลายมาเป็นพลัง

 

 

คำศัพท์สำคัญที่ท่านอาจารย์จีระพูดในห้อง

  • Learning Eco System
  • Tangible – Intangible
  • Visible - Invisible

 

การบ้าน

  • เขียนเรื่องที่ประทับใจและความรู้ที่ได้จากการเรียนในวันนี้ (ประมาณ ครึ่งหน้า A4) ส่งทาง Blog ภายในวันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม 2560
  • อ่านและวิเคราะห์บทเรียนจากหนังสือเล่มแรก HBR's 10 Must Reads on Innovation
  • อ่านหนังสือของท่านอาจารย์จีระ 3 เล่ม แล้ววิเคราะห์ส่งเป็นไฟล์ที่ [email protected] และโพสต์ในทาง Blog (งานเดี่ยว)
    • หนังสือ “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้”
    • หนังสือ “8K’s+5K’s: ทุนมนุษย์คนไทยรองรับประชาคมอาเซียน”
    • หนังสือ “พลังแห่งคุณธรรมจริยธรรม” (The Ethical Power)

ให้นักศึกษาเเบ่งเป็น 4 กลุ่ม อ่านและวิเคราะห์บทที่ได้รับมอบหมายดังนี้

กลุ่มที่ 1 เรื่อง The Innovation Catalysts

กลุ่มที่ 2 เรื่อง Innovation : The Classic Traps

กลุ่มที่ 3 เรื่อง The Discipline of Innovation

กลุ่มที่ 4 เรื่อง Is it Real? Can we win? Is it worth doing?

กำหนดการนำเสนอ : วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2560

โดยการให้คะเเนนจะเเบ่งเป็น

1. เนื้อหา

2. วิธีการและรูปเเบบการนำเสนอ

3. ประโยชน์ที่ได้รับเเละนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียน เเละ ห้วข้อวิทยานิพนธ์

ส่งบทวิเคราะห์ประมาณ 1 หน้ากระดาษ A4 ภายในวันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม 2560

ส่งบทวิเคราะห์ประมาณ 1 หน้ากระดาษ A4 ภายในวันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2560

ส่งบทวิเคราะห์ประมาณ 1 หน้ากระดาษ A4 ภายในวันเสาร์ที่ 23 กันยายน 2560

              แนวทางการวิเคราะห์

  • ชื่อเรื่องของหนังสือเล่มที่อ่านมีความสำคัญต่อสังคมอย่างไร
  • บทเรียนหรือความรู้ที่ได้รับจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ที่ประทับใจมีอะไรบ้าง เพราะอะไร
  • จุดอ่อนของหนังสือเล่มนี้ คืออะไร ให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา


…………………………………………………………………………………………

วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560

ครั้งที่ 2 ทฤษฎีการเรียนรู้ – Chira Way

…………………………………………………………………………………………

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

โดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล

 

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

แนะนำเรื่องการเขียนวิทยานิพนธ์

ประเด็นคือ

1. การตั้งโจทย์เป็นเรื่องสำคัญ จะทำเพื่อจบหรือเพื่อความเป็นเลิศ (อาจต้องมีการ Debateกัน)

- ใช้ทฤษฎี 2 R’s คือ Reality and Relevance

- โจทย์ต้องมีความสำคัญต่ออนาคต

2. ทดสอบ Experiment เรื่องอะไร

3. การนำทุนมนุษย์ไปสร้างนวัตกรรมให้สำเร็จ

4. ต้องคม ลึก และมี Impact ต่อโลกาภิวัตน์ อาเซียน ประเทศ องค์กร และชุมชน

 

วิธีการเรียนรู้

1. เรียนแบบ Eco System ต้องเริ่มจากการสร้างพื้นฐานให้แน่นเสมือนการตอกเสาเข็มหรือตึกให้แข็งแรงก่อน

          - Concept ต้องแม่น

          - ใช้ 2 R’s ในการวิเคราะห์

          - เป็นไปตามลำดับ Cause , Effect , ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม  ต้องมี Principle

          - ทบทวนการเรียนรู้ในแต่ละสัปดาห์ว่าพูดอะไร  

2. การต่อยอดมูลค่าที่เป็นประโยชน์ มีความรู้ และมีอิทธิพลต่อประเทศ

3. การรวมพลังสู่ความเป็นเลิศ

4. เป็น Innovative System

          (สอบครั้งที่ 1 ในสัปดาห์ที่  6 ให้ลองวิจารณ์ HR Architecture เน้นความแม่นยำ ไม่ใช่คืออะไร)

 

ทุนมนุษย์

          การศึกษาทุนมนุษย์ทำให้เรามีคุณค่า ทุนมนุษย์ประกอบด้วย 3 อย่าง ได้แก่ ปลูก เก็บเกี่ยว และการนำไปใช้ให้เกิดความสำเร็จ

ปลูกคือ การสร้างคน พัฒนาคน ให้มีความเข้มแข็ง ไม่อ่อนแอ สามารถทำประโยชน์ให้เกิดคุณค่าได้ เริ่มตั้งแต่วัยเยาว์ การเรียนรู้ ต้องขึ้นกับสื่อ และศาสนาที่ใส่ไปด้วย

การปลูกไม่ใช่แค่ปลูกตอนเด็ก แต่ต้องปลูกตลอดชีวิต

Energy พลังงาน ประกอบด้วย 4  เรื่อง

1. Physical Energy ร่างกายเป็นเสมือนเสาเข็มอันแรก

2. Mental Energy จิตใจ มีสมาธิ สามารถควบคุมจิตใจ

3. Emotional Energy อารมณ์ดี

4. Spiritual Energy จิตวิญญาณ

สรุปคือ ต้องมีการติดตามข่าวสารทุกครั้ง หลัก ๆ คือ เราต้องศึกษา Human Capital

Gary Becker

Gary Becker กล่าวว่า คนที่จบสูงเรียนมากจะมีรายได้สูงกว่าคนที่เรียนน้อยกว่า และได้มีการนำไป Run Equation พบว่า คนที่เรียนมากจะมีรายได้สูงกว่าคนที่มีรายได้น้อย

แต่ในปัจจุบันมีปัจจัยที่มีผลให้คนประสบความสำเร็จและมีรายได้มากกว่านั้นเช่น การคิดเป็นวิเคราะห์เป็น มีจริยธรรมการมีทรัพยากรใช้ถึงคนรุ่นหลัง ฯลฯ  การวัดคนจึงไม่ได้เป็นแค่ปริมาณอย่างเดียว ต้องเป็นการวัดที่มีคุณภาพด้วย ดังนั้น หลักสูตรนี้จึงเป็นการมองคนไปในองค์กร

          การเป็น Capital ในทางเศรษฐศาสตร์ต้องมีการเสียก่อน ยกตัวอย่างเช่นเงิน ถ้าเก็บไว้เป็น Capital แต่ถ้า บริโภคจะเป็น Consumption เช่นเดียวกับคน ต้องมีการลงทุนก่อน

HR Architecture

 

 

 

 

 

HR Architecture คือการออกแบบ Life Cycle ของสังคมไทย

1. เริ่มตั้งแต่ประชากรเกิด

มนุษย์จะได้ดีหรือไม่ เริ่มตั้งแต่เกิด ได้รับการศึกษา ครอบครัว สุขภาพ การบริโภค และที่สำคัญคือสื่อที่ได้รับเป็นแบบไหน ศาสนาเป็นอย่างไร

2. กำลังแรงงานและประชาชน

          การเป็นทุนมนุษย์ที่ดีเป็นอย่างไรได้รับจากสิ่งแวดล้อม

3. การพัฒนาตนเอง ได้แก่ การคิดเป็น วิเคราะห์เป็น คิดแบบวิทยาศาสตร์ คิดแบบ Creativity Innovation สังคมการเรียนรู้ จิตสาธารณะ

          การเป็นทุนมนุษย์ที่ดี นำไปสู่การทำงาน ถ้าเป็นทุนมนุษย์ที่ดี เก็บเกี่ยวเป็น ก็นำไปใช้ในการบริการในภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม บริการ รัฐบาล ธุรกิจส่วนตัว ได้แล้ว

ผลที่ได้รับคือ

-  Competitiveness ก็จะดีขึ้น

-  ประชาธิปไตย

-  แก้ปัญหาความยากจน

-  มีความสงบ

-  สิ่งแวดล้อม Global Warming

-  โลกาภิวัตน์

-  คุณธรรม

-  ไม่มีคอรัปชั่น

และในที่สุดจะนำไปสู่ความยั่งยืน

ทุนมนุษย์ ไม่ได้เกิดที่การมีความรู้ ทักษะเท่านั้น แต่อยู่ทีการกระตุ้นให้เป็นเลิศ ดังนั้น ทุนมนุษย์คือการปลูกและเก็บเกี่ยว ถ้าเราเข้าใจก็จะไปได้ดี และที่สำคัญคือ เราต้องทำให้สำเร็จ ต้องเอาชนะอุปสรรค ดังนั้นการมีนวัตกรรม มีคนเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้สำเร็จ คือเมื่อมีอุปสรรคแล้วเราต้องไม่ยอมแพ้ ดังนั้นในหลักสูตรนี้ถ้าจะทำการวิเคราะห์จะวิเคราะห์เรื่องปลูก เก็บเกี่ยว และเอาชนะอุปสรรค

สรุปคือการเข้าใจทุนมนุษย์ ตั้งแต่เกิดถึงช่วงทำงาน ไม่หยุดการเรียนรู้ตลอดชีวิต นวัตกรรมต้องมีความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

นวัตกรรม

1. ทำอะไรใหม่

2. Imagination + Creativity

3. Basic Knowledge

          ยกตัวอย่างจะทำเรื่อง การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ต้องศึกษาก่อนว่ามีประโยชน์กับเราอย่างไร ต้องทำการบ้าน อะไรที่ขาดให้เติมให้เต็ม

นวัตกรรมต้องเริ่มจากคนก่อน ไม่ใช่สิทธิบัตร แต่เป็นการ Improve จากสิ่งที่เป็นอยู่ให้หลุดจากสิ่งเดิม

          ต้อง Turn Idea into Action ได้แก่ Process Innovation , Social Innovation และนวัตกรรมจะประสบความสำเร็จได้ต้องมี

1.  Impact ที่เป็นที่ยอมรับต่อลูกค้า เกิดประโยชน์ต่อสังคม แต่นวัตกรรมสามารถเกิดความล้มเหลวด้วยเช่นกันถ้าคนไม่ร่วมมือ

          2.  Focus ที่ Customer

          3.  Understand

          4.  Turn into 3 V

 

โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

การเป็นสังคมยุคใหม่ที่จะต่อสู้กับโลกได้เราต้องไปที่ 4th Wave

 

ตัวอย่างการวิเคราะห์โลกาภิวัตน์และผลกระทบ

  • Information Technology เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่น ๆ เช่น Nanotechnology , Biotechnology
  • เรื่องการค้าเสรี , WTO , FTA, AEC
  • เรื่องการเงินเสรี  อัตราแลกเปลี่ยน
  • บทบาทของจีน อินเดีย และละตินอเมริกา
  • เรื่องอิทธิพลของประชาธิปไตย และ Human right
  • เรื่อง Global warming - ภัยธรรมชาติ     
  • เรื่องสงครามและการก่อการร้าย
  • เรื่องน้ำมันหมดโลก และพลังงานทดแทน
  • เรื่องโรคระบาด เช่น ไข้หวัดนก เอดส์ ฯลฯ

         สรุปคือ การมองสภาพแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ

 

Chira way

Chira Way..กระบวนการ/วิธีการเรียนรู้ ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์..เพื่อพัฒนาคุณภาพของทุนมนุษย์

  • HR Architecture
  • 4L’s
  • 2R’s
  • 2I’s
  • 3V’s
  • 3L’s
  • C & E
  • C – U – V
  • Learn – Share – Care
  • 8K’s+5K’s (New)
  • 3Circles
  • HRDS

 

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

         จาก HR Architecture การปลูกมีเรื่องประชากรเกิด การศึกษา สุขอนามัย อาหาร Nutrition ครอบครัว

         HR Architecture เสมือนการออกแบบบ้าน สถาปัตยกรรม มีความแข็งแรง สวยงามหรือไม่ เป็นการมองในภาพรวมของคน

         PhD. คือการมองภาพใหญ่ มองให้ครบมิติ HR Architecture มีการเชื่อมโยงกับ 8K’s 5K’s

         อาทิ Intellectual Capital คือการคิดเป็นวิเคราะห์เป็น มีคุณธรรม จริยธรรม มีความสุขที่จะทำ มีความสุขที่เรียนรู้ มี Social Capital มีเพื่อน มีอาจารย์ มีลูกศิษย์  Digital Capital ที่เชื่อมไปในอนาคต Talented Capital คือทักษะประสบการณ์ที่มี

         ในยุคใหม่ 5K’s ก็มีเรื่อง Creativity Capital, Knowledge Capital, Innovation Capital, Cultural Capital , Emotional Capital

         เช่น การจัดการความรู้ ยุคใหม่มีมาก เราต้องรู้จักเลือกและต้องจัดการความรู้ที่เป็นขยะ

         การเรียนรู้ต้องเติม เติมแบบดินร่วน ที่เราต้องมาช่วยกัน เติมเต็มซึ่งกันและกัน

         การเก็บเกี่ยว อย่าง HRDS คือ Happiness , Respect (ให้เกียรติ ชื่นชม ยินดี ให้รางวัล) , Dignity (ศักดิ์ศรี มาจากความเป็นภายใน) , Sustainability (ยั่งยืน)

         Execution คือการเอาชนะอุปสรรค เป็นการเอากรณีศึกษา ถ้ามาทำ Research บ้างจะเป็นประโยชน์

         3 V’s ได้แก่ Value Added, Value Creation, และ Value Diversity

         เราเลือกว่าจะ Expert ในเรื่องอะไร ให้มูลค่าเพิ่มจากความแตกต่าง ใช้ 8K’s 5K’s เป็นเครื่องยืนยัน  สร้างชุมชน สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง

         สรุปคือ Chira Way ทำแค่ 3 เรื่องคือ ปลูก เก็บเกี่ยว เอาชนะอุปสรรค ให้ชนะเล็ก ๆ ดึงสิ่งที่สามารถนำมาเข้ากับทักษะตัวเอง เรียนเพื่อให้พัฒนาต่อไป

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

         เสริมว่า ครอบครัวต้องเป็นตัวอย่างที่ดี เพื่อความอยู่รอด ในห้องปริญญาเอกต้องคิด Wisdom สิ่งที่ทำคือต้องทำให้เป็นคนฉลาด และให้นำเครื่องมือมาเป็นตัวช่วยเรา เราต้องสามารถมีทั้งขยัน และ Wisdom

         8K’s กับ 5K’s เป็นเสมือนตัวแม่และตัวลูก มีการเสริมทักษะทั้งคุณภาพและปริมาณ อย่าง Culture Capital เอาคน ภูมิปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่ม เน้นการทำให้มีคุณภาพ

         คนเป็นยุทธศาสตร์ในองค์กร คนต้องเป็น Multi Discipline คนในห้องนี้เป็น Non-HR แต่มีอิทธิพลต่อประเทศคือทุนมนุษย์ในระยะยาว และเกี่ยวกับ 4.0 สอนให้คนเป็นนักพัฒนาคนมืออาชีพ วิทยานิพนธ์ต้องมีความบ้าคลั่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

         เป็นการสอนในระบบ Learning How to Learn

         การเรียนในวันนี้ให้เน้นเรื่องคนก่อน แล้วมาพูดปรัชญา 8K’s 5K’s

         HRDS คือ Happiness , Respect, Dignity, Sustainability

         ต้องจับหลักให้ได้ก่อนที่จะมา Apply ต้องฝึกการเขียนตั้งแต่วันนี้

 

คุณทรงวุฒิ

         ประเด็นหนึ่งที่จับใจความได้ที่ใช้คือ 2R’s คือ Reality  และ Relevance และเพิ่มRespect ขึ้นมา คือทำอะไรต้องมีความเข้าใจ และต้องมีการสร้าง Social Capital การเชื่อมโยงในการทำงาน และเราต้องมี Innovation

         8K’s 5K’s มาจาก Gary Becker มาทำ อ่านไม่สนุกถ้าไม่ Apply

         หัวข้อในการทำดุษฎีนิพนธ์ มีการเขียนแบบ Macro Impact เรากำลังมองภาพ Macro และไหลมาสู่ Micro

         Ph.D เรียนเพื่อ Apply ให้ได้ ซึ่งการ Apply ได้ก็ออกมาจาก 8K’s 5K’s เราต้องใช้ระบบ เราต้องมี Imagination ต้องมี Basic Knowledge ที่ต้อง Apply เข้าด้วยกัน  ถ้าไม่มี Basic Knowledge ทำอะไรไม่ได้ ต้องมีมุมมองทั้ง Backward และ Forward ต้องมี Mental ที่ดี ให้และแบ่งปัน สร้าง Flow Energy ที่เกิดขึ้น ทำอย่างไรให้ Balance Physical ให้ได้

         ที่สำคัญที่สุดในการทำวิทยานิพนธ์คือ Teamwork จะช่วยให้คิดหัวข้อได้ คุณภาพ + ปริมาณ

Homework

  • วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของ HR Architecture อย่างละเอียด อย่างละ 3 เรื่อง
  • จะทำ HR Architecture มาเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ Ph.Dได้อย่างไร ยกตัวอย่าง
  • จะนำเอา HR Architecture มาเป็นรูปแบบระดับ Micro ได้อย่างไร

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

         นวัตกรรมเป็นทั้งเป้าหมายและวิธีการ ประเด็นเดียวกันยังคิดแตกต่างหลากหลาย

1. ค้นหาตัวเองก่อน

2. ค้นหาแนวทางที่จะไป จะได้เดินไปถูกทาง ต้องให้คม ให้ตรงประเด็น

3. ดุษฎีนิพนธ์ต้องสอดคล้องกับชีวิตและงาน

         ภาวะผู้นำต้องถูกสร้างเสริมขึ้นมา

         ผู้ประกอบการที่ดีต้องมีภูมิคุ้มกัน ค้นหาข้อมูล มีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการจะได้เดินไปในแนวทางได้ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่คือทางรอดของประเทศไทย ต้องมีการดูหลายมิติ มองในภาพใหญ่ว่าไปตรงไหนกัน

         มีการ Learn-Share-Care

         เอาความหลากหลายมาเป็นพลัง

 

Homework

  • วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของ HR Architecture อย่างละเอียด อย่างละ 3 เรื่อง
  • จะทำ HR Architecture มาเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ Ph.Dได้อย่างไร ยกตัวอย่าง
  • จะนำเอา HR Architecture มาเป็นรูปแบบระดับ Micro ได้อย่างไร

 

 

การร่วมแสดงความคิดเห็น : สิ่งที่ได้เรียนรู้

1. เมื่อวานได้เห็นภาพ HR Architecture มาในตอนแรกไม่เข้าใจ มาวันนี้เริ่มพอเข้าใจหลังจากที่ได้ฟังอธิบาย และมีแนวคิดนำแนวคิดมาพัฒนาต่อยอดสถานพยาบาลให้สำเร็จจะเป็นอย่างไร คิดว่าจะกระทบกับกลุ่มใหญ่ที่สุดอย่างไร

         ดร.จีระ เสริมว่า บางคนคิดว่าพยาบาลห่างกับหมอ แต่จริง ๆ แล้วไม่ห่าง ขอให้มุ่งมั่น

 

2. คนต้องมาก่อน อย่างเช่นตอนท่านอธิการบดีสวนสุนันทาหาเสียงใหม่ ๆ ได้นำเอาคนมาก่อน ตอนแรกสงสัยแต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจว่า ถ้าคนมีความผาสุกแล้ว การบริหารจะมีความราบรื่น ในวันแรกอาจยังงงอยู่ แต่พอมาในวันนี้เริ่มชัดขึ้น คิดว่ากลับไปอาจได้หัวข้อวิทยานิพนธ์ใหม่ อีกเรื่องคือ 2R’s คือต้องรู้ให้จริง

         ดร.จีระเสริมว่าถ้าเรามีไอเดียดี และปลูกฝังในห้องนี้ วิทยานิพนธ์จะมีมูลค่าเป็นพันล้าน  หลายครั้งที่เราอาจลืมคำว่าคนไป บางครั้งอาจไม่ใช่เงินอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนที่มีคุณภาพและศักดิ์ศรี

 

3. นักธุรกิจทำเรื่องนมโรงเรียน สิ่งที่ได้เรียนในวันนี้คือความสุข เรื่องนมโรงเรียนได้ใช้ศิลปะจริง ๆ แต่ไม่ได้นำศิลปะมาจับ แต่ได้ปฏิบัติ การทำนมโรงเรียนที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน ได้นำมาใช้ว่าทำอย่างไรให้เกษตรกรขายวัตถุดิบให้กับเรา ได้มีการนำ 8K’s 5K’s มาใช้ มีการทบทวน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่มาวันนี้เป็นการเรียนแล้วมีความสุขในทุกครั้งที่อยากมาเรียน

 

4. บริษัทสื่อสารการตลาดทำด้านประชาสัมพันธ์ ตอนแรกทุกคนมีบรรยากาศเคร่งมากในการเตรียมนำเสนอ พอได้บอกว่าเก็บไว้ก่อน มีความรู้สึกว่าเสียดายปนโล่งใจเล็ก ๆ พอนั่งฟังในวันนี้ ความงง ๆ ยังมีความเข้าใจมากขึ้น อย่าง HR Architecture ตอนแรกเปิดไม่เข้าใจ แต่ฟังแล้วเข้าใจ รู้สึกมีความสุขที่อยากมา บรรยากาศห้องตื่นตัว และรู้สึกมีความสุข รู้สึกว่าสมองดูดไปเลย

 

5. หลานเจ้เกียว เรียนกับอาจารย์ในครั้งนี้รู้สึกมีมุมมองและประตูเปิดกว้างมากขึ้น ในครั้งแรกยังไม่คุ้นเคยอาจมึน ๆ งง ๆ แต่ครั้งนี้ได้มีวิจารณ์หนังสือ ประกอบกับรู้ Background มากขึ้น เป็นการเรียนที่สนุกขึ้น กับเข้าใจมากขึ้น รู้วัตถุประสงค์ในการเรียน มีการมองจาก Macro มาสู่ Micro มีการปลูก เก็บเกี่ยว และเอาชนะอุปสรรค การเรียน มีการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ มุมมองใหม่ ๆ ได้มีการเปิดแสดงความคิดเห็นและมุมมองต่าง ๆ ด้วย

         ดร.จีระ เสริมว่า การปลูกและเก็บเกี่ยว เป็นการให้กำลังใจและกระตุ้นความเป็นเลิศ ต้องมี Team Teaching  

 

5. สิ่งที่ได้จากห้องนี้เหมือนได้รับพลัง พลังความคิด พลังที่เกิดจากเราเป็นพลังที่แปลเปลี่ยนเป็นเชิง Physical ได้ อย่างกายเป็นนาย ใจเป็นบ่าว และเป็นบททดสอบที่สามารถนำมา Change & Challenge กับ ครอบครัวอย่างไร ให้ Impact ต่อ ครอบครัวก่อนค่อย Impact ไปถึงประเทศ

         ดร.จีระ เสริมว่าวิทยานิพนธ์รุ่นนี้น่าจะมีประโยชน์

 

6. การเรียนกับอาจารย์จีระตื่นเต้นตลอดเวลา อาจารย์จีระเสียงดังแต่ Function ดี สิ่งที่ได้คือต้องเป็นความจริงและตรงประเด็น  ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องรู้จริงก่อน แล้วต่อยอดความรู้ได้ ซึ่งถ้าเราจะพิจารณา Human Capital เราจะสร้างแนวทางอย่างไรในการประยุกต์ให้ได้กรอบในการพัฒนาต่อไป

         ดร.จีระ กล่าวว่าที่เวียดนามเด็กจบมามีความสามารถเท่ากับคนไทย แต่ที่ต่างกันคือเด็กเวียดนามมีความมุ่งมั่นมากกว่า อย่างดร.จีระ ชอบพัฒนาเด็กไม่เก่ง เพราะเด็กเก่งเขาก็สามารถไปของเขาเองได้ อย่างในรุ่นที่ 15 นี้ มั่นใจว่าถ้าเรารวมตัวกัน ได้วางแผนทั้งชีวิต แต่อาทิตย์คุยกับทีมงานเขา ไม่สนใจอาจใส่ 20  สนใจอาจใส่ 50 หรือ 100 ก็ได้  เราทำหลักสูตร Short Course เยอะไป แต่หลักสูตรปริญญาเอกต้องต่อเนื่อง

 

7. มาจากระนอง ในด้านความรู้พื้นฐานความรู้ไม่ค่อยดี แต่พยายามเก็บเกี่ยวความรู้โดยตลอด สิ่งที่เห็นคืออาจารย์ให้ความสนใจกับพวกเรามาก มีความประทับใจเพราะรู้สึกว่าอาจารย์รักลูกศิษย์เหมือนลูก เหมือนหลาน

         ดร.จีระ เสริมว่า ถ้าทำดีประเทศจะเจริญ และจะได้ไปทำอย่างอื่นที่สำเร็จจากคนในห้องนี้

 

8. สิ่งที่ชอบคือ life cycle Human Capital คือการให้ความสำคัญกับการปลูก การศึกษา ครอบครัว ถ้าให้แนวทางที่ดีจะต่อยอดในการทำงานได้ จะใช้แนวทางนี้ให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สิ่งที่ประทับใจคือ อาจารย์ให้แรงบันดาลใจไม่ว่าเป็นการทำงาน การค้นหาดุษฎีนิพนธ์ เพราะว่าการทำงานให้คำนึงถึงสังคมได้อะไรจากเรา ได้อะไรจากงานเรา

         ดร.จีระ เสริมว่าคุณค่าจากคนอยู่ที่ผลงานเรา การเรียนปริญญาเอกคุ้มค่า และอยู่ที่กระดาษอีกใบ โลกปัจจุบัน ลูกศิษย์ต้องเก่งกว่าอาจารย์

 

9. ที่ประทับใจหลัก  ๆ คือเข้าใจในทุนมนุษย์ คือคนถ้ารากฐานดีจะเสมือนเสาเข็ม ถ้ารากเสาไม่ดีจะไม่มั่นคง เราต้องปูพื้นให้รากฐานมั่นคงแข็งแรง การมี Capital ที่ดีได้ต้องรู้จักเสียก่อน เพราะเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ

         ดร.จีระ เสริมว่าการเรียนปัจจุบัน Cost แพง บางคนต้องเรียนพิเศษเพื่อติวข้อสอบให้สอบเข้าได้

 

10. คุณพีระเดช ระนอง สิ่งที่ได้วันนี้คือได้รับการปลูก และได้ครอบครัวใหม่คือโภชนาการอาหาร ได้รับการสื่อสารมากขึ้นเพื่อเพิ่มความรู้มากขึ้น จะได้เก็บเกี่ยวทุก ๆ อย่างที่ปลูกขึ้นมา เลือกสิ่งที่ดีที่สุดที่ตรงเป้าหมายที่สุดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์

 

11.  ธุรกิจครอบครัวเคมี  สิ่งที่ประทับใจคือเวลาทำงานจะเจอคนที่มองแต่เรื่อง Micro คือตัวเอง หรือเงิน เวลาเรียนกับ อาจารย์จีระ มีภาพให้ดูอย่าง HR Architecture ที่มองว่าเรื่องคนสำคัญ รู้สึกโชคดีได้เจออาจารย์ดี มีความสุขมาก

         ดร.จีระเสริมว่า ทุนมนุษย์ต้อง Invest ก่อน ต้องลงก่อน เราได้ลงทุนมนุษย์ตอนไหน ในรุ่นนี้จึงน่าจะมีโปรเจคอันหนึ่งที่ลงทุนฟื้นฟู  อยากให้คิดโปรเจคอันหนึ่งที่ฟื้นฟูเด็กเหล่านี้ ดังนั้น Gap เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

         อาจารย์พิชญ์ภูรี มีนายอำเภอคนหนึ่งทีเคยอยู่ที่ระยอง แต่ปัจจุบันอยู่ที่สมุทรสงคราม ที่ระยองเคยดูแลเด็กในสถานพินิจ คิดให้เด็กกลุ่มนี้มาฝึกให้ขับเรือนำร่อง ใน 1 ปี ฝรั่งจะให้ขับเรือ 3 ครั้ง และเวลาว่างจากขับเรือจะมาเป็น Life Guard เป็นโปรเจคดีมากแต่ไม่ได้มีคนต่อยอด ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ ทำอะไรต้องตรงประเด็น

 

12. ทำงานด้านการศึกษาที่พระจอมเกล้าพระนครเหนือ ใน Chira Way มีปลูก เก็บเกี่ยว และเอาชนะอุปสรรค ส่วนหนึ่งคือการศึกษา ดังนั้นจึงทำอย่างไรให้นักศึกษาเป็นผลผลิตที่ประเทศสามารถเก็บเกี่ยวต่อไปได้ และประเทศสามารถใช้เขาไปเอาชนะอุปสรรคในสากลได้

 

13. นำความรู้แนวนี้ไปถ่ายทอดให้ลูกสาวที่จบ HR ที่ LSE มีแนวคิดที่จะดึงนักศึกษาจีนมาเรียนที่นี่

 

14. สิ่งที่ได้เรียนคือได้ประทับใจอาจารย์ รู้สึกดีที่ได้เป็นลูกศิษย์อาจารย์ อาจารย์เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อประเทศมาก

 

15. คราวที่แล้วที่เจออาจารย์จีระยังงง ๆ อยู่กับความแรง การเรียนมาเพื่อต้องการความรู้ด้านสังคม จากการบ้านได้อ่าน 3 เล่ม พบว่าอาจารย์ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ครอบครัว และเห็นว่าอาจารย์มีพลังการสอนมาก เพราะเป็นเรื่องที่ดี รู้สึกได้ความรู้เยอะในครั้งนี้ การอ่านเล่มสีม่วงเป็นหัวข้อที่ดี ที่อ่านยังไม่มั่นใจ แต่จะมีการหาอ่านเพิ่มเติม

 

16. คุณอรุณศิลป์ ทำเรื่องการประเมินเครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรมทุกชนิด จากที่บอกว่าอดีตเรียนเยอะรายได้สูง เช่นเดียวกับการทำงานที่เหนื่อยมาก แต่ในอนาคตทำอย่างไรคือ Network ผู้ประกอบการมาซื่อหลากหลายมาก จึงอยากทำ Co-Working Space ที่ทำให้รายได้สูงขึ้นหรือไม่

         ดร.จีระเสริมว่า ธุรกิจต้องมีการร่วมมือกันในความคิด แต่ละคนเจอกับความไม่แน่นอน ในการพูดครั้งที่สองให้ถามอีกทีว่าเขาทำอะไรกัน ถ้า Basic ดีแล้วก็ให้ต่อยอด สิ่งที่ทำอาจไม่ได้ตั้งใจทุกเรื่อง แต่เป็นแรงบันดาลใจ อย่างช่วงนี้อาจารย์สุขภาพดีขึ้น Energy มากขึ้น ก็ต้อง Energize ด้วย และโจทย์นี้เหมือนปรับให้เราไปสู่ Micro ด้วย อยากให้ลองช่วยกันคิด เพราะเป็นราก ถ้าเรามี Macro ก็ต้องมี Micro ด้วย ธุรกิจหนังสือไม่ขาดทุน แต่ไม่มี Supply กว่าจะเขียนได้เหนื่อย มีวัตถุดิบมาก ต้องปรุงแต่งให้ดี

         HR Basic ไม่ยาก แต่อาจเป็นงานที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม

 

17. อุปสรรค ทำอะไรให้สำเร็จ ใช้ทฤษฎี 8K’s 5K’s มาใช้ ฟังเพื่อน ๆ ร่วมห้องสิ่งที่น่าสนใจคือเรื่อง Network ที่ต้องขอความร่วมมือจากเพื่อนร่วมห้องในการทำ

 

18. บริษัทตราเพชร  หลายสิ่งที่ประทับใจหลัก ๆ คือต้อง Investment Human Capital ต้องเชื่อมโยงกับสังคมโดยส่วนรวม ไม่เอาเปรียบทรัพยากรธรรมชาติ  ต้องปลูก เก็บเกี่ยว และทำอะไรให้มีความสุข


…………………………………………………………………………………………

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

ครั้งที่ 3 ทฤษฎีการเรียนรู้ – Chira Way

…………………………………………………………………………………………

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

โดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล

 

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          สัปดาห์หน้าจะวิจารณ์หนังสือ และการวิจารณ์จะสามารถไปตอบโจทย์ใหญ่ทางด้านนวัตกรรม

หนังสือ 3 เล่ม

          ที่ ดร.จีระ ให้ไป ให้สรุปว่าพูดอะไร

1. ดร.จีระ กับ คุณพารณ

2. 8K’s  และ 5K’s เป็นเสมือนหัวใจการพูดคือเราพูดเรื่อง Human Capital เพื่อไปตอบโจทย์นวัตกรรม ซึ่งถ้ามีนวัตกรรมเกิดขึ้นในประเทศไทยจะทำอย่างไร

          ในหลวงร.9 ก่อนสิ้นพระชนม์ได้นำเงิน 200 ล้านบาทฝากท่านองคมนตรีพลากร สุวรรณรัฐให้ไปช่วยโรงเรียนต่างจังหวัดที่ห่างไกล เพื่อช่วยในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเด็กที่อยู่ห่างไกล

2 R’s

1. Reality สถานการณ์ประเทศเป็นอย่างไร

2 Relevance ตรงประเด็นกับสังคมไทย และสถานการณ์หรือไม่อย่างไร

Human Capital

          คือ Independent ของการทำให้เกิดนวัตกรรม

คน คือ ปลูก เก็บเกี่ยว และ Execution

1. เก็บเกี่ยว หมายถึง เมื่อคนมีคุณภาพแล้ว ปลูกแล้ว คำถามคือจะ Maximize เอาความเป็นเลิศของคนเหล่านี้ได้อย่างไร

          - Motivation คือส่วนหนึ่งของการเก็บเกี่ยว และในยุคต่อไปไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ คือ HRDS

          - Motivation ที่ดีที่สุดจะเป็น Intangible Motivation ได้แก่ HRDS

2. Execution คือ ปัญหาของคนไม่ใช่ปัจจัยอื่น เป็นเรื่องค่านิยม ความขัดแย้งในองค์กร การทำงานให้คนมีความสุขในการทำงาน

          คนจะเป็น Chira Way ได้คือต้องเป็นคนดีก่อน คือ Ethical Capital  และต้องเป็นคนเก่งคือ Smart และที่ต้องมีเพิ่มที่คนต้องรู้คือ Happy อาทิ Happy at work, Happy learning, Happy of Learning ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ให้มีความสุขในชีวิต และที่สำคัญคือ Contribution ให้สังคมไทยอย่างไรบ้าง และสุดท้ายคือยั่งยืน

          สรุปคือ ต้องเป็นคนที่สมดุล ประกอบด้วย

          - คนดี

          - คน Smart

          - คน Happy

          - ความยั่งยืน

Ladder Theory

          ที่ผ่านมาได้อะไรที่เป็นพื้นฐานครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 ครั้งที่ 5 อย่าข้ามขั้นตอนแล้วไม่ยั่งยืน

ดังนั้น Ph.D. คือ กระบวนการ (Process) ในการเดินไปข้างหน้า

          ในวันนี้จะพูด 2 เรื่องคือ นำ 8K’s 5K’s มาเปรียบเทียบกับ Gary Becker 2 เรื่อง และใน 8K’s 5K’s ไม่ได้พูดถึงทุก K แต่ให้ดึงนำมาใช้ในการทำประโยชน์ในงานวิจัยของทุกคน

วิธีการ 8K’s 5K’s

1. แนวคิดของ ดร.จีระ

2. Shift จาก Quantity มาสู่ Quality หรือ Shift จาก Tangible มาสู่ Intangible

ดังนั้น Human Capital ยุคต่อไป ต้องเป็น Machine + Human  ทุนมนุษย์เป็น 1 ใน 4 ของทั้งหมด คือ เงิน ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยี (เครื่องมือหรือเครื่องจักร) และคน

Gary Becker

          เมื่อ 50 ปีที่แล้ว มี Hypothesis คือมนุษย์เกิดมาเท่ากัน อยู่ที่ว่าใครลงทุนมากกว่ากัน

ต่อมาอีกคนหนึ่งที่ University of Chicago คือ Prof. Gary Becker ก็ได้วิเคราะห์ว่า ถ้าแรงงานมีการลงทุนด้านการศึกษาไม่เท่ากัน แค่วัดจากปีที่เรียนก็พอว่ารายได้ก็ไม่เท่ากัน จึงเป็นการค้นพบว่า การศึกษา คือ การลงทุนที่สำคัญของทุนมนุษย์ ใครมีการศึกษามากกว่าคนนั้นก็จะมีรายได้มากกว่า หรือมีทุนมนุษย์มากกว่า

E = α0 + α1Y1 + α2Y2 +

E= รายได้, Y= Education

α1คือ ถ้า Y เพิ่ม E เพิ่มเท่าไหร่? ซึ่งได้มีการวิจัยว่า α1มีนัยยะสำคัญทางสถิติและเป็น+

 ซึ่งการวิเคราะห์ของ Becker ก็เป็นที่มาของรางวัล Nobel ทางเศรษฐศาสตร์

           Gary เชื่อว่าคนเรียนเยอะจะมีรายได้มากกว่าคนเรียนน้อยกว่า เป็นการ Run Equation  on Quantity ไม่ใช่ Quality  เพราะมีประเด็นว่าปริญญาอาจไม่ใช่การฝึกปัญญาก็ได้ แต่การฝึกปัญญาอาจไม่มีปริญญาก็ได้

P. Schultz จาก University of Chicago

ก็ทำวิจัยใช้หลักของ Becker พบว่า ชาวนาในสหรัฐ ถ้าคนไหนมีความรู้หรือปัญญามาก.. ผลผลิตของสินค้าเกษตรหรือ Labor Productivity ของเขาก็เพิ่มขึ้น

“Bill Gates”

          ปัจจุบันปี 2553 การวิเคราะห์ทุนมนุษย์ก็ได้เปลี่ยนไปมาก ซึ่งก็คือประเด็นที่เราจะพูดกันในวันนี้

          Hypothesis แรกก็คือ ปริมาณหรือการมองการศึกษาแบบเป็นทางการว่าจบอะไร ปริญญาตรีต้องดีกว่า ม.6 ก็ยังสำคัญอยู่ แต่จะสำคัญน้อยลง เพราะพบว่าคนเรียนน้อยก็อาจจะมีคุณภาพดีเท่ากับหรือมากกว่าคนเรียนมากก็ได้หรือที่มีคำว่า“ปัญญาอาจจะไม่ใช่ปริญญา”

          ดร.จีระ สรุปว่า เอาความหลากหลายของคนในห้องนี้เป็นพลัง ดังนั้นถ้าใช้ แนวคิดของ Gary Becker ต่อไปอาจไม่ได้ เพราะในวันนี้กับ 50 ปีที่แล้วเป็นเวลาที่แตกต่างกัน ดังนั้นการ Move ทุนมนุษย์จึง Move มาที่ Intangible มนุษย์ไม่ได้มีแต่ปริญญาอย่างเดียว ต้องเป็นคนดี คนเก่ง ทำงานมีความสุข แล้วจะยั่งยืน  ซึ่งนำสู่ทฤษฎี 8K’s 5K’s ของ ดร.จีระ

8K’s 5K’s

ที่ใช้ “K” แทนคำว่าทุนนั้นเพราะ “K” มาจากคำว่า Kapital เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า “ทุน” หมายถึงทุนทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่ง Karl Mark ได้เขียนทฤษฎี “The Kapital” ไว้กว่าร้อยปีแล้ว

ใน 8 K’s ดร.จีระ เริ่มด้วย Human Capital แต่ Human Capital ไม่ใช่วัดจากปริมาณมากแต่ต้องเน้นคุณภาพจึงเป็นที่มาของทุนที่สำคัญอีก 7ทุน

8 K’s : ทฤษฎีทุน 8 ประเภทพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

Human Capital             ทุนมนุษย์ - เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล

Intellectual Capital      ทุนทางปัญญา

Ethical Capital             ทุนทางจริยธรรม

Happiness Capital        ทุนแห่งความสุข

Social Capital              ทุนทางสังคม

Sustainability Capital    ทุนแห่งความยั่งยืน

Digital Capital              ทุนทาง IT

Talented Capital          ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ

5 K’s (ใหม่) : ทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์

Creativity Capital         ทุนแห่งการสร้างสรรค์

Knowledge Capital      ทุนทางความรู้

Innovation Capital      ทุนทางนวัตกรรม

Emotional Capital       ทุนทางอารมณ์

Cultural  Capital         ทุนทางวัฒนธรรม

 

          สิ่งที่ต้องระวังคือ Law of Diminishing Return และ S-Curve ยกตัวอย่างว่า สามารถนำไป Run Equation เป็น Average Value คือค่าเฉลี่ย

ยกตัวอย่าง

          Happiness Capital คือพฤติกรรมส่วนบุคคลที่ไปสู่เป้าหมายนั้น

          Sustainable Capital คือพฤติกรรมที่นำไปสู่ความยั่งยืนเช่น สุขภาพดี หรือไม่ลอกใคร ไม่เอาของเก่ามาขาย หมายถึงเราต้องมีทรัพย์สินทางปัญญาที่ติดตัวเราไปด้วย

