เที่ยวเขาค้อ กินลมชมหมอก

เที่ยวเขาค้อ กินลมชมหมอก


"ร่องรอยของอดีตที่เพชรบูรณ์ "

ผมกับจิ๋มเคยมาเที่ยวเขาค้อเมื่อกลางปี ๒๕๔๓
ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องเที่ยวในช่วงเวลานั้นและวันนั้นยังคงแจ่มชัดเลยทีเดียว เพราะมันมีหลายเหตุการณ์ที่สำคัญในชีวิตเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน

ปีนั้น พ่อผมด่วนจากไปในวันที่ ๗ เมษายน ช่วงเวลาที่ผมกำลังไปเรียนวิชาเลือกอยู่ที่รามาธิบดี ผมและน้องสาวอีก ๒ คน ไปนั่งรอเคาเตอร์สายการบินไทยเปิดให้บริการที่ดอนเมืองตั้งแต่ตี ๕ เพื่อรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ส่วนจิ๋มมารอที่วัดอยู่แล้ว และพวกเราก็ไปลอยอังคารพ่อกันที่ปากน้ำกระแดะ บ้านเกิดของพ่อในวันที่ ๑๓ เมษายน

ผมสอบบอร์ดในเดือนพฤษภาคมช่วงปลาย เดือนนั้นจิ๋มได้ขึ้นมาเรียนวิชาเลือกอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ จึงได้อยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ เราได้ทราบข่าวดีจากเพื่อนข้างห้อง ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ กำลังแพ้ท้องได้ที่ ข่าวดีอันนี้ได้สร้างความรู้สึกอิจฉาให้กับเรา ๒ คนทันที เพราะว่าเราพยายามสร้างลูกกันมาพักใหญ่แล้ว แต่มันก็ยังไม่สำเร็จ

ในเดือนนั้นเอง พ่อมาเข้าฝัน บอกให้ผมไปซื้อหวย เลขสวยที่จำได้พอรางๆ เพราะก่อนตื่น พ่อตีผมด้วยหนอน สัตว์ประจำชาติที่กลัวที่สุดในโลก จึงไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเลขทั้ง ๓ ตัวที่พ่อให้มาจะจำได้แม่นยำ แต่จะจำไปทำไม ในเมื่อผมไม่ซื้อหวย พ่อก็รู้ดีนี่นา แต่ผมก็บอกแม่แทน ซึ่งเจ้าตัวก็แทบจะลืมซื้อ เพราะจำที่ผมบอกได้รางๆเหมือนกัน และแม่ก็ถูกหวย ส่วนผมกินข้าวเย็นวันหวยออกไม่ลง

ก่อนสอบไม่กี่วัน ผมฝันสกปรกที่สุด ฝันว่าเจอขี้ ๒ กอง กองหนึ่งอยู่บนพื้น มันทั้งใหญ่ทั้งยาว อีกกองมันล้นทะลักออกมาจากส้วม ตกใจตื่นขึ้นมาต้องเอามือคลำไปที่ตูด เพราะกลัวว่าจะขี้ใส่ที่นอนจริงๆ ได้เล่าให้แม่ฟัง แม่บอกว่าฝันเห็นขี้แล้วจะได้ลาภ ผมก็นึกดีใจ เพราะหากลาภนั้นคือการสอบบอร์ดผ่านก็น่าจะเป็นไปได้ แต่ขี้อีกกองหนึ่งมันจะเป็นอะไรหนอ นึกให้ตายก็นึกไม่ออก เพราะไอ้ที่พ่อมาบอกหวยผมก็ไม่ได้ซื้อ แถมแม่ถูกหวย ผมก็ไม่ได้ขอค่าส่วนแบ่งนี่นา

และเมื่อสอบบอร์ดเสร็จ ผมกับจิ๋มก็ตัดสินใจขับรถออกเที่ยวกันทันที

ผมกลับลงไปหาดใหญ่เพื่อขับ "เจ้าตูดดำ" Ford Mondeo คู่ใจขึ้นมาไว้กรุงเทพฯตั้งแต่ก่อนสอบ และเราก็พามันออกเที่ยวตั้งแต่วันแรกที่ผมสอบเสร็จ เบื่อกรุงเทพฯเต็มทน

ในสมัยที่ไม่มี Garmin เราใช้แผนที่กระดาษ จิ๋มจะทำหน้าที่เป็นผู้อ่านเส้นทาง คำนวณระยะทาง และวางแผนว่าเราจะหยุดที่ใด
เรามุ่งหน้าวิ่งเข้าอยุธยา เข้าศูนย์ศิลปาชีพบางไทร วิ่งเข้าไปชมเมืองเก่า ได้ถ่ายรูปเศียรพระบนพื้นดินที่มีรากไทรห่อหุ้มอยู่ เราได้ถ่ายรูปนี้ตั้งแต่ยังไม่มีเขตห้ามเข้า ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเคยเห็นจากในหนังสือ อสท. หนังสือที่ผมรับประจำทุกดือนมาอ่านเพื่อหาที่เที่ยวหรือไม่ เราได้แวะกินอาหารตามคำแนะนำจากหนังสือ "เชลล์ชวนชิม" กินก๋วยเตี๋ยวเรือข้างทาง และวิ่งออกไปเข้าลพบุรีเพื่อหาที่นอน ในสมัยที่ internet ยังเป็นของแพงสุดเอื้อม ไม่มี agoda ให้เข้าหาและจองที่พัก เราสองคนเลือกที่จะจอดแวะเข้าโรงแรมข้างทางเพื่อถามราคา ดูห้อง แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะนอนที่นี่หรือไม่ ในช่วงเวลาเย็นย่ำเรามีทางเลือกไม่มาก และได้โรงแรมที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ สภาพดีบริการเยี่ยม

เช้าวันที่ ๒ ของการเดินทาง เราเข้าไปชมปรางค์ ๓ ยอด วังพระนารายณ์ และวิ่งต่อไปยังชัยนาท เพื่อชมเขื่อนเจ้าพระยา จำได้ว่าผมเลือกวิ่งเข้าถนนเส้นเล็กเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ข้างทางมีทุ่งข้าวสีเขียวสดใสให้พักสายตาตลอดทาง เราแวะกินมื้อเที่ยงที่นครสวรรค์ตามคำแนะนำของหนังสือเล่มเดิม กินก๋วยเตี๋ยวที่หาความอร่อยแทบไม่ได้ จากนั้นก็วิ่งยาวเข้าพิษณุโลก เราได้แวะเข้าโรงแรมเก่าๆแห่งหนึ่ง ซึ่งหลังจากได้เดินเข้าไปชมห้องแล้วก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าไม่เอา แล้วจึงหันรถออกมาเพื่อไปกราบพระพุทธชินราช นั่งกินมื้อเย็นย่ำค่ำกันในร้านอาหารริมน้ำน่านซึ่งมันอร่อยมาก แต่เสียดายที่ตอนนี้จำชื่อมันไม่ได้เสียแล้ว คืนนั้นเราตัดสินใจนอนกันบนห้างสรรพสินค้าท๊อปแลนด์ โรงแรมชั้นดีที่มองเมืองพิษณุโลกในมุมสวยได้แม้ยามค่ำคืน น่าแปลกที่ผมเลือกที่จะจำช่วงเวลาที่ผมลงไปหาซื้อเบียร์มานั่งดื่มบนห้อง ผมหยิบลีโอมานั่งหน้ากระจก มองออกไปนอกห้อง และจิ๋มมาขอชิมไปอึกสองอึก