          และถ้าไม่มี Intellectual Capital หรือ Ethical Capital เราก็อยู่ไม่ได้

สิ่งที่อยากจะฝากไว้คือ

1. จะนำ 8K’s 5K’s ไปทำนวัตกรรมอย่างไร

2. กล้าเขียนวิทยานิพนธ์ทำนอง ดร.จีระ ขึ้นมา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การร่วมแสดงความคิดเห็น

1. คุณณัฐกร คุ้มเพชร

          แนวคิดของ Gary Becker กับอาจารย์จีระ มีทั้งเหมือนและแตกต่าง แนวคิดของ Gary Becker เป็นมุมมองทางเศรษฐศาสตร์อย่างเดียว และของอาจารย์จีระ ได้ศึกษามาด้วยเช่นกัน และได้ศึกษาในเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย และช่วงที่ทำการศึกษาคือทั้ง 2 ท่านอยู่คนละยุค ดังนั้นในความคิดของทั้ง 2 ท่านอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่ทั้ง 2 ท่านมีความคิดที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์    

          ดร.จีระ เสริมว่า ต้องเปรียบเทียบยุคต่าง ๆ ให้ได้ คนรุ่นใหม่ ใช้การเรียนแบบโบราณไม่ได้ ต้องทันสมัย  Gary Becker นอกจากพูดเรื่องทุนมนุษย์แล้วยังพูดเรื่องการมีลูกด้วย ได้พูดว่าผู้หญิงในเมืองกับผู้หญิงในต่างจังหวัดการมีลูกไม่เท่ากัน เพราะผู้หญิงในเมืองการศึกษามาก ทำงานมาก ต้นทุนการมีลูกสูง แต่ในการมีลูกส่วนใหญ่ ไม่ได้มองทางเศรษฐศาสตร์

 

2. คุณทิเบต จันทวงศ์

          ทุนมนุษย์มีความสำคัญอย่างมาก และเมื่อเปรียบเทียบกับอาจารย์ Gary Becker เป็นคนละยุค ซึ่งทาง ดร.จีระ ได้สอดคล้องกับยุคปัจจุบันมากกว่า และ ได้นำ 5K’s มาใช้ในยุคปัจจุบันได้

          ดร.จีระ เสริมว่า 5K’s ถ้ามาก่อน 8K’s จะยุ่งมากเลย โลกในอนาคตต้องมาแนวนวัตกรรม ดังนั้น ถ้าทุนมนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ ก็ต่อยอดไปที่นวัตกรรมได้ เห็นได้ชัดว่านวัตกรรมที่เกิดขึ้น เกิดจากความคิดของมนุษย์ทุก ๆ ขั้นตอน ขั้นตอนนวัตกรรมมี 3 ขั้นตอน

          1. จุดเริ่มต้น ต้องมีความคิดใหม่ ซึ่งอาจปรับปรุงจากเดิมก็ได้  ไม่ต้องใหม่ทั้งหมด

          2. ความคิดสร้างสรรค์

          3. Body of Knowledge

          นวัตกรรมต้องเกิดโปรเจคใหม่ ๆ จึงต้อง Turn ideas into action

ดังนั้นจึงต้องเขียน Project เอง โดยต้องเขียนให้เป็น ได้แก่

  • Project Proposal
  • Project Presentation
  • Project Approval
  • Project Implementation

และสุดท้าย Project ต้องประสบความสำเร็จ

 

3. คุณณภพ ใจศุภนัส จ.ระยอง

             เห็นด้วยกับ 2 คน ขอเสริมเรื่องคุณภาพการศึกษาเพราะยุคใหม่เป็นยุคทุนนิยม การศึกษาเป็นธุรกิจมากขึ้น คุณภาพอาจไม่เหมือนเดิม จากที่ Gary บอกว่าการศึกษาสูงขึ้นมีรายได้มากขึ้น ในยุคปัจจุบันอาจไม่เหมือนเดิมแล้ว

             ดร.จีระ เสริมว่า เห็นด้วยเพราะในปัจจุบันเปลี่ยนไป ไม่ได้เน้นเรื่องคุณภาพการศึกษา

4. อาจารย์ได้ปูพื้นแนวคิดถึงสิ่งที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ ถึงประเทศชาติ องค์ประกอบที่สำคัญในการพัฒนาได้คือคน องค์กรสำเร็จได้ต้องมีคุณภาพของคน คุณลักษณะที่เหมาะสมต้องประกอบด้วย K อะไรบ้างและมีวิธีการสร้างอย่างไร ถ้าพัฒนาได้จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จมาก

 

5. การศึกษามีส่วนสำคัญ ยิ่งการศึกษาสูงมากเท่าไหร่ ค่าตอบแทนสูงมากเท่านั้น แต่การศึกษาไทยยังไม่มีในเรื่องคุณธรรม

             ดร.จีระ เสริมว่าการให้คนออกความเห็นคือความหลากหลาย การศึกษาเป็นภาพใหญ่ Human Capital เป็นภาพเล็ก เป็น Individual มีคนจำนวนมากผ่านการศึกษาแต่ไม่สามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงในโลกได้  ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือไปดูแลคนที่มีความรู้

             การศึกษาไม่ได้วัดจากปริมาณแต่ต้องวัดจากคุณภาพ

6. คุณสมรัตน์

             Gary ในสมัยนั้นได้ไปเชื่อมกับรายได้กับตัวบุคคลในทาง Individual แต่แนวคิดเริ่มเปลี่ยนไปคือการอยู่คนเดียวไม่ได้ที่จะตอบโจทย์สังคม เราจะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างไรให้ทำงานอย่างมีความสุขและยั่งยืน ดังนั้น Gary เน้นเรื่องตัวบุคคล ส่วนดร.จีระ อาจเน้นที่ Sustainability

             ดร.จีระ เสริมว่า ได้วิเคราะห์ 8K’s 5K’s มามองในเรื่องความยั่งยืน มามองเรื่อง Networking อย่างทุนทางสังคม เป็นยุคดิจิตอลด้วย เราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว เป็นเรื่องสังคม การทำงานร่วมกันไม่ใช่แค่ Individual อย่างเดียว ซึ่งสอดคล้องกับยุคปัจจุบัน

7. คุณนิรามิล

             สิ่งที่มองคือ มองรอบด้านไม่ได้มองแค่ประโยชน์ที่ตัวเองได้รับ แต่มองในมุมคนอื่นด้วยคือทำแล้วมีผลกระทบกับใครบ้าง แล้วใครได้ประโยชน์ คือครอบคลุมทั้งหมดคือ ดี เก่ง มีสุข และ Sustainable  

             Gary มองที่ output แต่ ดร.จีระมองที่ Outcome คือ ปลูก เก็บเกี่ยว และ Execution ไปสร้างเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพ

             ดร.จีระ เสริมว่า ถ้าเราทำได้ จะสร้างประโยชน์ได้มหาศาล คนเก่งคนเดียวไม่สามารถอยู่ได้ รู้สึกมีความสุขมากที่พูดถึง Networking Sustainability และ Happiness

             การปลูกต้องปลูกทุกช่วงเวลา อย่างเช่นต่างชาติใช้คำว่า Capacity Building คือสร้างศักยภาพ มีคำว่า Competency มีคำว่า Skill

8.คุณพีรวี

             ตามหลัก Gary ที่ทุกคนเกิดมาเท่ากัน แต่ขึ้นกับใครลงทุนอย่างไร ในมุมมองของ ดร.จีระ มีความคล้ายกันขึ้นอยู่กับในมิติต่างๆ

             คนเรามีความเป็นคนเหมือนกันแต่คุณค่าไม่เหมือนกัน คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้นมาจากพื้นฐาน 8K’s 5K’s ที่เรียนวันนี้ได้จุดประกายแนวคิดในหลายด้าน เนื่องจากทำงานกับคนหลายระดับ รวมถึงที่ขาดโอกาสทางการศึกษา

             ดร.จีระเสริมเรื่องการมอง Reality และ Relevance เห็นด้วยกับ Gary ที่บอกว่ามนุษย์จะดีหรือไม่อยู่ที่การลงทุน อยู่ที่การปลูกฝังเขา

             ถ้าเอาเด็กสลัมมาฟื้นฟู ทำให้ปัญหายาเสพติดลดลงได้

             ถ้า Chira Way กระเด้งไปสู่สังคมกว้างโดยผ่านโครงการปริญญาเอกจะไปกดดัน กทม. ทรัพยากรมนุษย์อยู่ในมือทุกคน สิ่งนี้คือ Value ที่อยู่ในตัวคน นศ.ปริญญาเอกจบแล้ว ได้อะไร ต้องสร้างให้เกิด Impact

9. คุณวันดี

             Gary เน้นเรื่องการศึกษาสูงทำให้มีรายได้สูง เทียบกับปัจจุบันองค์กรที่มองการศึกษาสูงจะมีเงินเดือนสูง แต่อย่างไรก็ตามต้องเน้นเรื่องทุนมนุษย์ที่ต้องมีการคิด วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ ถ้ามีทุนทางปัญญา และมีแนวคิดที่ดีมีแนวคิดเชิงบวก สมองจะหลังสารเอ็นโดรฟินส์จะมีทุนทางความสุข รักในสิ่งที่ทำ แล้วสามารถเชื่อมกับทุนทางสังคมได้

             ดร.จีระ เสริมว่า ความสุขเป็นอย่างไร เช่นในองค์กรคนที่กำกับดูแลต้องไม่เน้นที่ผลประกอบการแต่ส่วนตัว Suffer  ต้องให้มี Work life Balance และพบว่าคนที่ทำงานเงินเดือนสูงถูกกดดันมาก ดังนั้นการที่เรามีความสำเร็จต้องมีความ Balance คือสุขภาพที่ดี ดังนั้นผู้นำยุคต่อไปไม่สามารถใช้ Performance เป็นตัวกำหนดโดยไม่ดูที่ Happiness และรู้สึกดีที่ได้แสดงออก  อาจให้ Happiness Capital เป็นหัวใจของรุ่นที่ 15 และถ้าทำสำเร็จอาจมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่สร้างให้เกิดประโยชน์

10. คุณดุจดาว

             Gary มองปริมาณมากกว่าคุณภาพ ถ้ารายได้มากขึ้นมาจากการศึกษามากขึ้น แต่ในปัจจุบัน การศึกษาของไทยเด็กเรียนแค่ท่องจำแล้วนำไปสอบ คนเรามองที่การศึกษาไม่ได้ต้องมองที่ปัญญาและจริยธรรมมาด้วย มีปัจจัยหลายอย่างเพื่อให้เกิดความยั่งยืนด้วย ซึ่งจะสอดคล้องกับ 8K’s 5K’s ของอาจารย์ด้วย

             ดร.จีระ เสริมว่าวิธีการเรียน และปีของการเรียนไม่สอดคล้องกัน ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการเรียน อยู่ที่วิธีการเรียน

11. 8K’s 5K’s เป็นในเชิงสังคมวิทยาด้วย Gary ได้มีการศึกษาในเรื่องครอบครัว และเรื่องอาชญากรรมด้วย อยากให้ทุกคนไป Search ด้วย เป็นตัว Y1 ที่วัดได้ แต่มีสิ่งที่วัดไม่ได้คือครอบครัว และโภชนาการ แต่ในปัจจุบันนี้สิ่งที่วัดได้เช่นอายุยืนจะวัดได้หรือไม่ เรื่องสุขภาพ ในแง่ความเป็นจริง เราเรียนเยอะขึ้น สิ่งที่สงสัยคือการศึกษาในระบบเราไม่ดี แต่การศึกษาใน Social จะสามารถชดเชยตัว Y1 ได้หรือไม่ หลายคนไม่ได้เรียนเยอะ แต่เขาอาจศึกษานอกระบบ

             ดร.จีระเสริมว่ามาจากหลายศาสตร์ซึ่งในนั้นมีเศรษฐศาสตร์ด้วย เพราะ K คือการลงทุน  อยู่ที่วิธีการเรียน Learning how to learn

             Gary มี มิลตั้น ฟิชแมนด์ ในการลงลึกด้วย ปริญญาเอกคือ Understanding ไม่ใช่รู้อย่างเดียวต้องรู้รากของมันด้วย

             ในยุคต่อไปเป็นการ Run Equation ด้วยตัวเลขต่าง ๆ ขึ้นมาได้แล้ว ส่วน Gary สมัยนั้นอาจ Run equation ไม่ได้ ความสมดุลในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ

12. คุณอรุณศรี

             ในเรื่องความเหมือนคือคนเราเกิดมาเหมือนกัน แต่ Input ต่างกันอย่างไร เรียนมากเน้นปริมาณ แต่เราต้องเน้นคุณภาพด้วย เรียนเยอะแล้วไม่โกงเป็นอย่างไร

             ดร.จีระ เสริมว่า การเขียน 8K’s 5K’s ใช้เวลาไม่นานแต่ Sequence ถูก ในวันนี้กำลังเขียนเองเรื่องผู้นำอยู่

             อยากให้รู้ว่าการเรียนปริญญาเอกมี 15 สัปดาห์ ในครั้งแรกรุนแรงมาก แต่เป็นการทำให้พื้นฐานแน่น การทำงานต้อง Happy ถ้าไม่ Happy จะอยู่ไปเพื่ออะไร ที่ยั่งยืนได้เพราะเราชอบอาชีพของเรา

             เราได้พื้นฐานที่ดีแล้วเราจะได้ทำอย่างอื่นด้วย

13. เรื่องเวลาและยุค

             Gary พูดนานแล้ว แต่อาจารย์จีระอยู่ในยุคปัจจุบัน อาจารย์จีระได้พูดถึง Gary เป็นรากในการประสาทขึ้นมา และ

             ดร.จีระ เสริมว่าคนอื่น ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนอาจารย์จีระ แต่เป็น Discovery ขึ้นมา แต่ก่อนอื่นต้อง Basic ดีก่อน

14. Gary มุ่งเน้นปริมาณ ได้มองถึงคุณค่าที่เรียนรู้เยอะ ศึกษาเยอะ ส่วน 8K’s 5K’s เป็นพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ที่นำมาใช้ต่อเนื่องคืออดีต ปัจจุบันและไปใช้ในอนาคตเพื่ออยู่อย่างสังคมและมีคุณภาพ

15. ที่ต่างกันเป็นเรื่องเวลา ยุคสมัยต่างกัน Gary อยู่ในยุคที่ผลิตอะไรก็ได้ที่เยอะ ๆ แล้วคนต้องซื้อจึงไปเน้นที่ปริมาณ ดังนั้นการวัดในเรื่องศึกษาจึงเป็นเรื่องที่วัดปริมาณเยอะๆ

             ส่วน อาจารย์จีระอยู่ในยุคที่ไม่ต้องแข่งขัน เป็นเรื่องความดี ความสุข ทุนทางจริยธรรมที่ไม่ได้พูดถึงเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

             อาจารย์จีระเป็นคนไทย เป็นบริบทคนไทย ส่วน Gary เป็นคนฝรั่ง

             เรื่องประสบการณ์ Gary Becker เป็นนักวิชาการมาก ส่วน อาจารย์จีระได้เข้ามาคลุกคลีกับคนจริง ๆ ที่สะสมประสบการณ์มา แล้วอาจารย์จีระได้นำมาต่อยอด

             ดร.จีระ เสริมว่า จากการใช้ชีวิตได้นำวิชาการ+ ความจริง การศึกษาหลัก ๆ สำคัญ ในเรื่องที่ทำทุนมนุษย์ ถ้าไม่นำเรื่องจริยธรรม ความยั่งยืน Networking ส่วน 5k’s ไปบวกที่สนใจมากคือ Emotional Capital ได้เสนอว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตต้องมีทุนทางอารมณ์ ต้องฝึกให้ดีไม่ร้อน จึงอยากให้ควบคุมอารมณ์ให้ดี จึงได้ทุนทางอารมณ์ และวัฒนธรรมขึ้นมาด้วย

16. Gary มีความเหมือนกัน ทุนมนุษย์จะมีคุณภาพต้องมีการศึกษาเหมือนกัน แต่สิ่งที่ Gary ไม่ได้พูดถึงคือในเรื่องทุนทางจริยธรรม ถ้าดีต้องเพิ่มเข้าไปด้วย 


อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล  

             ทฤษฎี 2 R’s ของอาจารย์จีระถูกดึงมาใช้ได้ R1คือวิเคราะห์จากความจริง ต้องมีกรอบแนวคิดมาเป็นกรอบ ๆ เป็นเรื่องคน เป็นเรื่องเครื่องมือที่ใช้จับในทุกเรื่องคือทุนมนุษย์ แล้วพูดเรื่องคนไปเป็นทรัพยากรมนุษย์และทุนมนุษย์ เป็นขั้นในการพัฒนา ในการ Develop ประชากรเกิด และประชากรตาย

             Gary Becker คือ 50 ปีที่แล้วนำมาเป็นฐาน อย่างการเขียนวิทยานิพนธ์ของทุกท่าน HR Architecture คือตั้งแต่คนเกิด ถึงคนตาย การมองประชากรเกิดถึงประชากรตายทั้ง Gary และ ดร.จีระ จับในส่วนหนึ่ง

             นศ.พูดถูกที่ศาสตร์ทางตะวันออกยังไม่ฮิต ตะวันตกส่วนใหญ่จะจับสิ่งที่วัดได้ มีเรื่องปัญญา ที่อยู่ในวิถีของเรา กรอบแนวคิดอยู่ในเรื่องคน คนพัฒนาเป็นทรัพยากร ให้การศึกษา ให้ความรู้ แต่ถ้าไปทุนมนุษย์ได้ จะทำให้เห็นกว้าง การได้กรอบแนวคิดคนในการนำมาใช้ต้องเป็นประโยชน์ ในโลกนี้มี 3 ขา เราเห็นมีการเปลี่ยนตลอดเวลา เป็นเรื่องสำคัญ ทุนมนุษย์ก็ไปตอบโจทย์ใน 3 ขานี้ เรื่องสังคมวัฒนธรรม เป็นรากเหง้าของประเทศ เรื่องเศรษฐกิจ ขับให้โลกเคลื่อน

             สิ่งที่พูดเป็น Global Change หนังสือที่ควรอ่านคือเรื่อง Global Trend จะไปทางไหน เราสนใจเรื่องไหนก็ไปดึงตรงนั้นเข้ามา ดูที่เป็น Trend ของโลก

             การเปลี่ยนแปลงของโลก สิ่งที่ต้องมาเรียน เพราะทำให้เกิดนวัตกรรม ฝึกให้บริหารจัดการนวัตกรรมด้วย

             ความคิดสร้างสรรค์ แม้จะเริ่มด้วย Gary Becker แต่มีแนวคิดด้วย อย่าง ดร.จีระ เป็นสากล + ไทย คือมีการใช้ดิจิตอลเป็นระบบด้วย แต่มีศาสตร์ตะวันออกคือปัญหา ความสุข

             8K’s 5K’s คือ ทฤษฎี สิ่งที่อยากแนะนำคือทำอะไรก็ตามให้ใส่เรื่องคนเข้าไป ใส่อย่างไรก็ไม่ผิด

             อะไรที่สงสัยให้ดึงประเด็นเข้ามาต่อยอดต่อ

             ในระบบมีปัญหากับโอกาสเช่นรัฐให้เรียนฟรีกี่ปี แต่ที่หลากหลายคือนอกระบบ เริ่มตั้งแต่ครอบครัว ศาสนา สังคม และ On the job training 

             ดร.จีระเสริมว่า ใครมีหัวข้อวิทยานิพนธ์ให้ปรึกษาอาจารย์พิชญ์ภูรีด้วย เนื่องจากไม่ใช่ Academic อย่างเดียว แต่เป็น Interesting Subject เป็นการมองที่หลากหลาย ซึ่งจะทำให้เกิด Impact ต่อสังคมได้

             เรียน Social Capital กับ Networking เพื่อตอบโจทย์ทุนนวัตกรรมด้วย เรื่องการปลูก เก็บเกี่ยว และ Execution คือทฤษฎีทุนมนุษย์ของ ดร.จีระ

             ศักยภาพของคนซ่อนอยู่ข้างใน วิธีการเก็บเกี่ยวคือดึงศักยภาพเขาออกมา ซึ่งวิธีของ ดร.จีระ จะเน้นสิ่งที่มองไม่เห็นคืออยากเอาชนะอุปสรรค หรือทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และการเรียนในรุ่นที่ 15 ให้ทำอะไรที่คิดนอกกรอบเยอะ ๆ แล้วหารือในกลุ่มมาก ๆ

 

การบ้าน (ครั้งที่ 3 วันที่ 17 กันยายน 2560 ส่งทาง Blog วันที่ 24 กันยายน 2560)

             แบ่งเป็น 4 กลุ่ม แต่ละกลุ่ม Identify Guru ของโลก กลุ่มละไม่เกิน 3 คน แล้วดูแนวคิดของ Guru ว่ามีอะไรบ้างที่เหมือนหรือแตกต่างจากอาจารย์จีระ

 

การวัดคะแนน

 

Passion & Happiness

             - Passion ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เราทำแต่เกี่ยวกับสิ่งที่เราชอบ

             - พ่อแม่ หรือครูชอบให้เด็กทำตามที่เขาบอก แต่เราต้องค้นพบตัวเองทำตัวเองให้มีความสุข

             - Make Simple

             - เรียนในการรู้ 2 R’s ให้สำเร็จ

             - Passion ไม่ได้เฉพาะทำงานอย่างเดียวต้อง Passion in life ด้วย

             - Performance อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี Happiness ด้วย

             - ในทฤษฎีมี 3 คำคือ Passion , Purpose, Meaning

             การเรียนรู้เรื่องทุนแห่งความสุข เริ่มที่ มหาวิทยาลัย Harvard

             Happiness at work คือปลูก Happy workplace คือการเก็บเกี่ยว หมายถึงถ้าทำงานไม่มีความสุขก็ไม่อยากอยู่ในองค์กรนั้น ดังนั้นการเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์เราต้องเก็บในองค์กร ถ้าเก็บตัวบุคคล Happiness at work เราต้องเก็บจากตัวเรา  ส่วน Happy workplace จะเป็นเรื่องการทำงาน

             เราต้องมีทั้ง Happiness at work และ Happy workplace ถ้าสองอย่างไปด้วยกันคือปลูกและเก็บเกี่ยว แต่ถ้าไม่มีอันใดอันหนึ่งจะไม่สำเร็จอย่างเต็มที่

             ปัจจุบันมีแนวคิดของ ดร.จีระ ทำงานวิจัยมากขึ้น อาจมีเรื่องทุนทางจริยธรรม ทุนทางปัญญาและเรื่องอื่นด้วย

กฎในการสร้างทุนแห่งความสุขของ ดร.จีระ

Happiness Capital(Dr. Chira Hongladarom’s Model)

1. สุขภาพทางร่างกายและจิตใจพร้อมไม่หักโหม(Healthy)

2. ชอบงานที่ทำ  (Passion)

3. รู้เป้าหมายของงาน (Purpose)

4. รู้ความหมายของงาน (Meaning)

5. มีความสามารถที่จะทำให้งานสำเร็จ (Capability)

6. เรียนรู้จากงานและลูกค้าตลอดเวลา (Learning)

7. เตรียมตัวให้พร้อม (Prepare)

8. ทำงานเป็นทีม อย่าทำงานคนเดียว (Teamwork)

9. ทำหน้าที่เป็นโค้ชให้แก่ทีมงานและลูกทีม (Coaching)

10. ทำงานที่ท้าทาย (Challenge)

11. ทำงานที่มีคุณค่า (Enrichment)

Happiness Capital (Sharp’s Model)

1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (Exercise)

2.อย่าแบกงานที่หนักเกินไป (Put down your burden)

3. ศักยภาพในการถ่ายทอดในงาน (Communicate Effectively)

4. ทำงานในจุดแข็งของตัวเอง(Recognize your strengths)

5. มุ่งมั่นในงาน  (Keep Focus)

6. ทำในสิ่งที่อยากทำไม่ใช่เพราะต้องทำ(Reduce the ‘shoulds’)

7. ทำงานในองค์กรที่มองคุณค่าของคนและงานคล้าย ๆ กัน (Clarify your values)

8. อย่าทำงานเครียดและวิตกกังวล (Overcome worry and stress)

9. บริหารภาระงานให้เหมาะกับตัวเอง (Refine your workload)

10.ใช้คำว่าขอบคุณกับลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน (Choose your words)

11.สร้างบรรยากาศในการทำงานให้มีความสุขร่วมกัน  (Create good environment)

Tal Ben-Shahar

         Tal Ben-Shahar เขาทิ้งประเด็นไว้ดีมาก การทางานที่เน้นทุนแห่งความสุขไว้ 3 - 4 เรื่อง

         - ทุนความสุข เกิดจากงานที่ทำใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่

         - งานที่ทำ อย่าให้ทำเป็นท่อน ๆ ให้เข้าใจ Process ตลอด

         - งานที่ทำ ต้องมี Impact ต่อคนอื่น

         -  และสุดท้าย..การทำงานอย่างมีความสุขต้องถามตัวเองว่า เวลาทางานต้องการเน้นเรื่องอะไร?

             Job/Career/Calling

             การทำงานอย่างมีความสุข คือ ต้อง Calling แปลว่า เราทำเพราะหัวใจเราแสวงหา เราจะทำสุดฝีมือ ทิ้งมรดกที่ดีไว้ แต่แค่เป็น Job หรืออาชีพเราก็จะไม่ประสบความสำเร็จ

             ได้ไปค้นหา web ของคุณ Alexander Kjerulf ซึ่งมีตำแหน่งใหม่ CHO หรือ Chief Happiness Officer ซึ่งก็เป็นตำแหน่งที่น่าสนใจ ซึ่งเขียนหนังสือ Happy Hour is 9 to 5

คุณ Kjerulf เน้น 10 เรื่องว่า Happiness Capital ช่วยอะไรได้บ้าง?

ประโยชน์ 10 ข้อของการมีทุนแห่งความสุข

1.ช่วยทำให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ง่ายและได้ผลสูงสุด

2.ทำให้ตัวเองมี Creativity สูงขึ้น อันนี้ผมเห็นด้วย ผมชอบแนวคิดนี้ ถ้าเราไม่มีความสุขเราก็คิดอะไรไม่ออก แถมยังคิดแง่ลบด้วย

3.ทำให้เราหาทางออกแทนที่จะบ่นว่าปัญหายากจัง

4.มองโลกในแง่ดี (Optimism)

5.มีพลัง (Energy) เพิ่มขึ้น

6.ทำให้กระตุ้น/Motivate and Inspired ได้ง่ายกว่า

7.ไม่ค่อยจะป่วย..เป็นโน่นเป็นนี่บ่อย ๆ

8.สามารถเรียนรู้ได้เร็วและสนุก สร้าง Learning Culture ได้ดีกว่าคนที่ไม่มีความสุข

9.มีความมั่นใจว่าจะกล้าทำอะไรนอกกรอบได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีความผิดพลาด อันนี้จริงเพราะถ้าเรามีความกลัว (Fear) เราก็ไม่สำเร็จ ต้องมั่นใจว่ากล้าทา

10.ทำให้ตัดสินใจได้ดีและรอบคอบ อันนี้จริง เพราะถ้าคน IQ สูงแต่เครียดมักจะผิดพลาดเรื่องการตัดสินใจ

สุดท้าย

         Happiness Workers จำเป็นจะต้องอยู่ในบรรยากาศการบริหารจัดการให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด

         ดังนั้น ตัวละคร 3 กลุ่ม ต้องมีความสามารถและจะต้องทำงานร่วมกันกลุ่มแรก คือ CEO ‟ ต้องเป็นคนที่มีความสุขด้วยไม่ใช่เป็น “Unhappy CEO” ก็คงไม่มีใครอยากทำงานด้วย แต่มี “Happy CEO” ก็ไม่พอต้องมี “Smart and Happy CEO” คือ รู้จักใช้ศักยภาพของเขาเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เช่น

             มอบหมายงานที่เพิ่มความสุข (ท้าทาย)

             ลดการขัดแย้งในองค์กร

             ดูแลวัฒนธรรมองค์กรให้ไปในทางสร้างให้พนักงานเป็นเลิศให้ได้

          กลุ่มที่ 2 คือ HR นอกจาก Smart HR แล้วในองค์กรยังต้องมี Smart and Happy HR” บุคคลที่ทำงานกับ Happy People ในองค์กรก็ต้องรู้จัก “ทุนแห่งความสุข” ดี

กลุ่มสุดท้าย คือ Line Managers หรือ Non-HR ก็คงจะต้องเน้นความสามารถในการบริหารพนักงานให้เปลี่ยนจาก สุขน้อย เป็น สุขมาก” หรือ “มีความสุขแล้วได้สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเต็มที่”

สรุป

คำว่า งาน หรือ Work ภาษา Hebrew แปลว่า Slave คนไทยส่วนมากจะเป็นทาสของงาน อย่าให้งานมากำหนดชะตาชีวิตเรา เราต้องกำหนดทางเลือกของอนาคต ทุกท่านยังมีอนาคตสดใสอยู่ ขอให้กำลังใจ

 

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

          เรื่อง Happy workplace มีทั้ง Intangible และ tangible

          Happiness at work การมีความสุขในการทำงานแต่เชื่อมโยงกับออฟฟิศไม่ได้อะไรจะเกิดขึ้น องค์กรจะสร้างให้ทุกคนทำงานสร้างผลงานได้ต้องทำให้คนมีความสุขในการทำงาน เป็นเครื่องมือที่อาจารย์จีระชี้ให้เห็น

          การสร้าง Happiness at work อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ออฟฟิศก็ได้  และแม้เป็น Individual แต่ก็สามารถเสริมพลังกันได้ และเมื่อไหร่รวมพลังกันได้จะให้สำเร็จต้องเป็นพลังที่หลากหลาย  ให้มีศิลปะในการบริหารจัดการ ดังนั้นการจับกลุ่มต้องมีคนหลายทักษะรวมกลุ่มกัน

          Happiness at work เป็นสิ่งสำคัญ แต่ยาก เราต้องมีการการเตรียม Prepare และเรื่องการสื่อสาร ทำเรื่องความเข้าใจให้ชัดและกว้าง

          ดร.จีระ เสริมว่า วิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจในอนาคต คือเรื่อง Trend ในการทำงานยุคต่อไป สามารถทำงานแบบ Alliance ได้ และถ้า Productivity เพิ่มขึ้น จะเป็นอย่างไร

          การทำงานต้องมีการ Balance กับสุขภาพ มีเรื่อง เก่ง ดี มีความสุขและยั่งยืน  

          Value Diversity ต้องเป็นหัวใจในการทำงานยุคต่อไป แต่ต้องรวมกันเป็น Harmony อย่าเป็น Conflict ชอบให้เกิดพลังของการคิดต่างแต่รวมแล้วจะดี และต้องมีคนฉลาดเป็นประธานในที่ประชุมในการรับฟัง ที่สำคัญผู้ใหญ่ต้องฟังรุ่นน้อง

          ฝากแนวคิดเรื่องวิทยานิพนธ์ เพราะ Cross Work จะสูสีกัน ทำให้วิทยานิพนธ์เกิด Impact ต่อสังคมด้วย

          อย่างสังคมสูงอายุ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุแต่อยู่กับวิถีชีวิตเป็นอย่างไร

 

 

คุณทรงวุฒิ

          ที่อาจารย์พูดเป็นมิติเชิงลึก ในการเรียนในห้องนี้ Key word คือมิติการมอง ในมุมมองอาจไม่เปรียบเทียบเพราะไม่ได้อ่าน Gary Becker มา สิ่งที่ได้ในวันนี้คือ ถ้าทำวิจัยต้องมองทุกมิติ มิติอะไรได้ให้คิดเลย

          ใช้หลักคือ คิด วิเคราะห์  แยกแยะ ทุกอย่างเป็นปัจจัยเชิงลึกแต่จะสรุปมาเป็น Content ที่ต้องการอย่างไร

สรุปคือมิติการมองสำคัญที่สุด

 

ดร.จีระ  หงส์ดลารมภ์

          อยากให้ทุกคนสังเคราะห์สิ่งเหล่านี้ และเมื่อ Basic ดีแล้วจะเดินไปข้างหน้า Book Review ไปเสริมนวัตกรรมอย่างไร


…………………………………………………………………………………………

วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560

ครั้งที่ 4  วิจารณ์หนังสือ On Innovation

…………………………………………………………………………………………

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

โดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล

 

การบ้านวิจารณ์หนังสือ ให้นักศึกษาเเบ่งเป็น 4 กลุ่มค่ะ

กลุ่มที่ 1 เรื่อง The Innovation Catalysts

กลุ่มที่ 2 เรื่อง Innovation : The Classic Traps

กลุ่มที่ 3 เรื่อง The Discipline of Innovation

กลุ่มที่ 4 เรื่อง Is it Real?Can we win? Is it worth doing?

โดยให้นำเสนอวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2560

โดยการให้คะเเนนจะเเบ่งเป็น

1. เนื้อหา

2. วิธีการและรูปเเบบการนำเสนอ

3. ประโยชน์ที่ได้รับเเละนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียน เเละ ห้วข้อวิทยานิพนธ์

โดยวิเคราะห์ตามเเนวทางที่ท่าน อ.จีระ ได้ให้ไว้ค่ะ

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          เลือกหนังสือที่มีคุณภาพและให้เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ

นวัตกรรมในการเรียนครั้งนี้เกี่ยวข้องกับทุนมนุษย์อย่างไร

- Innovative Management

- Innovation

- Innovation Capital

          อย่างไรก็ตามนวัตกรรมคือการทำอะไรที่แตกต่างจากเดิม หรือเรียกได้ว่ามีพฤติกรรมที่หลุดจาก Comfort Zone อาจไม่ได้หมายถึงสร้างอะไรขึ้นมาแต่เป็นการปรับปรุงให้ดีขึ้น

สัปดาห์ที่ 6 จะให้มีการทำสอบ โดยอาจารย์จีระจะออกข้อสอบ 8 ข้อ ทำ 4 ข้อ

 

กลุ่มที่ 1 เรื่อง The Innovation Catalysts

          เปลี่ยนแนวทางสู่ Transformation Organization สู่ Design-driven ,Innovation Intensive

          บริษัท INTUIT ทำ Software มีการนำเครื่องมือการให้คะแนนมาวัดความพอใจของลูกค้า แต่ต่อมาคะแนนเพิ่มขึ้นดี แต่ในระยะเวลาต่อมา ได้มีการลดลง จึงมีเป้าหมาย

1. เพิ่มคะแนนความพึงพอใจลูกค้า

2. เปลี่ยนค่าความพอใจ เป็นให้ลูกค้า Delight

คุณสกอต คุก เจ้าของบริษัทนำเสนอแนวคิด Design for Delight (D4D) ด้วยวิธีการนำเสนอผ่านพาวเวอร์พอยท์ยาว 5 ชม.ให้ผู้จัดการ 300 คนฟัง อเล็กซ์ คาแซค วิทยากรรับเชิญจาก Stanford พรีเซนท์ด้วยพาวเวอร์พอยท์จบใน 10 นาที เวลาที่เหลือเป็นกิจกรรมการออกแบบที่ให้ผู้จัดการ 300 คนมีส่วนร่วมในการนำเสนองาน ได้มีการพูดคุยถึงไอเดีย D4D เปลี่ยนเป็นการลงมือทำ

ทีมเร่งปฏิกิริยานวัตกรรม (Innovation Catalysts)

ช่วงแรกที่ไม่ได้รับแรงกระตุ้นในการนำเสนอ เขากระตุ้นอยากให้บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมตลอดเวลา

หัวหน้าทีมเร่งปฏิกิริยานวัตกรรมได้แก่ คาเรน แฮนสัน ผู้อำนวยการด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความรู้ความสามารถ  มองหาบุคคลที่จะมาร่วมทีมเร่งปฏิกิริยานวัตกรรม 9 คน โดยหาคนที่มาจากทุกแผนกในองค์กรที่เป็นคนเก่ง มีมุมมองกว้างไกลด้านการออกแบบ มีบุคลิกที่ดี มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ไม่คำนึงถึงตำแหน่ง มีทักษะในการติดต่อสื่อสารกับคน และชอบช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน หลังจากนั้นได้ทำหนังสือเชิญ และดูว่ามีความสำคัญอย่างไรที่มาทำหน้าที่นี้

 คาเรนส่งอีเมล์แสดงความให้เกียรติ ยกย่องให้ความสำคัญเปิดโอกาสให้ตัดสินใจเข้าร่วมทีมโดยความสมัครใจ

ภายใน 4 สัปดาห์

ออกพบลูกค้าเพื่อหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า หาปัญหาที่แท้จริง สังเกตพูดคุย นำปัญหามาพัฒนาเป็นต้นแบบ Software เพื่อช่วยในการแก้ปัญหา ทีมเร่งปฏิกิริยานวัตกรรมจะเข้าทำหน้าที่เร่งให้เกิดการสร้างโค้ตและส่งให้ลุกค้ารายแรกลองใช้โดยเร็ว มี Teamwork มากระตุ้น และนำกลับมาให้ลูกค้าทดลองใช้ และปรับเพิ่มประสิทธิภาพ สู่การออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่

วิธีการ

1. การเปลี่ยนแปลงองค์กรให้มีความคิดสร้างสรรค์ต่อเนื่อง มีนวัตกรรมเกิดขึ้นจนเป็น DNA ขององค์กร กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร มีการขยายทีมโค้ช และให้ความรู้ในระดับถัดออกไปขององค์กร

2. ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีค่าความพึงพอใจในการบอกต่อ (NPS) สูงขึ้น อาทิ Snap Tax , Mobile Barzaar, Turbo Tax

3. ยอดขายเพิ่มขึ้น ภายใน 3 ปี

สรุป นวัตกรรมต้องเกิดจากทุกคนและมีส่วนร่วมในการทำให้เกิดนวัตกรรม

การประยุกต์ใช้

เริ่มจากการตั้งธงก่อนและให้นำทฤษฎี Chira Way มาจับ

1. เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด เก่งเรียนและ ทฤษฎี 3 วงกลม วงที่ 3 Motivation

Intuit คัดเลือก Innovation Catalysts ในขั้นแรก > ไม่ดูที่ตำแหน่ง แต่ดูความรู้ความสามารถ บุคลิกดี มีมนุษยสัมพันธ์ ชอบช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน

อีเมล์ - โน้มน้าวให้เช้าร่วมด้วยความสมัครใจและเต็มใจช่วยเหลือ

ชอบทฤษฎี 3 วงกลมมาก เช่น บริบทในการทำงานแต่ละที่แตกต่างกัน

2. ทฤษฎี 2R’s คือเป็นความจริง และตรงประเด็น จะทำให้ได้

ออกไปพบลูกค้าเพื่อทราบปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่นั่งในออฟฟิศแล้วคิดเอง

ทำการทดลองเพื่อพัฒนาโซลูชั่นซอฟท์แวร์ที่ช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าได้ตรงประเด็นที่สุด เกิด Delightfu Millennials > Snap tax (4.5 star and 80SsNPS

India Farmers> Mobile Barzaar

Inuit’s biggest product> Turbo Taxl ไม่ใช่แค่ Satisfaction

Intuit > องค์กรที่มีกิจกรรมกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมตลอดเวลา

Millennials > Snap tax (4.5 star and 80SsNPS

India Farmers> Mobile Barzaar

Inuit’s biggest product> Turbo Tax

5 K’s - Creativity Capital (ทุนทางความคิดสร้างสรรค์) Innovation Captial

(ทุนทางนวัตกรรม)

8 K’s - Human Capital(ทุนมนุษย์)Talented Capital(ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ)

Intuit ดึงความสามารถของพนักงานในอง์กรมาพัฒนาคนในองค์กรด้วยกันจนสามารถ Transform องค์กรให้เป็น Design-driven, Innovation Intensive Organization

มีพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด สร้างรายได้ การเติบโต และเพิ่มคะแนน NPS ภายใน 3 ปี

ประโยชน์ที่ได้รับ และนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียน และหัวข้อวิทยานิพนธ์

1. เข้าใจถึงการศึกษาถึงปัญหาที่แท้จริง

  • มีผลต่อการประยุกต์ นำไปใช้ในการหาข้อมูลการทำวิจัยวิทยานิพนธ์
  • ไม่หลงประเด็นปัญหา

2.  ปรับแนวคิดไปใช้กับการทำงานจริง

  • การกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมสร้างนวัตกรรม
  • นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ความรู้ใหม่

3.  เห็นถึงความสำคัญของทฤษฎีต่างๆ ของ Chira Way

  • 8K’s และ 5K’s
  • 2R’s
  • ทฤษฎี 3 วงกลม

ดร.จีระ เสริมว่า บางครั้งคนเป็น Innovator อาจนำเสนอไม่เก่งต้องหาทีมเวอร์กเข้ามา

1. ต้องหา Idea ใหม่ ๆ

2. Turn idea into action หาคนรับฟัง คนสนับสนุน และหาคนมาช่วยนำไปสู่การปฏิบัติ

3. ทำแล้วต้องสำเร็จ

Innovation จะไม่ล้มเหลวก็เกิดจากการสนับสนุนของ Customer

มีการพูดถึงความคิดใหม่ ๆ เสมอ 3 V’s

- ลองดูว่ามีตัวใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างไร

- ตัวละครที่สำคัญมีอะไรบ้าง

- ดึงเอาความเป็นเลิศออกมา

- นวัตกรรมต้องชัด วิเคราะห์ทฤษฎี มีหลักการที่ดี มีเสาเข็มก่อน คิดเป็นระบบก่อน ค่อยทำ Furniture