เช้าวันที่ ๓ เราขับรถออกไปชมเมือง ในย่านเมืองเก่ามีบ้านไม้เรียงราย ท่ามกลางความเก่าตรงหน้า ในใจและสายตาสอดส่อง หวังว่าจะเห็นไก่ของพระนเรศวรและหมาบางแก้วโผล่ออกมาให้เห็นบ้าง แต่มันก็ได้เพียงแค่หวัง จากนั้นเราทั้งคู่ก็มุ่งหน้ารถออกไปยังเพชรบูรณ์ บนเส้นทางที่เลียบลำน้ำเข็ก นึกอยากจะจอดรถเพื่อลงไปล่องแก่ง แต่เห็นความขุ่นข้นของน้ำและความเชี่ยวกราก จึงขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ แล้วเลี้ยวซ้ายขึ้นเขาตรงทางที่เขาชี้ว่า "ภูหินร่องกล้า"
ท้องฟ้ามืดครึ้ม ตลอดทางขึ้นเขาเราผ่านเมฆหมอกและฝนเป็นช่วง ๆ จอดรถบริเวณที่ทำการอุทยานเพื่อจะลงเดินไปยังจุดชมวิวลานหินปุ่ม แต่เพียงเดินเข้าไปตามทางได้สักร้อยเมตรก็ต้องเปลี่ยนความตั้งใจ เพราะสีดำครื้มบนฟ้ามันพัดลอยมาใกล้เราเข้าไปทุกที จึงหันหลังกลับกึ่งเดินกึ่งวิ่ง และทันทีที่เข้ารถได้ ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ จิ๋มดูแผนที่อย่างใจเย็นและเสนอว่า คืนนี้เราจะนอนกันในหล่มเก่า ว่าแล้วก็เคลื่อนรถลงเขามาคนละด้านกับด้านที่ขึ้นมา
ดูเหมือนว่าเรากำลังลงเขาในด้านที่วกวนและชันดิ่ง หลายช่วงทางที่รถต้องเลี้ยวหักศอก กอปรกับการขับรถอยู่ในก้อนเมฆที่เพิ่งร้างฝน ทำให้ทัศนะวิสัยของผมตอนนี้มองไปได้ไกลไม่เกิน ๑๐ เมตร ตีนเหยียบและปล่อยเบรคเป็นช่วง ๆ เปิดไฟสูง และบีบแตรเป็นครั้งคราวเพราะกลัวชนกับรถที่อาจจะสวนมา ซึ่งก็แทบไม่เจอสวนขึ้นมาเลยสักคัน "หรือนี่เรากำลังหลงทางอยู่บนท้องฟ้า" ผมพูดขึ้นมาเพื่อปลอบใจตัวเองและคนดูแผนที่อยู่ข้างๆ ท่ามกลางอากาศด้านนอกที่น่าจะต่ำกว่า ๑๐ องศา แต่ผมกลับมีเหงื่อซึม ชั่วเวลาอึดใจที่รู้สึกเหมือนนานเป็นวัน ไอ้ตูดดำของผมก็หลุดออกจากก้อนเมฆและมาโผล่ที่กลุ่มหมู่บ้านใหญ่ ภูเขาเลี่ยนโล่งเฉอะแฉะไปด้วยฝนที่คงหยุดหล่นลงมาไม่นาน แปลงกะหล่ำปลี่ทอดยาวไปสุดสายตา เมื่อมองเห็นได้ไกล ความกลัวจึงหดหายไป และกลายเป็นความตื่นตาตื่นใจและเพลิดเพลินไปกับการขับรถอีกครั้ง "เราอยู่ที่ทับเบิก" ช่วงเวลาที่ไม่มีใครมาสร้างรีสอร์ทสักหลัง ช่วงเวลาที่ภูทับเบิกมิได้อยู่ในแผนที่ท่องเที่ยวของใครต่อใคร "เราไปมาแล้ว"
คืนที่ ๓ นี้เรานอนกันในโรงแรมเก่าๆในหล่มเก่า ไม่มีตัวเลือก หมดโอกาสในการเดินไปดูห้องพัก เพราะเริ่มค่ำแล้ว ได้ห้องพักแล้วก็ออกไปหาข้าวเย็นกินกันในตัวตลาด ได้นั่งมองตัวเมืองเก่าๆ รถสามล้อสกายแล็ป วิถีผู้คน และกลับเข้าไปนอนอย่างงงงง ว่าเมื่อช่วงบ่ายมันผ่านพ้นไปได้อย่างไร

เช้าวันที่ ๔ เราออกไปบอกลาหล่มเก่าด้วยการนั่งกินขนมจีนข้างทาง มาถึงตอนนี้ก็จำรสชาติมันไม่ได้เสียแล้ว รู้แต่ว่า มาที่นี่ต้องกินขนมจีนหล่มเก่าเท่านั้น
เราวิ่งรถย้อนกลับไปทางเส้นพิษณุโลก และเลี้ยวซ้ายขึ้นเขาค้อตรงแยกแค้มป์สน ด้วยความตั้งใจว่าจะไปนอนบนเขาค้อสักคืนหนึ่ง ได้มีโอกาสแวะเข้าหน้าร้านของไร่บีเอ็นตามคำแนะนำของ อสท. ได้ซื้อข้าวโพดหวานออกมา ๒ ฝัก (ขำว่ะ ทำไมต้องข้าวโพดหวาน ๒ ฝักวะ จนบัดนี้ก็ยังไม่เข้าใจ)
กว่าเราจะได้รีสอร์ทถูกใจก็แวะไปหลายที่ ในสมัยนั้นคนคงเริ่มเที่ยวบนเขาค้อกันบ้างแล้วมั้ง เพราะมีรีสอร์ทให้เลือกมากเหมือนกัน เพียงแต่ผมไม่ค่อยถูกใจในแบบที่ทำอย่างลวกๆ บางที่พักทำแบบห้องแถว จนมาได้ที่หนึ่งซึ่งห้องพักถูกสร้างมาเป็นหลังเดี่ยว ๆ ถูกใจพอประมาณก็จ่ายเงินทันที และเราก็เป็นแขกเพียงคู่เดียวของรีสอร์ทในวันนั้น

ก็ไม่รู้ว่าจะชอบหรือไม่ชอบดีที่ต้องอยู่กันเพียงห้องเดียวคู่เดียวบนภูเขาอันหนาวเหน็บ

ขณะที่นั่งกินข้าวมื้อค่ำวันนั้นเอง อากาศรอบข้างเย็นสบาย มองออกไปก่อนฟ้ามืดก็มีเพียงภูเขาและสายหมอก และมีเราเพียง ๒ คนจริง ๆ ถ้าไม่นับรวมเด็กเสิร์ฟอาหารที่มายืนคุยด้วย
"ที่ตรงนี้นะพี่ มันคือสมรภูมิเลยแหละ มันเป็นที่ตั้งของกองทหาร" เธอเริ่มเล่าออกมาหลังจากผมถามถึงสถานที่
"แล้วก็มีระเบิดลงมาตรงที่แถวนี้พอดี ทหารตายไปหลายคน" เธอเล่าด้วยเสียงแผ่วลง
"ฉิบหายแล้ว" ผมนึกในใจ "แล้วมีผีมั้ยน้อง" กะว่าจะถามเพื่อเรียกเสียงฮา
"มีพี่ เคยมีกรุ๊ปครูมาพัก แล้วเขาก็ได้ยินเสียงทหารเดินสวนสนาม เสียงรองเท้าดังตรุป ๆ เลย"
"ฉิบหาย" ดังออกมาในใจเป็นครั้งที่ ๒ แล้วกูจะนอนหลับลงไปได้ยังไง กูกลัวผี

แล้วมันก็มาดังคาด

ไอ้ที่มากลับไม่ใช่ผี แต่เป็นความกลัวและจินตนาการอย่างบ้าคลั่ง ทั้งเสียงตุ๊กแก ลมพัดใบไม้หวิว กระทั่งเสียงของผนังไม้ที่ลั่นจากการบิดตัวยามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ผมรู้สึกอิจฉาเจ้าของเสียงกรนจากหญิงผู้ที่เป็นที่รักที่สุดข้างๆ หู ที่เธอไม่เคยกลัวผีเลย เธอหลับสบายข้างกายชายของเธอจนถึงเช้า และปลุกผมที่น่าจะเพิ่งข่มตาหลับลงไปได้เพียงไม่นาน

เช้าวันที่ ๕ ของการเดินทาง ด้วยวัยที่ยังคงหนุ่มแน่น การอดนอนทั้งคืนไม่สามารถทำร้ายผมได้ เราออกจากรีสอร์ทเพื่อไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์การต่อสู้ของทหารและอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงเหล่าผู้กล้า และลงเขากลับอีกทางด้านหนึ่ง สิ่งที่อยากเห็นคือ "เนินพิศวง" เนินที่หลอกตาที่เรารู้สึกเหมือนรถไหลขึ้นที่สูงได้ แต่เราก็พลาดไป หามันไม่เจอ มารู้ตัวอีกทีก็ถึงถนนหลักวิ่งเข้าเพชรบูรณ์แล้ว
ในวันนั้นยังจำได้ว่าได้แวะเข้าไปชมเมืองประวัติศาสตร์ศรีเทพ เห็นปรางค์เก่าองค์ใหญ่ไร้ยอดปรางค์ตั้งอยู่ และดูเขาคลัง (อย่าเพิ่งเคลิ้มตามนะครับ นี่คือการบรรยายจากความทรงจำที่อาจจะผิดเพี้ยน) และกลับออกมากินไก่ย่างวิเชียรบุรี
ผมตัดสินใจไม่เข้ากรุงเทพฯในวันนั้นเลย ออกจากเพชรบูรณ์แล้วเบี่ยงรถเข้าลพบุรีอีกครั้งหาที่นอนแถบอำเภอชัยบาดาล มันเป็นรีสอร์ทสไตล์คาวบอยตั้งอยู่ริมเขาหินปูนลูกใหญ่ ผมจำอะไรไม่ได้นอกจากกินสเต็กในมื้อเย็นวันนั้น และหลับยาว

เช้าวันที่ ๖ เราวิ่งรถเข้าอยุธยาอีกครั้งเพื่อไปเก็บตกสถานที่ที่ลืมเข้าชมในวันแรก และเข้ากรุงเทพฯเป็นอันว่าจบทริปท่องเที่ยวกับเจ้าตูดดำ จากนั้นก็รับแม่เดินทางลงสุราษฎร์ในอีกวัน ได้แวะกินข้าวแช่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ตลาดสดเพชรบุรี และเป็นครั้งแรกที่ได้เริ่มเห็นป้ายโฆษณาหาเสียงของทักษิณเรื่องนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค การหาเสียงที่เปลี่ยนชีวิตพวกเรามาตั้งแต่บัดนั้น

กลับมาถึงหาดใหญ่ด้วยความอ่อนเพลีย เตรียมตัวเก็บข้าวของเพื่อจะย้ายไปทำงานที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีตามที่เคยรับปากกับอาจารย์ผู้ใหญ่ที่นั่น แต่เรื่องทุกอย่างต้องสะดุดลงในค่ำวันนั้น วันที่จิ๋มตรวจฉี่แล้วพบว่ามันขึ้นมา ๒ ขีด

ขี้กองที่ ๒ ในฝันมันมาแล้ว

เอ๊ะ แล้วผมมาเล่าเรื่องนี้ทำไม

ก็ผมกำลังจะไปเขาค้ออีกครั้งน่ะสิ มันต่างกันตรงที่ว่า คราวนี้ผมจะพาพี่แป้งมาย้อนรอยเส้นทางที่พ่อกับแม่มาเที่ยวกัน ตอนนั้นลูกยังคงจำอะไรไม่ได้ เพราะมีขนาดเพียงไม่ถึงเซนติเมตรในมดลูกแม่ และถูกให้ดื่มเบียร์จากแม่ไปอีก ๒ อึก (ดีที่ไม่เกิดมาโง่)

ลูกปิดเทอมคราวนี้เราจะเดินทางไกลกัน

ธนพันธ์ ผู้กำลังตื่นเต้นที่จะได้ขับรถเที่ยวทางไกลอีกครั้ง

๕ ตุลาคม ๒๕๕๙







…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

เที่ยวเขาค้อ กินลมชมหมอก ๒

อันที่จริงจะว่าไปแล้วนั้น ในช่วงนี้ผมไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจในเรื่องเที่ยวสักเท่าไหร่นัก เมื่อเมียบอกว่าอยากเที่ยว ก็คิดไม่ค่อยออกว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนท้ายที่สุด เธอก็บอกมาเองว่าอยากจะเที่ยวเขาค้อ
ไอ้ผมยังคงคิดถึงความคดเคี้ยวของภูเขาและจินตนาการเรื่องผีจนรู้สึกว่า หากมีทางเลือกอื่นก็ขอไปที่นั่นก่อน เลยเสนอไปว่า "ไปดอยแม่สลองกันไหม" เธอไม่ตอบ "ไปเชียงใหม่เถอะ" เธอไม่ตอบ "ไปหนองคายมั้ย ไปหาซื้อผ้าสวยๆกัน" เธอไม่ตอบ "อุดรก็ได้นะ ขับรถไปเที่ยวทางไหนก็ได้" เธอไม่ตอบ

"เขาค้อ แม่ไปดูที่พักมาแล้ว นอนสัก ๒ คืน ช่วงนี้อากาศน่าจะสบาย ปลายฝนต้นหนาวพอดี" คราวนี้ผมไม่ตอบ แต่จัดการเรื่องจองตั๋วเครื่องบินแทน ฮ่า ฮ่า

และด้วยความที่ยังไม่มี passion ในเรื่องเที่ยว ผมจึงไปหาซื้อหนังสือท่องเที่ยวมาอ่านเล่น หยิบเอาเล่มที่เขียนแนะนำ "เขาค้อ ภูทับเบิก" โดยเฉพาะ เปิดหาดูที่เที่ยว ที่กิน ส่วนที่พักนั้นเมียผมเลือกและจองไปเรียบร้อย "ฟ้าใสหมอกสวย" คือชื่อของมัน ผมยังซื้อแผนที่ทางหลวงแบบกระดาษพับมาอีกแผ่นหนึ่ง อันที่จริง จะว่าไปก็ตลกดี เพราะในยุคที่มี Garmin และ google map ที่ใช้อยู่ประจำ แต่ประสบการณ์สอนผมว่า Garmin จะบอกทางโดยที่ผมไม่สามารถวาดเส้นทางในหัวได้ หนำซ้ำบางครั้งจะพาเราไปในทางที่สุดจะคาดเดา ประเภท ขับไปหนาวไป ซึ่งผมเกลียดที่สุด ส่วน google map นั้นดีใช้ได้ทีเดียว วิเคราะห์การจราจรได้อย่างแม่นยำ เห็นภาพการเดินทางในหัวได้ดีเท่าๆกับแบบแผ่นพับ แต่มีข้อเสียตรงที่มันใช้ถ่าน (อุต๊ะ ใช้ถ่าน!) หากถ่านหมดก็คงจบกัน ดังนั้น ถึงแม้ว่าดูตลก แต่ผมก็ยังคงรักที่จะใช้มันต่อไป เจ้าแผนที่แผ่นพับ