ดร.จีระ เสนอว่า ถ้ามีโปรเจคเชิงนวัตกรรม เส้นทางนวัตกรรมคืออะไร และจะสำเร็จหรือไม่ ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ตัวละครแบบเดิม แต่ความสำเร็จอยู่ที่ทีมเวอร์กที่มีความหลากหลาย เพราะนวัตกรรมไม่ขึ้นกับ CEO คนเดียว ดังนั้นถ้ามีโอกาสให้คุยกันเป็นนวัตกรรมที่บริษัทหรือเป็นนวัตกรรมใหม่ก็ได้ ต้องหาตัวละครที่หลากหลาย และไม่ต้องเก่งเหมือนกัน

การเริ่มต้น มีอุปสรรค ถ้ามีตัวละครไปช่วยได้จะดีมาก และทำให้เกิดความสำเร็จ

ทุนมนุษย์เป็น Independent Variable นวัตกรรมเป็น Dependent Variable

กลุ่มที่ 2 ร่วมแสดงความคิดเห็น

          ทำให้เรารู้ว่าอย่ามองแค่องค์กรเดียวกัน

          มุมมอง Customer Delight ได้ใจมากกว่าเพราะเป็นความพึงใจที่สามารถนำไปบอกต่อ และดีกว่าแค่ Customer Satisfaction ที่เป็นแค่ตัวเลข

ดร.จีระ เสริมว่า อย่าง Stakeholder ของสวนสุนันทาอาจเป็นที่อื่นด้วย เช่น ต่างประเทศ

เสนอวิทยานิพนธ์ที่ยิ่งใหญ่คือ Working Style ของคนไทย การทำงานยุคต่อไปของคนไทยในบาง Sector จะทำงานแบบไหนที่ให้เกิด  Outcome สูง ๆ

กลุ่มที่ 2 เรื่อง Innovation : The Classic Traps

          เขียนโดย Rosabeth Moss Kanter

คลื่นลูกที่ 1 Information Technology ที่พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองจนเกิด TQM

คลื่นลูกที่ 2 Restructure

คลื่นลูกที่ 3 Digital Mania

คลื่นลูกที่ 4 Innovation ที่แต่ละองค์กรพยายามหาจุดที่แตกต่างจากเดิม แตกต่างจากคู่แข่ง เอาเรื่องของโลกมาแชร์กัน องค์กรต่าง ๆ เริ่มนำ Profit มาตอบแทนสังคมมากขึ้น

กับดัก

1. กับดักเชิงกลยุทธ์ - ผู้บริหารในองค์กรมองการเข้ามาในองค์กรเป็นโอกาสที่เล็ก

2. กับดักกระบวนการ - บริษัทเน้นออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ แต่ลืมช่องทางบริการใหม่ ๆ

3. กับดักโครงสร้าง - บริษัทเดียวออกผลิตภัณฑ์ยิบย่อยมากทำให้ผู้บริโภคสับสน

1. กับดักกลยุทธ์

          ยกตัวอย่าง P&G ปล่อยปละละเลยโอกาสที่เข้ามา เช่นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ คู่แข่งจำหน่ายก่อนทำให้สูญเสีย Market Share ไป หลังจากนั้นจึงได้พัฒนาโดยสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา

          1. การพัฒนาบุคลากร

          2. เน้นให้องค์กรมี Innovation ปลูกฝังพนักงาน ผู้ผลิต สร้างระบบขึ้นมา เป็น ระบบ Connection Innovation Network  ผู้บริโภคสามารถสื่อสารได้ว่าอยากได้อะไร แล้วสามารถผลิตได้สอดคล้องกับผู้บริโภคได้ เป็นสิ่งที่ตรงประเด็น

2. กับดักกระบวนการ

          ปัญหาเรื่องการวางแผนที่มีขอบเขตจำกัดขาดความยืดหยุ่น และเรื่องการจัดการ เรื่องกระบวนการถ้านวัตกรรมใหม่

          ยกตัวอย่างบริษัทที่ทำเรื่องอินเตอร์เน็ตที่ทำงานนวัตกรรม แต่ยึดติดกับสิ่งเก่าในเรื่องแผนงาน กระบวนการควบคุมที่มีกรอบ เพราะนวัตกรรมจะเกิดได้ต้องอยู่นอกกรอบก่อน

          บริษัท BBC เมื่อปี 1990 ประสบวิกฤติ ยอดผู้ชมหายไปมาก อะไรก็ตามอยู่ในกรอบของรัฐบาลนวัตกรรมใหม่ ๆ ก็เกิดยาก จึงได้มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหาร เปลี่ยนคน พัฒนาคน ก็สามารถเรียกลูกค้าที่หายไปกลับมาได้ มีพนักงานเพิ่มขึ้น และมีผลประกอบการเพิ่มขึ้น เกิดจากการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ให้ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

3. กับดักโครงสร้าง

          ขาดการเชื่อมโยงกัน ยกตัวอย่างในส่วนรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานฝ่ายการตลาดกับฝ่ายเทคนิค ไม่สอดคล้องกัน การออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับเป้าหมายและพื้นที่ที่ต้องการจึงเกิดความล้มเหลว

          การแบ่งโครงสร้างธุรกิจเดิมกับนวัตกรรมใหม่

          ยกตัวอย่าง AT&T บริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ได้ขยายไปที่อังกฤษ ปัญหาคือกลุ่มพื้นฐานเดิม เครือข่ายอินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ ขาดการเชื่อมโยงกัน

          ธุรกิจในไทยสามารถหารายได้ผ่านทางเฟซบุ๊กส์และมีโฆษณาที่เหนือกว่าเฟซบุ๊กซ์ที่สร้างรายได้เพิ่มวันละผ่านทาง

          ดร.จีระ เสริมว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในหลายองค์กร รุ่น 15 นี้ต้องสร้าง Wealth สร้างคุณค่าในองค์กร แต่ละคนต้องมีพื้นที่ สื่อของตัวเองในการพูดให้เขาฟังด้วย

4. กับดักทาง Skill Mistakes

          Leadership too weak, Communication too poor.

          ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นคือองค์กรส่วนใหญ่เลือกผู้นำที่เก่ง Technician มาเป็นผู้นำแต่ทำให้การสื่อสารแย่ การทำงานเป็นทีมมีความร่วมมือกัน นักวิจัยบอกว่าต้องพูดคุยกันอย่างน้อย 2 ปี

          Timberland ได้มีการก่อตั้งหน่วยงานพัฒนา แต่ที่ล้มเหลวในการพูดคุยกับทีมขาย ทีมขายไม่ยอมรับเพราะขาดการมีส่วนร่วม จึงปฏิเสธแทน

          บริษัท Seagate ได้ทำการวิจัยที่แต่ละศูนย์ต่างคนต่างทำ ไม่มีการแชร์ ไม่มีการพูดคุย ทำให้นวัตกรรมไม่เกิด เมื่อนวัตกรรมไม่เกิด ยอดขายตก และสูญเสีย Market share ดังนั้น CEO จึงตั้งทีมใหม่โดยให้มีความหลากหลาย  ผู้นำต้องมีทักษะทางด้าน Leadership ที่ดีเพื่อให้เกิดการประสานงาน

          ดร.จีระ เสริมว่า เรื่อง Human capital กับ Communication ในอนาคตจะมีความสำคัญมากที่สุด ดังนั้น Verbal และ Nonverbal จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

          Peter Drucker กล่าวว่า Culture สามารถเอาชนะ Strategy ได้ตลอดเวลา

          ดร.จีระ ยกตัวอย่างให้วิทยานิพนธ์ทำเรื่องความหลากหลายให้เกิด Harmony มากกว่า Conflict   ได้ยกตัวอย่างทำตัวละครประกอบด้วย ราชการ นักวิชาการ ผู้นำธุรกิจ และชุมชน ส่วนในสังคมไทยเป็นลักษณะสังคมแบบ Hierarchy

วิจารณ์หนังสือเพิ่มไปเชื่อมโยงกับ Human Capital นวัตกรรมต้องเกิดขึ้นด้วยการสร้างคุณภาพของคน

Lesson of Innovation

          - Structure Mistake เราไม่ควรพัฒนาผลิตภัณฑ์แค่บางส่วน เพราะผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นได้หลายช่องทาง ไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่เสมอไป และต้องใช้หลักปิรามิดมาช่วยด้วย  วิธีการแก้ไขคือการค้นหาข้อมูล ขยายขอบเขต

          - Process Mistake เรื่องการควบคุมที่เข้มงวดเรื่องระบบทำให้เกิดนวัตกรรมยาก การแก้ไขให้เพิ่มความยืดหยุ่นในการวางแผน การวางระบบ อาจเพิ่มแผนใหม่

          - Structure Mistake องค์กรควรกระชับความสัมพันธ์ เรียนรู้แต่ละหน่วยงาน ไม่ให้ความสำคัญกับหน่วยใดหน่วยหนึ่ง มีการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน

          - Skill Mistake ผู้นำอ่อนแอเกินไปทำให้การสื่อสารไม่ชัดเจน ต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ทีมงานมีการทำงานร่วมกัน งานสำเร็จได้หรือเกิดใหม่ต้องอาศัยทีมเวอร์ก เลือกผู้นำที่มีมนุษย์สัมพันธ์ ติดต่อสื่อสาร สร้างความสัมพันธ์ที่ดี และรับฟังความคิดเห็นผู้อื่นด้วย

          สรุปคือ มองความจริงและตรงประเด็น เพื่อสร้างให้เป็น Innovation ที่แท้จริง

กลุ่มที่ 3 ร่วมแสดงความคิดเห็น

          การเกิดนวัตกรรมไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องเกิดจากทุกคนทั้งองค์กร ทั้งระดังบนและล่าง และมี Focus ปรับปรุงคิดค้นนวัตกรรมใหม่

 

กลุ่มที่ 3 เรื่อง The Discipline of Innovation

          ศาสตร์ของนวัตกรรม ไม่ใช่อยู่ดี ๆ เกิดจากเรื่องใหญ่ แต่เกิดจากเรื่องเล็ก ๆ และหลายครั้งเกิดจากความล้มเหลว

ศาสตร์ของนวัตกรรม

          1. เหตุการณ์ที่คิดไม่ถึง

          2. Gap / Incongruities

          3. กระบวนการ

          4. อุตสาหกรรมและตลาดเปลี่ยน

          5. สภาพพื้นที่เปลี่ยน / ประชากร

          6. การมีมุมมองเปลี่ยนไป

          7. ความรู้ใหม่ /การศึกษา

1. เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

          ยกตัวอย่าง IBM ,Ford Edsel, Novocaine, Post-it, Viagra

          ฟอร์ด และ GM – การพัฒนาฟอร์ดมาสแตงเพื่อมาแข่งหลังจากที่ไม่ประสบความสำเร็จ

          IBM เริ่มจากความล้มเหลวที่จะทำคอมพิวเตอร์ขายธนาคาร แต่ธนาคารไม่อยากซื้อคอมพิวเตอร์ จึงหาตลาดเพื่อขายและขายให้ห้องสมุดของรัฐบาล ขายได้มากกว่า 100 เครื่อง เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากความล้มเหลว

          Post-it เกิดจากทำกาวผิดพลาดที่ไม่ติดทนนาน

2. Incongruities / Gap

          ยกตัวอย่าง Alcon Laboratories , Minimills, The Roll-on and Roll-off Ship/ Container Ship , ธนาคารในห้าง , ปั๊มน้ำมัน JET

3. Process Needs

          ยกตัวอย่าง Linotype แต่ก่อนพิมพ์หนังสือพิมพ์ได้รวดเร็ว , The New York Times, The New York World , MK Suki, One-stop Service

          การขับรถยนต์ที่อเมริกาเป็น Free way และ High way มาก มีการป้องกันเรื่องคนหลับในและเปลี่ยนเลนส์

4. Industry and Market Changes – Structure Change

          อุตสาหกรรมกับตลาดการเปลี่ยนแปลง

          ยกตัวอย่าง Nokia , Kodak, AT&T, JP Morgan, Brokerage Film

5. Demographic Changes – Market Segmentation

          การเปลี่ยนแปลงของประชากร – ประชากรเยอะคนมีการศึกษาดีขึ้น  มีแนวคิดเรื่อง Robot และ Club Med คือธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทครบวงจร ในลักษณะครอบครัว ทุกคนไปรู้สึกมีกิจกรรมร่วม

6. Changes in Perception – Mood, Meaning

          คนเริ่มใส่ใจเรื่องความคิด เรื่องสุขภาพมากขึ้น ที่อเมริกาคิดค้น เรื่อง Indoor Gym และเรื่องคอมพิวเตอร์ ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทำเรื่องจ่ายภาษีอย่างไร

          ยกตัวอย่าง อ้วนดีกว่าผอม , Health Magazine, สถานออกกำลังกาย, Fastfood , Whole foods Market

7. New Knowledge

          - ความรู้ใหม่ ๆ สมัยก่อนยังไม่แพร่หลายส่วนใหญ่เกิดด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

- มีการผสมผสานองค์ความรู้ระหว่างกัน อย่างเช่น ระหว่างคนอังกฤษและเยอรมันออกมาเป็น ยกตัวอย่าง

- Long Lead Time

- High Risk

- คอมพิวเตอร์

- รถไฟฟ้า

- โทรศัพท์มือถือ

- Solar Cell

- ATM

- J.P. Morgan

- Venture Capital

- Citi Bank

- SCB Bank

          สรุป นวัตกรรมไม่ได้เกิดมาจากเรื่องใหญ่ แต่เกิดจากเรื่องเล็กที่สำคัญคือกัดไม่ปล่อย ให้คิดเป็นระบบ มองความจริง อย่าคิดคนเดียว มองภายในและภายนอกและนำหลายอย่างรวมกันทั้งหมด

หลักคิดสำหรับคนที่จะทำเรื่อง“นวัตกรรม”

1. ควรคิดเป็นระบบ มองสภาพความจริงที่แวดล้อม (Reality) โยงเข้าหาสิ่งที่เรามี หรือ เป็นอยู่(Relevance) มองหาโอกาสจากภายนอก ชอบเรียนรู้ ช่างคิด อยากรู้อยากเห็น

2. ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ เริ่มจากเรื่องเล็กก็ได้ ไม่ต้องคิดอะไรยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนโลก

3. เมื่อมีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์แล้ว จะต้องแน่วแน่ในสิ่งที่จะทำ (Focus) และเหนียวแน่นทำให้สำเร็จ (Hardwork andCommitment)

นวัตกรรมเกิดขึ้นได้อย่างไร

1. Innovation เกิดจากมีความคิด มีสมอง ต้องเปิดโอกาสให้คนคิดใหม่ ๆ และรับฟังความคิดเห็นนั้น และเชื่อมโยงกับ 2R’s ว่าเกี่ยวข้องกับปัจจุบันและหลักความจริงเป็นอย่างไร ญี่ปุ่นมี 3 จริง คือ

1. ดูสถานที่จริง เช่น ถ้าออกรถโมเดลหนึ่งตอบสนองสถานการณ์ปัจจุบันจะตอบสนองอย่างไร เช่นที่จอดรถ นำคนไปอยู่ในชุมชน และดูรถที่มาจอดรถใหญ่เกิดปัญหาอะไร รถเล็กเป็นอย่างไร

          2. คนเราเวลาคิดแล้วมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงใน Moment นั้น

          3. ดูจากความผิดพลาด ใช้ผลการทดลองที่ผิดพลาดเปลี่ยนเป็นโอกาส เช่น Post-it เอากระดาษที่เขียนติดแล้วมาดึงออก เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

          สรุป  2R’s ใช้ได้มาก เพราะต้องสอดคล้องด้วย

2. นำ Idea ไปปฏิบัติ

3. ปฏิบัติแล้วต้องสำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จให้กลับไปคิดและทำใหม่จนเกิด Innovation

          สุดท้าย การแก้ปัญหาอยู่ทุนมนุษย์ ดังนั้นเราต้องพัฒนาทุนมนุษย์เพราะเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร 8K’s 5K’s ใช้ได้ผลมาก ๆ

          ดร.จีระ เสริมเรื่องความเป็นมาของคนที่คิดรอบคอบ มีพื้นฐานที่ดี ต้องนำไปต่อยอดในการทำวิทยานิพนธ์และดำเนินชีวิตต่อไป ของฟรีไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่าง

          อะไรก็ตามที่คาดไม่ถึงก็อาจเกิดขึ้นได้

กลุ่มที่ 4 ร่วมแสดงความคิดเห็น

          เป็นการมองให้ครบองค์

 

กลุ่มที่ 4 เรื่อง Is it Real?Can we win? Is it worth doing?

          นวัตกรรมมีจุดบกพร่องตรงไหนในการทำ ทำได้ง่าย ตอบโจทย์ขององค์กร และนวัตกรรมที่ทำให้เกิด Impact จริงเป็นนวัตกรรมที่มีความเสี่ยง และพบว่าการสร้างให้เกิด Big Impact และต่อยอดได้ จะก่อให้เกิดปัญหา

          Big I มี Impact ที่เยอะกว่า อุปสรรคคือ องค์กรจะรู้สึกเสี่ยงว่าจะทำได้จริงหรือไม่ และจะขายใคร

คำถามคือทำอย่างไรให้ดำเนิน Big I ให้สำเร็จและไม่เสี่ยงมากเกินไป

1. เครื่องมือ

2. มีคำถามประเมินโครงการ/ ความเสี่ยง ก่อนเริ่มจริง ๆ

          ใส่วงกลมในการประเมินโครงการ แต่ละแห่งแสดงถึงความยากง่ายของงานในการประเมินฝั่งลูกค้าและการตลาด วงใหญ่รายรับเยอะ วงเล็กรายรับน้อย

          ผู้บริหารต้องมีความเข้าใจในกลยุทธ์องค์กร ต้องสามารถผลักดันให้ได้ คิดได้ต้องทำได้ด้วย

          สิ่งที่พบคือ คนไม่ชอบเสี่ยง ชอบอะไรง่าย ๆ จับต้องได้ ผู้บริหารต้องทำการเลือกว่าสัดส่วนเป็นอย่างไร

          การวิเคราะห์ทางการเงินต่าง ๆ ทำให้ Big I ยากจึงทำให้มองว่า Little I ง่ายกว่าในการรักษาสมดุล

RWW Screening

          เป็นคำถามสำคัญในการคัดกรองการทำงานโครงการนวัตกรรม ประกอบด้วย

1. Real? เป็นการทดลองความจริง ตลาดนั้นจริงหรือไม่ สินค้าสามารถขายได้หรือไม่

2. Win? สินค้านั้นแข่งขันได้หรือไม่ บริษัทนั้นสามารถแข่งขันได้หรือไม่

3. Worth it ? สินค้านั้นสามารถกำไรด้วยความเสี่ยงที่รับได้หรือไม่ และการจำหน่ายสินค้านั้นตรงตามกลยุทธ์องค์กรหรือไม่

1. Is it Real?

          การพัฒนาของโครงการ การเปลี่ยนแปลงด้านตลาดที่อ่อนไหวง่าย ทำให้เกิดความล้มเหลวจากเทคโนโลยี

          Big I เป็นตลาดส่วนใหญ่ที่ไม่คุ้นเคย ส่วน Little I เป็นตลาดที่มีอยู่เดิม

ตลาดนั้นมีจริงหรือไม่

โอกาสทางการตลาดจะเกิดขึ้นได้ประกอบด้วย 4 ปัจจัย ดังนี้

1) สินค้าแก้ไขปัญหาดีกว่าตัวอื่นหรือไม่ โดยทีมวิจัยต้องทำการวิจัยพฤติกรรมลูกค้า , ความต้องการ , แรงจูงใจ และสิ่งที่รบกวนจิตใจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา

2) ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้หรือไม่ งบประมาณเป็นอุปสรรคหรือไม่ เราจะเพิ่มราคาอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่ากับราคา  ลูกค้าไม่สามารถเปลี่ยนมาใช้สินค้าเราเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายบางอย่างเพิ่มหรือไม่

3)  ขนาดของตลาดที่เราเข้าไปนั้นตลาดใหญ่พอลงทุนหรือไม่

4)  ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าเราหรือไม่ ลูกค้าจะเปรียบเทียบสินค้าเรากับสินค้าอื่นว่าใครมีคุณค่าที่ดีกว่ากัน เรามีคุณค่าใดที่จะทำให้สินค้าของเรามีคุณค่าเหนือกว่าคู่แข่งจนมาซื้อของเรา

2. สินค้าสามารถขายได้จริงหรือไม่

1) ถ้า Concept ชัดเจน ตัวสินค้าจะเกิดได้ดีกว่า  แล้วจะรู้ว่า

2) ตัวสินค้าผลิตได้จริงหรือไม เทคโนโลยีสามารถใช้กับตัวใหม่ได้หรือไม่ และจะต้องซื้อเทคโนโลยีหรือไม่

3) สินค้าตอบโจทย์ลูกค้า /ตลาดหรือไม่

Can we win ?

          - เราสามารถชนะได้หรือไม่

          - สินค้าเราได้เปรียบลูกค้าหรือไม่ ในการลงทุนมีคู่แข่งมากหรือไม่  การลงทุน

3. สินค้าเราแข่งขันได้หรือไม่

          - ข้อได้เปรียบต้องป้องกันไม่ให้คู่แข่งมาลอกเลียนแบบสินค้า เช่นนำสิทธิบัตรมาป้องกันการลอกเลียนแบบ

          - ตรวจสอบคู่แข่ง คู่แข่งสามารถนำเทคโนโลยีไปลอกเลียนแบบได้หรือไม่ ด้านทรัพยากรบุคคลในโครงการ ทำอย่างไรให้คนอยู่กับเราได้นาน ป้องกันการสมองไหล ป้องกันการผูกขาดกับ Supplier ไม่เอา Material ไปขายกับคู่แข่งป้องกันการลอกเลียนแบบ

          - คู่แข่งสามารถตอบสนองกับสินค้าได้อย่างไร สร้าง Red Team เพื่อตอบสนองในมุมมองคู่แข่ง คือคิดว่าถ้าเราเป็นคู่แข่งจะโจมตีสินค้าเราได้อย่างไร จุดอ่อนที่พบคืออะไร จะลดจุดอ่อนตรงนี้ได้อย่างไร และต้องคิดอยู่เสมอว่าคู่แข่งไม่ได้อยู่เฉย ๆ เราต้องประเมินว่าสินค้าคู่แข่งมีลักษณะอย่างไรและจะตอบสนองกลับอย่างไร

บริษัทสามารถแข่งขันได้หรือไม่

          ทรัพยากร การบริหารจัดการ และการเข้าใจตลาดแค่ไหน เราต้องดูว่ามีทรัพยากรเหนือกว่าคู่แข่งหรือไม่ เราจะทำอย่างไรให้ลดจุดอ่อนเพื่อไปแข่งขันได้

          สรุปคือเป็นขั้นตอนในการประเมินโครงการ ในแง่การตลาด มีการดูนโยบาย และสอดคล้องกับความต้องการของบริษัทหรือไม่ และมาดูเรื่องเงิน ผู้บริหารต้องมาดูว่าการเงินตอบโจทย์หรือไม่ และต้องเอาใจผู้บริหารว่า การเชียร์โครงการฯ ควรมีโครงการฯ นี้อยู่หรือไม่

          ผู้บริหารต้อง Concern เรื่องการลงทุน ต้นทุนการผลิต กำไร และ Net Present value ยกตัวอย่างKonika ไม่ได้ Concern เรื่องความเสี่ยง ผู้บริหารหลายคนมองในมุมเข้าข้างตัวเอง ทำให้เกิดการมโน  หรือบริษัทสิงห์ได้เพิ่มช่องทางมากขึ้น ทั้งอสังหาริมทรัพย์ และได้ Take over Pepsi เป็น Chanel ทางการตลาด

          ดร.จีระ เสริมว่า การตลาดควรศึกษาถึงกลุ่มผู้สูงอายุและ Millennium เทรนด์ของ Social Media หรือ Online เป็นคนรุ่นใหม่

          การทำ Innovation ควรคิด Big Brand ที่เป็น Big I และดูการตลาดเป็นหลัก

 

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

          สิ่งนี้เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ที่เชื่อว่า Learn – Share – Care น่าสนใจ ทำไมต้องเลือกหนังสือเรื่อง Innovation ยกตัวอย่างเรื่องกับดักที่ MIT ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปีในการทำงานร่วมกัน การอ่านหนังสือบางครั้งอาจไม่ต้องเชื่อทั้งหมด สิ่งที่อาจารย์จีระปลูกฝังเราใช่หรือไม่ สิ่งนี้คือคำถาม หนังสือไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกเรื่อง แต่อาจไม่ต้องต่อต้าน ถ้าเรามี Process ใหม่ ๆ จะเข้าใจอะไรมากขึ้น

          ผู้นำต้องเกิดพลังในการกระตุ้นในองค์กรได้

          นวัตกรรมต้องตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมได้ด้วย ต้องมีการเชื่อมรัฐ ชุมชน/ประชาชน วิขาการ และเอกชน

          ต้องศึกษากลุ่มอื่นด้วย แล้วให้เอาหัวข้อใครก็ได้เป็นกรณีศึกษา แล้วจับไปให้ได้ นำตรงนี้อยู่ในสายเลือดจะได้เข้าใจนวัตกรรม

          ทุกอย่างให้กลับไปใช้ แล้วจะได้วลี สำนวน และภาษาไปใช้ได้

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          ให้ศึกษานวัตกรรมก่อนว่ามีมุมมองอย่างไร นวัตกรรมต้องมี Demand side เราเรียน Ph.D. ต้องนึกถึงประเทศอย่านึกถึงตัวเราอย่างเดียว ในยุคต่อไปต้องคิดทำวิจัยร่วมกัน แต่ต้องเป็นวิจัยที่ดี จบแล้วมีมูลค่า หัวข้อต้องเกิดในหลักสูตร 3 อันมากกว่าหลักสูตรอื่น 

          โจทย์คือ Hypothesis

          ภาวะผู้นำ Relate อะไรกับ Human capital และนวัตกรรม ด้วย


…………………………………………………………………………………………

วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ครั้งที่ 5  Sustainable Capital

…………………………………………………………………………………………

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

โดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล

 

หลักสูตรนี้สำคัญที่สุดคือ Human capital

- ถ้ามี Habit อะไรไปสู่นวัตกรรมเรียกว่า Innovation Capital

- Innovation & Innovative Capital เป็นทั้งเป้าหมายและพฤติกรรม

1. ดร.จีระ คิดนวัตกรรมอย่างไร

          เช่น ทำไมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งสถาบันทรัพยากรมนุษย์ขึ้นมา

ปริญญาเอกในห้องนี้คือ เรียน  เข้าใจ และ Deep Impact

2. การตั้งโจทย์ในการทำวิทยานิพนธ์ในอนาคตต้องดูให้ดีว่าจะสร้างให้เกิดนวัตกรรม หรือ ทำให้เกิด Impact ได้อย่างไร

          - Quality สำคัญกว่า Quantity

          - เน้นปลูก เก็บเกี่ยว  และ Execution แต่ที่สำคัญคือเราจะสร้าง Brand ให้คนรู้จักได้อย่างไร

Brand เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

1. เกิดจากการทุ่มเทในสิ่งที่ทำ

2. การเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ

          ยกตัวอย่าง ผู้อำนวยการสถาบันในประเทศไทยต้องทำ Project Based

ทำไมเราต้องศึกษาภาวะผู้นำในบริบท Human Capital?

          - เราเห็นคุณค่าของ Leadership เพราะอะไร ?

          - ในชีวิตจริงต้องหาความรู้อีกมากมาย แต่ต้องมีหลักที่ดี อย่างวิธีการของอาจารย์จีระ ต้องแตกต่างจากคนอื่น

หลักสูตรนี้เกี่ยวข้องกับตัวแปร 2 ตัว

1. Independent Variable (ตัวแปรอิสระ)ได้แก่ทุนมนุษย์ มีปลูก เก็บเกี่ยว และนำไปใช้ (Execution)

2. Dependent Variable (ตัวแปรตาม) คือ Innovation

Innovation ประกอบด้วย

1. จุดเริ่มต้นที่เป็นแรงกดดัน (Disruption)  ที่เกิดจากการมีอะไรมากระตุ้นหรือกระแทกเรา (Sense of Urgency)

          - ตัวเร่งทำให้เกิด Innovation คืออะไร

          ยกตัวอย่าง เช่น

- แรงกดดันของ GE เริ่มต้นจากธุรกิจที่แข่งกับญี่ปุ่นไม่ได้  ได้คิดว่าถ้าทำธุรกิจเที่ยวบิน พลังงาน จะส่งออกอย่างเดียว หรือสร้างลูกค้าเป็น Alliance จึงเน้นในการสร้างคนอย่างต่อเนื่อง

          - แรงกดดันของโมเดลประเทศไทย 4.0 คือ ประเทศไทยไม่หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง อุตสาหกรรมที่เจริญในอดีตมีอันไหนบ้างที่เป็นของเราจริง ๆ

ดังนั้นนวัตกรรมต้อง 1. ทำอะไรที่ใหม่  2. แตกต่าง 3. ทำการบ้าน ต้องรู้ว่า Body of Knowledge อยู่ที่ไหน

2. Turn idea into action / Get things done

          แรงกดดันเกิดกับบางคนไม่เกิดกับบางคน

          ถ้าเป็นวิทยานิพนธ์ ดร.จีระเสนอว่า มีบริษัทไหนบ้างที่มีไอเดียดี ๆ แต่ไม่ได้รับการยอมรับ กฎระเบียบทำลายความสามารถของนวัตกรรมอย่างสิ้นเชิง

3. Get things done successfully

 

ทำไม Leadership ถึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ

1. ผู้นำต้องแก้วิกฤติให้ได้ เมื่อมีอุปสรรคผู้นำต้องเป็นคนแก้

2. ทุนมนุษย์ + Leadership ทำให้นวัตกรรมไปสู่ความสำเร็จได้

          2R’s – ความจริง และเลือกประเด็นที่แหลมคม

ดร.จีระ เสนอว่า

1. ให้ นศ. คิดให้ดีว่า Human Capital มีบทบาทสำหรับนวัตกรรมอย่างไร

2. HR Architecture รุ่นที่ 15 น่าจะไปคิดต่อ

          3. การเก็บเกี่ยวในยุคต่อไปต้อง + + ถึงจะรอด

          4. 8K’s + 5K’s คือสิ่งที่เป็นรากฐานของห้องนี้ ยกตัวอย่าง แยก Happy at work (ปลูก)กับ Happy Workplace (เก็บเกี่ยว) ถ้าทั้ง 2 ตัวเป็นบวกทั้งคู่จะเป็นเลิศ

 

การวิจารณ์หนังสือครั้งที่ 2 เรื่อง HBR’s 10 Must reads On Leadership หลังจากนั้นจะเชิญไปที่บ้านอาจารย์ และร้านหนังสือด้วย

          การวิจารณ์หนังสือ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม วิจารณ์หนังสือในสัปดาห์ที่ 8 และอาจจะสอบในสัปดาห์ที่ 7       เน้น Colorful และมีประเด็นในการนำเสนอ

          กลุ่มที่ 4 : Crucibles of Leadership หน้า 97

          กลุ่มที่ 1 : Level 5 Leadership : The Triumph of Humility and Fierce Resolve

หน้า 115

          กลุ่มที่ 2 : Seven Transformations of Leadership หน้า 137

          กลุ่มที่ 3 : Discovering Your Authentic Leadership หน้า 163

 

การร่วมแสดงความคิดเห็น : การอ่านหนังสือครั้งนี้ในภาพรวมได้ประโยชน์อะไรบ้าง

1. ภาพรวม คือ ดร.จีระเลือกหัวข้อในการเชื่อมโยงทุนมนุษย์ เช่นในกลุ่มเรื่องการวิเคราะห์จุดอ่อน หรือกับดักต่าง ๆ หรือ Customer Delight ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ได้เป็นเฉพาะสิ่งที่เราเห็นอยู่ แต่ได้เป็นการเปิดมุมมองในจุดอื่น ๆ ด้วย

          ทีมมีการเติมเต็มในจุดแข็งซึ่งกันและกัน เช่น การแปล การทำ PowerPoint การทำ Presentation ทำให้เป็นการเติมเต็มจากความหลากหลาย Diversity สิ่งที่ตกตะกอนได้เกิดจากการมา Discuss คือเกิดจากความขัดแย้งกันแล้วมา Discuss แล้วทำให้ Result จะได้สิ่งที่ตรงประเด็น สามารถนำมาประยุกต์และ Apply ได้

          ดร.จีระ เสริมว่า การวิจารณ์หนังสือที่ผ่านมาได้ผลมาก และเห็นว่าแต่ละกลุ่มรอดได้ การเรียนยุคนี้เป็นการ Complete ของ Chira Way ต้องมีการเสียก่อนถึงได้ คือเรียนแล้วมีความสุขและได้ประโยชน์

          ให้โยงสิ่งที่อ่านไป Human Capital กับ Innovation

 

2. การมององค์รวม มีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร ที่มาเชื่อมโยงกับของอาจารย์ การสร้างนวัตกรรมไม่ได้เกิดจากแผนกเดียว

          ดร.จีระ เสริมว่า การอ่านหนังสือทำให้มีมุมมองที่กว้างขึ้น HR Architecture เป็นการมองที่มีพลังที่เราต้องคำนึงถึงการแก้ปัญหาความอ่อนแอของโลกเราด้วย

          เมืองไทยต้องปฏิรูประบบและคนพร้อมกัน คนดีเป็น Minority  ต้องไปต่อสู้กับ Majority ให้ได้

 

3. เห็นด้วยกับแนวทางพัฒนาทุนมนุษย์ และจะนำความรู้ทฤษฎีทุนมนุษย์ของอาจารย์จีระและแนวคิดไปแลกเปลี่ยนและแบ่งปันกับคนในจีน

 

4. Innovation มีความสำคัญ ที่แต่ละกลุ่มได้เรียนรู้จากในกลุ่มและได้เรียนรู้จากกลุ่มอื่นด้วย ในหนังสือชี้ให้เห็นความสำคัญของนวัตกรรม ชี้ให้เห็นความผิดพลาด และจะพัฒนาอย่างไร ที่จะประยุกต์แนวทางไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะสมและสร้างให้สังคมเป็นสุขได้

          ดร.จีระ เสริมว่าสิ่งที่ได้คือการฟังจากคนอื่นและได้มีการ Comment ด้วย เราต้องกลับไปทบทวนว่าการอ่านหนังสือครั้งนี้มีประเด็นอะไรสำคัญบ้างที่นำไปเสริมนวัตกรรมแนว Chira Way เราต้องคิดแตกต่าง มีความคิดสร้างสรรค์ คิดใหม่ทำใหม่ และถ้าเราไม่เปลี่ยนระบบการศึกษาและลูกยังเรียนพิเศษอยู่ ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่การเก็งข้อสอบเพื่อสอบเข้าสอบออก แต่ถ้าจะให้ลูกเก่งและเป็นเลิศต้องให้ลูกมีอิสระในการทำสิ่งต่างๆ

          หลักสูตรนี้มีปัจจัย 2 ตัวหลัก ๆ คือ

          1. ทุนมนุษย์ประกอบด้วย ปลูก เก็บเกี่ยว และ Execution ซึ่งถ้าใช้ให้ถูกจะมีโอกาสวิ่งไปสู่นวัตกรรม แต่นวัตกรรมไม่ใช่การมีห้อง Lab มาก ๆ

 

5. การพัฒนาและทำงานเป็นกลุ่ม ได้เรียนรู้พร้อมกัน แต่ละคนมีความสามารถต่างกัน ได้นำมาแชร์กัน เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ ได้เรียนรู้แนวทางของอาจารย์จีระ เป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มย่อย ที่สำคัญพอได้เข้ามานำเสนอในห้อง เราได้รับฟังจากเพื่อน ๆ ในกลุ่มอื่น ๆ ด้วย ที่สำคัญคือการทำให้ทุกคนเรียนรู้ร่วมกันและประหยัดเวลาในการเรียนรู้ สามารถนำไปประยุกต์ได้จริง และคาดว่าจะเป็นประโยชน์มาก ๆ

          ดร.จีระ เสริมว่า การเรียนอยากให้มีการปรับเรื่องการนั่งเรียนแบบเป็นกลุ่ม มีระบบเทคโนโลยี สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ การเรียนยุคใหม่ถึงเรียกว่า Learning Eco System คือ Anywhere Anyplace ควรมีการปรับปรุงเรื่องการเรียนในห้องเรียน

 

6. มีความภาคภูมิใจเหมือนเพื่อน ๆ และรู้สึกโชคดีมากที่ได้มาเรียนและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย ในเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ มีทัศนคติที่เปลี่ยนไป ได้นำแนวคิดอาจารย์ไปต่อยอดกับเพื่อน ๆ ที่เป็นนักธุรกิจด้วย สังคมในตอนเช้าเราจะไม่คุยเรื่องการเมือง เราจะคุยว่าเราจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างไรให้เจริญก้าวหน้ามีการพัฒนามากขึ้น

          ดร.จีระ เสริมว่า ถ้า ดร.จีระทำเส้นทางที่ผิดเป็นอีกทาง เส้นทาง Human Capital จะไปตอบโจทย์นวัตกรรมได้อย่างไร ดังนั้นประเทศไทยต้องให้ Supply กับ Demand ของคนตรงกัน เส้นที่เดินเป็นเส้นที่สอดคล้องกัน ความเป็นทุนมนุษย์ถูกฝังมาจากการเรียนในอดีตตอนเด็ก อย่าง HR Architecture ตอนเป็นเด็กต้องคิดให้ดี อะไรเป็นช่องว่างก็เติม พิสูจน์ด้วยวัตถุนิยม UNESCO จึงยกย่องในหลวง ร.9 ว่าเป็น Soft Power

          โดยสรุป ถ้านวัตกรรมไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนไทย ไม่มีวันสำเร็จ หลายคนในห้องนี้เป็น Family Business ดีแล้วแต่ต้องเป็น Family Business แบบมืออาชีพ รู้อาจไม่ต้องเยอะมากแต่รู้แล้วต้องรู้ให้ดี ให้กลับไปวิเคราะห์ว่าหลักสูตรนี้มีประโยชน์อะไรต่อคุณ


คุณจักรกฤช

          นวัตกรรมเกิดขึ้นทุกวัน นอกจากสินค้า บริการแล้ว ยังเป็นกระบวนการ แต่เราจะสร้างให้นวัตกรรมอยู่ที่ DNA ได้อย่างไร เราจะทำอย่างไร ทุกคนเรียนแล้วเอาไปเปลี่ยนแปลงอย่างไร

          นวัตกรรมเกี่ยวกับอะไรบ้าง

  • Radical คือเปลี่ยนใหม่เลย
  • Modula Innovation
  • Incremental Innovation
  • Architecture Innovation

นวัตกรรมมาจาก 4 ขั้นตอนทั้งสิ้น เสริมอย่างไรใช้ 4 A

1. Awareness สร้างการตื่นตัว

2. Absorption การดูดซึม ทำได้

3. Associate

4. Apply ใช้เป็น Application

กระบวนการคือ 1. หา 4 A 2. ต่อมาหา The God Father ในองค์กร คือคนที่มีบทบาทที่จะเคาะให้ไปได้ 3. ต้องมีคนที่มา Cheer Up

กลยุทธ์และกับดัก ต้องเสริมให้สมบูรณ์

การมาของนวัตกรรม มีกระบวนการคือ 4 ตัวที่ว่า มีการทำเรื่อง Link Management และ S-Curve เมื่อบริหารนวัตกรรมจะได้นวัตกรรมได้อย่างดี

          ดร.จีระ เสริมว่าเราต้องมี Innovative Behavior ด้วย ให้คิดเอง ไม่ใช่ถูกหรือผิด นวัตกรรมคือพฤติกรรมของเราที่สร้างความเป็นเลิศ หลุดจาก Comfort Zone ให้เสริมอะไรที่เป็นความจริง  หลักสูตรนี้เกี่ยวกับแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้น อยากให้ทราบว่าพูดเรื่องอะไร สำคัญอย่างไร และ Relevance อย่างไร

         

Sustainability Capital

          หมายถึงพฤติกรรมของคนในยุคต่อไป ต้องเป็นพฤติกรรมของคนในอนาคตให้ Short Term & Long Term ไปด้วยกัน  ปัญหาที่ผ่านมาคือไม่ได้เชื่อมโยงกัน ดังนั้นในอนาคตถ้าดร.จีระ มาช่วยลูกศิษย์

          จึงอยากสรุปว่า Sustainable Development must;

  • Balance the short-term and the long-term benefits
  • Be environmentally friendly
  • Balance the morality, ethics and development
  • Be based on  scientific thinking, analytical thinking, life-long learning and learning society
  • Benefit the majority instead of small groups of people

- Sustainability ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมแต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง Short Term & Long Term อย่างเช่นในหลักสูตรนี้ Short Term คือ Course Work แต่ Long Term คือจะมีคุณค่าต่อไปอย่างไร