การไปเที่ยวคราวนี้ก็จะขับรถไปนะครับ เราจะควบ "น้องคล่องแคล้ว" Fortuner สีดำขลับของปิ่น น้องสาวคนสุดท้อง ที่เพิ่งถอยออกมาขับในระยะทางยังไม่ถึง ๕,๐๐๐ กิโลเมตร รับประกันความสดใหม่และแรง อันที่จริง คันนี้เราเคยขับไปเที่ยวหัวหินกันมาแล้ว นี่ก็จะเป็นครั้งที่ ๒ ที่เราจะได้ใช้มัน

๗ ตุลาคม ๒๕๕๙ เวลา ๗ โมงเช้า หลังจากจัดที่จัดทางวางกระเป๋าสัมภาระเรียบร้อย หมูปิ้งกับข้าวเหนียวถูกประเคนมาจากน้าสาวของเด็ก ๆ ใช่ครับ เราจะกินกันบนรถ เพราะอยากจะถึงเพชรบูรณ์ตอนเที่ยงตรง ทำไมน่ะเหรอครับ
เรานัดเพื่อนร่วมชั้นเรียนแพทย์ของเราเมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อนไว้ครับ เธอจะเลี้ยงอาหารมื้อเที่ยงครอบครัวเรา "โอ๋ อรวรรณ" หมอเด็กประจำโรงพยาบาลเพชรบูรณ์

การจราจรในเช้าวันพฤหัสไม่น่าเกลียดนักครับ เพียงอึดใจเราก็หลุดออกจากกรุงเทพฯ ผ่านธรรมศาสตร์ เข้าอยุธยา และสระบุรีด้วยทางหลวงหมายเลข ๑
ทันทีที่เข้าเขตสระบุรี ฝนก็ตกลงมาต้อนรับเราทันที ทั้งหนักทั้งเบาสลับกัน หลายคนอาจจะไม่ชอบให้ฝนตกขณะเที่ยว แต่จากการเที่ยวมาจนเริ่มแก่ ผมกลับรู้สึกว่า ฝนหรือไม่ฝนไม่สำคัญไปกว่า ความไม่แน่นอนของการเดินทางที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ ตกก็ดี ไม่ตกก็ดี กิจกรรมที่ต้องเปลี่ยนไปทำให้ชีวิตมีสีสันและสร้างสรรค์ได้ใหม่เสมอ

ลูกๆเริ่มหลับเพราะอากาศกำลังสบาย ผมขับผ่านลพบุรี และเพียงอึดใจก็เข้าเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ถนนหมายเลข ๒๑ ที่เรากำลังเดินทางอยู่นั้นมีสภาพดีเยี่ยมไปเลยครับ ถนนเรียบ กว้างขวาง ขับสบาย ผมทำความเร็วได้ค่อนข้างดีโดยพยายามไม่ให้เกิน ๑๑๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เมื่อเข้าเขตเพชรบูรณ์ก็เหมือนเมืองจะถูกดูแลด้วยเทวดาคนละชุด เพราะฝนหยุดสนิท เราเริ่มเห็นแดด สองข้างทางเริ่มเห็นนาข้าวสีเขียวอ่อน
"จ้าอยากถ่ายรูปไปให้ teacher John ดูจัง" เธอคนนั้นตื่นขึ้นมาชื่นชมธรรมชาติข้างทางและเริ่มพึมพำ
"ทำไมเหรอลูก" ผมเบาเสียงวิทยุ และตั้งใจฟังคำตอบ
"ก็ teacher ชอบบอกว่า ชนบทเมืองไทยไม่สวยน่ะสิ แต่จ้าก็ไม่ยอมนะ จ้าเลยเถียงไปว่า จ้าไม่เห็นด้วย ชนบทเมืองไทยมีอะไรให้ดูตั้งเยอะแยะ สวยๆทั้งนั้น ทั้งทะเล ทุ่งนา และภูเขา เราไม่มีเพียง farm house สีแดงเหมือนที่ชนบทประเทศอังกฤษมีเท่านั้น"
นั่น ลูกสาวพ่อมีสุนทรีย์ในการชมธรรมชาติไม่น้อยเชียวนะ ที่สำคัญ ผมแอบขำตรงไอ้ farm house ที่เจ้าตัวพูดออกมาเสมือนหนึ่งได้ไปเห็นที่จริง ๆ มาแล้ว (มันคงดูมาจากโลโก้ข้างถุงขนมปังกระมัง)
"แล้วลูกเถียงเป็นภาษาอะไรเหรอ" พ่อถามต่อ
"เอ๊า ก็ภาษาอังกฤษสิพ่อ"
"ลูกต้องคิดบทพูดนานมั้ย เวลาเถียงครูน่ะ" พ่อลุ้น
"ไม่ต้องคิดเลยพ่อ เวลาเถียงน่ะ พูดไปเถอะ ตอนนั้นอารมณ์มันขึ้นน่ะ"

เรามาถึงเมืองเพชรบูรณ์ในเวลาเที่ยงพอดี เลี้ยวเข้าไปรับโอ๋ในโรงพยาบาล แล้วเธอก็พาเราไปกินอาหารมื้อเที่ยงที่ร้าน "ครัวคุณพี่กุล" ร้านอาหารที่เจ้าของเขาเคลมว่า เป็นร้านอาหารที่อร่อยที่สุดในเมืองมนุษย์ อันนี้คงต้องเชิญมาลองกันเองนะครับ ส่วนตัวของผมก็คิดว่ามันเหมือนๆกันกับที่หาดใหญ่นั่นแหละ หรืออาจจะเป็นเพราะกำลังตื่นเต้นที่ได้เจอเพื่อน เจอพี่โป้ง สามีเพื่อน และเจอลูกๆของเพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังเติบโตไปพร้อม ๆ กับลูกของครอบครัวเรา อาหารมื้อนี้จึงอร่อยน้อยกว่าความสุขที่ได้รับจากการพูดคุย

เสร็จจากมื้อนี้ก็ไปส่งเพื่อนที่โรงพยาบาล แล้วเราก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อไป

ทางขึ้นเขาค้อจากเส้นทางนี้มี ๒ ทางครับ

หากเราดูในแผนที่ หรือในการนำทางของการ์มิน มันจะให้เราเลี้ยวซ้ายขึ้นเขาค้อตรงแยกนางั่ว ซึ่งอยู่ไกลออกมาจากตัวเมืองเพียง ๑๐ กว่ากิโลเมตรเศษๆ เพียงแต่พี่โป้งได้บอกผมว่า ทางนั้นมันจะชันสักหน่อยแม้ว่ามันจะสั้นกว่า คดเคี้ยวมากกว่า ผมจึงคิดว่าจะไปขึ้นเขาจากทางที่เราเคยขึ้นมาก่อน คือ แยกแค้มป์สน เพียงแต่เส้นทางที่ชันน้อยกว่า สะดวกกว่า ไกลกว่า มันทำให้เกิดปากเสียงขึ้นในรถทันทีที่ท่านผู้นำบอกให้เลี้ยวซ้ายตาม GPS และแผนที่ในมือเธอ
"ไม่เลี้ยว พ่อจะตรง มันไกลกว่า แต่ปลอดภัย" ผมเถียง
"ไปทางใกล้สิ แม่ไม่เห็นว่าพ่อจะไปในทางที่มันไกลกว่าทำไม แม่ไม่เห็นทางเลี้ยวที่พ่อว่าในแผนที่เลย"
"พ่อดูแผนที่ก่อนมาแล้ว ไปได้ ๒ ทางจริง ๆ" ผมยังไม่ยอมท่านผู้นำ
"แม่อยากกินกาแฟ"
น่าน เอากับหล่อนสิครับ ไอ้ที่ยึดยื้อกัน เพราะเธอตั้งใจไว้ว่าจะแวะดื่มกาแฟข้างทาง "กาแฟสดจ่านรินทร์" อุตส่าห์ไปนั่งอ่านในริวิวมาล่ะสิท่า แต่ถึงยังไง ตอนนี้เราก็ผ่านแยกนั้นมาไกลแล้ว พ่อไม่มีทางหันหลังกลับไปหรอก ฮ่าๆๆ ผมหัวเราะอย่างมีชัย เพียงแต่หล่อนคงไม่ได้ยิน เพราะผมหัวเราะในใจ

ผมคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิด เพราะเมื่อเราได้เลี้ยวที่หล่มเก่า (ตามเส้นทางของผม) ก็เข้าสู่ถนนหมายเลข ๑๒ ซึ่งเป็นทางหลวงที่วิ่งไปพิษณุโลก วิวข้างทางสวยอย่างยากที่จะหาคำเปรียบเปรย มันสวยมาก มันสวยเหมือนเขาที่สวิทเซอร์แลนด์ ถนนกว้าง สะอาด ผิวเรียบ มองไปไกลเห็นหุบเขาสลับซับซ้อนสีเขียว หมอกลงจัดเป็นช่วง ๆ ผมเหยียบคันเร่งสลับกับเบรกเป็นช่วง ๆ เพราะความชันและโค้งซ้ายโค้งขวา ในบางจุดก็แทบจะเป็นโค้งมุมแหลมเลย

วิ่งรถมาได้ระยะเวลาหนึ่ง มองไปทางขวาไกล ๆ เราจะพบกับประติมากรรมรูปทรงไทยแบบกลาย ๆ เห็นยอดทรงเหมือนโบสถ์ เหมือนเจดีย์ มีพระพุทธรูปซ้อนกันหลายองค์ ท่านผู้นำจากด้านหลังบอกว่า น่าจะเป็น “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เราจึงตัดสินใจได้ในทันที รีบมองหาป้ายบอกทางจากริมถนน และเมื่อยืนยันว่าใช่ ผมจึงเลี้ยวขวาเข้าไป (อันที่จริงจะเลี้ยวขวาไม่ได้ เราต้องเลยปากทางเข้าวัดไปเล็กน้อยแล้วกลับรถมาอีกที ซึ่งผมคิดว่ามันดี เพราะการเลี้ยวเข้าเลยทีเดียวอาจจะเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุบนเนินโค้งบนเขาได้ง่าย ๆ)

“วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” ชื่อแปลกเหมือนอยากให้เราค้นหาที่มาที่ไป เราต้องขับรถเข้าไปจากถนนใหญ่ราว ๒ กม. มีที่จอดรถบริการแบบเก็บเงินอยู่บริเวณหน้าวัด แล้วเราต้องเดินเข้าไป ผมรู้สึกว่าวัดเหมือนยังสร้างไม่เสร็จ มีอาณาเขตคร่อม ๒ ข้างถนนซอย ไม่มีอาณาเขตที่แน่ชัด เลยออกอาการงงงงเมื่อเหยียบย่างเข้าไป เราเลือกเดินเข้าทางด้านขวาก่อน ซึ่งเป็นลานโล่งมองไปยังเขาค้อได้อย่างสุดสายตาพาโนรามา และที่เป็นจุดเด่นของวัดฝั่งนี้ก็คือ พระพุทธรูปนั่งซ้อนกันเรียงตามลำดับความสูงที่เราเห็นทางไกลมาจากถนนหลวงนั่นเอง จากด้านนี้ เราก็เดินกลับออกไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ตรงนี้นี่เองที่เป็นฝั่งเจดีย์พระธาตุซึ่งเขาจัดสร้างไว้อย่างสวยงามวิจิตร รูปทรงของเจดีย์นั้นจะไทยก็ไม่ไทย จะจีนก็ไม่จีน ลายถ้วยโถโอชามที่ติดตามผนังทำให้ผมนึกไปถึงวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่วัดนี้น่าจะเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาไม่นาน เพราะเมื่อตอนที่พาพี่แป้งในท้องมาเที่ยวเขาค้อคราวนั้น เรามองไม่เห็นวัด (หรือว่าไม่ได้สนใจมองก็ไม่รู้นะ)

ความปรารถนาอย่างแรกที่เข้ามาในลานวัด ผมตั้งใจจะเดินขึ้นไปบนเจดีย์ชั้นบนที่มีนักท่องเที่ยวเดินอยู่ขวักไขว่ แต่ครั้นเดินเข้ามาในวิหาร ได้กราบพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจนั้น เพราะการเดินด้านบน มันเป็นการเดินคร่อมพระบรมสารีริกธาตุชัด ๆ

ได้ชื่นชมกับวิวตรงหน้าอยู่พักหนึ่ง ก็ชวนกันขึ้นรถ

บนทางหลวงเส้นเดิม เมื่อถึงแยกแค้มป์สน เราก็เลี้ยวซ้ายขึ้นเขาค้อกัน

ความทรงจำในอดีตมันเลือนหายหมดแล้ว บริเวณทางแยกเป็นชุมชนเมืองมีร้านรวงและรีสอร์ทที่ทำเหมือนเมืองนอกมากมาย อันที่จริงผมก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าทำไมสถานที่ท่องเที่ยวบ้านเราจึงไม่อยากทำโรงแรมแบบไทย หลายที่มีกังหันลม หลายที่เลี้ยงแกะ (ตามรอยนิทานอีสป ที่หลอกแขกว่า นี่ไม่ใช่เมืองไทยนะจ๊ะ) อยากเหมือนสวิทเซอร์แลนด์ อะไรต่าง ๆ นานา เสน่ห์เมืองไทยจึงขาดหายไปเล็กน้อย

ผมพยายามหาป้ายบอกทางเข้าร้านของไร่บีเอ็น สถานที่ที่ผมเคยจอดแวะตามคำแนะนำจากหนังสือ อสท. อยากแวะซื้อข้าวโพดหวานสักหน่อย แต่จนแล้วจนรอดเราก็มองหามันไม่เจอ ทุกสถานที่ที่ขับรถผ่านล้วนไม่คุ้นตา ผมขับรถมาเรื่อย ๆ ตามคำสั่งของ Garmin เพียงไม่นานเราก็มาถึงที่พักที่จิ๋มได้จองเอาไว้ “ฟ้าใส หมอกสวย”