- เรื่อง Green ส่วนใหญ่นักธุรกิจอาจหลีกเลี่ยงเนื่องจากมองว่าเป็นต้นทุน แต่ความจริงต้องไปด้วยกัน ดังนั้นคำว่า Green ในที่นี่จึงต้องสร้างให้คนเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย

- ความยั่งยืนมาจากคุณธรรม จริยธรรม ไม่ได้อยู่สิ่งแวดล้อมอย่างเดียว ต้องคิดให้เป็นระบบ

- จาก 3 ห่วง 2 เงื่อนไขของพระเจ้าอยู่หัว (ในหลวงรัชกาลที่ 9)

 

6.  Be self – reliant

               ประชาชนยุคต่อไปต้องพึ่งตัวเองได้

 

การร่วมแสดงความคิดเห็น : ดูเทปรายการแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง

1.  Green Entrepreneur คำว่า Entrepreneur หมายถึงผู้ประกอบการ ซึ่งเชื่อมโยงว่าผู้ประกอบการต้องทำอะไร คือ 1. ทำเอง เป็น Family Business 2. ไม่ทำ จ้างคนมาทำ

     การศึกษาเรามีปัญหา เพราะการศึกษาถูกครอบด้วยแนวคิดเผด็จการ เราถูกสอนให้ท่องจำ ไม่ต้องการให้คนคิดมาก มีการตีกรอบ

          เรื่อง Green ไม่สามารถวัดผลการตอบแทนได้ คำว่า Sustainability เป็นการวัดได้เป็นเชิงตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์

                    ดร.จีระ เสริมว่า Sustainability คือ Process ในการเดิน อาทิ ดร.จีระเน้นเรื่องต้องมีสุขภาพดี และมีความรู้ที่ทันสมัย

          ในห้องนี้จะทำอย่างไรให้เรียนปริญญาเอกประสบความสำเร็จ ได้ความรู้จริง จบแล้วทำงานที่มีคุณภาพต่อไป

 

2.  สิ่งที่เห็นคือ Connection ที่มีโอกาสต่อยอดในเรื่องธุรกิจได้ อย่างที่เห็นว่ามีเพื่อนหลายประเทศมาเยี่ยมเรา อย่างจีนมองไทยเป็นศูนย์กลางทางการค้า มองเห็นโอกาสทางนี้ อย่างอินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิม โอกาสทางการศึกษาด้อยกว่าที่อื่นเนื่องจากเน้นที่ศาสนามากกว่า ถ้าประเทศไทยเห็นช่องทางด้านนี้จะสามารถเปิดโอกาสทางธุรกิจได้  

          ดร.จีระ เสริมว่า การศึกษาที่อินโดนีเซียได้บังคับให้มีการไปเยี่ยมประเทศในอาเซียน อย่างเช่นไทยถ้ามีวิชาการที่ติดตัวที่มีคุณภาพ จะไปพบประเทศต่าง ๆ ได้ อย่างหลักสูตรนี้ถ้าช่วยเรื่องการทำวิทยานิพนธ์ด้วยก็จะเป็นการยั่งยืน เสมือนเป็นเสาเข็มด้วย

 

3. Sustainability คือการพัฒนาตนเอง พัฒนาสู่บุคคลอื่น สิ่งแวดล้อม สู่การไปปรับใช้เพื่อความยั่งยืน โดยต้องย้อนกลับมาที่การพัฒนาตนเองเป็นวงจรที่ต้องพัฒนาเป็นวงกลมไปเรื่อย ๆ

 

4. เราอยู่บนโลกใบเดียวกัน จึงต้องกลับมามองที่องค์รวม เรื่อง Innovation เป็นเรื่องการตอบแทนสังคม และลดเรื่อง Financial และให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ในโลกใบนี้ การจัดสัมมนาที่อินโดฯ เน้นเรื่องการมองความยั่งยืนมากขึ้น  อย่างอิสลามจะเน้นเรื่องนี้ค่อนข้างมาก  สิ่งที่ Challenge มากคือการสร้างจิตวิญญาณในภายใน

          ดร.จีระเสริมว่า คนที่เห็นโอกาสทั้ง Demand size และ Supply size และให้ฉกฉวยโอกาสเหล่านั้น นักเรียนในมหาวิทยาลัยในอนาคตต้องมี Spirit of Entrepreneurship ด้วย

 

5. ในเรื่อง Sustainability คนจีนที่มาเที่ยวมีความประทับใจในความเป็นไทย การมีมิตรไมตรีแบบไทย สนใจวัฒนธรรมไทย สนใจในเรื่องการเรียนรู้การอยู่แบบ Sustainability ของไทย นอกจากนั้นยังสนใจในเรื่องทางการศึกษาด้วย

          ดร.จีระ เสริมว่า ถ้าคิดแต่รายได้จะไม่เป็น Sustainable คนจีนที่มาไทยสนใจในวัฒนธรรมไทยและความเป็นไทย อย่างไรก็ตามเราต้องมองถึงการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนด้วย อย่างคนจีนมาในมหาวิทยาลัย คือแหล่งความรู้ ดังนั้นเวลาพบเขาเราต้องเริ่มแบ่งปันความรู้และแลกเปลี่ยน Idea ในระยะยาวด้วย  ในยุคนี้ต้องระวังเรื่องวัตถุนิยมด้วย วัตถุนิยมต้องทำให้ชีวิตนี้เรายั่งยืน ไม่ใช่ให้เป็นหนี้สิน

          มหาวิทยาลัยยุคต่อไปไม่ได้สอนบัณฑิตอย่างเดียว แต่ทำทุกอย่างรวมกัน สร้าง Connection เป็น  Business Matching ด้วย

 

6. Real Sustainability จำเป็นต้องมีสุขภาพที่ดี แต่วิถีการดำเนินชีวิตของคนในโลกนั้นต่อต้าน Sustainability เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่  กินเนื้อสัตว์  การเริ่มต้นที่แท้จริงควรเริ่มที่การกินเพื่อสุขภาพที่ดี

 

ข้อสอบมี 8 ข้อเลือกทำ 4 ข้อ

ตัวอย่างข้อสอบ

1. จากคำพูดของปีเตอร์ ดรักเกอร์ “Culture eats strategy for lunch” วิเคราะห์โดยใช้ 5 K’s   ทุนทางวัฒนธรรม (Culture Capital) เป็นหลัก

2. ที่ Stanford มีสถาบันวิชาการ เน้น 4 เรื่องเรียงกัน คือ Imagination, Creativity, Innovation and Entrepreneurship วิเคราะห์ใช้ 5K’s ของอาจารย์จีระ คือ Creativity กับ Innovation วิเคราะห์แบบ 2R’s

3. ราก (Root) ของ Gary Becker คือ เศรษฐศาสตร์ แบบปริมาณ และเป็นรากของ 8K’s+5K’s ได้มาอย่างไร?

     (1) ครอบครัว วัยเด็ก

     (2) โรงเรียน การศึกษาตั้งแต่มัธยมถึง Ph.D.

     (3) การทำงานยุคธรรมศาสตร์และยุคหลังธรรมศาสตร์

     (4) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาทำอะไรที่เกี่ยวกับ 8K’s+5K’s บ้าง

4.  Gold Smith มาเมืองไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ..

-    Gold Smith เก่งเรื่องอะไรที่มีผลต่อทุนมนุษย์

-    Gold Smith แยกแยะระหว่าง feedback and feedforward

     แตกต่างกันอย่างไร ยกตัวอย่าง

5.    Search หาข้อมูลเกี่ยวกับ Johari Window และอธิบายว่าคืออะไร นำมาใช้กับตัวเองและ         ทีมงานได้อย่างไร มีจุดอ่อนสำหรับ Culture แบบไทยอย่างไร

  อธิบาย Happy at work กับ Happiness capital และ Happy workplace 

       คล้ายหรือแตกต่างกันอย่างไร

7.  HRDS กับ Maslow's แตกต่างกันอย่างไร

 ลองวิเคราะห์ “การจัดการทุนมนุษย์และทุนสังคม” กับ วิธีการของ “Chira Way”

      เกี่ยวข้องกันอย่างไร มีจุดแข็งและจุดอ่อนอย่างไร

      จะสามารถนำมาปรับใช้กับเรื่อง “คน” ในองค์กรของท่านได้อย่างไร?

 

…………………………………………………………………………………………

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ครั้งที่ 6  Sustainable Capital

…………………………………………………………………………………………

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

โดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล

 

Workshop (ใช้เวลาทั้งหมด 45 นาที)

1.  Leadership กับ Human Capital มีความสัมพันธ์กันอย่างไร อธิบาย 3 ข้อ ยกตัวอย่างจริง โดยใช้ Chira Way  (กลุ่ม 1)

2.  Leadership ช่วย หรือ ฉุด นวัตกรรมอย่างไร (กลุ่ม 2)

3.  นวัตกรรมมีกี่ชนิด และท่านคิดว่าในประเทศไทย นวัตกรรมแบบไหนสำคัญที่สุดยกตัวอย่างจริงในประเทศไทยเพื่อตอบโจทย์ 4.0 โดยเน้นไปที่พื้นที่และ Sectors  (กลุ่ม 3)

4.  นวัตกรรมมี 3 ขั้นตอน (กลุ่ม 4)

(1) มีความรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดใหม่

(2) Turn ideas into actions

(3) Turn actions to success

อธิบายปลูก เก็บเกี่ยว Execution ของทุนมนุษย์เพื่อไปสู่ความสำเร็จ

 

Learn – Share - Care

กฎ 12 ข้อของกระบวน WORKSHOP แบบ Chira Way

1.       เลือกประธานกลุ่มที่เหมาะสมเป็นผู้นำ

2.       เลือกเลขานุการกลุ่มที่สามารถสรุปประเด็นและจดบันทึกได้ดี

3.       ประธานอธิบายหัวข้อว่าคืออะไร คาดหวังอะไร ต้องทำอะไร?

4.       บริหารเวลา – มีน้อย/มีมาก

5.       สนใจสมาชิกทุกๆ คนในกลุ่ม ศึกษาว่าเขาเก่งอะไร มีศักยภาพเรื่องอะไร

6.       กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม

7.       สร้างบรรยากาศให้ทุกคนมีเกียรติ

8.       สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย ให้ทุกคนอยากพูด ไม่กลัว แต่สุภาพเรียบร้อย ถ้าขาดอะไร.. ประธานกลุ่มช่วยเสริม กระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจ  (Inspiration) เป็นหลัก

10.      เลขาฯ สรุป และเตรียมการนำเสนอ

11.      การนำเสนอ – เลือกคนที่มีภาวะผู้นำ อาจเป็นประธานหรือคนอื่น ๆ ก็ได้

12.      ใช้คนนำเสนออย่างน้อย 3 คน จะช่วยให้เกิด “Value Diversity”

 

 

Workshop (ใช้เวลาทั้งหมด 45 นาที)

1. Leadership กับ Human Capital มีความสัมพันธ์กันอย่างไร อธิบาย 3 ข้อ ยกตัวอย่างจริง โดยใช้ Chira Way  (กลุ่ม 1)

          ยกตัวอย่าง 3 แบบ ในภาพมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และในภาพของประเทศจีน

          ตัวอย่างที่ 1 ในมหาวิทยาลัย – ทุนมนุษย์กับ Leadership สอดคล้องกันมากถึงมากที่สุด อย่างทุนมนุษย์ของ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา ท่านอธิการบดีให้ความสำคัญด้านทุนมนุษย์มากคือคนต้องมาก่อน คนต้องกินดีอยู่ดี ทรัพยากรมนุษย์สำคัญที่สุด รวมถึงการให้เงินเดือน มีโบนัส มองว่าทุกคนกินข้าวจะทำหน้าที่ได้ดี รวมถึงได้บอกว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความผาสุก หลักวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยเสาหลักคือทุนแห่งความรู้ คือเป็นสถานศึกษาต้องให้ทุนความรู้เป็นส่วนสำคัญของสถานศึกษา และพูดเสมอว่าใครก็ตามที่มีความรู้เขียนทุนวิจัยมาจะให้เงิน 40,000 บาท และ และจะให้มีการหาทุนวิจัยต่างประเทศมาสนับสนุนด้วย

          ดร.จีระ เสริมว่าที่พูดมาเป็นการมองผู้นำเห็นคุณค่าของทุนมนุษย์ ในมุมมอง ดร.จีระคือถ้าเป็น Human Capital แล้วจะยกระดับบางคนเป็น Leader ด้วย แล้ว Leader ต้องไปแก้ปัญหาวิกฤติต่าง ๆ  การมองว่า Leader เห็นคุณค่าของทุนมนุษย์เป็นอีกมุมหนึ่งที่มองได้ไม่ขัดข้อง และเห็นด้วย อย่าง อธิการบดีถ้าไม่มีความต่อเนื่อง หลักสูตรนี้จะเจ๊งไปนานแล้ว ดังนั้นการที่ท่านเห็นความสำคัญเรื่องคนเป็นให้คะแนนสูงมาก อย่างที่ คุณพารณ อิสรเสนา ณ อยุธยา และ ดร.จีระ มองคือ Leader ต้องมีมุมมองด้านการเห็นความสำคัญของคนที่ดี อย่างสิจิ้นผิงรวมถึงเจินสิมิงก็พูดเรื่องนี้มาก สิจิ้นผิงได้รับการเมืองกดดันของเขาในยุคของเมาเซตุงที่บ้าอำนาจ ถ้าจะเขียนผู้นำจะเขียนผู้นำเป็นช่วง ๆ แล้วในช่วงต่อไป ต้องมองอดีตว่าผู้นำทำอะไร และยุคต่อไปทำอะไร ให้จับให้ดีว่าอะไรเป็น Dependent และ Independent Variable ที่ดี

          การเป็นทุนมนุษย์ที่ดีมี 4 อย่างคือ 1. Ethical  2. Smart / Capable 3. Happy 4. Sustainable ต้องรู้ว่า Short Term กับ Long Term ต้องไปด้วยกัน

          ทำอะไรแล้วมีความแตกต่างต้อง Capture สิ่งนั้นไว้ให้ได้

          Law of Leadership นั้น Law อันหนึ่งคือ Process ไม่ใช่เป็นก้อน ๆ

          ตัวอย่างที่ 2 CEO ของโรงพยาบาลมีการกำหนดวิสัยทัศน์ และได้มีการทำให้สำเร็จ ซึ่งในกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชนั้นต้องผ่านการรองรับในระดับสากล และสามารถนำไปเชื่อมกับทฤษฎี 8K’s 5K’s มีการ Training ในระดับปฏิบัติการและระดับเบื้องต้นด้วย ทำเป็น Career Path และจะนำทฤษฎี 5K’s มาเพิ่มเป็นแรงขับเคลื่อนโรงพยาบาล และนำสู่การปรับแผนกลยุทธ์ในระยะสั้น กลาง ยาว ดังนั้นก่อนวางแผน SWOT Analysis CEO จะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาวางแผนสิ่งที่กระทบกับสังคมและสิ่งแวดล้อมมีอะไรบ้าง หรือ Medical Tourism ต้องมีการเตรียมแผนด้วย เพื่อเป็นตามเป้าที่ต้องการ

          ดร.จีระ เสริมว่าให้ทำวิจัยเปรียบเทียบ CEO ที่เห็นคุณค่าของคน และ CEO ที่ไม่เห็นคุณค่าของคน อย่างที่ผ่านมาพบว่าหนังสือ Build to Last หนังสือที่แสดงถึงการพัฒนาสู่ Long term

          ถ้าเอาจริงด้านทุนทางวัฒนธรรม เอาภูมิปัญญามาบวกกับธุรกิจให้เกิดความสร้างสรรค์ด้วยเป็นสิ่งที่น่าทำมาก

          สังคมอเมริกาเห็นคุณค่าของปืนเป็นวัฒนธรรมของเขา ทุกคนมีสิทธิป้องกันตัวเอง กลายเป็นนิสัยที่ทุกคนมีปืนไว้ป้องกันตัว แต่ลืมว่าปืนฆ่าคนอื่นได้ เช่นที่ลาสเวกัส ดังนั้นถ้าไม่เข้าใจวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์ อาจไปไม่ถึงไหน

          ตัวอย่างที่ 3 ใช้ 2I’s คือ Inspiration และ Imagination เปรียบเทียบกับการพาเรือไปสู่ชายฝั่ง ลูกเรือทุกคนมีส่วน และต้องมีการฟันฝ่าเจอพายุ ต้องใช้ Human Capital ในการนำพาเรือไปถึงฝั่ง เช่นเดียวกับประเทศจีนที่ผู้นำจีนมองว่าการพัฒนาประเทศการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ผู้นำตั้ง Inspiration ให้นักศึกษาต่างชาติไปศึกษาที่ประเทศจีน และมีนโยบายให้ทุกเดือน เพื่อเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมประเทศจีน และนำกลับไปประเทศของเขา ส่งเสริมการแลกเปลี่ยน หรือที่จีนส่งไปศึกษาที่ต่างประเทศอย่างยุโรปแต่ก่อนนักศึกษาจะไม่กลับมาเนื่องจากมีสวัสดิการดีกว่า ต่อมาจีนจึงได้มีนโยบายให้สวัสดิการมากขึ้นและไปของ Resident ที่ปักกิ่งฟรีเพื่อเป็นการ Inspiration คนเหล่านี้ให้นำนักศึกษากลับไปพัฒนาประเทศ

          ดร.จีระ เสริมว่า มีหลายจังหวัดที่มีโรงเรียนประจำจังหวัดมีคุณภาพมากแต่ไม่ได้รับการยกย่อง ส่วนใหญ่ยกย่องเฉพาะโรงเรียนชั้นนำในกรุงเทพฯ อีกเรื่องคือครูที่มีความสามารถต้องเกษียณตอนอายุ 60 ซึ่งเสียดายมากทั้ง ๆ ที่เขาสามารถยังสอนได้อยู่ คือถ้ามีครูดีก็จะตรงตามโจทย์คือ Inspiration และ Imagination

          จะนำ 2I’s ไปใช้กับส่วนอื่นต่อ และทุกวันสำคัญอย่างไร หลักสูตรนี้ดีอย่างไร สัมพันธ์กันอย่างไร และเกี่ยวกับ Basic อย่างไร ความเข้าใจมาจากประสบการณ์ของดร.จีระ  นักศึกษาต้องให้ทุกคนรักษาคุณภาพไว้

          สิ่งที่คาดไว้ตอนแรกเป็นการมองแบบแคบ แต่หลังจากการนำเสนอเป็นการมองแบบกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่ดี

          Human Capital ในศาสตร์ต้องเป็น Human Capital + Leadership และการเป็น Human Capital ที่ดีต้องเป็น Leadership ที่ดีด้วย และต้องเป็นผู้นำที่ทายอนาคตออก ทาง Crisis ออกและเอาชนะอุปสรรค Leader ต้องทำในเรื่องที่สำคัญจริง ๆ และต้องตรงจุดที่สำคัญที่สุด

          ทำไมคนทำงานโรงแรงชั้น 1 ในโรงแรม 5 ดาวในเมืองไทยไม่สามารถขึ้นเป็น Top ในโรงแรมชั้นนำได้ เพราะอะไร

          ความเป็นผู้นำต้องทำในสิ่งที่แตกต่าง ไม่ต้องเหมือนคนอื่น ผู้นำต้องเป็นประธาน อย่าให้ผู้นำทำเป็นผู้จัดการ อย่าไปบ้าคลั่งว่ารู้มากกว่าลูกน้อง รู้ไม่ต้องมากเพื่อให้ลูกน้องเกิดได้

          การเป็นผู้นำที่ดีสิ่งแรกคือความอดทน เราต้องรับใช้ลูกน้องเรา และทำให้เขามีความภูมิใจ เพราะคนไทยไม่ Empower อย่างแท้จริง เพราะกลัวลูกน้องเก่งกว่าแล้วตัวเองจะเสียหน้า แต่ลูกน้องยุคใหม่อาจเก่งกว่าหัวหน้าก็ได้

 

2. Leadership ช่วย หรือ ฉุด นวัตกรรมอย่างไร (กลุ่ม 2)

          ผู้นำทั้ง 3 องค์กรจากที่กลุ่ม 1 ยกมาเป็นผู้นำที่ดี โดยผู้นำทั้ง 3 องค์กรมีเป้าหมายเดียวกัน

          ทฤษฎีของผู้นำ ยกทฤษฎี ผู้นำ 5 ระดับของ จอหน์ แม็กซ์เวล และผู้นำ 7 ประเภทของเดวิด ฮุ๊กส์

          ผู้นำที่เป็นตัวช่วย

          ผู้นำนักจัดการ เป็นตัวช่วย เป็นผู้วางระบบนวัตกรรมได้ แต่ผู้นำที่เห็นชัดมากคือนักวางยุทธศาสตร์ช่วยในการส่งเสริมนักนวัตกรรม

          ผู้นำนักพัฒนาเปิดกว้างในวิสัยทัศน์และความคิดเห็นนำสู่ความก้าวหน้าได้

          ผู้นำที่เป็นตัวฉุด

          ผู้นำนักการทูต เป็นคนปากหวาน เอาตัวรอด ไม่สามารถพัฒนาได้

          ผู้นำนักฉวยโอกาส เห็นแต่ส่วนตัวไม่ช่วยคนอื่น

          ผู้นำที่มาคนเดียว

          ผู้นำที่มาจากสายชำนาญการ มาจากสายตัวเอง ไม่สามารถพัฒนาอะไรทั้งสิ้น

          ประเภทผู้นำที่ดีที่น่ายกย่องเช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  เน้นเรื่องยุทธศาสตร์ รัฐศาสตร์ กฎหมาย แต่มีข้อเสียคือไม่ได้เน้นเรื่องธุรกิจ

          นายกฯประยุทธ์ เป็นผู้นำที่สามารถนำทางการทหารมาพัฒนาประเทศได้ ช่วยแก้ปัญหาประเทศ วางแผนการพัฒนาประเทศไทย 4.0 และจุดประเด็นเรื่องคอรัปชั่น

          ผู้นำที่เห็นได้ชัด ของไทย อาทิ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่มีภาวะผู้นำเต็มร้อย เริ่มจาก ดร.หนุ่มที่มาอยู่ที่ ม.ธ.ใหม่ ๆ เป็นนักจัดการ นักกลยุทธ์ และเป็นนักพัฒนา สู่แนวคิด Chira Way สามารถใช้ Chira Way เป็นกรอบในการพัฒนาทุนมนุษย์

          ยกตัวอย่างผู้นำที่ทำให้นวัตกรรมไม่เกิดคือ Leadership too weak และ Communication too poor เช่น Timberland

          ผู้นำที่ดีมี 10 อย่าง  John Maxwell ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง Chira way ได้แก่

          1. มีวิสัยทัศน์ มีแนวคิดก้าวไกล

          2. ใฝ่รู้ เป็นผู้ให้ คือนอกจากใฝ่รู้เองแล้ว ยังรู้จักถ่ายทอดพัฒนาด้วย และเมื่อใฝ่รู้และเป็นผู้ให้แล้วจะเกิดเป็นทุนทางปัญญา  คนที่

          3. เป็นผู้รับใช้ ผู้นำต้องเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ

          4. มีวินัย เริ่มจากผู้นำเป็นตัวอย่างก่อน

          5. มั่นคง ผู้นำดี องค์กรจะมั่นคงอยู่ได้ พัฒนาไปสู่หน่วยงานได้อย่างสำเร็จ

          6. กล้าหาญ ผู้นำกล้านำพาวิสัยทัศน์ ในการนำพากลยุทธ์ใหม่ ๆ

          7. มีมนุษย์สัมพันธ์  เพราะผู้นำเป็นเสมือนคนกลางในการสร้างให้เกิดการเชื่อมต่อกันและจะเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น

          8. รู้จักแก้ปัญหา ผู้นำต้องหาข้อมูลและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ก่อน สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

          9. มีทัศนคติที่ดี  คือมองแง่บวก มองการณ์ไกล และ

          10. รักงานและผู้เกี่ยวข้อง คือมีใจรักงาน และรักตนเองและผู้อื่น เหมือนกับ C&E ของ ดร.จีระที่ต้องมีการติดต่อเชื่อมกัน และ HRDS  รวมถึงเรื่อง Happy Workplace ของ ดร.จีระด้วย

          ดร.จีระเสริมว่าให้ลองวิจัยดูว่าทำไม ม.ธ.เชิญอาจารย์เป็น ผอ. สถาบันทรัพยากรทุนมนุษย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

3. นวัตกรรมมีกี่ชนิด และท่านคิดว่าในประเทศไทย นวัตกรรมแบบไหนสำคัญที่สุดยกตัวอย่างจริงในประเทศไทยเพื่อตอบโจทย์ 4.0 โดยเน้นไปที่พื้นที่และ Sectors  (กลุ่ม 3)

          การมีนวัตกรรมต้องมี Leader ก่อน แต่ในประเทศไทยยังไม่มี Leader ที่เป็น Change Agent ให้เกิดนวัตกรรม อย่างผู้นำสิงคโปร์ที่มีผู้นำทำให้เกิด Innovation

          สิ่งที่ทำได้คือการศึกษา สร้างกระบวนการศึกษาแบบ Chira Way คือ 4L’s อย่างที่ ดร.จีระยกโจทย์เรื่อง Stanford ที่สหรัฐอเมริกา ตามโจทย์ที่ Stanford มี Innovation & Entrepreneurship และที่ต้องไปด้วยกัน คือเริ่มจากการมี Creativity ก่อนแล้วแปลงเป็น Innovation แล้วให้ Entrepreneurship มาดูเนื่องจากต้องมีการ Take Risk และตัดสิน

          ในภาคเอกชนเป็นเรื่องของการบริการ เรียกได้ว่าเป็น Service Innovation เพราะในมุมมองเรื่อง Product Innovation อาจมีปัญหาเนื่องจากกระบวนการผลิตของไทยอาจยังไม่ดี

          ธุรกิจที่กระทบจริง ๆ คือภาคดำเนินการ ส่วนภาคอุตสาหกรรมยังไม่มีการผลิตใหม่เนื่องจากเทคโนโลยีย้ายไปเพื่อนบ้านหมด

          อย่างไรก็ตามเรื่องคนสำคัญที่สุด เพราะต้องการคนที่มีความรู้ และสามารถนำไปใช้ได้

          ดร.จีระ ต้องเสริมบรรยากาศผู้ประกอบการมาให้ได้ ต้องมีลักษณะแบบ Business Entrepreneurship ที่อยากให้พูดคือ Social Innovation อย่าง กฟผ. ทำนวัตกรรมสีเขียวที่ต้องเชื่อมกับสังคมให้ได้

 

4. นวัตกรรมมี 3 ขั้นตอน (กลุ่ม 4)

(1)      มีความรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดใหม่

การมีความรู้คือคนที่สร้างนวัตกรรมได้ต้องทำให้ตัวเองมีความรู้อยู่เสมอ ตลอดเวลา และต้องมีความรู้องค์รวมนอกจากความรู้วิชาชีพ  เราต้องทราบเพื่อเสริมความรู้ให้ต่อยอดได้

มีความสร้างสรรค์คือ ต้องเป็นนักรับฟังที่ดี และมีความสังเกต และรวบรวมข้อมูล แต่เป็นนักคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ดีคือคิดไปเอง จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์สังคม

มีความคิดใหม่คือ เอาความรู้และความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดให้เกิดกระบวนการใหม่ ๆ

(2)      Turn ideas into actions

ต้องมีเป้าหมายว่านวัตกรรมทำไปเพื่ออะไร เราต้องโน้มน้าวให้ผู้มีอำนาจ ผู้บริหารที่เป็นเจ้านายยอมรับในเราก่อน คนเหล่านี้มีอิทธิพลในการทำงาน และมีสิทธิอนุมัติงบประมาณจ่ายได้

เป็นกลุ่มคนรู้ความต้องการของนวัตกรรมอย่างแท้จริง เช่น ฝ่ายการตลาด และ

คนที่เข้าใจกระบวนการทำนวัตกรรม

รวมทั้ง 3 ส่วนเขียนแผนงานโครงการ เป็นแผนการทำนวัตกรรม

(3)      Turn actions to success

1. Customerต้องรู้ว่า Customer ต้องการอะไร ตอบโจทย์หรือไม่

2. Change Management สิ่งที่ทำนั้นตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงหรือไม่

3. Command & Control คือคนที่คอยควบคุมให้ดำเนินการตามแผน ให้มีการทำงานเป็นทีม

ดร.จีระ เสริมว่า ข้อ 1 และ ข้อ 2 ถูก แต่ข้อ 3 อยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินอย่าให้คนเดียวตัดสิน Command & Control ดีต่อการทำงานแบบเดิม แต่นวัตกรรมทุกคนต้องมีส่วนร่วม ให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ มีพลังเรียนรู้ร่วมกัน

อธิบายปลูก เก็บเกี่ยว Execution ของทุนมนุษย์เพื่อไปสู่ความสำเร็จ

ยกตัวอย่าง ข้าวหอมมะลิที่มีซิงค์ในข้าว จับกระแสประเทศไทย ลูกกตัญญูซื้อข้าวให้พ่อแม่ทาน

- 50% ของคนไทยเป็นมะเร็ง จุดขายอยู่ที่เมืองจีน ใช้วิธี Drop Shipping for Passive Income ในเมืองไทย

นวัตกรรมใหม่ เช่น ถั่งเช่าสีทอง ขายถั่งเช่าในราคาต่ำจากการ Dump ราคาของถั่วเช่า แล้วนำไปผสมในอาหารขายในโรงแรม เป็นต้น


…………………………………………………………………………………………

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ครั้งที่ 7  

บรรยากาศการเรียนรู้นอกห้องเรียน การเยี่ยมชมร้านหนังสือคิโคุนิยะและร้านหนังสือเอเชียบุ๊คส์ และการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ได้ศึกษานอกห้องเรียนเพื่อมาประยุกต์ใช้ในวิชาที่สอนและในชีวิตประจำวัน

https://www.facebook.com/Chira...

…………………………………………………………………………………………

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ครั้งที่ 9  

…………………………………………………………………………………………

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

โดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล

 

 

ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

          ยกตัวอย่างว่า ดร.จีระเป็นตัวอย่างหนึ่งของนักเศรษฐศาสตร์ที่มาทำเรื่องคน ที่ทำอย่างต่อเนื่องและนำไปปะทะกับความจริง

           

3 Concept ใหญ่ ๆ

1. HR Architecture

          สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจว่าเวลาจะพัฒนาทุนมนุษย์ เรามีโครงสร้างของประชากรตั้งแต่เกิดถึงตาย ดังนั้นถ้า 4.0 จะทำอะไร คือการพัฒนาคนตามช่วงอายุแต่ละช่วง

          การพูดถึง HR Architecture คือเข้าใจถึงโครงสร้างอายุคน ตั้งแต่ 1 – 70 ปี ก็จะมีการปลูก เก็บเกี่ยว และ Execution เท่านั้น ดังนั้นการพัฒนาคนทั้ง 70 ล้านคนของประเทศไทยนั้นได้มุ่งไปตรงไหน เช่น บางคนสนใจเรื่อง Health

          อย่างไรก็ตามการเรียนตามศาสตร์พระราชา คือการปลูกฝังความเป็นคนดี ทำให้จริง ทำเป็นขั้นตอน

          ทุกคนต้อง Turn ความล้มเหลวมาเป็นอนาคตของเรา  

          อยากให้ไปศึกษาประวัติของ Stephen Hawken แม้ว่าเป็นคนพิการ แต่สามารถเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยา ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ หนังสือวิทยาศาสตร์ของเขาและการปรากฏตัวต่อสาธารณะได้ทำให้เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงด้านวิชาการ ผลงานวิทยาศาสตร์สำคัญของเขาจนถึงปัจจุบันมีการบัญญัติทฤษฎีบทเกี่ยวกับภาวะเอกฐานเชิงความโน้มถ่วงในกรอบของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ร่วมกับโรเจอร์ เพนโรส และการทำนายเชิงทฤษฎีที่ว่าหลุมดำควรปล่อยรังสี ซึ่งปัจจุบันมีชื่อว่า รังสีฮอว์คิง

 

2. การสอบครั้งที่แล้วจะถือว่าเป็นการสอบครั้งสุดท้าย คะแนนต่อไปนี้จะเป็นคะแนนความเป็นเลิศของทุกคน จะมีกิจกรรมที่จะทำต่อไปนี้

          1. การพบกันระหว่าง นศ.ปริญญาเอก ม.ราชภัฏสวนสุนันทา กับ ม.มหิดล

         - หลักสูตรนี้มีประโยชน์อย่างไร อยากจะแบ่งปันความรู้อะไร  (นำเสนอ 45 นาทีขึ้นจอ)

           - ม.มหิดล นำเสนอในมุมมองของเขา

          - ทั้งสองมหาวิทยาลัยมา Debate ร่วมกัน และเสนอว่าจะทำอะไรต่อ

          2. จะมีการวิจารณ์หนังสืออีก 2 เล่ม

          - ยกตัวอย่างที่อาจารย์จีระเขียน Outline เรื่องภาวะผู้นำ วิจารณ์ว่ามีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไรบ้าง แล้วอาจไป Relate กับ Harvard

          - นศ.รุ่นที่ 15 ต้องทำให้ Leadership มีประโยชน์ต่อคนไทยมากขึ้น

Outlineหนังสือ “Leadership by Chira Way”

1. The significant of Leadership

2. Leaders / Managers

3. Type of leadership

-   Trust / Authority Leadership ยุคใหม่ของการเป็นผู้นำคือศรัทธา

-   Charisma Leadership

-   Situational Leadership

-   Quiet Leader Leadership

-   Transformational Leadership

-   Transactional Leadership

-   Authenticity Leadership

4. Leadership and 8K’s+5K’s

5. Leadership in different styles

-   เปรียบเทียบตัวอย่างของผู้นำจีน

-   Peter  Drucker

-   จีระ หงส์ลดารมภ์

6. Case study of my work in Leadership Class

- กรณีศึกษาของห้องเรียนผู้นำที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย – 13 รุ่น

- กรณีศึกษาของห้องเรียนผู้นำที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

- คณะแพทยศาสตร์ 3 รุ่น

- มหาวิทยาลัย 3 รุ่น

- คณะพยาบาลศาสตร์ 1 รุ่น

  - กรณีศึกษาของการพัฒนาผู้นำในภาคการท่องเที่ยว?

7. How to develop leadership?

-   เรียนรู้แนวทางการพัฒนาผู้นำจากโมเดลของ University of Washington

-   ทฤษฎี 5 E’s: การพัฒนาภาวะผู้นำจากการวิจัยของ Center for creative leadership

8. Role Models

 - รัชกาลที่ 9

 - รัชกาลที่ 5

 - Dr Martin Luther King Jr

 - Dalai Lama

 - Nelson Mandela

9.Example of bad leadership

-ผู้นำแบบทักษิณ ชินวัตร

-ผู้นำแบบ Donald Trump

-...................................?

-ผู้นำแบบ Mugabe

10.Summary and example of workshops

 

สรุป    นศ.ปริญญาเอก เป็นนักธุรกิจจำนวนมาก ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญที่สุดในการดึงภาวะผู้นำมาใช้

          ในยุคใหม่คนที่คิดเก่งอาจเป็นผู้นำก็ได้ คนที่เงียบอาจเป็นคนที่มีประโยชน์ก็ได้ วิชานี้อยู่ที่อารมณ์ หรือจิตวิญญาณในบางครั้งที่รู้สึกว่าใช่เลย

          Human Capital + นวัตกรรม  แล้วต้อง+ Entrepreneurship ด้วย

          การทำวิทยานิพนธ์ ต้องมองโครงสร้างวิทยานิพนธ์คืออะไร เพราะวิทยานิพนธ์คือการ Test Hypothesis  ส่วนอื่นเป็นส่วนประกอบ นักศึกษาที่จบต้องมีผลงานที่ Significant เรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นการวิเคราะห์จากหลักสูตรที่เรียนและเลือกสิ่งเหล่านั้นเป็นพลังของคุณ

 

การร่วมแสดงความคิดเห็น

1. ชื่นชมและยินดีล่วงหน้ากับคนไทยที่ได้มีหนังสือดี ๆ ถ้าสำเร็จจะมีประสบการณ์จริงมากมาย และมุมมองในด้าน Academic จะได้การผสมผสานทั้งแนว Chira Way กับที่ศึกษามาเปรียบเทียบให้เห็นการเรียนรู้เรื่อง Leadership จริง ๆ และจะเกิดประโยชน์กับคนที่ศึกษาในรุ่นต่อไป

          การเป็นผู้นำจริง ๆ มีหลากหลายองค์ประกอบที่เข้ามาผสมผสาน

          สังคมไทย ที่ผ่านมาการนับถือกันไม่ได้นับถือจากความรู้ ความสามารถและปัญญาจริง ๆ แต่มองจากการอยู่ในสังคมที่สูง ตำแหน่งสูง  ซึ่งความจริงแล้ว ถ้าผู้นำไม่มีข้างในเป็นธรรม  ไม่เข้าใจคนอื่นก็จะเป็นปัญหา

          คนที่เป็น Leader จริง ๆ จะทำงานแบบ Smart Work คือเขาจะเลือกใช้คนให้ถูกกับงานคือ Put the right man on the right job

          คาดหวังมากว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยและทั่วโลก

 

2. Trust of Leadership เวลาผู้บริหารเจอแต่ละสถานการณ์ ผู้บริหารมีเทคนิคการเลือกใช้อย่างไร ที่อาจไม่ใช่การเลือก Trust อย่างเดียวได้  ซึ่งผู้ปฏิบัติถ้าเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะเป็นผู้นำที่ดีได้  บางครั้งอาจต้องมีการผสมกันในหลาย ๆ ส่วน เพียงแต่ส่วนใดส่วนหนึ่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการผสมผสานกัน

 

3. แรงบันดาลใจเป็นพลังสำคัญทำให้การทำงานของคนในองค์กรประสบความสำเร็จ ผู้นำที่ดีต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับพนักงานหรือผู้ร่วมงาน แต่ไม่ได้บอกวิธีการสร้างแรงบันดาลใจเป็นอย่างไร และการยกตัวอย่างยังไม่เป็นรูปธรรม สิ่งที่อยากให้เพิ่มเติมในหนังสืออาจารย์จีระอยากให้สอดแทรกในเรื่องนี้ด้วย

 

4. จากหัวข้อใน Outline ยังไม่รู้ว่าต้องการให้กลุ่มเป้าหมายเป็นใครในการอ่าน

          ดร.จีระ อยากให้ Input

 

5. ข้อ 9 เป็นมุมมองทางการเมือง อาจทำให้เนื้อหาทางวิชาการ Drop ลง อยากให้เป็นการใส่เรื่องการวิจารณ์พฤติกรรมของผู้นำมาด้วยซึ่งเป็นสิ่งที่ ดร.จีระ ถนัดจะเป็นเรื่องที่ดี ถ้านำมาใส่ในหนังสือได้จะสนุกมาก

          ดร.จีระ อยากให้ช่วยเก็บประเด็นในรุ่นที่ 15 ในห้อง

 

6. อยากอ่านภาวะผู้นำในมุมมองประสบการณ์มากกว่าทฤษฎี เป็นความคิดที่นอกกรอบ ถ้านำสิ่งนี้ใส่ในหนังสือจะดีมาก ใช้ลักษณะผู้นำแบบไหนเข้าไป

          ดร.จีระ กล่าวว่าจะทั้งสองท่านเน้นการนำเอาประสบการณ์แปลงมาเป็นการเขียน

 

7. เห็นอาจารย์จีระพูดถึงสิงคโปร์ พบว่าคนที่เป็นรัฐมนตรีจะต้องมีการทำแบบทดสอบ อยากแนะนำให้อาจารย์มี Questionnaire ในการตอบคำถาม จะมีประโยชน์ในการคัดกรองบุคลิกภาพของคน

          ดร.จีระ เสริมว่าในท้ายหนังสือจะมีแบบทดสอบเพิ่มเข้ามา

 

8. Leadership ได้จาก 2 ประเภทคือจากการแต่งตั้ง และจากการ Trust สิ่งที่ดูคือ Leadership ที่ได้จากการแต่งตั้ง ตำแหน่งหายไปยังมีความเป็น Leadership อยู่หรือไม่

          ข้อที่ 7 อยากให้เพิ่มเป็น How to develop the great leader การเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมทำอย่างไร การสร้าง Leader ต้องสร้างแต่เด็ก ตอนโตอาจไม่ทัน

          ดร.จีระ เสริมว่า ผู้นำแบบ Authority กับ Trust บางครั้งไม่อาจแยกกันได้ มีบางอย่างที่เชื่อมกันอยู่  และในหนังสือเล่มนี้จะมีการนำ HR Architecture มาใช้ด้วย เน้นการปลูกฝังตั้งแต่เยาวชน ไม่ใช่ปลูกฝังตอนโตอาจช้าเกินไป อาจให้มีการสำรวจตัวเองแต่เด็กว่ามีใครปลูกฝังเรื่องคุณธรรม จริยธรรมของเรา

 

9. จากประสบการณ์ที่อ่านหนังสือทั้ง 3 เล่ม จุดอ่อนคือการเรียบเรียงเนื้อหา เนื้อหาบางเรื่องชื่อบทกับเนื้อหาไม่ตรงกัน ไม่สอดคล้องกัน อยากให้ลำดับในการเรียงเนื้อหา ยกตัวอย่างเรื่องผู้นำ ในหัวข้อที่ 6 เรื่อง Case Study อาจอยู่ในท้าย ๆ ก็ได้  และได้มีการมองกลุ่มเป้าหมายที่อ่านว่าจะเป็นกลุ่มไหนได้บ้าง ประเด็นที่ 4,5 น่าจะเป็นคุณลักษณะผู้นำหรือไม่

          หนังสือของอาจารย์น่าจะเทียบได้กับ Harvard ได้แล้ว แต่การเขียนหนังสือยังไม่ดู International

          ดร.จีระเสริมว่ากิจกรรมแต่ละกิจกรรมต้องใช้ Skill สูงมาก หนังสือเป็นการบริหารจัดการโดยคนกลุ่มหนึ่ง แต่อาจารย์ต้องมากำกับควบคุมดูแล คนไทยความสามารถในการทำงานสูง แต่ความสามารถในการเขียนหนังสือเพื่อไปแข่งกับคนในโลกมีน้อย

 

10. ในข้อ 9 น่าจะพูดเรื่องผู้นำในส่วนของราชการด้วย คือ ทำไปวัน ๆ  อยากให้อาจารย์วิเคราะห์แล้วนำทฤษฎีมาด้วย


วิจารณ์หนังสือ On Leadership

กลุ่มที่ 4  Crucible of Leadership

เรื่องด่านทดสอบผู้นำ

1. สถานการณ์ที่เลวร้ายที่ผู้นำในองค์กรต้องรับมือให้ได้ ผู้นำที่ยอดเยี่ยมจะสามารถเรียนรู้สถานการณ์ที่เลวร้ายและผ่านพ้นได้อย่างเข้มแข็ง ทำให้ไปสู่เป้าหมายที่เร็วมากยิ่งขึ้น ผ่านด่านทดสอบที่อาจมีการสะเทือนอารมณ์ ยกตัวอย่างของ  Harman บริษัทผลิตเครื่องเสียง เป็นผู้บริหารถึงสองบริษัท ทำให้ต้องทำงานสลับไปมาระหว่างบริษัทหนึ่งกับอีกบริษัทหนึ่ง และระหว่างอยู่ที่โรงเรียนได้รับสายว่าเกิดการขัดข้องในการทำงาน ปกติทำงานเกิดความขัดข้องคือกริ่งเสีย เลยคิดว่าจะเลื่อนไป 10 นาที แต่คนทำงานมีนาฬิกาอยู่ ก็จะไม่ยอม Harman เลยมีแนวคิดสร้างสถานที่ทำงานให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดงาน สร้างชั้นเรียน สร้างสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น ซึ่ง Harman เป็นผู้บุกเบิกในการทำงานอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในองค์กรปัจจุบัน

 

2. การเรียนรู้จากความแตกต่าง ช่วยให้ผู้นำรู้ตัวตนและบทบาทใหม่ของผู้นำ เน้นการเข้าไปสู่สถานที่ใหม่ ๆ การได้รับจากสิ่งปกติจากคนรอบข้าง 

          ยกตัวอย่าง Elizabeth Allman ตอนเข้าทำงานครั้งแรกจะรู้สึกโดดเดี่ยวมา จึงได้ทำการศึกษาพนักงานชายและหญิงว่าต้องการอะไร เพื่อให้เกิดความสนิทสนมในการทำงานร่วมกัน สิ่งที่ได้คือเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร คือเพื่อให้รู้ว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร เพื่อให้หลอมรวมกับพนักงานของ Molorola พบว่าในขณะที่หลายอย่างเห็นด้วยเหมือนกัน แต่มีหลายอย่างที่มองไม่เห็นจึงจำเป็นต้องรู้บริบท เพื่อรู้ความมุ่งมั่น

 

          - Sieber เป็นผู้ทำงานทาง Financial ในเบื้องต้นไม่ได้รับการยอมรับเนื่องจากถูกกีดกันว่าเป็นคนยิว แต่เธอไม่สะทกสะท้านแต่ทำงานอย่างมุ่งมั่นจนกลายเป็นผู้รณรงค์ก็ตั้งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์

 

          - Verman เป็นคนผิวดำคนหนึ่งได้นำสิ่งที่ถูกดูถูกเป็นแรงพัฒนาและผลักดันให้ดีมากยิ่งขึ้น 

 

3. การยืนหยัดท่ามกลางความมืดมิด เช่นกรณีของ  Rittenberg เคยถูกขังคุกเนื่องจากถูกสงสัยว่าเป็นสายลับของ CIA และใช้เวลาที่อยู่ในคุกศึกษาภาษาจีน และทำความคุ้นเคยกับผู้คุม พบว่าถ้าเขาใช้เวลาเข้าใจตัวเองมากขึ้นจะสามารถดึงดูดให้ผู้คุมเข้าใจมากขึ้น เมื่อออกมา เลือกที่จะทำงานให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ในจีน  ต่อมาก็ได้ถูกจับคุกอีก และอีก 10 ปีได้ถูกปล่อยออกมา ได้ก่อตั้งบริษัทที่ให้คำปรึกษาธุรกิจระหว่างอเมริกา และจีน

 

4. การปรับเปลี่ยนพลังแห่งความเยาว์วัย เต็มไปด้วยพลังและมีความพร้อม ช่วยให้เรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด ใช้เวลาสุดสัปดาห์ในการเล่นวินเซิร์ฟ ออกกำลังกาย อย่างคนที่ดูเยาว์วัยจะสร้างสารแห่งความสุขให้คนที่อยู่รอบข้าง ทำให้คนรอบข้างมีความสุขด้วย และส่งผลให้คนรอบข้างมีความรัก และอยากดูแลเด็กทารก

 

5. การเพาะพันธุ์สุนัขจิ้งจอกในรัสเซีย ได้พยายามเพาะเลี้ยงให้มีความเชื่อง เพื่อนำตัวที่เชื่องที่สุดเป็นพ่อพันธุ์ต่อไป และเมื่อ 20 ปี จะทำให้สุนัขจื้งจองมีความผูกพันกับผู้เลี้ยงมากขึ้น และทำให้ผู้เลี้ยงเกิดการต่อต้านจากโรงฆ่าสัตว์

 

การให้ศึกษาและความรู้

          Judge Natnaniel & Jones  เน้นการเสริมสร้างคนเก่งให้คนพูด

          Michael Klein เป็นคนที่ประสบควมสำเร็จจากปู่ของเขา

 

ผู้นำเกิดขึ้นได้อย่างไร

1. Share Vision

2. สื่อสารให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

3. ยึดมั่นในหลักการ

4. ความสามารถในการปรับตัว และสามารถในการอ่านเหตุการณ์ เข้าใจว่าทำเพื่ออะไร

5. อดทน

 

          ตรงกับอาจารย์จีระคือ 3L’s คือ Learning from Pain , Experience , และ Listening และต้องมี Emotional Capital  สามารถสื่อสารได้และวิเคราะห์ได้ และตรงกับ 5E’s

 

ช่วงแชร์ประสบการณ์

          ผู้นำในระบบราชการของไทยส่วนใหญ่ทำงานแบบเอาหน้าเอาตา แต่ขาดความเมตตาการุณ สิ่งที่สำคัญคือเราต้องสามารถซื้อใจลูกน้องได้

          บุคลิกของผู้นำ

          1. ผู้นำหลายคนบ้าอำนาจ ห้ามพาดพิงทางการเมือง ชอบขู่ ชอบฟ้องคนอื่น จะเป็นผู้นำที่ขาดความเมตตาการุณ

          2. ผู้นำที่ใช้สถานการณ์ในการจูงใจ เป็นลักษณะความเป็นกันเอง

          3. ผู้นำที่นิ่งเงียบ พูดน้อย แต่ใช้ความคิดเยอะ เป็นตัวอย่างผู้นำที่ดี

          4. ผู้นำที่ละเอียดลออ

          ในมุมมองคือผู้นำต้องเสียสละและต้องรองรับทุกแรงกดดันได้ ต้องให้เราตัดสินใจคิดและแก้ปัญหาอย่างไร และเราเรียนรู้อะไร ต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นได้เป็นผู้นำได้แชร์ประสบการณ์บ้าง

 

          ดร.จีระ เสริมว่า ทีมนี้ทำงานเป็นทีมได้ดี อยากสรุปว่าบทความอันนี้ต้องดูที่คนเขียนด้วย คนแรกคือเบนิส เสียชีวิตแล้ว เป็นคนพูดเรื่องผู้นำจากประสบการณ์ของเขา ขอแนะนำว่าคนที่ทำเรื่องกูรู 3 คน เบนิส น่าจะหนึ่งในนั้น เพราะเป็นคนที่เคยสอนที่ MIT และมีประสบการณ์จากธุรกิจ หัวข้อน่าสนใจ เพราะว่า เป็นเรื่องความทรมาน ในกลุ่มนี้ได้นำเอากรณีที่คนเจอความเจ็บปวด เจอความรุนแรง สะท้อน ไม่ได้มาจาก Pain อย่างเดียว

          การเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้ต้องผ่านความเจ็บปวด ล้มเหลว Pain is gain ถ้าไม่มีความล้มเหลวก็ไม่มีความสำเร็จ และอยากให้กำลังใจทุกคนในอนาคต อย่างตอนสอบ Comprehensive จะมี Pain เป็นระยะ ๆ จากนี้ไปการเรียนปริญญาเอกคือ Pain แต่ต้อง Overcome Difficulty หรือ Execution ขอแสดงความยินดีด้วยในเรื่องภาษา

 

กลุ่มที่ 3 Discovering your Authentic Leadership

          การค้นหาผู้นำที่แท้จริง ผู้นำที่แท้จริง ค้นพบคนสร้างเพื่อความยั่งยืนได้อย่างไร

ทำอย่างไรถึงจะเป็นผู้นำ หลายคนพยายามค้นหาต้นแบบของผู้นำ แต่คำถามคือเราจะไป Copy คนอื่นได้อย่างไร ในหนังสือเล่มนี้พูดว่าเราเป็นแบบไหนก็เป็นแบบนั้น ผู้นำแต่ละท่านมีเอกลักษณ์ของตนเองให้ยึดถือตัวเองเป็นหลัก

          พวกเราทุกคนมีเชื้อของความเป็นผู้นำทุกคน

          David Dillon พูดว่า อย่าคาดหวังว่าบริษัทจะมีแผนพัฒนาตัวเองให้กับคุณ แต่ต้องรับผิดชอบพัฒนาตัวเอง ต้องรู้ว่า Pain คืออะไร ผู้นำที่ดีคือคนที่เรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่พึ่งพาคนอื่น และเรียนรู้ด้วยตัวเองจะส่งผลถึง Sustainable

          ค้นหาความเป็นผู้นำในตัวคุณคือ 3 L’s Learning from Pain , Experience ,Listening

          กรณีศึกษาบริษัทยาชื่อดัง Norvartis

          ที่ประสบปัญหาเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตมากมายตั้งแต่วัยเด็ก แต่ชีวิตหักเหเนื่องจากพบคนรักและได้สมัครไปเรียนนักเรียนแพทย์ ตอนแรกสมัครเป็นอาจารย์แต่อายุน้อยเกินไป เลยไปสมัครเป็นตัวแทนขายยา จนกลายมาเป็น Novartis

          Knowing your Authentic Self ทุกคนมีสิทธิ์เป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้ เราต้องมีเป้าหมายและมุ่งมั่นในสิ่งนั้น

          David Pottuck  กล่าวว่า การไม่ยอมรับความเป็นจริงเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดที่ผู้นำพบในการพยายามเข้าใจตัวเอง

          การยึดมั่นในหลักการและค่านิยม

          ค่านิยมต้องเป็นเรื่องความปรารถนาที่ดีและถูกต้อง เช่น ในคนอยากเป็นคนดี มีคนยอมรับ หรือ สังคม

          ผู้นำต้องมีเรื่องความเชื่อ และศรัทธา คือผู้นำประกาศอะไรออกไปแล้วทำตามคำพูด ไม่ใช่ประกาศแล้วทำอีกอย่าง

          ปัจจัยสำคัญคือ เราไม่ค่อยรับรู้ว่าค่านิยมหรือความเชื่อแท้จริงเป็นอย่างไร จนกระทั่งเกิดวิกฤติและเป็นปัญหาชีวิต

          1. อะไรที่สำคัญที่สุด

          2. ต้องเสียสละอะไร

          3. ต้องแลกกับอะไร

          เช่นบริษัทที่เกิดวิกฤติ 40 บริษัทเกิดการขาดสภาพคล่อง เราต้องลดค่าใช้จ่ายพนักงาน ทุกคนมีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ปรากฏชัดเจน บางคนผู้นำเอาตัวรอดไม่สนใจพนักงาน หรือให้ความสนใจพนักงาน สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้บริษัทอยู่รอดได้ คือผู้บริหารเสียสละไม่รับเงินเดือนเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในผู้บริหาร

          หลักการเป็นเรื่องสำคัญ จะนำค่านิยมหรือความเชื่อแปลงเป็นหลักการที่ชัดเจนและเป็นธรรม เช่น เห็นใจผู้อื่น เราจะสามารถแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร เช่นสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดี บรรยากาศที่มีความสุข เป็น Happiness at work และจะส่งผลให้การทำงานแปลงเป็นการปฏิบัติได้จริง

          Jon Huntsman ปฏิเสธในการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แม้เป็นการไม่จงรักภักดีกับผู้บริหารก็ยินดีลาออก

การสร้างความสมดุลระหว่างแรงจูงใจภายในและภายนอก

          อะไรเป็นแรงผลักดันและขับเคลื่อนให้ผู้นำทำอยู่ เป็นแรงจูงใจภายนอก และภายใน ภายนอกคือชื่อเสียงเงินเดือน การได้รับเกียรติ แรงจูงใจภายในคือสร้างการพัฒนาตนเอง ช่วยเหลือสังคม สร้างการพัฒนาเปลี่ยนแปลงให้ภายนอก

          แรงจูงใจแบ่งเป็น 3 ประเภท

          1. เมื่อเกิดแรงจูงใจอาจติดกับดักความคาดหวังของสังคม ทำให้ไม่มีความสุข และจะติดกับดักในการสร้างการผลักดันตนเอง สิ่งที่ทำให้มีความสุขจากภายในตัวเองให้ได้

          2. แรงจูงใจภายนอก คือแรงจูงใจที่ได้รับจากภายนอกคือชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ แต่ในทึ่สุดไม่ได้อะไรเลย ไม่ใช่ตัวตอบโจทย์ของเขา และเมื่อเขาค้นพบว่าความต้องการแท้จริงคืออะไร เขาต้องก้าวไปหาแรงจูงใจภายใน

          3. แรงจูงใจที่สะท้อนให้เห็นแรงจูงใจภายในตัวเองมากกว่าภายนอก อย่าง John Thein ที่ทำเพื่อสังคมทำให้สังคมมีความสุข หรือ Ann Moore รักในสิ่งที่ทำคือสื่อสิ่งพิมพ์ที่ Time

 

 

          ดร.จีระเสริมว่า Authenticity คือความเป็นตัวของตัวเอง คือต้องเป็นสิ่งที่มาจากรากของเราไม่ใช่ไป Copy  คือ แต่ไม่ใช่ไม่เอาของคนอื่นมาเลย แต่ต้องใส่สิ่งที่เป็นในบุคลิกเรามาก ๆ

          ชื่นชมที่พูดถึง Sustainable คือเป็นศาสตร์พระราชา หลักสูตรนี้มีคุณค่ามหาศาล และรุ่น 15 นี้มาช่วงที่ Matual อยากให้การเรียนในวันนี้เรา Share และบอกคนรุ่นใหม่  เราต้องบ้าคลั่งศักยภาพของตัวเอง ไม่ใช่ไป In love กับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน

          คุณค่าอยู่ที่ไหน คุณค่าอยู่ที่ข้างในตัวเรา ทุกคนให้เกียรติและ Comment ในสิ่งที่เป็น Critical และ Positive สิ่งที่ทำให้คนเป็นเลิศได้คือความจริงใจของคน เราต้องทำให้มีมาตรฐานโลก เพราะสิ่งที่จะ Translate จากอาจารย์จีระไปสู่หนังสือ เราจะก้าวข้ามอุปสรรค ไทยยังไม่มี Sub Editor ที่เก่ง เราต้องตรวจสอบกันเอง และตั้งใจว่าในรุ่น 15 นี้จะสร้างแรงบันดาลใจเรื่องผู้นำ

สรุป

          Authentic สำคัญเพราะเป็นผู้นำยุคใหม่ มาจากประสบการณ์ของคุณ และเอามาใช้ ทุกคนเกิดมาเป็น Leader และสร้าง Motivation ภายในภายนอกเอง แล้วมา Test ความเชื่อคุณ และไปที่ Basicคือ Social Capital หาคนที่ Feedback คนที่เปิดอกสามารถพูดกับเขาได้  

          การบูรณาการชีวิตกับการทำงานให้สมดุล ให้กลับมาเป็นคนเดิม

          John Donahoe มีปัญหาเรื่องภรรยาท้อง แต่นายจ้างบอกไม่เป็นไร หาสิ่งที่ Balance ให้ ต้องเน้นเรื่องความสมดุลให้ได้ Integration yourself by staying ground

          Empowering People to Lead เพิ่มพลังการเป็นผู้นำ ทำอย่างไรให้ลูกน้องเป็นผู้นำให้ได้ จึงนำมาสู่การ Empower ให้ลูกน้อง

          Anne Mulcahy ทำงานที่ซีร็อกเรียนรู้จากที่ซีร็อกประสบปัญหา มีการนำมาแชร์และ Feedback หาวิธีการทำให้ทุกคนผลักดันแก้ไขวิกฤติไปสู่ความสำเร็จได้ มีการ Inspire พนักงานโดยใช้ 3L’s คือ Learning from Pain, Experience และ Listening ทำให้บริษัทกลับมาสู่ความสำเร็จได้ เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ เกิด Imagination ให้ผู้นำสำเร็จ  การเป็นผู้นำไม่ใช่ใครก็เป็นได้ แต่การเป็นผู้นำที่ยั่งยืนคือผู้นำที่แท้จริง

คำถาม 8 ข้อ

1. ใครและประสบการณ์ใดในช่วงต้นชีวิตมีอิทธิพลต่อตัวคุณมากที่สุด

2.เครื่องมือที่ใช้ในการทำความรู้จักตัวเอง

3. ค่านิยมที่ยึดถือมากที่สุด

4. แรงจูงใจภายนอกและภายใน

5. กลุ่มผู้สนับสนุนประเภทใดที่คุณมี

6. ชีวิตคุณเป็นหนึ่งเดียวหรือไม่

7. การเป็นผู้นำที่แท้จริง มีความหมายต่อชีวิตคุณอย่างไร

8. คุณสามารถทำอะไรได้บ้างในวันนี้ วันพรุ่งนี้ และตลอดปีต่อ ๆ ไปเพื่อพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นผู้นำที่แท้จริง

 

          ดร.จีระเสริมว่า Obama ทำ Community Organizer เข้าไปในชุมชนและพัฒนารากหญ้า เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขาเข้มแข็งในการพัฒนาการเมืองต่อไป

          ใน Paper นี้ได้พูด 2 เรื่องคือ Value คุณค่าและค่านิยม  คนในนี้ต้องมาดูแลแก่นนิยมให้ดีว่า What do you want in life?

          Value คือ มูลค่าที่เกิดขึ้น เป็นค่านิยม หรือแก่นนิยมที่เป็นตัวปลูกฝังเรา ดังนั้นการที่เรามีค่านิยม และจริงใจ เป็นค่านิยมที่เป็นความรู้ที่จริง ๆ ในวันนี้คนเหล่านี้อยู่ที่ไหน

          Authenticity เป็นที่บุคลิกภายใน ถ้าภายในหวังดีและ Clean ก็จะดี

          ทุกคนต้องมีอุปนิสัยในการอ่านหนังสือ อ่านแล้วต้องยิงเข้าไปที่ DNA ของเรา เป็นการอ่านเพื่อให้เราเข้มแข็งขึ้น  ดังนั้นเวลาเรียนปริญญาเอก แก่นของเราต้องแม่นก่อน และเมื่อแก่นเราแม่น เราจะสามารถเติมได้ เราไม่สามารถตอกเสาเข็มในกลุ่มของเรา ไม่เช่นนั้นจะล้มเหลว

          Authenticity ไม่ใช่บุคลิกอย่างเดียว แต่เป็น Value ที่อยู่ข้างในด้วย ถ้าเรามองเฉพาะเงิน สังคมจะอยู่ไม่ได้ เราต้องทำตัวให้ Positive ให้ได้  Ph.D คือปรัชญา

          การทำให้เกิดความสำเร็จได้ต้องต่อเนื่อง ต้องมี Authenticity + ค่านิยม และต้องผ่านความทรมานความเจ็บปวด  Pain before gain

 

กลุ่มที่ 2  Seven Transformations of Leadership

          David Rooke และ William Torbert ผู้เขียน เป็นการศึกษาภายในตัวตนก่อน ใช้เวลาศึกษาคนอายุ 25-45 ปี มองว่าเรื่องบุคลิกแต่ละบุคคลไม่ได้สร้างความแตกต่างมากนัก แต่สิ่งสำคัญคือ Action Logic คือตรรกะที่ใช้ การเผชิญกับสภาพแวดล้อม คิดและตรรกะในการเผชิญเป็นอย่างไร  และ Output ที่ออกมาจะสร้างแรงกระเพื่อมได้อย่างไร  เริ่มจากการเข้าใจตนเองก่อนถึง Action ถูก เช่น Leadership ทำไมต้องเรียน ต้องเข้าใจ Significant คือ Leadership ที่สร้างการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญคือ เราจะ Turn จากผู้นำระดับล่างมาสูง มีเทคนิคอะไรบ้าง สร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

          1. ผู้นำแบบนักฉวยโอกาส มีประมาณ 5%

          เป็นผู้นำที่ตัดสินใจในภาวะฉุกเฉินได้ดี สามารถปิดยอดได้ตามเป้า เป็นผู้นำที่เห็นแก่ตัวไม่ค่อยมีผู้ติดตามได้งาน ไม่น่าไว้วางใจ

          2. ผู้นำแบบนักการทูต

          จุดเด่นคือสร้างกาวใจให้ทีม แต่จุดด้อยคือไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาได้เลย

          3. ผู้นำแบบผู้เชี่ยวชาญ

          ปกครองด้วยเหตุผล ความเชี่ยวชาญของตัวเอง สร้างการยอมรับให้ลูกทีม เป็นผู้นำที่ทำประโยชน์ให้สูงสุด เนื่องจากมีความชำนาญในการทำ  แต่จุดด้อยคือเป็นผู้นำที่ขาดความฉลาดทางอารมณ์

          4. ผู้นำแบบมุ่งความสำเร็จ มีประมาณ 30 %

          สามารถพาองค์กรให้บรรลุ ประสบความสำเร็จ ตอบสนองเป้าหมายได้ดี เป็นผู้นำเกี่ยวกับการบริหาร รับฟังความคิดเห็นคนอื่น ทำให้งานออกมาดี บรรยากาศดี ข้อเสียคือไม่คิดนอกกรอบทำเฉพาะสิ่งที่มอบหมายเท่านั้น ไม่ได้สร้างสรรค์ให้ดีขึ้น

          5. ผู้นำแบบปัจเจกชน มีประมาณ 10%

          เป็นผู้นำแบบนักปฏิวัติ เป็นผู้นำที่กล้าคิดนอกกรอบ แต่ข้อเสียคือเอาความคิดตัวเองเป็นหลักและชอบทำงานคนเดียว ไม่สามารถร่วมงานเป็นทีมเวอร์ก  ไม่ยืดหยุ่น ประนีประนอม ส่วนใหญ่เหมือนพวกคนทำงานธุรกิจส่วนตัว หรือเจ้าของกิจการมากกว่า

          6. ผู้นำแบบนักกลยุทธ์ มีประมาณ 4%

          เน้นเรื่องความร่วมมือ รู้จักแก้ปัญหาสถานการณ์ มองภาพรวม เน้นความร่วมมือ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน สร้างการเปลี่ยนแปลงระยะสั้น ระยะยาว มีวิสัยทัศน์ไกล มองภาพรวมองค์กรเป็นหลัก

          7. ผู้นำแบบนักเปลี่ยนแปลง มีประมาณ 1%

          เป็น Super ผู้นำ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ละองค์กร และสถานการณ์ปัจจุบันได้ดี มีบารมี มีคุณธรรม จริยธรรมในระดับสูง เน้นความปรองดองเป็นหลักในสังคม นำการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างของสังคม ข้อเสียไม่มี ข้อดีคือนึกถึงภาพรวมมากกว่า

 

          สรุป ผู้นำที่ด้อยที่สุดคือผู้นำใน 2 แบบแรกคือ ผู้นำแบบฉกฉวย และนักการทูต แต่ผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากสุดคือ ผู้นำแบบนักกลยุทธ์ และนักเปลี่ยนแปลง แต่มีน้อยมาก

          พันธุกรรมมีอิทธิพลต่อตัวบุคคล แต่เราสามารถพัฒนาได้

 

การเปลี่ยนแปลงผู้นำในแต่ละแบบ

          ผู้นำสามารถพัฒนาได้ ไม่ใช่ผู้นำแบบ Expert เป็น Expert ตลอด แต่การเปลี่ยนแปลงจะเปลี่ยนแปลงตามลำดับขั้น

1. ผู้นำต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

2. องค์กรสนับสนุน

          ยกตัวอย่างผู้นำขั้นเทพคือ Nelson Mandela เป็นนักต่อสู้ที่ได้รับสมญานามว่าเป็นมหาบุรุษแห่งแอฟริกาใต้ เป็นชาวผิวดำคนแรกที่รับตำแหน่งประธานาธิบดี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ชีวิตสำเร็จในวัย 75 ปี แต่ที่ผ่านมาประสบด้านมืดมายาวนาน

          พฤติกรรมที่โดดเด่นที่มีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขานจากทั่วโลก อย่างกีฬารักบี้ Nelson สวมชุดนักกีฬาแอฟริกาใต้ ได้กำมือชูกำปั้นแล้วไปโค้งคำนับ เป็นพฤติกรรมที่เป็นที่ชื่นชมทั้งผิวขาว ผิวดำจนผู้ว่าฯ กล่าวว่าพฤติกรรมแบบนี้มีคนเดียวที่ทำได้คือ Nelson คนอื่นไม่สามารถทำได้

          เสียชีวิตด้วยวัย 95 ปี แต่ผลงานได้ถูกจารึกไว้ในแอฟริกาใต้และชาวโลกตราบนานเท่านาน

          ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นผู้นำในระดับโลก มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

          1. ผู้นำทำผิดได้และต้องน้อมรับคำวิจารณ์

          2. ผู้นำต้องมีสติเพื่อทำให้เกิดความรู้ เป็นตัวสร้างให้เกิดปัญหาและรู้ทันอารมณ์

          3. ผู้นำต้องรู้จักความพอเพียง เพราะความพอเพียงเป็นบ่อเกิดของความประหยัด  พระปรีชาสามารถของพระองค์เป็นที่รู้จักของชาวไทยและขาวโลก เป็นผู้นำของโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา

          70 ปีการครองราชย์ ของพระองค์ได้สร้างความภาคภูมิใจของชาวไทยและชาวโลก และได้รับการยกย่องจาก UN ด้านความสำเร็จด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

          มาร์ติน ลูเธอร์คิง กล่าวว่า  ผู้นำแท้ไม่ใช่แสวงหาการยอมรับ แต่เป็นบ่อเกิดของการยอมรับ

 

กลุ่มที่ 1 สุดยอดผู้นำระดับ 5

          อะไรเป็นสิ่งผลักดันให้เกิดการแปรสภาพจากบริษัทดีเยี่ยมไปสู่บริษัทที่ยิ่งใหญ่

          ยกตัวอย่าง ฮิตเลอร์ เป็นผู้นำที่นำความหลังนำมาสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว

1. คนที่มีความสามารถสูง

2. มีประโยชน์แก่กลุ่ม

3. ผู้จัดการที่มีความสามารถ

4. ผู้บริหารที่มีประสิทธิผล

5. ผู้นำสร้างความยิ่งใหญ่และยั่งยืน

          ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่างของผู้นำระดับ 5

          ผู้นำระดับ 5 นอกจากความยิ่งใหญ่และยั่งยืน จะมีเรื่องความอ่อนน้อมและถ่อมตน และที่สำคัญคือต้องมีความตั้งใจจริง

          พบว่าบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน จาก 1,000 กว่าบริษัท มีแค่ 11 บริษัท

ความยิ่งใหญ่ & Chira Way

1. ผู้นำที่มีทั้งอ่อนและแข็งในตัว ไม่ใช่เป็นผู้นำระดับ 5 และประสบความสำเร็จ ถ้ามีผู้นำที่มีปัจจัยประกอบนี้ บริษัทจะยิ่งใหญ่

- การคัดเลือกตัวบุคคล เป็นเรื่องทุนมนุษย์ 8K’s 5K’s มาเกี่ยวข้อง เป็นทุนมนุษย์ที่มีความสามารถและปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นผู้เลือกหรือถูกเลือกต้องมองความเป็นจริงและตรงประเด็น ต้องสร้างความสุขให้ส่วนรวมได้

- บุคลิกเป็นคนอ่อนน้อม ถ่อมตน คือให้เกียรติคนอื่น ตัวเขาเองเป็นผู้เลือกหรือส่งไม้ต่อได้

2. แนวความคิดแบบ Stock Dell มีความเชื่อว่าถ้าวันนี้เป็นวันแย่ที่สุดของเขาแล้ว ในวันพรุ่งนี้ต้องดีแน่นอน มี 2 I’s คือ Imagination & Inspiration

3. การสร้างฟันเฟืองเพื่อฟันฝ่าอุปสรรค หมายถึงต้องมีความต่อเนื่อง เหมือนกระบวนการแก้ปัญหาที่ต้องมีความต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง หยุดไม่ได้

4. ทฤษฎีตัวเม่น กับสุนัขจิ้งจอก  สุนัขจิ้งจอกเป็นตัวแทนของรู้หลายเรื่องเยอะ เป็นตัวแทนความซับซ้อน แต่ตัวเม่นเป็นตัวที่รู้เรืองเดียวและลึกเปรียบเสมือนความเรียบง่าย

          การฟันฝ่าอุปสรรคต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เราทำได้ดีที่สุด สอดคล้องกับทฤษฎี 3 วงกลมคือ ดีที่สุดคืออะไร และคนอื่นชื่นชอบอะไรในตัวเรา

5. ตัวเร่งทางเทคนิค การที่เรามีความรู้ความสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้เสมือนเราติดเทอร์โบให้หน่วยงานเราก้าวหน้ามากขึ้น

6. ความมีวินัยและจริยธรรมของผู้นำ วัฒนธรรมการมีวินัย ต้องประกอบด้วย คน มีวินัย คิดแบบมีวินัย และปฏิบัติอย่างมีวินัย และถ้าบวกด้วยจริยธรรม จะทำให้ก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน และเติบโต

          สรุปผู้นำระดับ 5 ใช้ปัจจัยทั้งหมดในการพัฒนาผู้นำขององค์กร ถ้าเรียนรู้จากปัจจัยทั้งหมดจะสร้างให้เกิดการก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับ 5

          ตัวอย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่างของผู้นำที่มีความอ่อนน้อม และ มีความมุ่งมั่นใจการทำสิ่งต่าง ๆ

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          กลุ่ม 3 เน้น Transformation เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่ Transactional แบบค่อยเป็นค่อยไป

          ยกตัวอย่างความขัดแย้งระหว่าง Donald Trump กับ คิมจองอึน บางครั้งการใช้ Strategic ในการห้ำหั่นคน ผลที่ได้อาจคือความรุนแรง ดังนั้นต้อง Aware ว่าบางครั้งการเป็น Diplomat ที่ดีต้องประนีประนอม

          หนังสือที่ให้วิจารณ์ต่อไปคือ 6 Thinking Hats Edward De Bono ไม่ได้บอกว่าความคิดไหนดีที่สุดแต่ขึ้นกับสถานการณ์

          ผู้นำที่ดีในระดับ 5 ตัวอย่างคือในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เป็นผู้นำในระดับ Global ที่ยิ่งใหญ่ และยั่งยืน ทั่วโลกยอมรับ

    ผู้นำต้องเป็นผู้นำที่มีสมถะ ถ่อมตัว ยกตัวอย่างในปัจจุบันอาทิ นายชวน หลีกภัย

 

การนำเสนอของนศ.ปริญญาเอกเรื่อง การวิเคราะห์กูรู 3 คน

          เสนอแนะ ได้แก่ เบนิส เจมส์คอลลิน และ ลินดา เกรกตัน


ครั้งที่ 10

…………………………………………………………………………………………

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2560

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์มา 20 ปี คุณวราพรสามารถย่นระยะเวลาความรู้ต่างๆ มาได้อย่างไรบ้าง

คุณวราพร ชูภักดี

อยู่กับดร.จีระตั้งแต่เป็นนักศึกษาปี 2 เริ่มตั้งแต่ ตอนนี้เขียนโครงการ บริหารโครงการ เขียนบทความ หนังสือ สารคดี

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คุณวราพรช่วยเรื่องหนังสือมาก ตอนนี้กำลังปรับปรุงเรื่อง 8K’s

อาจารย์จีระเขียนบทความ และควบคุมดูแล

คุณวราพรทำได้ดีเรื่องหนังสือ

คุณวราพร ชูภักดี

อาจารย์ทำเพื่อสังคมไปด้วย ทำในสิ่งที่ยาก

อาจารย์สอนให้ทุกคนกัดไม่ปล่อย ทำให้สำเร็จ

ทุกโครงการสร้างความภาคภูมิใจให้ทีมงาน

สะท้อนทุนความสุข  ทำงานเต็มที่ ทำงานที่บ้านเริ่มตั้งแต่ตี 4 ทำถึง 3 ทุ่ม มีอิสระการทำงาน คิดเอง ทำเอง ต้องมีผลงาน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เป็น Empowerment บริหารจัดการคน สำคัญ ผมให้อิสระทำงานที่ใดก็ได้ ระบบดิจิตอล ทำให้ทำงานที่ใดก็ได้

วิทยานิพนธ์ควรศึกษา work system and work flexibility ในอนาคต

เห็นคุณค่าจากการทำงานที่หลากหลาย

อย่าขยันอย่างเดียวและคิดในกรอบ ต้องทำงานต่อเนื่อง

เมื่อหลักสูตรไปได้ดี ก็มีคุณค่าของตนและอยู่กับตนได้นานที่สุด

อาจารย์ใช้เวลาในการเรียนการสอนมาก

คุณวราพร ชูภักดี

ทฤษฎีอาจารย์ใช้ได้จริง เช่น 2R’s อาจารย์ให้แนวคิด เราต้องทำให้เป็นจริงและให้ได้เงิน

กว่าจะเข้าใจทฤษฎีใช้เวลา 7 ปี ตอนนี้ก็ได้เห็นผลแล้ว

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

รุ่นแรกยังไม่มี Chira Way

ตอนนี้แนวคิดก็เข้มแข็งแล้ว ได้รับการปะทะกันทางปัญญาหลายครั้งแล้ว

ถาม สิ่งที่ทำให้ทำงานแล้วมีความสุขที่สุด

คุณวราพร ชูภักดี

ทำงานแล้วสำเร็จ feedback คนรอบข้างได้ respect จากคนอื่นทำให้มีความสุข คนต่างจังหวัดน่ารักมากเขาก็นับถือ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ถ้ามีพื้นฐานความรู้ดี ก็จะต่อยอดได้ง่าย

ความรู้ต่างๆอยู่ข้างใน

ถาม มีวิธีบริหารความคิดที่ขัดแย้งอย่างไรเวลาทำงานกับอาจารย์

คุณวราพร ชูภักดี

คิดให้รอบคอบก่อน แล้วมองให้ดีอาจารย์คิดอะไรแล้วคิดให้เหมือน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ต้องคิดว่า เป็น collaborator กัน ต้องให้คนทำงานแบบมีเกียรติและศักดิ์ศรี ต้องดูสถานการณ์และความต้องการของคน

ภาวะผู้นำของอาจารย์ไม่ใช่สั่งการ แต่ต้องมีการหารือกัน พูดในทางบวก

บางครั้งคนเก่งก็มั่นใจในตนเอง ต้องบริหารลูกน้องตามความสามารถของเขา เพราะต้องพึ่งพากัน

คำถามนี้ดีมาก

ต้องปรับตัวเข้าหากันแล้วงานจะดีขึ้น

เจ้านายไม่ได้มีอำนาจสั่งการทุกอย่าง แต่ในอนาคต เจ้านายต้องทำงานเป็นทีม การบริหารจัดการลูกน้องเป็นเรื่องยาก

ผู้นำระดับ 5 เหมือนไม่ได้เป็นผู้นำ คือสมถะ ก็จะประสบความสำเร็จ

ต้องศึกษาทุนทางอารมณ์ แล้วปรับตัวเข้าหากัน

Covey กล่าวว่าคนเจอวิกฤติต้องหยุดนับ 1-10 แล้วความรู้สึกจะหายไป ถ้าแสดงออกทันทีจะทำให้ไม่ชนะ

สิ่งที่อาจารย์ได้เปรียบนักพัฒนาคนคือ อาจารย์เป็นเจ้านายอยู่แล้ว ต้องบริหารคนเป็น มีลูกน้องที่เก่งและมีความหลากหลาย

เวลามีวิกฤติ ทำให้ปรับตัว แล้วต้องค้นหาตัวเอง

วิกฤติในองค์กร ควรมองเป็นโอกาส อย่ามองเป็นปัญหาหรือคิดเชิงลบ แล้วจับมือกันไว้

บางครั้งนักธุรกิจมีปัญหาก็ปลดคนมากมาย ควรทำงานร่วมกันทั้งยามดีและวิกฤติ

ถาม ผู้บริหารระดับสูงคิดอย่างหนึ่งระดับท้องถิ่นต้องทำตามหรือไม่

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ผู้นำท้องถิ่นต้องเน้น 2R’s reality แต่ก็ต้องทำตามนโยบายผู้นำระดับสูงด้วย

เวลาอ่านต้องเลือกประเด็นสำคัญสุดมาคุยกัน การเลือกประเด็นและแก้ปัญหาต้องใช้ปัญญา

เมื่อปะทะกันทางปัญญา ก็ไปสู่การหาความรู้เพิ่มเติม

Peter Senge บอกว่า ต้อง unlearn สิ่งที่ล้าสมัย

ควรสอนผู้นำท้องถิ่นให้เข้าในนโยบายระดับชาติ แต่สถานการณ์แต่ละท้องที่ ต้องเข้าใจด้วย เหมือนรัชกาลที่ 9 เข้าใจภูมิสังคม

ถาม มีประเด็นใดที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิต

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ถามดีมาก

คุณวราพร ชูภักดี

เริ่มจากการเป็นคนไม่เก่ง ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ฟังสัมมนา แต่งานที่ทำได้โจทย์ยาก คนคาดหวังผลงานอาจารย์มาก อาจารย์มอบงานให้คิด ก็ต้องหาข้อมูล ฟังอาจารย์และเข้าใจทฤษฎีมากขึ้น

ตอนนี้อ่านมากขึ้น แต่อาจจะไม่ตรงใจอาจารย์

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ไม่ควรคาดหวังที่จะสอนลูกน้อง แต่ควรให้เขาเสนอทางออกมา

ในเมืองไทย คนที่เรียนเก่งวิทยาศาสตร์ขาดความสามารถเรื่องคน หลักสูตรนี้ส่งเสริมให้ปฏิบัติต่อคนด้วยการฝึก บางครั้งลูกน้องไม่ทำงานด้วยเพราะต้องการเกียรติและศักดิ์ศรี

รัชกาลที่ 9 ทรงได้รับการยอมรับจากคนในโลกเพราะท่านไม่ได้เน้นอำนาจ ตำแหน่งเป็นแค่สิ่งสมมุติ

สายตาของทุกคนในวันนี้ก็ให้เกียรติอาจารย์

ตอนนี้จะทำวิจัยมากขึ้น ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านมากขึ้น และช่วยปริญญาเอกมากขึ้น

คนที่ไม่มีความคิดของตนเอง จะถูกโน้มน้าวตนเองได้

คนต้องมีทุนทางจริยธรรมก่อน ปัญญามาจากความคิดที่มาจากข้อเท็จจริง ต้องคิดให้ช้าลง

รางวัลโนเบลบอกว่า ต้องคิดเร็วและช้าได้เหมือนกัน คิดเร็วสามารถฉกฉวยโอกาสได้ คิดช้าคือมองความเป็นไปได้ มีความรอบคอบ คนเล่นหุ้นสำเร็จเพราะมีทั้งสองสิ่งนี้

มนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร Robotics ฉลาดกว่าคนในบางเรื่อง แต่ขาดอารมณ์ ความรัก ความคิดสร้างสรรค์

ถาม ทำงานกับอาจารย์มานาน คิดว่าจะสามารถสอนแบบอาจารย์ได้ไหมในอนาคต

คุณวราพร ชูภักดี

ไม่น่าได้ เพราะชอบงานเบื้องหลังมากกว่า

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ทุกคนมีความกลัว ต้องรู้จักการบริหารจัดการใจของตนเอง