ไม่แน่ใจว่าเรามาถูกที่หรือไม่ เพราะมองไปทางไหนก็ไม่เจอผู้คน ในใจก็นึกหวั่น ๆ เรื่องกลัวผีอีกครั้ง ฮ่าฮ่าฮ่า จนแล้วจนรอด เราก็ยังคงเที่ยวในช่วงที่ไม่มีคนเที่ยว หรือว่าปลายฝนต้นหนาวแบบนี้มันยังไม่ใช่ช่วงที่ชาวเมืองเขานิยมออกมาชมหมอกกัน แล้วคำตอบก็ปรากฏเมื่อเรามาถึงเรือนที่พักที่อากาศร้อนอบอ้าวอย่างรุนแรง หน้าบ้านหันออกไปทางทิศตะวันตกเขา แดดทั้งดวงอาทิตย์ยามบ่ายล้วนสามัคคีส่องมาให้ความอบอุ่นได้อย่างเหลือล้น มันร้อนขนาดเปิดแอร์แล้วก็ยังเอาไม่อยู่

สงสัยลูกเมียคงจะผิดหวัง เขาเขาอยากมาเจอความหนาวเย็น แต่มันกลับร้อน จ้าไม่ชอบการมีคนน้อย แต่นี่มีเราอยู่ครอบครัวเดียว (อันที่จริงก็พอมีบ้าง แต่ที่พักที่เราอยู่นั้นมันมีเฉพาะเราจริง ๆ) แต่สำหรับผมกลับรู้สึกว่า นี่คือรสชาติของการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่น่าพิสมัยเมื่อเดินทาง

จงบจนเย็นย่ำเราจึงออกไปหาข้าวกินกัน มื้อนี้หากเที่ยวไปตามที่รีวิวก็คงจะไม่พ้น “ครัวโม่งเม่ง”

ร้านอาหารชื่อตลกนี้อยู่ที่สามแยกบริเวณที่ว่าการอำเภอ ทางที่เราสามารถวิ่งลงไปทุ่งแสลงหลวงได้ หาไม่ยากครับ ที่ร้านอาหารมีคนมากินอยู่บางตา (เพียงโต๊ะเดียว) ซึ่งก็ไม่น่าแปลกเพราะวันนี้เป็นวันศุกร์ คนเมืองยังมากันไม่ถึง ที่พักยังโล่งว่าง เราเลือกสั่งอาหารตามที่เขาแนะนำกันมาตามหน้าเพจต่าง ๆ

ถึงตรงนี้ก็อยากจะบอกว่า หลายเพจน่าจะเขียนลอก ๆ กันมานะครับ อร่อยเพราะมองแล้วอร่อยมันไม่เหมือนกับกินมาแล้วอร่อย พวกเรา ๔ คนมองหน้ากันแล้วยิ้ม ๆ จ้าบอกว่า น่าจะตั้งชื่อร้านใหม่ว่า “ครัวมึนตึ้บ” แต่จะว่าไป ความอร่อยมันคงขึ้นอยู่กับลิ้นคนก็ได้ บ้านผมคงกินยาก

ออกจากครัวมึนตึ้บก็เกือบมืดสนิทแล้ว จิ๋มและผมอยากดื่มกาแฟ ขับรถออกมาละแวกที่พักเราก็พบกับร้านอาหารน่านั่งชื่อว่า “Saylongbay Cafe” ร้านถูกจัดวางไว้อย่างสวยงาม ตั้งแต่ที่ตั้งอยู่บนเนินเขามองเห็นโรงพยาบาลเขาค้อและตัวเมืองได้อย่างชัดเจน เป็นร้านเปิดโล่งที่สามารถออกไปนั่งกินบริเวณนอกชานได้ พนักงานบริการก็น่ารัก คุยเก่ง เธอออกมาต้อนรับและชวนแขกโต๊ะเดียวในร้านคุย เราจึงได้ทราบว่า ร้านแห่งนี้คือโรงอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนโรงเรียนร่มเกล้าเขาค้อ บ๊ะ! นี่เรากำลังนั่งในโรงอาหารที่สวยสุดคลาสสิคเชียวนะ เอาเลย ค่ำนี้ ครอบครัวเราจะเป็นเด็กนักเรียนกัน ผมและจิ๋มสั่งกาแฟ (เอิ่ม นักเรียนบ้านไหนดื่มกาแฟกันวะ) น้องจ้าสั่งชี๊สเค้ก (นักเรียนบ้านนี้ดูไฮโซจริง ๆ)

เฮ้ย! ร้านนี้ไม่มีในรีวิว แต่กาแฟและขนมมันอร่อยมากพะย่ะค่ะ

นั่งกินกันอย่างเอ้อระเหย จนลืมไปว่าอากาศมันเริ่มเย็นลง ลมพัดมาแต่ละครั้งลูกเมียก็ต้องขยับผ้าพันคอที่อุตส่าห์หิ้วลงมาจากรถ (เผื่อหนาว) ท้องฟ้าช่วงค่ำเริ่มมีแสงแปลบปลาบ ฟ้าแลบ หรือว่าฝนกำลังจะตก เราจึงเรียกคิดเงินและขึ้นรถกลับที่พัก และทันใดนั้นเอง ฝนก็เทโครมลงมา

เยี่ยมเลยครับ อากาศในคืนนี้จึงหนาวเย็นลงในแทบจะทันที เราไม่ต้องเปิดแอร์ จิ๋มบอกว่าด้านนอกหมอกลงจัดมาก มองออกไปได้ไม่ไกลจากตัวบ้านเลย น้องจ้าและพี่แป้งเลยออกอาการตื่นตาตื่นใจ ส่วนผมยังคงยิ้มย่อง เพราะความไม่แน่นอนในการท่องเที่ยวคือเสน่ห์ และตอนนี้ผมกำลังหลงเสน่ห์ของมันอยู่




………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

เที่ยวเขาค้อ กินลมชมหมอก ๓

เช้าวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นวันที่ ๒ ที่เราอยู่บนเขาค้อ

เมื่อคืนอากาศหนาวพอใช้ จิ๋มตื่นเช้าเพื่อชมทิวทัศน์ระยะใกล้ หมอกยังคงปกคลุมเนินเขาทั้งหมดไว้ เราลงมากินอาหารมื้อเช้าที่ห้องอาหารของรีสอร์ทที่จัดทำแบบ low season คือกินเป็น set มื้อเช้านี้ของเราจึงเป็น โจ๊ก อเมริกันเบรคฟัส สลัดผัก และกาแฟ รสชาติก็เป็นแบบที่เราๆกินกันในช่วง low season นั่นแหละครับ

กินเสร็จแล้วก็มานอนกลิ้งเกลือก เพราะอากาศกำลังหนาวเย็นสบาย จิ๋มและจ้าอ่านนิยาย แป้งดูรายการเกาหลีจากไอแผด ส่วนผมหลับตื่นหลับตื่น จนได้เวลาใกล้เที่ยงจึงได้ฤกษ์ออกจากที่พัก

อันที่จริง มาเที่ยวคราวนี้ ผมมีเรื่องค้างคาใจที่อยากทำให้สำเร็จที่เขาค้ออยู่ ๒ อย่าง กำลังลุ้นอยู่ในใจตัวเองว่าจะได้ดังหวังไหม ลูกเมียยังไม่รับรู้

เราตัดสินใจกินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหาร “พรสวรรค์” มันตั้งอยู่ละแวกที่พัก ร้านนี้ก็ติดอยู่ในริวิวร้านอาหารอร่อย ผมเลือกสั่งอาหารเด็ดของร้าน นั่นคือ ทอดมันดอกกล้วยป่า (จ้าบอกว่าอร่อยมาก) ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม (อร่อยมาก ผมบอก) และกับข้าวอีก ๒-๓ อย่าง รับรองว่ามันเด็ดจริง ๆ

ออกจากร้านนี้ เราตัดสินใจจะไปเที่ยวที่ “พิพิธภัณฑ์อาวุธและการสู้รบเขาค้อ” หรือฐานยิงสนับสนุนอิทธิ ซึ่งอยู่ไม่ไกลบนเส้นทางขึ้นเขา หมอกลงปกคลุมเป็นระยะ ๆ อากาศเย็นสบาย ครอบครัวเราได้เดินเล่นบนสถานที่แห่งนี้ ได้คุยกับทหารที่ดูแลพื้นที่ ทำให้ทราบว่า บริเวณเขาค้อทั้งหมดนั้นเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ณ จุดนี้เป็นศูนย์กลางทางกายภาพที่สำคัญ เขาบอกว่ามันเป็นจุดศูนย์กลางของประเทศ เป็นจุดเชื่อมต่อภาคกลางและภาคเหนือ รัฐบาลสมัยอดีตท่านจอมพลยังเคยจะให้เพชรบูรณ์เป็นเมืองหลวงด้วยซ้ำ ใช้เวลาในการสู้รบนานนับสิบปีจึงสิ้นสุด และรัฐบาลเป็นฝ่ายชนะ จากนั้นเราออกไปอีกที่หนึ่งคือ “อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ” ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์แท่งทรงสูงบนเนินเขา เดินดูโดยรอบก็ยังคงมีหลุมเพลาะ บังเก้อร์ ที่เขารักษาไว้อย่างสมบูรณ์ ผมมองออกไปยังเบื้องล่าง เห็นชุมชน เห็นรีสอร์ทที่เราพัก เลยรู้สึกหลงทิศทาง ไม่ค่อยแน่ใจว่าถนนที่นำเราขึ้นมายังสถานที่นี้มันเลี้ยวไปเลี้ยวมาแล้วโผล่มาตรงนี้ได้อย่างไร

ท้องฟ้าเริ่มครึ้ม น้ำหนักของเมฆชวนให้นึกถึงปริมาณน้ำฝนที่กลิ้งไปมาอยู่บนนั้น

เรายังไม่อยากกลับที่พัก จึงเลี้ยวรถไปทางขวาเพื่อหากาแฟดื่มยามบ่าย รีบเปิดหนังสือก็พบว่าร้านที่น่าสนใจคือ “เขาค้อกาแฟสด” บริเวณสี่แยกเลี้ยวเข้าเพชรบูรณ์ฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับขาขึ้นมา ที่แยกนั้นหากเลี้ยวซ้ายจะไปเพชรบูรณ์ หากตรงไปจะไปไหนก็ไม่รู้เพราะไม่มีป้ายบอกทาง แต่หากเลี้ยวขวาเราจะไปพระตำหนักเขาค้อ และทุ่งแสลงหลวง

เราเลี้ยวขวาครับ เพื่อดื่มกาแฟ

รสชาติกาแฟก็เฉย ๆ แต่ร้านค้าภายในร้านนี่ต่างหากที่น่าสนใจ เขาบริการชาใบหม่อนช่วยตัวเอง ฮ่าฮ่าฮ่า หมายความว่า อยากดื่มก็ชงเอง เติมได้ไม่อั้น และช่วยเอาไปเก็บเองให้ด้วย ส่วนในร้านค้าก็มีผลิตภัณฑ์การเกษตรและของที่ผลิตจากชุมชนหลายอย่างมาวางขายอยู่ คุณป้าเจ้าของร้านท่าทางจะติดใจเจ้าจ้า มาชวนคุยอยู่พักใหญ่

ออกจากร้านก็คุยกันว่าจะไป “บ้านในหลวง” พระตำหนักเขาค้ออยู่ในเส้นทางนี้ แล้วเราก็ไปกัน

ถนนและป่าข้างทางชุ่มชื้นไปด้วยฝนที่ตกหยุดตกหยุดเป็นช่วง ๆ จึงได้โอกาสเปิดกระจกรถลงบ้างเพื่อสูดอากาศสด ๆ แห่งนี้เข้าไป

ที่พระตำหนักฯ มีรถนักท่องเที่ยวจอดอยู่หลายคัน น่าผิดหวังเล็กน้อยที่เราเข้าไปชมบ้านในหลวงไม่ได้ เขากำลังปิดซ่อมแซม เราจึงได้เพียงแต่มองผ่านแนวป่าสนเข้าไป อาคารรูปทรงไม่ใหญ่โต ไม่ใช่วัง แต่เป็นที่ทำงานเมื่อครั้งมีการต่อสู้บนเขาค้อ ท่านเสด็จมาที่นี่ นอนที่นี่

ออกจากพระตำหนัก ก็ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจอีกครั้ง

ผมพาเมียมากินกาแฟบนเส้นทางนี้ก็เพราะอยากมาทางนี้ ผมตัดสินใจเลี้ยวเข้ามาพระตำหนัก ก็เพราะอยากมาบนถนนสายนี้ มันค้างคาในใจตั้งแต่กว่า ๑๐ ปีที่แล้วที่มาเขาค้อ

“พ่ออยากเข้าทุ่งแสลงหลวง” ผมพูดออกมาในรถขณะที่เราจอดอยู่ที่ทางแยก แยกที่จะเลี้ยวขวากลับที่พัก หรือเลี้ยวซ้ายไปทุ่งแสลงหลวง

หากเปิดแผนที่ดูนั้น เราก็จะทราบว่า เส้นทางตรงนี้เป็นววกลม นั่นหมายความว่า จากที่ว่าการอำเภอเขาค้อ เราสามารถขับรถมาทุ่งแสลงหลวงได้ทั้ง ๒ ทาง ไม่ว่าซ้ายหรือขวา คราวที่แล้วผมไม่กล้าเข้าทุ่งแสลงหลวง เพราะรู้สึกว่ามันไกล และเขาบอกว่าต้องใช้รถโฟร์วีล ถนนไม่ดี มันเลยค้างคาใจอยู่นานแล้ว ผมอยากเห็นทุ่งแสลงหลวง อยากเห็นสะวันน่าเมืองไทย คราวนั้นเรามากับตูดดำซีดาน แต่คราวนี้เรามากับคล่องแคล้วทรงสูง น่าจะไปถึง กอปรกับชาวบ้านบอกว่าถนนดีทั้งสายแล้ว ไปถึงแน่ ๆ

“ไปเลยพ่อ” เจ้านายหลังรถเห็นด้วย

ผมจึงเลี้ยวซ้ายไปในทันที

บอกตรง ๆ ว่าระทึก เพราะถนนที่เขาว่าดี นั่นคือดีแบบแคบ ๆ เวลามีรถสวนมาทีหนึ่งต้องระวังกันทีหนึ่ง มีบางช่วงบางตอนที่มีการซ่อมแซมบ้าง (แสดงว่าเขาใช้กันมานาน) ป้ายข้างทางและ Garmin คือสิ่งเดียวที่ยังทำให้ผมสบายใจว่าเรามาถูกทาง ระยะทาง ๑๖ กิโลเมตรจากสี่แยกเมื่อครู่มันช่างไกลเหลือเกินในความรู้สึกของการขับรถในทางที่ไม่คุ้นเคย อันที่จริงถนนในช่วงนี้ไม่มีการขึ้นลงเขาแล้ว เพราะเรากำลังวิ่งลงทุ่งราบ แต่ฝนที่กำลังตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ถนน ๒ เลน และน้ำท่วมขังข้างทางเป็นช่วง ๆ ทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้น