บางคนไม่ชอบขึ้นเครื่องบิน ต้องเอาชนะเรื่องนี้เพราะจะช่วยไม่ให้เสียโอกาส

ควรเน้นการฝึกแล้วจะสามารถทำได้

ความสำเร็จต้องมาจาก 8K’s+ 5K’s ก็ได้

สิ่งที่คุณวราพรพูดก็เติมเต็มช่องว่างที่คาดไม่ถึง

การเขียน 8K’s+ 5K’s อาจารย์จีระหาข้อมูลความจริงก่อนคือเป็นประสบการณ์ส่วนตัวแล้วหาทฤษฎีมาสนับสนุน ก็คล้ายแนวทางรัชกาลที่ 9 ดูความจริงก่อนแล้วเข้าไปสู่ทฤษฎี

ลูกน้องต้องเติมช่องว่างที่เจ้านายได้ดี

เวลาเขียนวิทยานิพนธ์ ควรเขียนไปก่อนแล้ว ไปหาคนมาช่วยเวลามีปัญหา

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ตั้งแต่เรียนมา ได้อะไรที่คาดไม่ถึงจากดร.จีระและหลักสูตร ทำให้ปรับตัว กระทบต่อด้านต่างๆในชีวิต

คำตอบ

คนที่ 1 คุณพิม

เมื่อพูดถึงทุนมนุษย์ อาจารย์จะเน้นในคิดทุกเรื่อง ทำให้ได้ keyword ค้นหาความแตกต่าง เช่น ได้ยิน ความสุข happy workplace อาจารย์ก็บอกว่า มี happy at work ด้วย เพราะมาจากข้างใน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

แรงจูงใจ คนทำงานสำเร็จ เครียดแต่ไม่ชอบงาน ไม่มีความสุข

คนที่ 1 คุณพิม

การพัฒนาคนต้องทำแต่เด็ก อยากไปสอนเด็กให้รู้จักทุนมนุษย์ ทุนทางจริยธรรม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

HR architecture มองการพัฒนาคนไม่ควรทำแค่ช่วงทำงาน

ตอบดีมาก

ควรนำความรู้มาต่อยอด

HR architecture เกิดที่มหาวิทยาลัยบูรพา

ชอบแนวคิดวงจรชีวิต ควรทำเรื่องวงจรชีวิตอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ควรวิเคราะห์ธุรกิจเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ ทำไมบางคนอายุสั้น บางคนอยู่แบบม่ความสุข

คนที่ 2 คุณวันดี

1.จริยธรรม ถ้าทุกคนได้รับปลูกตั้งแต่เด็กก็เป็นผู้นำที่ดีและผู้ประกอบการที่ดีได้

ผู้นำต้องมีศรัทธา

ผู้ประกอบการต้องมีจิตสำนึกสิ่งแวดล้อม สร้างนวัตกรรมใหม่

การมีจริยธรรมดี ไปสู่จรรยาบรรณและกฎหมายดี มาเรียนครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

2.Human Capital ชอบตั้งแต่ปริญญาตรี แต่เข้าใจจากการอ่าน 8K’s 5K’s

คนที่ 3

คนที่ทำงานมองว่าเรากล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำ เป็นการกล้าเปลี่ยนแปลงตนเอง กระตุ้นให้คนอื่นสนใจเรียนต่อ ได้นำวิชาอาจารย์ไปพูดในที่ทำงาน เช่น 4L, 8K’s HRDS

ตนใจร้อน HRDS ตรงใจ ทำให้บริหารลูกน้องได้ดี ให้เกียรติและเคารพลูกน้อง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ถ้ามนุษย์ไม่มีศักดิ์ศรีและไม่มีการยกย่องนับถือ เจ้านายทำงานไม่สำเร็จ

ขอบคุณที่ยกประเด็นนี้

คนที่ 3

เข้าใจตอนไปบ้านอาจารย์

อีกข้อคือ 4L ที่ทำงานความรู้คนไม่เท่ากัน จึงปรับใช้ สร้างบรรยากาศการเรียน ไปอบรม นำมาหารือกัน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

บทความแนวหน้าเดือนตุลาคม เน้นศาสตร์พระราชา

วันที่ 20 ตุลาคม 2560 อาจารย์ไปบรรยายให้นักเรียนฟังเรื่อง ภาวะผู้นำให้นักเรียนโรงเรียนชั้นนำฟัง

ในระหว่างที่ยังเรียน ควรมีกิจกรรมปลูกฝังให้คน มีการปะทะกันทางปัญญา

เวลาคนประสบความสำเร็จมักมีความสุขกับความสำเร็จในปัจจุบันจนลืมตัว ควรคิดว่า ในอนาคตจะทำอะไร

ความรู้ต่างๆต้องขยายออกไปเรื่อยๆ ต้องหาความรู้เพิ่มเติม

คนที่ 4

อาจารย์ได้ตกผลึกการปฏิบัติและทฤษฎี จึงนำไปใช้ในเรื่อง logic thinking ได้

การมองเปลี่ยนไป เราเป็นโค้ชผลักดันทีมงานให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน นำความรู้ไปถ่ายทอดต่อ

มีการรักษาคนเก่งในองค์กรไว้

ในเรื่องครอบครัว HR Architecture เลี้ยงลูกต้องสร้าง mindset สร้างพฤติกรรมที่ดีแต่เด็ก เมื่อโตแล้วก็เปลี่ยนลำบาก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

HR Architecture เกิดในรุ่น 15 อย่างแท้จริง รุ่นอื่นมองในระดับประเทศ แต่รุ่นนี้นำไปใช้กับครอบครัว

ไม่ควรประมาทกับชีวิต

นักศึกษาปริญญาโทชาวอินโดนีเซียบอกว่า ศาสตร์พระราชาเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับทุนนิยมสามานย์

ในอนาคตต้องมี performance+happiness+sustainability

ควรดูเรื่องความสุขของพนักงานด้วย บางคนไม่สำเร็จด้านสุขภาพ ครอบครัว ทำงานให้สังคม

คนที่ 5 คนจีน

เป็นเกียรติที่ได้เรียนจากอาจารย์และเพื่อน

Sustainability นำไปใช้เปลี่ยนทัศนคติ

การเรียนรู้ไม่สิ้นสุดในห้องเรียนต้องใช้ตลอดชีวิต

Leadership ให้เกียรติลูกน้อง ลูกน้องต้องเติมช่องว่างให้ผู้นำ ได้นำไปดูแลครูจีนที่ทำงานในไทย แต่ละคนมีจุดเด่น เราไปจัดกิจกรรมให้โรงเรียนต่างจังหวัด

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ประสบการณ์จากจีนดีมาก อยากมีโอกาสได้รับใช้ประเทศจีนด้วย

หลักสูตรนี้ช่วยให้คนในสังคมดีขึ้น รุ่นนี้น่าจะช่วยเยาวชนเพราะเยาวชนยังไม่เข้าใจว่าต้องพัฒนาทุกช่วงอายุ พ่อแม่ต้องปลูกฝังคุณธรรมแต่เด็ก แทนที่จะเก่งวิชาการอย่างเดียว

คนที่ 6

ตอนแรกคิดว่าจะมาหาความรู้ ไม่คิดว่าจะนำปริญญาไปใช้ประโยชน์ ทุกคนน่าจะเรียนและซึมซับบุคลิก ประสบการณ์ของอาจารย์ แล้วไปใช้ในที่ทำงาน

ตอนหลัง ก็คุยเรื่องอาจารย์จีระ ผู้นำ วิชาที่เรียนกับภรรยา ก็เป็นเรื่องที่ดี

เป็นปลูกแล้วปลูกอีก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ต้องมีจิตใจเพื่อปลูกความรู้ตลอดเวลา

คนที่ 6

ได้นำความรู้ไปสอนลูกน้อง เช่น 8K’s เป็นประโยชน์เป็นทอดๆ ตรงตามเจตนาอาจารย์ที่ให้ถ่ายทอดความรู้

เรียนกับอาจารย์ก็ทำให้ได้ใกล้เขาไปทุกที

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ควรใช้เวลาปรึกษาอาจารย์เรื่องวิทยานิพนธ์ ควรเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ตั้งสมมติฐานที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามกับตัวแปรอิสระ ทุกอย่างต้องกระเด้งมาจากสมมติฐานหลัก

ควรหาข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณมาสนับสนุน ข้อมูลเชิงคุณภาพควรมีคนมาให้ข้อมูลเชิงลึก 4-5 คน

ต้องตั้งโจทย์มี Impact ต่อการเรียนรู้และประเทศ มาทำเป็น Pocket Book

คนที่ 6

วิทยานิพนธ์จะเน้นเชิงคุณภาพ

เมื่อเรียนภาวะผู้นำ ก็สนใจที่จะทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เมืองไทยขาดภาวะผู้นำ ต้องตั้งสมมติฐานเด็ดขาด

ต้องหาคนมี wisdom สูงมาให้ข้อมูล

อยากทำภาวะผู้นำที่ต่อเนื่องมาในบริษัท เช่น SCG, SCB

ภาวะผู้นำยุค Peter Drucker, Dr. Chira ก็ต่างกันไปตามช่วงเวลา

การศึกษาที่ดีต้องสอนให้คนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ยกย่องให้เกียรติคน ทำให้นำไปสู่ประชาธิปไตยที่ดี

คนที่ 7

ได้นำทฤษฎีไปใช้ได้ทุกเรื่อง เช่น ธุรกิจ ครอบครัว ฟังบรรยาย

เคยไปฟังผู้จัดการทีมชาติไทยปิงปอง เขาบอกว่า คนจีนเริ่มเรียนปิงปองตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ไทยเริ่มช้า จึงไม่ทัน ตรงตามทฤษฎีอาจารย์

ทุนทางความสุขสำคัญมากสุดสำหรับพนักงาน

ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้ดีมาก

พระพุทธเจ้าเป็นผู้นำความคิด

คนที่ 8

ตอนแรกที่มาเรียน ยังไม่เข้าใจทฤษฎี แต่ในความเป็นจริง ทฤษฎีอาจารย์ เมื่อเข้าใจแล้วรู้สึกทุนมนุษย์สำคัญ การปลูก เราเป็นต้นแบบให้ลูกได้ อาจารย์สำเร็จได้เพราะพ่อถามคำถามยากให้ใฝ่รู้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ยังแปลกใจตอนที่พ่อสอนตอนเด็ก ให้ไปหาข้อมูลว่า เลขาธิการสหประชาชาติคือใคร ก็ต้องไปหาข้อมูล

การตั้งคำถามปลายเปิดให้ลูกเป็นเรื่องที่ดี เช่น เมื่อมีอายุ 40 ปีจะทำอะไร

หลังจบหลักสูตรแล้วจะเชื่อมโยงกับอาจารย์อย่างไร

ดีใจที่ได้ยินอย่างนี้

รุ่นนี้ทำให้เข้าใจ HR architecture จะโปรโมทเรื่องนี้ให้มาก

หนังสือ Thanks for being late ไม่จำเป็นต้องทำเร็วทุกเรื่อง เพราะอาจพังได้

คนที่ 8

ก็ค่อยๆซึมซับ แต่เข้าใจดีช่วงเตรียมสอบ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เป็นเรื่องดีที่ได้รู้จักกันและวิเคราะห์ร่วมกัน

ต้องเข้าใจ ปลูก เก็บเกี่ยวและเอาชนะอุปสรรค

ปัญหาคือเจ้าของธุรกิจเน้นเรื่องเงิน แต่ให้รองประธานดูแลเรื่องคนเพราะเป็นเรื่องจุกจิก การมีคนหลากหลายมารวมกันสร้างพลังได้ดี

คนที่ 9

ในเรื่องครอบครัว เวลาทะเลาะกัน ก็ยก 2R’s มาใช้ลดความขัดแย้งในครอบครัว

ในช่วงที่ 2 ได้ทุนทางสังคม สร้างเครือข่าย เรียกผู้จัดการฝ่ายขายให้นัดลูกค้าทุกกลุ่มอาชีพมากินข้าวร่วมกัน ทำให้สร้าง connection ต่อกัน ได้งานเพิ่ม

คนที่ 10

เรียนกับอาจารย์ต้องไปศึกษาต่อยอดเพิ่ม ไปทำรายงานแล้วหารือกัน ทำให้ใฝ่รู้มากขึ้น อยากรู้ความจริง และตรงประเด็น ทำให้พัฒนาตนเองมากขึ้น 2R’s ทำให้เกิดมุมมองค้นหาความจริง มองประเด็นถูก แก้ปัญหาถูกต้อง มีสติมากขึ้น

ตั้งแต่เรียนมา โดนใจแนวคิดอาจารย์ ตอนนี้งานที่ทำ มักพบพนักงานไม่มีคุณภาพ คนขับรถ 80% ถือว่าเป็นคนสำคัญมาก อยากมาเรียนกับอาจารย์ต่อเนื่อง คิดตามไปด้วยแล้วนำความรู้ไปปรับใช้ พบทฤษฎีอีกหลายอย่าง ปรับใช้ได้ทุกข้อ คนขับมีคุณภาพชีวิตต่ำ มีปัญหาครอบครัว ยาเสพติด การพนัน บางครั้งก็ต้องรับฟังปัญหาส่วนตัวของพวกเขา จึงคิดพัฒนาคนเหล่านี้ให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดี เหมือนวงกลม หาทางออกไม่ค่อยได้ ต้องพัฒนาตั้งแต่รุ่นครอบครัว จึงนำ HRDS มาพัฒนา ถ้าทำความเข้าใจเขา ต้องให้เกียรติเขา ทำให้เขาภูมิใจในตัวเอง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

รัชกาลที่ 9 มองคนแบบเสมอภาคทำให้คนรู้สึกว่าตนมีคุณค่า

คนฉลาดไม่อยู่ที่ตำแหน่ง แต่อยู่ที่ความใฝ่รู้

ตอนที่ไปทำโครงการให้อบต. พนักงานขับรถพูดเก่ง เพราะได้เห็นมามากแต่ไม่มีโอกาสได้แสดงออก

ต้องพลิกปิระมิด

อย่าปล่อยให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลทรัพยากรมนุษย์อย่างเดียว ทุกคนต้องช่วยกัน

ขอบคุณที่ดูแลคน

ในรุ่น 16 ควรทำกรณีศึกษา ต้องยกย่องหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จ

ถ้านำความรู้อาจารย์ไปเปลี่ยนทัศนคติคนได้ก็ดี

คนที่ 11

ไม่เคยเสียดายเวลา ไม่เคยขาดเรียน

เคยท่องทฤษฎีอาจารย์ แต่การประยุกต์อาจจะน้อยกว่าเพื่อน แต่อาศัยฟังจากคนอื่น

สิ่งที่ใช้ทุกวันคือ HRDS

ทำงานในวงการงบประมาณนมโรงเรียน 14,000 ล้านบาท มีการแย่งงบประมาณกันระหว่าง 74 โรงงาน นำความคิดอาจารย์ไปสอนให้เขาเป็นคนดี บอกให้เขาแบ่งปันกัน ตามปกติเขาจะแบ่งแบบไม่ยุติธรรม ถ้าเน้นยั่งยืน ต้องไปถึงรุ่นลูกหลาน ทำให้ได้พลัง นำความรู้ไปแปลเป็นคำพูดให้เขาเข้าใจไปสู่การปฏิบัติ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คุณมีแต่ให้

รัชกาลที่ 9 เน้น ขาดทุนคือกำไร ต้องให้ก่อนรับ

คนที่ 12

ครั้งแรกที่มาเรียน ก็ไม่เข้าใจบรรยากาศการเรียน

ครั้งที่สองเริ่มสนใจว่าทำไมหลักสูตรนี้สร้างผู้นำ

ออกจากห้องเรียน ก็นำความรู้ไปใช้ตลอด ทฤษฎีอาจารย์ใช้ได้เกือบทุกเวลา

มีลูกน้องหน่วยงานอื่นถามว่าทำอย่างไรจะได้ผู้นำแบบผม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ภูมิใจที่คุณทำงานให้สวนสุนันทา และ พูดในนามมหาวิทยาลัยอย่างมีเกียรติ

แต่ละคนเรียนแล้วนำความรู้ไปใช้ได้

คนที่ 12

ขอบคุณเพื่อนๆที่ส่งข้อมูลมาเป็นระยะ

ตอนที่ประชุมที่เยอรมนี เห็นไลน์จึงนำทฤษฎีอาจารย์ไปใช้ได้เมื่อคิดไม่ออก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

รุ่น 14 มีคุณเอื้อมพรเชื่อมโยงกับอาจารย์อยู่ วันอังคารนี้ก็จะมีคนมาฟังบรรยาย 200 คน จะเน้นเรื่องดิจิตอลกับการบริหารคน

ในการกล่าว Keynote ต้องเริ่มด้วยขอบคุณประธาน ตามด้วยการชมเชยและการนำเสนอประเด็น

คนที่ 13

ไม่เคยมีความรู้พื้นฐานและไม่เห็นความสำคัญการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่เรียนไปก็ได้ซึมซับความรู้

เมื่อฟังแล้ว นำไปใช้กับการทำงาน เช่น happy workplace, happiness capital เช่น เด็กไม่อยากเรียนคณิต ต้องทำให้เด็กมีความสุขในการเรียน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับคณิต  ที่พระจอมเกล้ามีบัณฑิตเก่งสถิติ เป็นเรื่องดี อย่าใช้เวลากับทบทวนวรรณกรรมมากเกินไป

คุณสามารถช่วยด้านคณิตแก่เพื่อนได้

คนที่ 13

เห็นว่า เด็กเรียนเพื่อสอบผ่านแต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ อาจจะประยุกต์เทคโนโลยีให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ภาวะผู้นำเอาชนะอุปสรรคได้ ต้องมีวิสัยทัศน์กำหนดทิศทาง ต้องกล้ายอมรับวิกฤติและบริหารจัดการให้ได้

อุปสรรคได้แก่ วัฒนธรรมองค์กร ความหลากหลาย generation และสาขาที่เรียน 

วิทยานิพนธ์เป็นการทดสอบ ไม่ใช่บรรยายแบบนิยาย ต้องมีการทดสอบสมมติฐาน หลักสูตรนี้มีการเชื่อมโยงกันระหว่าง 3-4 เรื่อง

คนที่ 13

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เช่น คุณธรรม ความสุขถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะเป็นการสร้างคนมีคุณภาพอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

แนวโน้มโลกเน้นพฤติกรรมมนุษย์ 8K’s+5K’s เป็นการผสานเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยา

ตอนนี้ต้องศึกษาสิ่งที่มองไม่เห็น(ภายในใจ) ของคนด้วย

ต้องทำให้สิ่งแวดล้อมไม่เป็นพิษ มีแต่สิ่งดีๆรอบตัว เช่น สถานที่หาความรู้

นักศึกษาปริญญาเอกควรรวมพลังกัน อาจารย์จะแนะนำหนังสือดีๆมาให้อ่าน

การวิจารณ์หนังสือทำได้ดีมาก

ต้องมอง Macro (ทั้งระดับประเทศและโลก) แล้วดู Micro

รุ่น 14 จะไปหลวงพระบาง

คนที่ 14

HR architecture พ่อสอนให้ทำงานตั้งแต่เด็ก พ่อปลูกการศึกษา ให้แนวทาง ให้เรียนจนถึงปริญญาเอก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

รุ่นนี้ต้องนำ HRDS มาเป็นหลัก

มีความสุขในการเรียน ได้รับการนับถือจากจุฬา ธรรมศาสตร์ มหิดล

มีเกียรติและศักดิ์ศรี กล้าพูดภาษาอังกฤษในการประชุมนานาชาติ

คุณพูดแล้วสร้างแรงบันดาลใจ

อยากให้ HRDS เป็นกุญแจการเรียนปริญญาเอก

ตอนนี้ยังไม่มีการบูรณาการวิชาอาจารย์จีระ อาจารย์สมชาย อาจารย์เอนก ต้องถามว่า ทำไม 3 คนเหมาะที่จะสอนนวัตกรรมร่วมกัน ควรมีการสัมมนาโดยมีการเสวนาร่วมกันระหว่างอาจารย์ 3 ท่าน โดยมีนักศึกษาทุกรุ่นมาร่วม

สิ่งที่ประทับใจมาก คือ เคยคิดว่า ผู้นำต้องมีความต่อเนื่อง ในจีน สามารถทราบว่า ใครจะเป็นผู้นำในอนาคต

ในประวัติศาสตร์จีน ผู้นำที่ปฏิวัติแล้วอยู่ต่อ ก็จะยุ่งเหยิง เมาเซตุงใช้คอมมิวนิสต์ปกครองต่อ แต่คนก็ยกจน มี Cultural Revolution ใช้ศาสตร์คอมมิวนิสต์ปกครอง ทุกอย่างเป็นของรัฐบาล คนจึงจน

เติ้งเสี่ยวผิงมี 1 ประเทศ 2 ระบบ ปกครองแบบคอมมิวนิสต์แต่มีระบบเศรษฐกิจ มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีต่างประเทศ เป็นคนมอง 2R’s ถ้าคนไม่มีรายได้ ก็อยู่ไม่ได้

แสดงให้เห็นว่า ผู้นำทุกยุคต้องเปลี่ยน จังหวะที่ดี ธุรกิจก็ไม่ควรสู้กับการเมืองถ้าคิดว่าจะแพ้

เจียงซีมิน ต่อยอดเศรษฐกิจเสรี เปิดประเทศสู่เวทีโลก

หูจินเทาใช้ความยั่งยืนให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง

สีจิ้นผิงเป็นคนเก่ง เป็นลูกอดีตพรรคคอมมิวนิสต์ ตอนอายุ 16 ปี ถูกกักขังให้ไปอยู่ในภาคเกษตร เห็นความยากจนและเห็นว่า จีนจะต้องมีศักดิ์ศรี สีจิ้นผิงส่งเสริมโลกาภิวัตน์ แต่ทรัมป์ไม่ส่งเสริม

แต่สีจิ้นผิงไม่ควรบ้าอำนาจ

ไทยกับจีนต้องร่วมมือกัน

หลักสูตรนี้ในอนาคตควรเป็นหลักสูตรนานาชาติ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ถ้าจะทำวิจัย ควรทำ

1.กรณีศึกษาเปรียบเทียบผู้นำราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน มีคุณลักษณะแตกต่างกันอย่างไร

2.วิจัยผู้นำที่เป็นผู้หญิง ผู้หญิงในไทยได้รับการส่งเสริมเป็นผู้นำมากกว่าประเทศอื่น

3.องค์กรใดมีการเตรียมการพัฒนาผู้นำอย่างต่อเนื่อง

4.ผู้นำตะวันตกและผู้นำตะวันออกแตกต่างกันอย่างไร

5.ผู้นำในบริบททุนมนุษย์มีอะไรที่ทำให้ทุนมนุษย์ขับเคลื่อนไปได้ข้างหน้า

6.ผู้นำ 3-4 รุ่น เตี่ย เสี่ย ลูกเสี่ย

เซ็นทรัลเป็นตัวอย่างที่ดีของธุรกิจครอบครัว

คุณทรงวุฒิ

ในช่วงแรกของวันนี้ อาจารย์เชิญคุณวราพรมานั่งแล้วคนในห้องมาถาม เป็นบทหนึ่งของการสร้างผู้นำ คล้ายกับเป็นยุทธศาสตร์ ในเรื่องคำถาม เวลาที่คนไทยไปประชุมที่ใด ก็มักจะเงียบ วิธีของอาจารย์เป็นความแตกต่างในการสร้างความเป็นผู้นำทั้งคนฟังและพูด

อาจารย์กล่าวถึง Peter Senge ซึ่งก็ได้อ่านในร้านหนังสือแล้ว มีหลัก 5 ข้อคือ

1.Personal Mastery องค์กรการเรียนรู้ต้องมีข้อนี้ วันนี้กำลังเรียนรู้ร่วมกันอยู่

2.Mental Model เป็นการทดลองแนวความคิด เช่น การเชิญคุณวราพรมานั่งแล้วให้นักศึกษาถาม ก็เป็นแนวคิดว่าจะตอบอย่างไร

3.Shared Vision อาจารย์ยกตัวอย่างผู้นำจีนเป็นการ share vision กับคนจีน

4.Team Learning ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การอยู่ด้วยกันคือการพัฒนาแล้วสร้างภาวะผู้นำ คนที่จะเป็นผู้นำได้ต้องมีทีมสนับสนุน ก็เหมือนกับอาจารย์ที่นำทีมมาวันนี้

5.System Thinking จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องแรงงาน คิดว่า แรงงานจะทำอย่างไรเมื่อแรงงานเกษียณอายุ ถ้าทำงานแล้วไม่มีความสุข วันเดียวก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ สิ่งสำคัญคือต้องเกษียณแบบมีคุณภาพ การเป็นผู้นำที่ดี ต้องฟัง

อาจารย์ใช้กลยุทธ์การเรียนที่อาจจะซึมซับไปในอนาคตได้

ประกาศจากศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

1.แต่ละกลุ่มเลือก Guru 3 คนเพื่อทำรายงานกลุ่ม อาจจะมีทั้งจากโลกตะวันตก เช่น Peter Senge, John Maxwell, Lynda Gratton, Dave Ulrich, Prof. Pfizer หรือโลกตะวันออกด้วยก็ได้ เช่น รัชกาลที่ 9 พระพุทธเจ้า ดาไลลามะ มหาตมะคานธี อาจจะบวกศาสตร์พระราชาด้วย ควรเขียนเปรียบความเหมือน ความต่าง แนวโน้มอนาคตที่เป็นดิจิตอล เวลาที่ทำควรอ่าน blog ด้วย

2.วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 จะมีเวทีการปะทะกันทางปัญญากับทางมหาวิทยาลัยมหิดล คุณทรงวุฒิเป็นผู้ประสาน ขอให้ทางสวนสุนันทาเตรียมข้อมูลนำเสนอเกี่ยวกับทุนมนุษย์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อาจจะเตรียมไฟล์ PowerPoint ประกอบด้วยก็ได้

 

ครั้งที่ 11

…………………………………………………………………………………………

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2560

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน


ช่วงการอธิบายการทำรายงานกลุ่มการเปรียบเทียบแนวคิดการพัฒนาและบริหารทุนมนุษย์

ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และกูรูของโลก

 

คุณวราพร ชูภักดี

รายงานกลุ่มการเปรียบเทียบแนวคิดการพัฒนาและบริหารทุนมนุษย์มีโครงสร้างดังนี้

  • คำนำ เป็นการอธิบายว่า ในฐานะนักศึกษาปริญญาเอก ทำไมจึงเรียนวิชานี้ และการวิเคราะห์ครั้งนี้จะมีประโยชน์อย่างไรต่อสังคม แล้วจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างไร อธิบายถึงความสำคัญของรายงานการวิเคราะห์
  • ความสำคัญของการพัฒนาและบริหารทุนมนุษย์ อธิบายในมุมมองของนักศึกษาปริญญาเอกว่า จากที่ได้เรียนมาทั้งหมดรวมถึงประสบการณ์ในการทำงานต่างๆ มีมุมมองเรื่องคนอย่างไรบ้างทั้งเชิงบริหารและการพัฒนา
  • กูรู... กับชีวประวัติที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับการพัฒนาและบริหารทุนมนุษย์ เป็นการสรุปประวัติกูรูแต่ละท่านและเน้นประเด็นสำคัญ งานช่วงใดของกูรูแต่ละท่านส่งผลต่อการพัฒนาและบริหารคนในประเทศและสังคม อาจจะนำมาเปรียบเทียบกับทฤษฎีต่างๆของอาจารย์จีระ
  • ปรัชญาและความเชื่อเรื่องทุนมนุษย์ / Quotations เป็นการถอดรหัสว่า ในชีวิตและการทำงานของกูรูแต่ละท่านมีปรัชญาเรื่องคนอย่างไร โดยอาจจะดูจาก Quotations ต่างๆ
  • มุมมอง / แนวคิดที่สำคัญเรื่องการพัฒนา “คน” (การปลูก) และกรณีศึกษา เป็นการเปรียบเทียบว่า กูรูแต่ละท่านมีวิธีพัฒนาคนอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว องค์กร หรือสังคม
  • มุมมอง / แนวคิดที่สำคัญเรื่องการบริหาร “คน” (การเก็บเกี่ยว) และกรณีศึกษา เป็นวิเคราะห์กูรูแต่ละท่าน บางท่านเป็นผู้ทรงอิทธิพลด้านความคิด มีแนวคิดสำคัญในการบริหารจัดการคนอย่างไร อาจจะค้นเป็นทฤษฎี หนังสือหรือบทวิเคราะห์ต่างๆ
  • ผลงาน /การลงมือทำให้เกิดความสำเร็จ (Execution) เป็นการวิเคราะห์ว่า จากแนวคิดที่มี กูรูแต่ละท่านสามารถนำแนวคิดต่างๆ มาใช้ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร โดยยกตัวอย่างเรื่องที่สร้างผลกระทบยิ่งใหญ่ให้สังคมแล้วนำมาเปรียบเทียบกัน
  • บทเรียนจากกูรู... กับการปรับใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ของสังคม เป็นการวิเคราะห์สะท้อนบทเรียนว่า จากการที่ได้ศึกษากูรูมา มีแนวคิดอะไรที่สามารถนำมาออกแบบพัฒนาทุนมนุษย์ของสังคมได้บ้าง มีอะไรบ้างที่สังคมไทยน่าจะนำไปใช้ อาจจะวิเคราะห์แยกเป็น Sector ได้แก่ ภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคสังคม ประชาชนหรือภาคการศึกษา หรือแบ่ง Sector ตามที่ควรจะเป็น อาจจะแบ่งเป็นกลุ่มคนเช่น ครู เยาวชน ผู้นำท้องถิ่น
  • บทสรุป เป็นการสรุปว่า จากการทำงานรายงานนี้ ได้รับบทเรียนอะไรบ้าง มีประเด็นอะไรที่อยากจะฝากไว้จากการทำรายงานครั้งนี้เพื่อให้คนอื่นไปใช้ต่อหรือทำงานต่อในอนาคต

วิธีการนำเสนอ/ผลงานที่ต้องส่ง

  • รายงาน
  • โปสเตอร์/รายงานในกระดาษ A3 1 แผ่น
  • Clip VDO ความยาวประมาณ 5 นาที
  • นำเสนอในห้องเรียนวันครั้งสุดท้าย

 

ผลการแบ่งกลุ่มวิเคราะห์กูรู

กลุ่ม

กูรู

1

10) John P. Kotter

11) Edward de Bono*

12) Warren G. Bennis*

2

1) Peter Drucker*

2) Peter Senge*

3) Xi Jinping*

3

4) Daniel Kalmeman*

5) Lyanda Gratton*

6) Dave Ulrich

4

7) John Maxwell

8) Stephen Covey

9) Pfeffer (ไฟเฟอร์)

*ทุกกลุ่มวิเคราะห์ในหลวงรัชกาลที่ 9 แบ่งการวิเคราะห์ดังนี้

กลุ่ม 1 วัยเด็ก

กลุ่ม 2 หลักการทรงงาน (พระราชกรณียกิจ)

กลุ่ม 3 โครงการพระราชดำริ

กลุ่ม 4 พระราชดำรัส

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ไม่ว่าจะทำงานกลุ่มหัวข้อใด ควรดึงประเด็นให้คมที่เน้นเรื่องคน ถ้ากล่าวถึงวัยเด็กของรัชกาลที่ 9 ก็ต้องดูว่า สมเด็จย่าปลูกรัชกาลที่ 9 อย่างไร สามารถนำแนวทางนี้ไปทำดุษฎีนิพนธ์ได้

ควรเลือกประเด็นให้เหมาะสม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ก่อนจบการเรียนวันนี้ ควรมีข้อสรุปว่า รายงานกลุ่มเปรียบเทียบกูรู

ตอนที่อาจารย์จีระไปเรียนที่ University of Washington มี Douglass North ที่ได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ Institutional Property Right Economist เรื่อง Property Right ไม่ใช่การเป็นเจ้าของสิ่งไม่มีชีวิตเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งมีชีวิตด้วย เช่น ทาส แต่ปัจจุบันนี้ เจ้านายบางคนดูแลลูกน้องก็คิดว่าเขาเป็นทาส เจ้านายต้องรู้จักฝึกลูกน้องให้ทำงานแทนได้ ให้เกียรติลูกน้อง

เวลาที่เรียนกับคนที่ได้รางวัลโนเบลเป็นการเรียนเกี่ยวกับ Wisdom เมื่อเรียนจบปริญญาเอกจบแล้ว ควรได้ Wisdom ด้วย

Douglass North มีสมมติฐานโดยนำประวัติศาสตร์อเมริกามาดู คนฆ่ากันแย่งชิงที่ดิน Douglass North บอกว่า มีอีกวิธีคือ การเจรจาต่อรอง จึงให้คาวบอย 2 กลุ่มมาเจรจากันโดยมีคนกลาง แทนที่จะยิงกันโดยไม่เจรจา

หลักสูตรนี้เกี่ยวกับเจรจาต่อรองแบบอ้อม เป็นเจ้านายต้องให้เกียรติลูกน้อง

ในการเจรจาต่อรองมีต้นทุน 3 อย่าง แต่ละอย่างเรียกว่า Transaction Cost คือ

1.Information Cost ต้นทุนด้านข้อมูลข่าวสาร

2.Negotiation Cost ต้นทุนในการเจรจาต่อรอง ต้องคุยกับคนให้รู้สึกมีความสุข แล้วจะประสบความสำเร็จ การเจรจาต่อรองต้องมีความเข้าใจในคนอื่น นายจ้างและลูกจ้างต้องแบ่งปันกันให้ยุติธรรมที่สุด

3.Enforcement Cost การปฏิบัติตามกฎหมาย ปัจจุบันนี้ ถ้าบริษัทใดไม่จ่ายค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำก็จะถูกประจานในอินเตอร์เน็ต แสดงให้เห็นว่า Enforcement Cost ถูกลง

ในการปลูก เก็บเกี่ยว Execution เรากำลังจะเพิ่มมูลค่าของคน แบบ Unrealized Potential คือแบบที่คาดไม่ถึง

หนังสือ No Limits เป็นการเพิ่มในสิ่งที่เราควรจะเพิ่ม และเพิ่มในสิ่งที่เขาไม่รู้ว่าเขามี

เมื่อเรียนแล้วต้องหลุดจากกรอบ ไม่มี box thinking

ไม่ควรคิดว่า ตนมี limit ที่จะทำเพิ่ม

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

Outline รายงานเป็นเรื่องหลักการทรงงานด้วย

เข้าใจบริบททุนมนุษย์ เวลาเขียนคำนำต้องสรุปให้ได้ บทแรกนำไปใช้กับดุษฎีนิพนธ์ได้

เรื่องกูรูและชีวประวัติ ปรัชญาทุนมนุษย์ มุมมองยังอยู่ในเรื่องความเข้าใจ

ถอดบทเรียนคือการเข้าถึง

เรื่องเจรจาต่อรอง อยู่ในการทำให้สำเร็จ เวลาทำอาจมีอุปสรรค

หนังสือเรื่อง No Limits คือ การปรับใช้และพัฒนาไปเรื่อยๆ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

รุ่นนี้ลงลึก Chira Way ได้ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง ความที่มีการต่อเนื่อง และเน้น Human Capital เป็นส่วนสำคัญทำให้เกิดนวัตกรรม กล่าวถึงภาวะผู้นำ ซึ่งทำให้ Execution สำเร็จมากขึ้น ต้องแก้วิกฤติ กำหนดทิศทาง เป็นตัวอย่างก้าวข้ามอุปสรรค

ต้องกลับไปที่ราก 5K’s 8K’s แนวคิดย้ายจาก Gary Becker มาที่อาจารย์จีระ แต่ละ K ต้องมีราก

อาจารย์จีระเน้นเก็บเกี่ยว ได้ประโยชน์จากการลงทุนทรัพยากรมนุษย์  การบริหารจัดการคนมีความรู้เป็นเรื่องยาก ต้องดึงเอาความเป็นเลิศกลับมา ลูกน้องคือพลังมหาศาล  เจ้านายต้องบริหารจัดการคนด้วย อย่าปล่อยให้ HR ทำคนเดียว HR ไทยไม่เคยมองเรื่องระดับ Macro

อาจารย์จีระเน้นให้มองภาพใหญ่ รุ่น 15 สนใจ HR Architecture มากสุด เพราะทำให้เข้าใจโครงสร้างทรัพยากรมนุษย์ได้ทั้งหมด เป็น Sequential ถ้าพลาดช่วงหนึ่งทำให้ช่วงอื่นพลาด

เมื่อเรียนแล้ว ต้องนำความรู้ไปใช้กับองค์กร การทำงานเรื่องคนยุคต่อไปต้องผสมระหว่าง coaching+ learning+ consulting

ตอนนี้เรามีลูกศิษย์คุยกันในไลน์ แต่ยังไม่มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ควรมีการขยายความรู้

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

รุ่นนี้ได้รับความรู้เรื่องคนเช่น ปลูก พัฒนาเก็บเกี่ยว บริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือทำให้สำเร็จ

ใน 3 วงกลม วงกลมที่ 1 บอกให้ดูบริบท ความเหมือนและความต่าง วิเคราะห์กูรูว่า

1.ท่านคือใคร มีบทบาทอะไร เช่น เป็น CEO แต่ทำงานเป็นบทบาทจัดการ

2.ที่ไหน อยู่ในองค์กรประเภทใด

3.ช่วงเวลา ทำให้เห็นมิติที่ลึกขึ้น ทำให้ทราบแนวคิดเรื่องคนในช่วงนั้น

4.สภาพแวดล้อม อะไรเป็นแรงจูงใจให้คิดแบบนั้น

วงกลมที่ 2 Competencies

วงกลมที่ 3 Motivation นอกจากบริหารคน ต้องดูว่า ข้างในตัวคนขับเคลื่อนอย่างไร

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อาจารย์มอง Human Capital ครบวงจร ปลูก เก็บเกี่ยว Execution

Gary Becker เน้นปลูก 100%

Maslow เน้นเก็บเกี่ยว ดูแรงจูงใจ

Ulrich เน้นเก็บเกี่ยว เพราะมาจาก Michigan Business School เป็นคนแรกบอกว่า Human Capital ต้องเน้นความเป็นยุทธศาสตร์ร่วมกัน Strategic Partners และ เน้นการบริหารการเปลี่ยนแปลง

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

กูรูทุกคนมีภาวะผู้นำ ถือเป็นจุดวิเคราะห์ที่สำคัญ ผู้นำต้องทำให้ลูกน้องมีภาวะผู้นำ แล้วให้อำนาจเขา เขาก็จะทำงานเองได้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Health มีความสำคัญสำหรับคนทุกกลุ่ม

ทุนแห่งความสุขของดร.จีระขึ้นต้นด้วย Health มีสุขภาพดี ต้องมีการออกกำลังกายด้วย

การทำงานยุคดิจิตอล จะทำให้เกิดความเครียดรุนแรง ต้องเข้าใจเรื่องทุนทางอารมณ์ อารมณ์มีทั้งดีและไม่ดี ที่โรงพยาบาลต้องทำให้คนสามารถยอมรับฟังเรื่องร้ายได้

เศรษฐกิจ 4.0 ควรจะคิดถึงคนตอนใด ถ้าระบบการศึกษาส่งคนไม่มีคุณภาพเข้าทำงาน ก็ทำให้คนมีคุณภาพไม่ดี ตอนนี้ค่านิยมคนเสื่อมโทรมมาก

อาจารย์แต่ละคนควรถามให้เด็กตอบว่า เรียนไปแล้วมีประโยชน์อย่างไร

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ปรากฏการณ์ตูนเป็นเรื่องสุขภาพ เขาต้องฝึกนานกว่ากล้าจะประกาศวิ่ง แต่ตอนนี้สภาพแวดล้อมการวิ่งเปลี่ยน คนจึงทำกรอบรูปเหมือนถ่ายรูปกับตูนใน Facebook ตูนบอกว่า แค่ทำตัวแข็งแรง หมอกับพยาบาลก็ไม่ต้องดูแลเรา นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่า เขาเหนื่อยก็เลิกวิ่ง แต่หมอ พยาบาลวิ่งมาแล้วและก็ต้องวิ่งต่อไป แสดงว่า แนวโน้มเพื่อสังคมมาแบบไม่คาดคิด

สิ่งที่ตูนทำคือต้องชอบวิ่ง ต้องรู้เป้าหมาย มีความสามารถ ทำงานเป็นทีม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

หนังสือ Harvard เน้นทุนความสุข เช่น มี passion เป้าหมายและมีความหมาย

คุณวราพร ชูภักดี

นักศึกษาแบ่งกลุ่มและเลือกกูรูเรียบร้อยแล้ว

รุ่นนี้จะนำผลงานไปแสดงที่มหิดลด้วย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อาจารย์พิชญ์ภูรีอาจจะนำรายงานเปรียบเทียบกูรูไปเรียบเรียงได้

ควรวิเคราะห์รากกูรูแต่ละคนด้วย ตัวอย่างเช่น ดร.จีระมีรากเศรษฐศาสตร์ เป็นผู้นำ+Wisdom มี Impact ต่อสังคมในมุมกว้าง

ขอให้อ่านหนังสือ Peter Senge ให้ชัดเจนอีกครั้ง เขากล่าวว่า เวลาคิดในองค์กร ให้นำส่วนต่างๆที่เรียนมาผสมให้เป็นองค์รวม ส่วน Mental Model ไม่ว่าจะเกิดอะไรในองค์กร ต้องท้าทายสมมติฐานว่า สิ่งที่สำเร็จอาจจะไม่สำเร็จในระยะยาว ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมองค์กรนั้น

ผู้นำต้องมีอุปนิสัยในการอ่านแล้วนำไปประยุกต์ใช้ด้านต่างๆในชีวิต

อาจารย์พิชญภูรี จันทรกมล

กลุ่มที่จะทำเรื่องพระราชกรณียกิจรัชกาลที่ 9 ควรดูเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตอนรัชกาลที่ 5 เสด็จยุโรปทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจ ส่วนช่วงรัชกาลที่ 9 เป็นช่วงหลังสงครามโลกแล้ว ตอนที่ท่านเสด็จสหรัฐอเมริกา จึงเป็นโซ่ข้อกลางระหว่างโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ ทำให้ไทยไม่ต้องเสียค่าปฏิกรณ์สงคราม เป็นที่มาของงบตั้ง SEATO ทำให้ได้ฝึกคนในยุค Thailand 2.0

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ตอนนั้นทำให้มี AIT

หลังจากวันนี้ จะมีการวิจารณ์หนังสือ

กูรูเหล่านี้เป็นคนที่นำเสนอแนวคิดนอกกรอบ ควรศึกษาความสามารถคนเหล่านี้ ลงทุนพัฒนาคน 1 หน่วย แต่เพิ่มมูลค่า 10 หน่วย

อาจารย์โชคดีที่ได้รับการกระตุ้นลูกศิษย์ตลอดเวลา

อาจารย์พิชญภูรี จันทรกมล

เลือกหัวข้อที่ไปปะทะมหิดลได้ดี เป็นการระดมสมองในชั้นเรียน

การเลือกประเด็นเป็นเรื่องสำคัญ กรณีตูนก็หยุดที่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นาน ทำให้เกิดเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ คนไม่ไปตีกันในโรงพยาบาล

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ถ้าครอบครัวทุ่มเทพัฒนาคนแต่เด็ก เด็กก็คิดดี ไม่ทำร้ายประเทศ

แต่ตอนนี้ครอบครัวไทยอ่อนแอ ทำให้เด็กอ่อนแอ เมื่อเข้าโรงเรียน ก็เปลี่ยนพฤติกรรมยาก

อาจารย์เคยเสนอต่อพลเอกเปรมให้มีคณะรัฐมนตรีสังคม ทำให้ปัญหาสังคมได้รับการดูแลมากขึ้น แต่ตอนนี้ไปอยู่ในกระทรวงพัฒนาสังคม ยังขาดคนดูแลเด็กที่ไม่ติดคุก แต่ยังไม่เข้าใจความผิดชอบชั่วดี

คุณวราพร ชูภักดี

รุ่น 15 จะนำเสนอสิ่งที่คุยกันและที่ได้แนะนำในช่วงเช้า

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อาจารย์ได้นำโครงการที่ทำสำเร็จมาเป็นโครงการปริญญาเอกด้วย

คุณวราพร ชูภักดี

เวลาวิเคราะห์ ควรทำตารางเปรียบ ใช้ keyword เพื่อสรุปเป็นแนวคิดของกูรูแต่ละคน จะสะดวกในการนำมาเรียบเรียงเนื้อหาให้ชัดเจนมากขึ้น

 

ครั้งที่ 12

…………………………………………………………………………………………

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน


ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ตอนที่อยู่ที่ธรรมศาสตร์ทั้งอาจารย์จีระ อาจารย์สมชาย อาจารย์อเนกโตเร็ว ตอนที่ทำงาน อายุ 39-40 ปี ขาดประสบการณ์แต่มีความมุ่งมั่น turn ideas into project ช่วงนั้นเศรษฐกิจไทยขยายตัว 8-9% ต่อปี รายได้คนไทยไม่มากเมื่อเทียบอเมริกา แต่ก็มีโอกาส แต่มีปัญหาการบริหารคน เกาหลีสำเร็จเรื่อง Reverse Brain Drain เพราะดึงคนเก่งกลับมาได้ดี ปัญหาของประเทศไทยคือกฎระเบียบไม่เอื้ออำนวยให้คนเก่งได้ดี

นักศึกษาปริญญาเอกไม่ต้องเน้นปริญญาอย่างเดียว ต้องนำประสบการณ์มาแบ่งปันกัน ถือเป็นจุดแข็งของนักศึกษาปริญญาเอกไทย รุ่น 15 คนดึงคนนอกมาร่วมด้วย ทุนมนุษย์ก็จะมีคุณภาพมากขึ้น

เวลาที่อธิบายคำว่า งานบุคคล การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และทุนมนุษย์ ต้องเข้าใจชัดเจน

ทุนมนุษย์เป็นพรแสวง ต้องมีการลงทุนก่อน

ทรัพยากรมนุษย์เป็นการระบุว่าเป็นทรัพยากรมีค่า แต่ไม่ได้ระบุว่าค่านั้นมาอย่างไร

ประชากรศาสตร์ไม่ใช่พฤติกรรมมนุษย์ แต่มองการเกิด การตายและอพยพ

อาจารย์จีระนำวิชาประชากรศาสตร์มาใช้ในทฤษฎี HR Architecture

จากการที่อาจารย์ไปพูดเรื่อง Digital แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ

1.New Economy เช่น Microsoft, Internet อาจารย์จีระได้ดีมากเรื่องนี้ ตอนที่สอนที่ธรรมศาสตร์ เป็นคนแรกที่ให้ลูกศิษย์ส่งการบ้านทางอีเมล นักศึกษาก็ได้ทำทุกวัน

2.Search Engine เช่น Google อาจารย์จีระได้เปรียบเพราะอ่านหนังสือ มีการจัดห้องสมุดให้นักศึกษาปริญญาเอก ควรมีอุปนิสัยในการเข้าร้านหนังสือ มองแนวโน้มโลก อาจจะเข้า Amazon.com แต่คนไทยยังไม่มีนิสัยในการอ่านหนังสือ แต่มีนิสัยในการหาข้อมูล คนไทยยังอ่อนภาษาอังกฤษจึงเสียเปรียบ

3.Digital 2017 คือ

-Big Data ทำให้สังเคราะห์ข้อมูลได้เร็ว (More Law) ความสามารถในการคำนวณข้อมูลเร็วมาก

-Artificial Intelligence ปัญญาประดิษฐ์กำลังจะกลายเป็นปัญญาที่เหมือนมนุษย์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาดไม่ถึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งก็มาจากการปะทะกันทางปัญญา การเรียนต้องทำให้คนค้นพบตัวเอง นำความรู้ไปใช้กับชีวิตจริง

-Cloud Computing เรื่อง Cloud ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นการรวบรวมทุกอย่างแล้วนำไปไว้ใน Cloud ถ้าระบบนี้ไม่มีการขยาย ก็จะมีปัญหา คล้ายระบบคอมพิวเตอร์บางองค์กร เช่น British Airways, ธนาคารไทยพาณิชย์

ควรสนใจเรื่อง Cyber War ซึ่งประเทศที่เก่งได้แก่ เกาหลีเหนือ รัสเซีย

ต้องระวังเรื่องการขโมยความลับทาง Internet

-Robotics ไม่ใช่ Mechanical อีกแล้ว

ต้องสนใจ Macro ก่อน จึงจะลงสู่ระดับ Micro ได้

Macro คือเข้าใจโอกาสและภัยคุกคาม ต้องให้มีโอกาสสูงกว่าภัยคุกคามแล้วโลกจะรอด

ควรทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับคนและ Digital โดยเน้น 3V’s ที่ยิ่งใหญ่สุดคือ Value Diversity นำความหลากหลายมาเป็นมูลค่า ไม่ใช่ความขัดแย้ง ระหว่างที่เรียนต้องมี Economic, Social Cultural and Global Mindset รู้ให้กว้างเป็น Educator Person

ปราชญ์ชาวบ้านไม่เคยเรียนจบที่ใดแต่ก็เป็น Educator Person ควรไปพบครูบาสุทธินันท์

นายกประยุทธ์เป็นคนขยันแต่ขาดแรงบันดาลใจ พูดไม่น่าสนใจ

มีหนังสือ 2 เล่มเตือนว่า ในอดีตเป็นล้านปี มนุษย์มีวิวัฒนาการจากลิง เป็น Homo sapiens แต่เตือนไว้ว่า ถ้าเครื่องจักรผสมกับคนมากๆ ทำให้เกิดคนพันธุ์ใหม่ที่ถูกควบคุมด้วย Artificial Intelligence

ฟังเพลงแบกบาล ของ เฉลียง          และเพลงทำดีได้ดี ของ อัสนี วสันต์ แล้วแสดงความคิดเห็นว่า เกี่ยวกับ Chira Way อย่างไร

คนที่ 1 คุณพิม

คิดถึง HRDS เวลาเรียนให้สำเร็จต้องมีความสุข มีความดี มีศักดิ์ศรีแล้วจะทำให้เกิดความยั่งยืน

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เคยให้นักศึกษาวาดรูป ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จในการเรียน

ผู้นำต้องรู้จักเล่าเรื่องขำขัน ถือเป็นปัจจัยหนึ่งของความสำเร็จ เช่น เรแกนต์ถูกลอบยิงแต่เขาบอกว่าดีใจที่หมอของเขาไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนเดโมแครต เขาจึงรอด

คนที่ 2 วรสิทธิ์ วงศ์อดิศัย

เพลงแบกบาล ของ เฉลียง

เพลงทำดีได้ดี ของ อัสนี วสันต์

ใช้ learn care and share ใช้แก้ปัญหาได้ดีขึ้น

ในการพัฒนาคน ต้องส่งเสริมการเป็นคนดี แล้วจะไม่มีการคอรัปชั่น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ประเทศไทยมักเน้นพัฒนาคนให้เก่ง ไม่เน้นคุณธรรม จริยธรรม ทำให้ในปัจจุบันคนมีจริยธรรมด้อยค่า นับถือคนรวยแต่ไม่ได้มองว่า รวยมาได้อย่างไร

คนที่ 3 ธิเบศร์  จันทวงศ์

จากเพลงทำดีได้ดี ของ อัสนี วสันต์ ความดีเป็นส่วนประกอบการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ การทำดีไม่ใช่เรื่องโง่ สอดคล้องทุนทางจริยธรรมทำให้สังคมยั่งยืน

คนที่ 4 ทัชยา รักษาสุข

เพลงทำดีได้ดี ของ อัสนี วสันต์สะท้อนว่า ผู้เลือกเพลงนี้มีศรัทธาในการทำความดี ทุนมนุษย์แตกต่างกันทางสายเลือดและการเลี้ยงดู ถ้าตั้งใจทำดี ต้องได้ดีและได้ศักดิ์ศรีเท่ากัน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คนที่มีความพร้อมทั้งทรัพย์สินและความดี ไม่ควรใช้ชีวิตที่คบแต่คนรวย ควรใช้วิชาการให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

อยากให้แต่ละคนมีความคิดช่วยประเทศในหลายด้าน

คนที่ 5 สมรัฐ  กมลเวคิน

อาจารย์กำลังมองศักยภาพพวกเราที่จะไปต่อยอด แต่อาจารย์วางกรอบสร้างทัศนคติที่ถูกต้องก่อนให้อยู่ในส่วนของจริยธรรม ทางพุทธคือ สัมมาทิฐิ เห็นชอบก่อนแล้วจะเป็นทางที่ถูก คิดแล้วต้องลงมือทำ

ถ้าคิดดี พูดดี ทำดี จะมีพลังดึงดูดสิ่งที่ดีมา

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

รุ่นนี้มีบรรยากาศในการเรียนที่ดี มีการใช้ศักยภาพตนเองอย่างเต็มที่ มีเส้นทางไปสู่วิทยานิพนธ์ที่ชัดเจน

อยากให้รุ่น 15 รู้สึกว่า ยังเรียนกับอาจารย์จีระอยู่แม้ว่าจะเรียนจบไปแล้ว

คนที่ 6 สันติ เอี่ยมวุฒิปรีชา

แปลกใจที่อาจารย์นำเพลงนี้มา เป็นเพลงยอดนิยมในคาราโอเกะ

เมื่อฟังเพลงแล้ว ก็คิดถึงตูน แม้ไม่เคยฟังเพลงเขา ก็แปลกใจที่พ่อแม่ปลูกเขาได้ดี คิดได้ว่า จะทำเพื่อส่วนรวม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

สิ่งเล็กๆครั้งนี้เป็นโบนัส ปลูก เก็บเกี่ยว Execution ได้ดี

เมื่ออ่านหนังสือแล้วควรจะมีการแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน

ในอังกฤษมี College ที่มีครู นักศึกษารุ่นพี่และรุ่นน้องมาอยู่ด้วยกันและเรียนรู้จากกัน

เด็กต้องมีคนให้คำแนะนำ

คนที่ 7

เพลงทำดีได้ดี ของ อัสนี วสันต์ สะท้อน 3 ต. ตอกย้ำทำดีได้ดี รู้จักเอาชนะอุปสรรค ต้องทำดีต่อเนื่องเรื่อยๆ เพราะไม่ได้ดีครั้งแรก และที่สำคัญ ทุนมนุษย์ ต้องเป็นคนดี เก่ง มีความสุข ทำประโยชน์ให้ประเทศ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คล้ายแนวพระราชดำรัส ปิดทองหลังพระ ของรัชกาลที่ 9 แต่ก่อน คนมองปิดทองหลังพระไม่ดี

คนที่ 8 วันดี พลรักษ์

เพลงทำดีได้ดี ของ อัสนี วสันต์ สะท้อนหลักพุทธศาสนาคือ ศีล 5 อันที่จริงแล้ว จริยธรรมเกิดในยุค Socrates ต้องเริ่มที่ตนเองมีจริยธรรม นำไปสู่ จรรยาบรรณ กฎหมาย เป็นคนเก่ง ดีและยั่งยืน

เป็นการสอดคล้องกับ Social Capital  และเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องคุณธรรม

นำไปสู่ Good Governance ที่มี Impact ต่อประเทศ เป็นองค์รวมของความรู้ทั้งหมดที่เรียนมา

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ทุกคนเป็นตัวอย่าง มีการพัฒนาขึ้นไป

Socrates สอนเรขาคณิตบนถนน ชอบปะทะกันทางปัญญา

Chira Way ได้รับอิทธิพลมาจากกรีซ

รุ่น 15 แตกต่างจากทุกรุ่น รุ่นนี้ไปไกลกว่า 8K’s+5K’s เพราะทุกคนเป็นคนออกความเห็น

John Maxwell บอกว่า Good Leaders Ask Great Questions.

เมื่อเรียนแล้ว ยิงเข้า DNA ก็จะเป็นแก่นความรู้ของตนเอง

Peter Drucker บอกว่า เวลาที่เขาสอน เขาก็ได้เรียนรู้จากลูกศิษย์ด้วย

สิ่งที่อาจารย์จีระนำเสนอผ่านรายการวิทยุก็ได้รับมาจากลูกศิษย์ ไม่ใช่มาจากการอ่านหนังสือ ดังนั้น รุ่น 15 ควรรวมตัวกันทำประโยชน์ให้กับประเทศมากกว่าที่ได้ปริญญาเอก

ดร.ทรงวุฒิบอกว่า ดร.ทรงวุฒิทำงานในภาคอุตสาหกรรม เคยคิดจะช่วยพวกผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรม เพราะพวกนี้มีทักษะที่ใช้มือ เช่น การเป็นช่างกลึงและช่างต่างๆ เป็นทักษะที่ล้าสมัยเพราะ Robot ทำแทนได้หมด จึงอยากให้ผู้ใช้แรงงานในเมืองไทยมีความรู้ ทรัพย์สินทางปัญญา Intellectual Capital, Creativity, Innovation

กระทรวงแรงงานมีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน  ฝีมืออย่างเดียวไม่พอ ต้องมีปัญญา ความรู้ มีทักษะในการคิด เพราะปัจจุบันประเทศไทยเป็นสังคมฐานความรู้ ถ้ามีทักษะอย่างเดียว ก็จะไปสู่ Thailand 4.0 ไม่ได้ อาจารย์จีระและดร.ทรงวุฒิจะไปพบกับอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและจะเชิญผู้แทนรุ่น 15 นี้ไปนำเสนอความคิด ในอนาคต คนก็ต้องใช้ความรู้

คนที่ 9 นันทพล จรรโลงศิริชัย 

เพลงทำดีได้ดี ของ อัสนี วสันต์ สะท้อนว่า อาจารย์อยากปิดท้ายการเรียนด้วยความดี คนที่อยากได้รับการยอมรับ ต้องมีความเก่งก่อน แต่ถ้าเก่งแล้วไม่ดี ทำให้ความเก่งนั้นไม่ได้รับการยอมรับอย่างยั่งยืน ต้องทำดีเพื่อให้ความรู้เราคงอยู่ ถ้าเก่ง ดี ก็มีความสุข อยู่ในสังคมแบบมีเป้าหมายและนัยสำคัญ

คนที่ 10 นิพันธ์ หรรษสุข

เพลงทำดีได้ดี ของ อัสนี วสันต์ สะท้อนว่า ทุกอย่างสำเร็จและไปได้ดี ต้องตั้งอยู่บนคุณธรรมแต่คนถูกมาไม่เหมือนกัน ความดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะรู้ได้อย่างไรว่าความดีของเราตรงตามที่สังคมยกย่องแล้ว

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ต้องทำความดีโดยที่ไม่มีคนเห็น

คนที่ 11 ณภพ  ชัยศุภณัฐ

เพลงทำดีได้ดี ของ อัสนี วสันต์สะท้อน 8K’s 5K’s HRDS การทำดีได้ดี ต้องเป็นปัญญาที่ถูก เรียนไปเพื่อไปทำสิ่งที่ดี นักศึกษาต้องมองอาชีพที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ในการทำธุรกิจต้องสร้างปัญญา ว่า ทำธุรกิจอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต้องทำให้สังคมดีงามด้วย

คนที่ 12

เพลงทำดีได้ดี ของ อัสนี วสันต์ สะท้อนว่า นอกจากเป็นคนดีและต้องเก่ง คิดดีทำดี ทำให้สำเร็จ มีความมุ่งมั่น เราก็เป็นส่วนหนึ่งให้สังคมก้าวหน้า มีความเจริญทุกส่วน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ควรปรึกษาอาจารย์พิชญ์ภูรีเกี่ยวกับรายงานศึกษาเปรียบเทียบกูรู

ทางมหิดลจะออกความเห็นแล้วทำ workshop ร่วมกัน

อาจารย์จีระมีทฤษฎีคือ KM ไม่ใช่ LO เพราะ KM เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง แม้เป็นการเก็บแบบ Explicit และ Implicit จะเป็นประโยชน์ได้ ก็ต้องมีการนำไปใช้

ถ้ามี Learning Culture อยู่ในองค์กร คนในองค์กรมีวัฒนธรรมการเรียนรู้ ทำให้เกิดผลประกอบการ

วันนี้ต้องเข้าใจ Learning Culture และต้องอยู่ในบริบท human capital, innovation and leadership

KM เป็นการจัดเก็บข้อมูล

วัฒนธรรมการเรียนรู้คือการแบ่งปัน learn, share and care ตลอดเวลา ทุกคนควรคิดว่า Learning Culture เกิดอย่างไร ถ้ามี Learning Culture แล้ว KM จะเป็นส่วนสำคัญใน Learning Organization

อาจารย์จีระได้ทำโครงการ LO ให้กฟภ. เป็นจุดเริ่มต้นสร้างองค์กรการเรียนรู้

ต้องแยกระหว่าง Training กับ Learning ว่าแตกต่างกันอย่างไรให้ได้

กฎของPeter Senge อยู่ในหนังสือ Rethinking the Future

-Personal Mastery รู้อะไร รู้ให้จริง

-Mental Models มีแบบอย่างทางความคิด คนเอเชียมักติดกับความคิดแบบเดิม ต้องคิดไม่เหมือนเดิม ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนคนที่อยู่ใน Comfort zone มาเป็นผู้กล้าเปลี่ยนแปลง

-Shared Vision มีเป้าหมายร่วมกัน

-Team Learning เรียนรู้เป็นทีมช่วยเหลือกัน

-System Thinking มีระบบการคิดมีเหตุมีผล คือ คิดแยกส่วนก่อนแล้วนำมาเป็นองค์รวมของบริษัท

4L’s เป็นการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่หลักการ Senge เป็นการเรียนในองค์กร ต้องมีตัวเชื่อม

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

Learning Organization กับ KM แยกจากกันไม่ได้ KM คือการรวบรวมองค์ความรู้ในแต่ละเรื่องมาบริหารจัดการ ค่อนข้างเห็นชัด แต่ Learning Organization เป็นเรื่องภายใน คือเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลว ซึ่งเป็นระดับบุคคลก่อน เพราะยังไม่มีการบริหารความรู้ แต่เกิดจากสืบทอดบอกต่อจากคนแต่ละรุ่น ถ้ามีการบริหารจัดการจะกลายเป็น KM ถ้าไม่มีการเติมความรู้ใหม่ใน KM ก็จะตามไม่ทัน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

KM คือการเก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้ว ในการทำโครงการใหม่ต้องมี LO เข้าใจอนาคตข้างหน้า ที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

กฟผ.มุ่งสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ แต่มีปัญหาจะกระทบชาวบ้านที่อยู่ด้วยการท่องเที่ยว  ในความเป็นจริงโรงไฟฟ้ามีเทคโนโลยีใหม่ NGOs ก็ต่อต้านเพื่อรักษาวิถีแบบ Green Peace ส่วนที่บางสะพานมีหมอมาต่อต้านโรงไฟฟ้า กฟผ.มีพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าแล้ว ชาวบ้านบางสะพานจนเพราะทำเกษตรได้ไม่ดี น้ำท่วม ชาวบ้านต้องการให้กฟผ.สร้างโรงไฟฟ้า แต่ยังไม่มีประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม กฟผ.มี KM ทราบว่า ชาวบ้านจน และต้องการพัฒนาการท่องเที่ยว นำกรณีศึกษาความสำเร็จแม่เมาะมาใช้ LO ได้จากชาวบ้านคือ ชาวบ้านต้องการโรงไฟฟ้า หมอที่เคยต่อต้านจึงเปลี่ยนมาเป็นแนวร่วม ทำให้ยังมาดูได้ว่ากฟผ.ทำอะไรดีหรือไม่ดี

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ถ้าวิศวกรกฟผ.เข้าใจ 4L’s และ Senge ควรจะเรียน Scenario Planning ศึกษาการเปลี่ยนแปลงในอนาคต จะสร้างโรงไฟฟ้าต้องมองเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย วิศวกรต้องมีความรู้ข้ามศาสตร์

องค์กรที่มีการแบ่งปันความรู้ อ่านหนังสือ ข้ามศาสตร์ มองอนาคตล่วงหน้า ก็จะได้เงินมีมูลค่ามหาศาล

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

บางครั้ง KM ใช้ได้กับบางคน บางคนอาจจะเกิด LO ขึ้นมาได้

กรณีบางสะพานของกฟผ. ทำให้เห็นว่า ภาวะผู้นำของกฟผ.ปรับตัวจาก KM เป็น LO มีการเชิญอาจารย์จีระเป็นคนกลางให้ความรู้วิชาการ จัดการเสวนาให้ชาวบ้านแสดงความคิดเห็น ทำให้เข้าใจชาวบ้านมากขึ้น

ผู้นำของกฟผ. ที่บางสะพานใช้ LO 

การเรียนรู้สามารถนำมาทำเป็น KM ต่อได้

KM ช่วยทำให้ไม่ต้องเจ็บปวดกับความผิดพลาด

LO ต้องมีการใช้ทุกระดับ จึงจะต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน LO เป็นการพัฒนาให้ยั่งยืน คือ ทำอย่างต่อเนื่อง

ควรนำความผิดพลาดที่ได้เรียนรู้มาจัดการเป็น KM ถ้าเป็นองค์ความรู้ที่ดี ก็ต้องส่งต่อให้คนอื่นทำให้เกิด LO แล้วกลายเป็น KM ให้คนอื่นอีก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Senge มองว่า ต้องมีการแบ่งปันความรู้ต่างๆ ในองค์กร

LO กับ Leadership จะไปด้วยกัน

เมื่อมีความเข้าใจในทฤษฎีและแนวคิดขององค์กรแห่งการเรียนรู้ แล้วจะทำอย่างไรให้ Awareness เกิดขึ้น

อย่างจริงจัง ในวันนี้ น่าจะวิเคราะห์

1.ผู้นำเป็นอย่างไร

2.บรรยากาศในการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ทำให้คนกล้าออกความเห็นและพูดความจริง

3.ทำสำเร็จแล้วได้อะไร (Incentives) ต้อง empower ลูกน้อง

4.สร้าง facilities ใหม่ , e-learning และ ห้องสมุด

5.ทำโทษถ้าไม่ดำเนินการ

6.มี learning coach and mentor เป็นสิ่งสำคัญ

7.มีการวัดผล และเครื่องชี้

8.โยงไปสู่ ความสุขและ Blue Ocean

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

โค้ชในองค์กรก็เน้น KM มากกว่า LO ฝึกแบบเป็นสูตรสำเร็จ แล้วสมองก็ซึมซับได้ง่าย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เมื่อเรียนแล้ว ต้องปรับตัวเองและต้องใช้เวลา

LO คือ ทฤษฎีกระเด้ง แต่ต้องมีจากพื้นฐาน KM ที่แน่นด้วย

Senge กล่าวว่า การมีองค์กรการเรียนรู้เป็นตัวแปรอิสระ ต้องเกิดขึ้นแล้วจะแก้ปัญหาได้

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

4L’s เป็น KM ทำให้เกิด LO ในองค์กร

Learning Methodology เรียนรู้เรื่องอะไร

Learning Environment จัดบรรยากาศให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

Learning Opportunity เป็นโอกาสให้ปะทะกัน ทำให้คิดเพื่ออนาคต  

Learning Community เป็นได้หลายระดับ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

KM เป็นการรับรู้แต่ไม่ได้แบ่งปันกัน

ต้องถามว่า ตนเองมีวัฒนธรรมการเรียนรู้หรือไม่

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ไม่สำเร็จถ้าไม่มี LO

นวัตกรรมไม่เกิดถ้ามีแค่ KM แต่ไม่มี LO

ต้องนำองค์ความรู้ไปลำดับให้ชัดเจน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ฝรั่งคิดว่า KM เป็นทุกอย่างของ LO

KM คือ Technical Project แต่ LO คืออ่านหนังสือที่เกี่ยวกับอนาคต ซึ่งเป็นความยั่งยืน

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ถ้าใช้ LO ในชีวิตประจำวัน ก็ได้เปรียบ

เมื่อมีองค์ความรู้ ต้องมีการเรียนรู้ร่วมกัน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Senge มีเรื่องที่คล้ายอาจารย์จีระคือ Team Learning และ Shared Vision

โลกในอนาคตจะไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ต้องเข้าใจแล้วจะสามารถพลิกแพลงได้

2 เรื่องที่อยากนำเสนอให้พิจารณาเกี่ยวกับ KM และ LO คืออะไร ประโยชน์คืออะไร

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ถ้าอาจารย์ไม่เปิดกว้าง แม้ลูกศิษย์คิดกว้าง ก็ไม่ได้คะแนน

สิ่งสำคัญคือต้องมีหลักการแม่นยำ ทำให้คิดไปได้หมด

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Senge ไม่ได้มอง LO เชื่อมโยงกับ KM

แต่อาจารย์จีระมองว่า KM เป็นฐาน LO ส่วน LO เป็น Process

LO เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ขึ้นกับสถานการณ์ ต้องเปิดโอกาสให้ลูกน้องออกความเห็น

ช่วงแสดงความคิดเห็น

คนที่ 1

องค์กรจะไม่คิดอะไรเมื่อพบวิกฤติ อยู่ที่ผู้นำ ต้องแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาส ต้องไปศึกษากระบวนการเรียนรู้จากต่างประเทศแล้วนำมาทำเป็นธุรกิจการประมูล เป็น KM เราทำเป็นรายแรก เมื่อคนเรียนจากเราไปเปิดแข่งกับเรา เราคิดว่าเป็นยุคดิจิตอล จึงเปิดประมูลทางอินเตอร์เน็ต ก้าวข้ามไปอีกระดับ คู่แข่งยังไม่ตามไม่ทัน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

KM เป็น Stop ส่วน LO เป็น Flow

ควรเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องนี้

บางครั้ง LO กับ KM ก็สลับกันได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

LO เป็นตัวกำหนดอนาคต

คนที่ 2

ทฤษฎีการทำฝนหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสะสมความรู้ สังเกต เก็บข้อมูล ใช้พื้นฐานเคมี ฟิสิกส์ ใช้ 2R’s ศึกษาจนเป็น LO

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

รัชกาลที่ 9 ทรงแบ่งปันความรู้

อาจารย์พิชญ์ภูรี

LO อธิบายยาก เป็นองค์รวม

ก่อนจะเป็น KM ก็ต้องเป็น LO

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ฝนหลวงเริ่มจาก LO เป็น KM แล้วถ่ายทอดเป็น LO

อาจารย์พิชญ์ภูรี

กระบวนการฝนหลวงเป็นพลวัตร

คนที่ 3

งานผู้ให้บริการ Logistics ในแต่ละองค์กร สร้าง Knowhow จุดขาย ลูกค้าเลือกใช้บริษัท เริ่มจากความต้องการของลูกค้า มี knowhow ของเราและ best practice คนอื่น เริ่มจากจุดแข็งของเรา เมื่อได้รับความต้องการของลูกค้าที่ต่างกัน สิ่งที่ทำให้เกิด LO คือการเรียนรู้ลูกค้า ลูกค้าทำให้เกิดการพัฒนาแบบต่อเนื่อง แล้วค่อยๆสร้างมาตรฐานให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เราต้องคิดไกลกว่าลูกค้า มองอนาคต ไม่รอให้ลูกค้าถาม แนะนำแนวโน้มอนาคตได้ (Lead Logistics)

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ต้องมองว่า ลูกค้ามามุมที่แปลก

ควรใช้ในภาคการศึกษา เป็นการพัฒนาคุณภาพ

คนที่ 4

จากประสบการณ์ทำ KM และ LO ได้เคยประสานกับไทยพาณิชย์และ SCG

ดร.โอฬาร ไทยพาณิชย์ ตอบรับ LO แต่องค์กรส่วนใหญ่ทำไม่สำเร็จเพราะไม่มีคนเข้าใจ ไม่มีตัวชี้วัด คนที่สนับสนุนก็ไม่อยู่ ไม่มีใครรอผล

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คุณกานต์เคยแจกหนังสือให้พนักงานอ่าน อ่านแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าคนอื่นอ่านมากแต่ไม่เน้น Relevance ก็มีปัญหา

คนที่ 4

เห็นด้วยว่า วิศวกรก็เป็นแบบที่อาจารย์จีระพูด

Blue Ocean น่าจะใช้ทำ vision

คนเราทำ KM และ LO แบบไม่รู้ตัว เพราะมีการใช้คอมพิวเตอร์ทำแล้วแบ่งปันข้อมูลกัน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ต้องแยก process กับ Knowledge

คนที่ 5

โรงงานประกอบรถบัสต่างจากประกอบรถเล็ก ต้องทำตามความต้องการของลูกค้า คล้ายกับการวัดตัวตัดเสื้อผ้า

ทางบริษัทเริ่มจาก LO ก่อน เป็นทีมผู้รับเหมารุ่นสู่รุ่น แล้วผสมกับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ควรนำมาทำวิทยานิพนธ์

KM กับ LO วิ่งสลับกัน

คนที่ 5

ควรจับ LO มาทำเป็น KM แล้ว share ให้เป็นระบบ สลับกันไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ถ้าสลับกัน ก็จะต้องเป็น KM ใหม่

คนที่ 5

ทุกอย่างไปด้วยกันได้เป็น Happy workplace และ happy at work อย่างยั่งยืน

คนที่ 6

ในการทำธุรกิจแท้งค์น้ำ ต้องทำให้คุณภาพดี ใช้ 4L’s ทำองค์กรเป็น LO รวมกับ KM

การแข่งขันในตลาดสูง ก็ต้องขยายการตลาดและสินค้า

ตอนนี้เป็น digital marketing ใช้ robot ผลิต

คนที่ 7

จากการสอนหนังสือ เริ่มจาก KM อาจารย์ท่านอื่นที่เคยสอนเด็ก เมื่อสอนเอง แล้ว ก็ทำ KM ที่เกิดจากเราเอง มีการทำกระบวนการใหม่ ต่อไปเรื่อยๆได้ KM ใหม่

คนที่ 8

ตอนนี้ดูแลโรงงานชุบ การขัดกันชนต้องทำให้เป็นลายที่ชัด ต้องใช้คนในการทำ แต่ KM เดิมไม่ตอบโจทย์ สภาพแวดล้อมไม่เหมาะการทำงาน จึงหา robot มา ทำให้ได้มากขึ้น เป็น LO ที่จำเป็นมาก

คนที่ 9

ไม่อยากบอกว่าอะไรมาก่อนกัน แต่ทั้ง KM และ LO เป็นของคู่กัน ต้องไปด้วยกัน

ต้องตอบโจทย์ว่า ทำไปเพื่ออะไร บางองค์กร เช่น Xerox ทำ KM เพื่อแก้ปัญหาในบริษัท จึงต้องทำ LO .ห้องกาแฟถ่ายทอดความรู้ ให้ช่างถ่ายทอดความรู้ทำให้ทราบปัญหาลูกค้าและวิธีแก้ปัญหา เป็น Tacit Knowledge เมื่อถ่ายทอดเป็น Explicit Knowledge นำความรู้ของช่างมาเป็นตำราถ่ายทอดรุ่นต่อรุ่น

บางแห่งพนักงานลาออกบ่อยมาก องค์กรขาดคนเก่ง บริษัทจะอยู่ได้นานต้องเก็บคนเก่งไว้ ต้องให้คนเก่งถ่ายทอด บริษัทเก็บ KM แล้วคนใหม่มาเรียนรู้

คนที่ 10

มหาวิทยาลัยมีการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ประกอบการ

KM กับ LO ไปด้วยกันต่อเนื่อง

ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการต้องเริ่มจาก KM ถ่ายทอด อาจารย์ไปทำวิจัยแล้วถ่ายทอดเป็นความรู้ใหม่

คนที่ 11

โรงงานน้ำมันปาล์มอยู่ในชุมชน มีปัญหาการซื้อวัตถุดิบ ต้องไปอยู่กับชาวบ้าน แต่ละแห่งมีวิถีชีวิตต่างกัน หน่วยจัดซื้อใช้วิธีเดิมคือมี connection ให้ราคาไป แล้วให้คนมาหา เป็น KM ต่อมาให้พนักงานมีส่วนร่วมสำรวจความต้องการชาวบ้าน ทำให้ราคาบวกลบตามคุณภาพวัตถุดิบ

คนที่ 12

นมโรงเรียนต้องรักษาคุณภาพ ตอนที่ซื้อโรงงานต่อมา ก็มีการผลิตออกมาเรื่อยๆ ต้องมีการใส่ KM เรื่องคุณภาพอ.ย. เรื่อง LO ทำอยู่แล้ว

อาจารย์พิชญ์ภูรี

ท่านมีแนวคิด LO ตลอด เช่น ทำนมอัดเม็ดแล้วไปหา KM

คนที่ 13

KM และ LO เป็นเหมือนไก่กับไข่ ขึ้นอยู่กับเราเริ่มจับที่ใดก่อน

จากทฤษฎีหยินหยาง KM กับ LO หมุนโคจรตลอด

อาจารย์พิชญ์ภูรี

ไม่สำคัญว่าอะไรเกิดก่อนและหลัง

ทุกสิ่งในโลกเริ่มจาก LO ก่อน แล้วไปทำเป็น KM อย่างไร

สิ่งที่ชอบมาก คือ ได้รับกรณีศึกษามากมาย ทำให้คิดต่อได้

สิ่งสำคัญคือต้องเคลื่อนเป็นพลวัตร

ทุกวินาทีต้องเรียนรู้ แล้วต้องดึงมาเป็น KM แล้วส่งต่อ

ขอบคุณความรู้ของทุกท่าน                                                                                             

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ขอขอบคุณอาจารย์พิชญ์ภูรี

วันนี้เป็นการเรียนรู้ที่ดี

  • KM LO เชื่อมโยงกัน
  • KM คือตัวความรู้
  • LO คือกระบวนการหาความรู้ใหม่เพื่อทายอนาคต แก้ปัญหา เพิ่มมูลค่าองค์กร

การเชื่อมกันระหว่าง Knowledge and process ต้องมีผู้นำ เปิดโอกาสและ incentives แล้วกระบวนการจะมีประสิทธิภาพสร้าง 3V’s ได้ แต่ละองค์กรมีปัจจัยเหล่านี้ไม่เท่ากัน อาจจะเปรียบเทียบบริษัทและมหาวิทยาลัย ว่า หน่วยใดขาด LO ส่วนที่อะไรมาก่อนหลังเป็นเรื่องที่ไม่มีการสิ้นสุด

                ในรุ่น 15 เราสามารถโต้ตอบได้ดี สร้าง value chain ของ KM LO ต้องมีการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ มี shared vision

ศักยภาพมนุษย์ไม่มีขีดจำกัด ขอให้วิ่งเข้าไปหาความเป็นเลิศของตนเอง

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

Incentives ที่ทำให้เกิด KM LO อาจจะต้องคิดให้ดี อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องเงิน อาจจะเป็นเรื่องอื่นๆ แล้วจะเป็นปัจจัยสนับสนุน KM LO ที่สำคัญ

Workshop (การบ้าน)

1. ถ้าจะให้คะแนน 0-10

- วัฒนธรรมการเรียนรู้ของท่านได้เท่าไหร่?

-วัฒนธรรมการเรียนรู้ขององค์กรที่ท่านอยู่เท่าไหร่?

วิเคราะห์ช่องว่างของตนเองและขององค์กรเพื่อการพัฒนา

2. LO กับ KM เหมือนกันอย่างไร และแตกต่างกันอย่างไร และ ควรจะมียุทธศาสตร์ในการพัฒนา LO และ KM อย่างไร เพื่อให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างสมบูรณ์

3. วิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างของ “บุคคลแห่งการเรียนรู้” และ “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ของ Chira กับ Senge

4. วิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะว่า จะสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในสังคมได้อย่างไร

5. เสนอโครงการ 2 โครงการเพื่อพัฒนา LO ในสังคม/กลุ่มนักศึกษาปริญญาเอก


โครงการห้องเรียนสัญจร

ปริญญาเอก นวัตกรรมการจัดการ  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2560

ณ ห้องประชุมกันภัย คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา

 

ดร.ทรงวุฒิ กันภัย

ขอขอบพระคุณดร.โชคชัย สุทธาเวศและศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

วันนี้เป็นเรื่อง Cross-function ระหว่างมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาอยู่ในด้านการจัดการนวัตกรรม และมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นด้านรัฐประศาสนศาสตร์

ทางมหาวิทยาลัยมหิดลเรียนในเทอมที่ผ่านมา โดยเรียนเป็นเทอมที่ 2  ส่วนภาคพิเศษนั้น เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้าย เมื่อส่งงานครบแล้ว ก็จะมีวาระในการสอบคิวอีประมาณก.พ.-มี.ค. ถ้าสอบผ่านครั้งแรก ก็จะเป็นการเตรียมสอบ Proposal ในการทำดุษฎีนิพนธ์ ถ้าไม่ผ่านก็มีเวลาอีกประมาณ 2-3 เดือน ถ้าสอบคิวอีไม่ผ่านอีกครั้ง ก็ไม่ได้เรียนต่อ

ความแตกต่างคือ ทางสวนสุนันทาเรียนทางด้านปฏิบัติ มหิดลก็มีส่วนที่ Practical คือมีการศึกษาดูงานบ้าง  แต่มองเทอมแรกเน้นทฤษฎีเป็นส่วนใหญ่ ส่วนนักศึกษาที่มาเรียน มหิดลมีราชการส่วนใหญ่ แต่สวนสุนันทามีเจ้าของธุรกิจมาเรียนเป็นส่วนมาก เมื่อมีความแตกต่าง ก็สามารถแลกเปลี่ยนกันได้มากพอสมควร

วันนี้ ฝ่ายสวนสุนันทานำเสนอรายงานศึกษาเปรียบเทียบกูรู แล้วจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

หวังว่า ในการเรียนครั้งนี้จะทำให้ทุกคนมีเพื่อนเพิ่มขึ้น รู้จักกันมากขึ้น สามารถนำไปต่อยอดความรู้ในการเรียนปริญญาเอกและการทำงานในอนาคต

ในฐานะผู้ดำเนินรายการ รู้สึกยินดีมากที่ได้เป็นผู้ประสานงานระหว่างอาจารย์จีระ สวนสุนันทา และอาจารย์โชคชัย

ดร.โชคชัย สุทธาเวศ

                ดีใจที่พวกเราได้เรียนรู้ร่วมกับอาจารย์จีระ มหาวิทยาลัยมหิดลมีหลักสูตรปริญญาเอกภาคปกติและภาคพิเศษ ใช้วิธีสอบเข้า  มีหลักสูตรต่างๆดังนี้

1.ปรัชญาดุษฏีบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศาสตร์สุขภาพนานาชาติ               

2.ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์และสุขภาพ        

3.จริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาองค์การ (ภาคพิเศษ)        

4.ศาสนากับการพัฒนา     

5.สาขา พุทธศาสนศึกษา (นานาชาติ)           

6.ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประชากรศึกษา         

7.ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ)        

8.ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา             

9.ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการจัดการการกีฬา           

10.สาขาวิชานโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ (ภาคพิเศษ)        

11.สาขาวิชานโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ (ภาคปกติ)          

12.สาขาวิชาอาชญาวิทยาการบริหารงานยุติธรรมและสังคม   

ปริญญาเอกรัฐประศาสนศาสตร์เปิดมาได้ 7 ปี รุ่นที่มากสุดมีนักศึกษา 56 คน วิชาบังคับคือ ระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูง ทฤษฎีการจัดการนโยบายสาธารณะขั้นสูง ทุนมนุษย์ การคลัง การสัมมนาพัฒนาดุษฎีนิพนธ์ ซึ่งเรียน 3 เทอมติดกัน เทอมละบท มีวิชาเลือกคือ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม บริหารยุทธศาสตร์ทรัพยากรบุคคล เมื่อเรียนจบทั้งหมดแล้วก็สอบคิวอี นักศึกษาสอบคิวอีไม่ผ่านจึงต้องสมัครใหม่

ถ้าไม่มีอาจารย์จีระและคุณทรงวุฒิก็คงไม่มีการเรียนวันนี้ เพราะนักศึกษาแต่ละที่มีลักษณะพิเศษต่างกัน

หวังว่าการเรียนครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนของทั้งสองมหาวิทยาลัย ขอบคุณอาจารย์จีระและทุกคน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ขอขอบคุณทางมหิดล เนื่องจากอาจารย์จีระเคยได้รับเกียรติมาบรรยายที่มหิดลหลายครั้ง ตอนหลังก็มาเป็นประธานคณะกรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์ของอาจารย์ทรงวุฒิ

อาจารย์จีระรู้จักกับอาจารย์โชคชัยมา 40 ปี ได้ทำงานกับอาจารย์นิคม จันทรวิทุรช่วยลดความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

เมื่อธรรมศาสตร์ตั้งสถาบันทรัพยากรมนุษย์ อาจารย์นิคมก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง อาจารย์จีระเป็นผู้อำนวยการ ตอนนี้ประกันสังคมสำเร็จและสังคมได้ประโยชน์ด้วย

อาจารย์โชคชัยมาสอนที่นี่ก็เป็นเกียรติประวัติ

ที่สวนสุนันทา มีอาจารย์เอนกสอน และได้เชิญอาจารย์ที่มีความสามารถจากธรรมศาสตร์มาร่วมสอนได้แก่ อาจารย์สมชายและอาจารย์จีระ นอกจากนี้อาจารย์จีระเคยไปสอนปริญญาเอกที่คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และได้สอนที่สวนสุนันทาเป็นรุ่นที่ 15  หลักสูตรนี้จึงผสมกับวิชาการ สะท้อน 2R’s Reality และ Relevance ถ้าคนเรียนปริญญาเอกในประเทศไทยนำความรู้ไปทำงานและนำไปปะทะความจริงจะได้ทุนมนุษย์ที่เรียนรู้ตลอดชีวิต

กูรูที่นำมาวิเคราะห์มอง Human Capital ว่า สร้าง Value Added ให้แก่องค์กรและประเทศ

ในทางเศรษฐศาสตร์ แต่ก่อนไม่นำจิตวิทยามาใช้ เพราะคิดว่าพฤติกรรมมนุษย์บัญญัติยาก

เศรษฐศาสตร์คิดว่า ถ้าต้นทุนต่ำก็ทำต่อ แต่มนุษย์มี Rational และ Irrational  ในทางทฤษฎีต้องเข้าใจทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม  ตอนหลังเป็น Average Value ขึ้นมา ตอนหลังแนวคิดเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่มาทางพฤติกรรมมนุษย์มากขึ้น แต่ในไทยมีนักเศรษฐศาสตร์แบบนี้น้อย

การบรรยายโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Chira Way คือ Learning how to learn นำไปสู่แนวคิดทุนมนุษย์หลายเรื่อง

อาจารย์จีระใช้ 4L’s มาก สอนให้คิด มีบรรยากาศการเรียนที่สนุก มีการปะทะกันทางปัญญา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เมื่อจบแล้วต้องคิดต่อว่า ได้อะไร และมักจะถามว่า ประเด็น Relevance คืออะไร

ศ.นพ. วิจารณ์ พานิชก็พูดเรื่องเหล่านี้

สิ่งสำคัญคือลูกศิษย์ได้ประโยชน์ ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเอง เขาก็จะประสบความสำเร็จ

การเรียนต้องมีแรงบันดาลใจและจินตนาการ การทำเรื่องคน ก็ต้องได้คุณค่าที่สูงขึ้น และที่สำคัญคือคุณค่าจากความหลากหลาย

ทุนมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของ 4 ทุน

Becker เน้นการลงทุนในคน มีการเปรียบเทียบพบว่า เรียนเป็นเวลานาน ทำให้มีรายได้มาก

ต่อมาก็อาจไม่จริง คนเรียนมาก ขี้โกงก็ได้ นำไปสู่ 8K’s 5K’s ซึ่งสะท้อนคุณภาพทุนมนุษย์

อาจารย์จีระชอบทฤษฎีทุนมนุษย์ที่วิ่งระหว่างแมคโครกับไมโคร เป็นการปลูกกับทฤษฎี Life cycle

ต้องดูทุนมนุษย์ตั้งแต่เด็กคือการดูแลจากครอบครัว ต้องมีการปลูกฝังจริยธรรมตั้งแต่เด็ก ถ้าเป็น Chira Way ก็ต้องมองสังคมให้ครบถ้วนด้วย การบริหารคนที่ดี Motivation ต่างๆส่วนมากมาจากความสุขที่สร้างให้คนในการทำงาน การยกย่องคน การมีศักดิ์ศรี ความยั่งยืน การเก็บเกี่ยวเน้น Human Right มากกว่า Human Resource ในยุคต่อไป มนุษย์ต้องการเกียรติและศักดิ์ศรี

ดร.ทรงวุฒิ กันภัย

ความรู้จากอาจารย์สามารถนำมาปรับใช้กับดุษฎีนิพนธ์ได้ ในการจะออกนโยบายใด ก็ต้องเข้าใจเรื่องคนแล้วนำไปปรับใช้

ผู้แทนฝ่ายมหิดล

เทอมที่แล้วได้เรียนเรื่องทุนมนุษย์ มีโจทย์ให้เขียนบทความทุนมนุษย์ ตอนแรกก็ได้เขียนถึงบทบาทหน่วยงานภาครัฐในการส่งเสริมทุนมนุษย์เพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ ส่วนใหญ่เมื่อกล่าวถึงทุนมนุษย์ มักจะเน้นภายในองค์กรภาครัฐ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หมายรวมถึงประชาชนทั้งประเทศ และได้รับการขับเคลื่อนจากคนในภาครัฐ จากการอ่านหนังสือ จึงสับสนระหว่าง 5K’s กับ 8K’s

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Human Capital เป็นทุนแม่

Becker กล่าวว่า ต้องมีการลงทุนด้านการศึกษา โภชนาการ การฝึกอบรม แต่ก็ไม่พอ ต้องมีคุณภาพด้วย ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม เวลาที่มีปริญญาแล้วต้องมีปัญญา ต้องสอนให้เด็กคิด ควรยกเลิกการสอบแบบปรนัย ในโลกนี้ไม่มี 1+1=2 แต่ที่นิวซีแลนด์สอนให้ตีโจทย์ให้แตกก่อนตอบข้อสอบ การสอบ Comprehensive ที่ University of Washington เน้นให้ตีโจทย์ให้แตก ซึ่งมาจากปัญญา

                8K’s มาก่อน 5K’s

5K’s คล้าย 4.0 มีความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม

ถ้าคนไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่มีทุนจริยธรรม 5K’s ก็ไม่ดี กลายเป็นการโกงทางนโยบาย

ในด้านทุนทางอารมณ์ ถ้าไม่ควบคุมอารมณ์ ทุกอย่างก็ล้มเหลว ทุนทางวัฒนธรรมก็มาแรงช่วงหลัง

ฝ่ายสวนสุนันทา นำเสนอรายงานการวิเคราะห์เปรียบเทียบกูรูสำคัญระดับโลก

วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสองสถาบัน ขอขอบคุณอาจารย์จีระที่ทำให้บรรยากาศนี้เกิดขึ้น

กลุ่ม 1 นำเสนอโดย คุณนันทพล

                รัชกาลที่ 9

                สมัยทรงพระเยาว์

รัชกาลที่ 9 ทรงได้รับการเลี้ยงดูโดยสมเด็จย่าด้วยหลัก 7 ประการคือ

1.ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

2.ตั้งเป้าหมายการเลี้ยงดู

3.จัดแบบแผนและสร้างวินัยตั้งแต่ยังเล็ก

4.เล่นอย่างถูกวิธี

5.ประหยัดอดออม ไม่ฟุ่มเฟือย

6.เรียนไปพร้อมกับลูก

7.เน้นการพัฒนา EQ มากกว่า IQ

                หลักการทรงงาน

                ตลอดระยะเวลาการครองราชย์ พระองค์ท่านทรงเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของปวงชน ดังพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

                มีหลักการคือ ใช้ทางสายกลาง เน้นการพัฒนาคน คำนึงความแตกต่างของคน พึ่งตนเองได้ รู้ รัก สามัคคี เพื่อความสุขที่ยั่งยืน มีหลักการทรงงาน 23 ประการ

                โครงการพระราชดำริ

                ที่ได้ศึกษามามีดังนี้

1.โครงการพัฒนาชีวิตชาวเขา

2.โครงการปลานิลจิตรลดา

3.โครงการโคนมพระราชทาน

4.กุ้งก้ามแดงพระราชทาน

5.พันธุ์ข้าวพระราชทาน

6.โรงเรียนพระดาบส

7.ศูนย์หัตถกรรมทอผ้าบ้านเขาเต่า

8.ศูนย์ฝึกอาชีพพระราชทานโรงพยาบาลพระมงกุฏ

แนวพระราชดำริพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เปรียบเทียบ Chira Way คือ 8K’s, 5K’s

1.ความฉลาดที่ใช้พิจารณาสิ่งต่างๆ อันเกิดจากจิตใจที่มั่นคงตรงกับทุนทางปัญญา

2.สัจวาจาเป็นรากฐานการทำงาน มีสัตย์จากคำพูดและวาจามาจากใจ ตรงกับทุนทางจริยธรรม

3.ความสุขที่แท้จริงเป็นความสุขที่แสวงหาได้จากความเป็นธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่นตรงกับทุนแห่งความสุข

4.ทุกคนต่างมีหน้าที่ ไม่ใช่ของตัวเอง เพราะทุกงานนั้นพาดพิงกัน ต้องรู้งานของผู้อื่นและช่วยกันทำ  ตรงกับทุนทางสังคม

5.ความเจริญก้าวหน้าทำได้ทีละน้อย ไม่ได้ทำด้วยความเร่งรีบหรือความกระหายอยากทำสิ่งใดตรงกับทุนแห่งความยั่งยืน

6.การพยายามศึกษาเทคโนโลยีนั้นสำคัญ ต้องศึกษาแล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ตรงกับทุนทาง IT

อาจารย์จีระ

                อาจารย์จีระได้คิดค้นวิชาทุนมนุษย์ ตั้งแต่เกิดมา เห็นได้จาก HR Architecture คนเราเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก ต้องมีการศึกษา พลานามัย โภชนาการ ครอบครัว สื่อ ศาสนา สังคม  ผ่านระบบคิดเป็นวิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรมบ่มเพาะมาแล้วเริ่มทำงานคือเป็นด้าน supply side สิ่งที่ผ่านมาทุกอย่างในชีวิตรวมกันเพื่อทำให้เกิดความสุขยั่งยืน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คนไทยต้องคิดเป็น คิดเป็นไม่ได้มาจากปัญญา จากการไปทำงานกับชาวบ้าน การปะทะกันทางปัญญาได้ผลมาก วันหนึ่งควรไปคุยกับชาวบ้านเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ทุนมนุษย์ดีต่อประเทศและสังคม ต้องปฏิรูปคนก่อนปฏิรูประบบ

กลุ่ม 1

8K’s

ทุนมนุษย์เริ่มจาก Peter Drucker คือ ถ้าคนเราเรียนมาก เงินเดือนก็จะดี แล้วชีวิตก็จะดี

แต่อาจารย์จีระมองว่าต้องมีอีกหลายทุนมาประกอบนอกเหนือจากการศึกษาจึงเป็นที่มาของอีก 7 ทุนคือ

ทุนทางปัญญา สร้างด้วย 4L’s คือ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้

เมื่อมีความรู้ความสามารถ ต้องเป็นคนดีด้วย ก็คือมีทุนทางจริยธรรม

มีความสุขคือต้องมีเป้าหมาย รู้คุณค่าสิ่งที่ทำจึงจะมีความสุข

ทุนทางสังคมคือ รู้ว่า คนอื่นมีศักยภาพด้านใด แล้วเราก็เข้าไปมี Connection กับเขา เพื่อให้การเจรจาต่อรองหรือข้อมูลข่าวสารเข้าถึงง่ายขึ้น

ทุนความยั่งยืน ไม่ทำสิ่งที่มีคุณค่าแค่ระยะสั้นแล้วทำลายคุณค่าระยะยาว

ทุนทาง IT ใช้ social media สื่อต่างๆให้เกิดประโยชน์

ทุนแห่งความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ทำอะไรต้องมีต้นแบบ แล้วเผยแพร่ให้คนรุ่นหลัง

5K’s

ทุนทางความรู้ สร้างความรู้ให้คน

ทุนแห่งการสร้างสรรค์ มีการคิดข้ามศาสตร์เชื่อมให้เกิดความสร้างสรรค์

ทุนทางนวัตกรรม นำความคิดสร้างสรรค์มาทำให้เกิดผล

ทุนวัฒนธรรม เข้าใจความแตกต่างแต่ละประเทศแล้วเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

ทุนทางอารมณ์ ควบคุมอารมณ์เพื่อที่จะเป็นผู้นำในสังคม

HRDS

กระตุ้นให้คนทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข อาจารย์จีระเน้นความสุข การยอมรับกัน ยกย่องให้เกียรติ ความยั่งยืน

2R’s เป็นทฤษฎีที่ใช้มาก

1.Reality เป็นความจริง

2.Relevance เกี่ยวกับตัวเรา

2I’s

1.ความสร้างสรรค์

2.แรงบันดาลใจ

 

John P. Kotter

                เป็นกูรูที่เก่งด้านการเปลี่ยนแปลงองค์กรขนาดใหญ่ เป็นผู้นำที่สร้างให้องค์กรพัฒนาคนเพื่ออนาคต

ตรงกับ Knowledge Capital, Creativity Capital และ Sustainability Capital ของอาจารย์จีระ

 

Edward de Bono*

                เน้นความสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ คิดว่า มนุษย์สร้างสรรค์ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด คิดค้นทฤษฎีการคิดนอกกรอบ Lateral Thinking เขียนหนังสือ Six Thinking Hats ความคิด 6 แบบที่เปลี่ยนไปตามรูปแบบ

ตรงกับ Creativity Capital, Knowledge Capital, Innovation Capital, 2R’s และ 2I’s ของอาจารย์จีระ

Warren G. Bennis*

                เชื่อว่า ทุกคนเป็นผู้นำได้ เน้นพัฒนาคนเป็นผู้นำ พัฒนาความรู้ด้วยตนเอง และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างผู้จัดการกับผู้นำ ตรงกับ Human Capital และ 2R’s

ของอาจารย์จีระ

กลุ่ม 2

Peter Drucker*

เป็นบิดาการจัดการสมัยใหม่ มองว่า คนเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนคือต้องพัฒนาให้คนนำความสามารถมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับ Human Capital, Intellectual Capital และ 2R’s ของอาจารย์จีระ

Peter Senge*

เน้นการคิดอย่างเป็นระบบ เขียนหนังสือวินัย 5 ประการ สอดคล้องกับ Human Capital, Intellectual Capital, 2R’s และ 3L’s ของอาจารย์จีระ

Xi Jinping*

เป็นผู้นำจีนที่มีแนวคิดพัฒนาจีนในหลายด้าน เน้นให้การศึกษาซึ่งเป็นปัจจัยพัฒนามนุษย์ พัฒนาประเทศคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับ Human Capital, Cultural Capital, Intellectual Capital และ 2R’s ของอาจารย์จีระ

กลุ่ม 3

Daniel Kalmeman*

เป็นนักทฤษฎีจิตวิทยารางวัลโนเบล  ศึกษาจิตวิทยาเกี่ยวกับด้านความสุข การคิดเชิงบวก ค้นหาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับความสุขและความเจ็บปวด ความสนใจ ความเบื่อหน่าย สภาพแวดล้อมทางสังคม

สอดคล้องกับ Happiness Capital, Emotional Capital และ Knowledge Capital ของอาจารย์จีระ

Lyanda Gratton*

เป็นนักธุรกิจชั้นนำของโลกและอาจารย์ด้านการบริหารจัดการ มองว่า คนเป็นทรัพย์สินและเป็นทรัพยากรเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ขององค์กร สอดคล้องกับ Intellectual Capital, Emotional Capital และ Social Capital ของอาจารย์จีระ

Dave Ulrich

ศึกษาเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ มีปรัชญาแนวคิดว่า คนเป็นทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่สุด เชื่อว่า

พนักงานทุกคนเป็นคนมีคุณค่า สามารถพัฒนาได้ Dave Ulrich เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มศักยภาพพนักงานและการพัฒนาผู้นำ สอดคล้องกับทฤษฎีปลูก เก็บเกี่ยว Execution ของอาจารย์จีระ

ในการปลูก ต้องอบรมให้ความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับงานหน้าที่รับผิดชอบเพื่อพัฒนาพนักงานให้มีประสิทธิภาพ

ด้านเก็บเกี่ยว ทำให้พนักงานมีความสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้องค์กรบรรลุผลระยะยาวได้ยั่งยืน

ด้าน Execution สร้าง leadership brand เพื่อเพิ่มศักยภาพและมูลค่าทางการตลาด และเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น

กลุ่ม 4

John Maxwell

เชื่อว่า ผู้นำที่ดีสามารถจะสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและองค์กรได้ การเป็นผู้นำที่ดีต้องเกิดจาการหล่อหลอมมาจากครอบครัว สังคมและองค์กร อย่างไรก็ตาม ทุกคนสามารถเป็นผู้นำได้ ผู้นำพัฒนาได้โดยรู้จุดแข็งของตัวเอง

การที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ มี Real Model ประกอบด้วย

1.Relationships ความสัมพันธ์

2.Equipping

3.Attitude

4.Leadership

ผู้นำต้องเป็น Leadership ไม่ใช่ Leader

สอดคล้องกับ 8K’s, 5K’s, 2R’s และ 3V’s ของอาจารย์จีระ

Stephen Covey

                เขียนหนังสือ 7Habits เชื่อว่า คนจะพัฒนาได้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ Emotional Capital, Social Capital, Knowledge Capital, Sustainability Capital และ HRDS ของอาจารย์จีระ

Pfeffer (ไฟเฟอร์)

                เป็นศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมองค์กร เชื่อว่า คนมีความสำคัญที่สุดในองค์กร คนจะมีความสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเพื่อผลักดันองค์กรไปถึงเป้าหมายได้ สอดคล้องกับ 2R’s, Knowledge Capital, Creativity Capital, Innovation Capital, Happiness Capital และ Sustainability Capital ของอาจารย์จีระ

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

นี่เป็นโครงการใหญ่ ซึ่งทางสวนสุนันทาอยากจะนำเสนอวิจัยนี้มาให้ทางมหิดลมาพิจารณา

อาจารย์จีระได้อิทธิพลจากรัชกาลที่ 9 ท่านทรงได้รับการปลูกจากสมเด็จย่าให้สมถะคิดถึงส่วนรวม

เรื่องทุนมนุษย์ไม่ใช่แค่ในองค์กร แต่รวมในระดับประเทศด้วย ตอนนี้ครอบครัวอ่อนแอ ค่านิยมคุณธรรมอ่อนมาก

อาจารย์จีระเป็น sequential model ต้องมีจริยธรรมก่อนนวัตกรรม เวลาเรียนปริญญาเอกต้องค้นหา contribution ของตนเอง

ตอนทำงานรุ่น 15 ก็ยกระดับการเรียนให้สูงขึ้น จึงมีการวิเคราะห์กูรู แต่ละกลุ่มก็ต้องไปศึกษาเพิ่มเติม กูรูที่ยกมาอยู่ในสาขา Human Capital แต่ในไทยเป็นแบบ 1.0  แต่ตอนนี้ต้องไป 4.0 ด้วย

ต้องเปลี่ยนจาก routine เป็นการสร้าง 3V’s ควรทำงานข้ามไซโล คนเหล่านี้จึงสอน Organizational Behavior

Execution บางครั้งล้มเพราะไม่ต่อเนื่อง วัฒนธรรมองค์กร command and control คนเหล่านี้ต้องพยายามไปสร้างมูลค่า

ไฟเฟอร์บอกว่าคุณรู้แล้วต้องทำ ทุกคนต้องปะทะกันทางปัญญา ถ้าชาวบ้านปะทะกันทางปัญญา ผู้ว่าจะเรียนรู้มากขึ้น

ในการทำดุษฎีนิพนธ์ ควรตั้งโจทย์ให้ Relevance ต่อตนเองและการใช้งานในอนาคต ไม่ควรเน้นด้านเทคนิคมากเกินไป

ต้องรู้จากเก็บเกี่ยว Human Capital มากกว่าการบริหาร

มหิดลฝึกนักศึกษาเขียนบทความแต่ควรจะให้สังคมได้เรียนรู้ด้วยจึงจะเป็นประโยชน์

ควรจะหารือเพื่อช่วยกันปรับปรุง HR Architecture

อยากให้นักศึกษาปริญญาเอกลงไปช่วยชาวบ้านด้วย สิ่งสำคัยคือต้องเรียนเป็นทีม ในอนาคตอาจจะเป็น Group Thesisได้

มีคนนำ 8K’s กับ 5K’s ไปทำวิทยานิพนธ์แล้วหลายเรื่อง ดร.ทรงวุฒิก็อธิบาย 8K’s กับ 5K’s ได้ละเอียดดี

ดร.โชคชัย สุทธาเวศ

                เรากำลังอยู่ในช่วงสร้างสรรค์ภูมิปัญญาของนักวิชาการและโลกาภิวัตน์ ทำให้มีความรู้แตกต่างกัน  ความรู้จึงมีการเรียนรู้กันระหว่างประเทศ งานวิจัย 12 กูรูนี้ อาจจะดูว่า ความคิดเหล่านั้นเกิดขึ้นเป็น Time Series อย่างไร การพัฒนาขององค์ความรู้ต้องดูประวัติศาสตร์ด้วย มีการปะทะกันทางปัญญาอย่างไร ความคิดที่นิยมได้รับการยอมรับอย่างไร และTime Series เกิดอย่างไร นักวิชาการเรียนรู้ระหว่างกันหรือไม่ ถ้าข้ามประเทศ อาจจะเรียนรู้ระหว่างกันยาก

                ความรู้ของอาจารย์จีระเกิดจากประสบการณ์ การทำงาน มาวิจัยเพิ่มเติมแล้วนำไปสอน บริหารมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ เป็นความรู้ที่สะสม อีกแง่หนึ่งเกิดจากการที่ได้ไปฝึกอบรมให้องค์กรต่างๆ จึงทราบปัญหา เท่ากับความรู้เกิดการเปรียบเทียบ คิดเป็นตัวแปรบูรณาการได้ ความท้าทายเมื่อเกิดตัวแปรใหม่ สามรถเห็นสิ่งนั้นเหมือนกันหรือไม่ เป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญ ตัวแปรสัมพันธ์กันทำให้เกิดความสำเร็จ อาจเป็นชุดทุนมนุษย์ที่มีการสร้างทุนมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย นักทรัพยากรมนุษย์อื่นๆอาจจะมองแค่ระดับองค์กร ฝ่ายมหิดลอาจจะใช้ประโยชน์ นำมาเป็นทฤษฎีประยุกต์เป็น Universal Theory ได้อย่างไร

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                อาจารย์โชคชัยเป็นนักวิชาการที่มีคุณค่าต่อสังคม

                อาจจะดูว่ากูรูแต่ละท่านอยู่ยุคใด เช่น Drucker อยู่ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนอาจารย์จีระอยู่ช่วง 4.0

อยากให้กระจาย 8K’s, 5K’s ไปให้ให้มากกว่า Network ของอาจารย์จีระ โดยให้คนวิจารณ์มากขึ้น

ผู้แทนฝ่ายมหิดล คนที่ 1 เภสัชกร จำรูญ จาก ซีพีออล ดูแลส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องยาและอาหารเสริม

                มีลูกอยู่เซนต์คาเบรียล ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสวนสุนันทา มีเพื่อนร่วมรุ่นจบจากสวนสุนันทาและเป็นอาจารย์ที่สวนสุนันทาด้วย นอกจากนี้ยังเคยไปฝึกงานที่กรมการแพทย์แผนไทยเพราะสนใจเรื่องสมุนไพรไทยและการพัฒนาแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน ได้ศิษย์ปัจจุบันของอาจารย์จีระและเป็นศิษย์ปัจจุบันของสวนสุนันทาด้วยซึ่งดีมาก

วันนี้ได้ฟังแนวคิด 8K’s, 5K’s เป็นการเปิดกะโหลกตนเอง หลายเรื่องคล้ายกับตัวเรา ในเรื่อง HR Architecture ครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญ ชอบเรื่อง Lifelong Learning

ขอขอบคุณที่ทางฝ่ายสวนสุนันทาได้นำของดีมาบอก

ผู้แทนฝ่ายสวนสุนันทา คุณนันทพล

                ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนเพราะเคยขายงานให้ Thai Summit อาจารย์ฉัตรแก้วเป็น MD ที่ Thai Summit ก็เป็นที่ปรึกษาแนะนำว่ามีอาจารย์จีระและอาจารย์สมชายมาสอน ตอนแรกก็ยังไม่เข้าใจ 8K’s, 5K’s เมื่อได้อ่านหนังสือแล้วก็เข้าใจมากขึ้น 8K’s, 5K’s มาจากประสบการณ์อาจารย์จีระและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรียงตามลำดับความสำคัญ เหตุผล ต้องอ่านและตีความมาก การเรียงลำดับอาจไม่ตรงใจนัก แต่เชื่อมโยงได้ บางครั้งก็ใช้เทียบกับอย่างอื่น เป็นการเรียนที่มีประโยชน์ ถ้าใช้เป็น เป็นการเชื่อมโยงกูรูหลายท่านใช้ทำความเข้าใจหนังสือ Harvard ได้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                เมื่อมองผิวเผินอาจคล้ายแฟชั่น แรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ 8K’s+5K’s คืออยากให้รู้ศักยภาพมนุษย์ สร้างทุนมนุษย์ในตัวคน แม้ 10 ปีมาแล้ว ก็มีแรงบันดาลใจพูดถึง

                1.Happiness Capital แบ่งเป็น

                                1.1 Happy Workplace ซึ่งเกี่ยวกับองค์กร

                                1.2 Happy at Work มาจาก Health, Passion, Purpose ต่างจาก Happy Workplace

                ต้องทำให้นักศึกษามีความสุขในการเรียน

                2.Sustainable Capital เป็นทั้งวิธีการและเป้าหมาย ต้องมีพฤติกรรมที่ส่งเสริมด้วย

                อาจารย์จีระโชคดีที่ถูกกระตุ้นให้หาความรู้ รุ่นนี้ต้องสร้างความคิดใหม่ๆ ยุคต่อไปเป็นการทำงานส่วนตัวแล้วอาจจะมีอาชีพที่สองก็ได้ ความยั่งยืนไม่มีจุดจบ ถ้ามีชีวิตอยู่ ก็ต้องทำให้ชีวิตมีคุณค่า

ผู้แทนฝ่ายมหิดล คนที่ 2 คุณเทพรัตน์ Creative Director ปัจจุบันรับราชการกรมทรัพยากรน้ำ

                เรื่องของ12 กูรูเหมือนเป็นการเปิดโลกทัศน์ เป็นทางลัดที่ทำให้เข้าใจมาก ขอใช้หลัก PMI ของ De Bono มาวิพากษ์คือ

                1.Plus ประเทศไทยมีคนเก่งที่นำปะทะด้วยคืออาจารย์จีระ และ 2R’s เป็นรากของ Peter Drucker บริหารจัดการภายใต้ความเป็นจริงก่อนเป็น NPA

                2.Minus แนวคิด 8K’s, 5K’s มีจำนวนมาก หลักที่คนพูดถึงบ่อยต้องสั้น เช่น 2R’s ตามหลัก Creative คนจำได้แค่ 3 ข้อ อาจจะซอยเป็นทฤษฎีรองเพื่อให้คนไปพูดต่อ

                3.Interest พัฒนาแนวคิดคนไทยไปสู่ระดับโลก นำ 8K’s, 5K’s ไประดับโลก ในการสร้าง brand และ brand loyalty ต้องมีทัศนคติที่ดีต่อทฤษฎีและอาจารย์จีระ และต้องมี Rehersal ซ้ำบ่ยๆ จึงจะเปิดแบรนด์ที่เข้มแข็ง

                ในทุกทฤษฎีมีหลักแนวคิด ถ้าทำให้คนไทยมี 8K’s, 5K’s คนและประเทศจะพัฒนาขึ้น ทฤษฎีนี้จะสามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                วันนี้ได้เรียนรู้มาก สิ่งที่ทุกท่านพูดเป็น Relevance ให้แนวทางการปรับปรุงแบบ Unrealized เป็นคุณค่าที่สูงมาก

ผู้แทนฝ่ายสวนสุนันทา คุณสันติ

                การปลูก หมายถึง ในดินมีอะไร ดินในไทยไม่ดี ถ้าไทยมี 8K’s ไทยก็เจริญในแบบตนเองเพราะมีทุนที่ต่างจากฝรั่ง

                3K’s ที่ควรจำและใช้คือ Intellectual Capital, Emotional Capital และ Social Capital เพราะเชื่อมโยงกันและใช้ในชีวิตจริง

                เมื่อคนมีความรู้ไปแบ่งปันใน Social Network ก็มีความมั่นใจและมีทุนทางอารมณ์สูงขึ้น กล้าเข้าสังคม มี Network มาก ได้ความรู้กลับมาอีก

                ควรจะขยาย 3K’s นี้

                เคยซื้อหนังสือ Six Thinking Hats มา ซึ่งมีแนวทางคือ Focus คุยเรื่องเดียวกัน ใช้หมวกสีเดียวกัน เท่ากับ 2R’s ตรงประเด็น ถ้าเป็นเรื่องข้อมูลใช้หมวกขาว ถ้าเป็นเรื่องโอกาสใช้หมวกเหลือง เชื่อมโยงแนวคิดอาจารย์จีระได้มาก

                ได้มีโอกาสนำ 8K’s ไปใช้กับครอบครัว ฝรั่งมีวิทยานิพนธ์หลายชิ้นที่ระบุว่า ถ้าลงทุนตั้งแต่ระดับเด็ก ก็มีผลมาก เพราะฉะนั้นต้องทุ่มเทกับลูก วิชาการที่เรียนเป็นการบริหารการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นการบริการจัดการนวัตกรรม

                ปี 2550 ราชการได้ทำการบริหารการเปลี่ยนแปลงซึ่งตรงกับหนังสือ Senge และ Kotter กล่าวคือ Senge เน้นการเปลี่ยนแปลงช้าๆ เป็น Learning Organization ใช้ Fifth Discipline ส่วน Kotter ใช้ผู้นำเพราะมีอำนาจสูงสุดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

ผู้แทนฝ่ายมหิดล คนที่ 3 คุณบุญเยี่ยม หัวหน้ายุทธศาสตร์ กทม.

                มาเรียนเพราะอยู่ฝั่งปฏิบัติการ อยากรู้ว่า สิ่งที่ทำได้รับการอธิบายแบบเป็นวิชาการอย่างไร

                ตนเองคิดถึงลูกเต๋า คือ มิติของการมองที่สามารถพลิกได้ เวลาเรียนที่มหิดล พยายามจัดกล่องความคิด เข้าใจกูรู และก็มีอีกชุดความคิดเป็นของตนเอง

                ขอตอบคุณสันติว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถมีสามัญสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศได้ แม้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำก็ตาม วันนี้ ประเทศไทยมีตัวชี้วัดมาก ประเทศอาจจะขับเคลื่อนโดยตัวชี้วัด

                แม้รัฐทำทุกอย่าง แต่สัมฤทธิ์ผลแล้วหรือไม่ เราพยายามไป เห็นช่องทางสำหรับวิ่ง ต้องช่วยกันหลายภาคส่วน เวลาที่ทำก็ถูกจำกัดโดยกฎหมาย คนที่มีความวังดีมักจะถูกตั้งกรรมการสอบสวนว่า ทำผิดขั้นตอน

                ประเทศไทยต้องเคลื่อนไปพร้อมๆกันทุกฝ่าย ในเรื่องทุนมนุษย์และบทบาทภาครัฐพัฒนาเชิงพื้นที่ ถ้าทุนมนุษย์แข็งแกร่งเคลื่อนข้างบนได้ นโยบายจะประสบความสำเร็จก็ต้องมีข้างล่างไปด้วยกัน

                8K’s, 5K’s เป็นศักยภาพที่ควรจะมี

                ถ้าพื้นที่ต้องการพัฒนาเรื่องนี้ สิ่งที่ควรมีคืออะไร เช่น ยโสธรผลิตข้าวหอมมะลิให้เป็นอันดับหนึ่งของโลก ควรนำ 8K’s, 5K’s มาวิเคราะห์ จะรู้ว่ามีอะไร รัฐจะทำอย่างไรให้เกิด เมื่อจบแล้วนำไปใช้อย่างไร ถ้าพัฒนาทุนมนุษย์ก็ต้องตอบโจทย์พื้นที่

ผู้แทนฝ่ายสวนสุนันทา คุณนันทพล

                ที่บริษัทก็ได้ใช้มากแล้ว เรามีที่ปรึกษา มี Social Capital มีผลลัพธ์สร้าง Network ให้เกียรติรับฟังคนเก่ง ทำให้ต้นทุนข้อมูลและการเจรจาต่อรองลดลง

                HRDS ทำให้คนภูมิใจในการทำงาน ทำให้คนเต็มใจทำงาน

                4L’s Learning Environment เป็นช่องทางนำความรู้ไปถ่ายทอดให้คนทำงาน เรื่องที่อ่านเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว สิ่งที่เรียนกับอาจารย์เป็นกูรูที่อ้างอิงได้ เคยมีรุ่นน้องสนใจเรียนต่อ จึงใช้ 4L’s กระตุ้นให้ทุกคนอยากได้ความรู้ใหม่ๆ

ผู้แทนฝ่ายสวนสุนันทา ข้าราชการบำนาญ

                ก่อนเรียนปริญญาเอก ก็เป็นคนเรื่องมาก ช่างเลือก ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน อ่านหนังสืออาจารย์จีระ แต่ไม่เห็นด้วยเพราะมีความคิดแบบเดิม คิดว่า ทุนเป็นเงิน ไม่เคยคิดถึงทุนมนุษย์ เคยค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตพบชื่ออาจารย์จีระ เมื่อสงสัยอะไรก็เข้าไปอยู่กับสิ่งนั้น จึงสมัครเรียนกับอาจารย์จีระ ด้วยความที่ไม่เชื่อคนง่าย จากการเรียนวันแรก อาจารย์จีระดุมาก ได้นำหนังสือ 8K’s+5K’s ไปอ่าน เป็นเหมือนวงจรชีวิต ถ้านำมาใช้ ต้องมีทุนมนุษย์ก่อน แล้วทุนอื่นๆจะตามมา

                ปัจจุบันยังมีปัญหาคือขาดทุนมนุษย์ ถ้าทุกคนลองใช้ปัจจัตตัง ทุกอย่างเกิดได้ ต้องมีการปฏิบัติก่อน กว่าจะมาเป็นทฤษฎี ก็ต้องมีการทำซ้ำจนทุกคนยอมรับ ถ้ามีทุนมนุษย์ จะเกิดปัญญา

                จากการที่ได้เรียนวิชาอาจารย์จีระ ก็รู้สึกว่าคุ้มทุน ถ้าไม่รู้ ก็เรียนไม่ได้ และก็ขับรถไปกลับระนองเพื่อมาเรียน

                ในปัจจุบัน จะใช้แค่ 8K’s ไม่ได้แล้ว ต้องใช้ 5K’s ด้วยจึงจะสมบูรณ์แบบ เมื่ออ่านแล้ว ต้องนำไปคิดแล้วทำ

                ตอนที่มาเรียน ไม่เคยมีทุนด้านนี้ เมื่อมาเรียนก็เกิดปัญญา เมื่อมีปัญญา ก็คิดดี ทำดี มีจริยธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความสุขในการอยู่ในสังคม เป็นที่ยอมรับ

                เคยต่อต้านทฤษฎีอาจารย์จีระ เรื่องทุนแห่งความยั่งยืน พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ถ้ามีทุนข้อแรกๆของ 8K’s ก็จะเกิดทุนแห่งความยั่งยืน

                หนังสือ 8K’s+5K’s เป็นสุดยอดการเรียนรู้ เพราะเป็นคุณสมบัติที่พึงปรารถนา ถ้าทำได้ในระดับครอบครัว ประเทศจะเจริญ สอดคล้องกับคำสอนของศาสดาทุกศาสนา

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

                Chira Way เป็นแนวคิดที่อาจารย์จีระเก็บสะสมมาตั้งแต่เด็ก อาจารย์จีระเชื่อในทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์

                Chira Way สอนให้เข้าใจ 3 กรอบ ดังนี้

  • ปลูกคือ การพัฒนาทุนมนุษย์ ต้องพัฒนาคน เมื่อเก่งแล้ว ต้องเติมความรู้ เพราะความรู้เรียนทันกันหมด ต้องมีกระบวนการทำคนให้เป็นทุน เมื่อมีกระบวนการแล้ว ต้องทำให้คนไม่เบื่อ บางคนมีพื้นฐานด้านหนึ่ง ก็ต้องเติมความรู้ด้านอื่นไปด้วย
  • เก็บเกี่ยวคือ การบริหารทุนมนุษย์เพื่อให้เกิดประโยชน์
  • Execution ทำให้สำเร็จ

ทั้งสามข้อ มาถึง Chira Way ก็คือ Learning how to learn เรียนต่อไปเรื่อยๆ แนวคิดต่างๆถูกกระตุ้น

ให้ออกมาจากการแลกเปลี่ยนและความจริง

ผู้แทนฝ่ายมหิดล คนที่ 4 นักวิจัยคณะสังคมศาสตร์ มหิดล

                กูรู 12 ท่านเป็นศาสตร์ที่ประยุกต์จากเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ซึ่งเป็นที่สนใจของนักวิชาการในปัจจุบัน

                คณะสังคมศาสตร์ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ว่า มหาวิทยาลัยแพทย์ต้องมีความรู้ทางสังคมศาสตร์ด้วย ในปัจจุบันนี้ งานวิจัยที่ข้ามศาสตร์และลงไปสู่ประชาชนมีน้อยมาก อยากจะนำแนวคิดไปทำต่อ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                การเสวนาครั้งนี้มีคุณค่ามาก ทั้งมหิดล สวนสุนันทาและอาจารย์จีระก็สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ถ้าเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก็เป็นประโยชน์ ต้องรู้แก่นให้เข้มแข็งก่อน

                ในเรื่อง 8K’s+5K’s ต้องมีการนำไปปรุงแต่งวิธีการเพื่อให้คนมอง 8K’s+5K’s ให้มีคุณค่ามากกว่าเดิมและจำได้ อาจนำทุนแต่ละข้อมาจับคู่กัน บางทุนอาจมาก่อน ต้องมี 8K’s ก่อน 5K’s แต่ทุนอื่นๆก็สำคัญ

เมื่อมีจริยธรรม ต้องมีศักยภาพการทำงานด้วย ต้องกล้าออกความเห็น แล้วความดีจะไม่หายไป ความดีต้องมีการรวมพลังกัน

                ขอแสดงความยินดีกับทั้งสองฝ่าย เพราะวันนี้ได้รับความรู้มาก

ดร.โชคชัย สุทธาเวศ

                ในนามหลักสูตรปริญญาเอกของมหิดล ขอขอบคุณอาจารย์จีระ ทีมงานและนักศึกษาจากสวนสุนันทาที่มาจุดประกายการเรียนรู้ต่างๆต่อไป ซึ่งในอนาคตอาจจะได้พบกันในเวทีสัมมนาอื่นๆ

                อยากให้สนใจความคิดของนักวิชาการไทยด้วยเพราะสามารถนำมาใช้กับสังคมไทยได้โดยตรง นักศึกษาปริญญาเอกต้องรู้กว้างและลึกด้วย