เสียงจาก Garmin บอกให้เลี้ยวขวาเข้าทุ่งแสลงหลวง เรายังคงเหลือระยะทางอีกไม่ถึง ๕ กิโลเมตร ผมเลี้ยวตามเข้าไป และก็รู้ได้ในทันที ว่าภารกิจที่เฝ้ารอมานานนั้น ถึงวันนี้ก็คงจะไม่สำเร็จอีกครั้ง

“ถนนขาด” น้ำไหลบ่าลงมาท่วมทาง

ถึงจุดนี้ ผมจึงตัดสินใจในทันทีว่า ต้องหันหลังกลับ

เราออกจากทางเข้าทุ่งแสลงหลวง และยังคงตั้งเข็มวิ่งในเส้นทางที่เป็นวงกลม เราจะไม่กลับออกทางเดิม

เจอน้ำท่วมทางเป็นช่วง ๆ ถนนขรุขระมากเป็นหย่อม ๆ รถจึงวิ่งได้ช้ามากจนแทบคลาน เหงื่อผมเริ่มซึมออกมาทั้ง ๆ ที่อากาศข้างนอกคงจะเย็นเฉียบ น้องจ้าและพี่แป้งหลับไปแล้ว ผมถามจิ๋มว่า “แม่จำบรรยากาศแบบนี้ได้มั้ย” เธอไม่ตอบ เพียงแต่หัวเราะหึหึกลับมาเบาๆ

ขับมาได้ครู่หนึ่งฟ้าก็เริ่มใส ถนนกลับมาสู่สภาพดีถึงดีมากอีกครั้ง เราผ่านทางเข้าน้ำตกศรีดิษฐ์ และฝนก็ขาดช่วงลงอย่างทันทีเสมือนหนึ่งเมื่อครู่นี้คือความฝัน ขับรถจนเพลินก็มาถึงวิวที่คุ้นตา รีสอร์ทมากมายเริ่มมีให้เห็น รถราเริ่มขวักไขว่ อ้อ! เราอยู่บนถนนสายรีสอร์ทอีกเส้นหนึ่งนั่นเองครับ มองจากถนนนี้ก็จะเห็นรีสอร์ทของเราอยู่บนเนินเขาทางด้านตะวันออกของถนน

จบการเดินทางท่องเที่ยวแบบลูกยังงงงง ส่วนพ่อไม่งง ไม่ถึงจุดหมาย แต่ก็อิ่มใจ

เรามีเวลาเหลือนอนพักช่วงบ่าย เดินเล่นรอบรีสอร์ทอีกพักหนึ่ง อากาศวันนี้ต่างจากเมื่อวานราวฟ้ากับเหว

มื้อเย็นวันนี้เราเลือกกินที่ร้าน “Saylongbay Cafe” หลังจากที่ติดใจมาจากเมื่อวาน เราเลือกนั่งที่นอกชาน สุขใจที่จะได้ชมวิวในช่วงโพล้เพล้ มองไปทางหลังร้านเห็นดวงอาทิตย์เริ่มส่องแสงส้มสวย จึงเดินออกไปดูกัน จึงพบว่า ที่แห่งนี้กำลังจะเปิดบริการรีสอร์ทอีกแห่งหนึ่ง “แม่เจ้า!” ผมอุทานออกมา เพราะหากมันเปิดบริการจริง ที่นี่จะเป็นอีกที่หนึ่งที่มีบรรยากาศยามเย็นดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งแน่นอน เรามองหน้ากัน และเห็นตรงกันว่า หากได้มาเขาค้อคราวหน้า เราจะพักที่นี่

อาหารเย็นในโรงครัวสุดหรูแห่งนี้ทำออกมาได้อย่างดี น้องจ้าเริ่มต้นด้วยซุปเห็ดที่ใส่ผักโขมมาจนเขียวสวย รสชาติอร่อยจนเธอต้องเลียจาน จิ๋มกินพอร์คช็อป ผมกินไส้กรอก ส่วนลูกกินเส้นอิตาเลี่ยน มันสบายจนไม่อยากจะลุกกลับ ผมนั่งมองดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา นั่งดูลูกกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย นั่งดูชายคนหนึ่งสวมแจ๊คเก็ตวิ่งออกกำลังกายบนถนนของตัวอำเภอตั้งแต่ฟ้ายังคงมีสีฟ้า จนตอนนี้ก็ล่วงไปเกือบชั่วโมง เขาก็ยังคงวิ่งจ๊อกกิ้งไปมาอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็มีทัวร์ชุดหนึ่งลงมากินอาหารเหมือนพวกเรา แต่เขาพกความอยากร้องเพลงมาด้วย คาราโอเกะเพลงลูกทุ่งจึงดังขึ้นมาตัดกับบรรยากาศที่เรากำลังเคลิบเคลิ้ม แป้งทำหน้าแหยะเพราะคงเนื่องด้วยเสียงผิดคีย์ซ้ำไปซ้ำมา ส่วนจ้าหัวเราะเสียงดัง ผมกับจิ๋มจึงเห็นตรงกันว่ากลับไปนอนดีกว่า

คืนนี่ที่พักเรามีคนมานอนหลายห้องเลยทีเดียว รวมถึงห้องด้านล่างของผมด้วย เขามากัน ๒ คู่ ที่กำลังสนุกกับการดื่มเหล้าเบียร์ สูบบุหรี่จนควันทะลุลอดหน้าต่างของห้องเรา เสียงพูดคุยดังลั่นประหนึ่งอยู่กันเพียงห้องเดียว บางทีก็กรี๊ดกันอย่างดังให้เราพอตกใจเล่น ผมจินตนาการไปว่า เขาคงกำลังจะปล้ำกันทั้ง ๒ คู่ หรือไม่ก็เล่นไล่จับ

เวลาผ่านไปนานมาก อากาศเย็นแต่ใจร้อนรน

แม่เจ้า ความไม่แน่นอนของการท่องเที่ยวธรรมชาติ มันไม่เหมือนความไม่แน่นอนที่ต้องเจอกากจริง ๆ (มีคนว่าไว้) นี่ถ้าลงไปช่วยปล้ำได้ คงลงไปแล้ว นอนดีกว่า อิอิ

ดึกดื่นคืนนั้น ผมกำลังคิดถึงภารกิจที่ ๒ ที่หมายมั่นเอาไว้ มันจะสำเร็จไหมหนอ














.................................................................................................................................................................................

เที่ยวเขาค้อ กินลมชมหมอก ๔

๙ ตุลาคม ๒๕๕๙

รุ่งเช้าขึ้นมา เราถูกปลุกด้วยเสียงดังโครมคราม และกลิ่นบุหรี่ และเขาเหล่านั้นก็หายจากไปอย่างรวดเร็ว นี่คงเป็นการหยุดพักสุดสัปดาห์ที่เป็นปกติของพวกเขาสินะ

หลังการจากไปของเหล่าฮีโร่ผู้กล้า ครอบครัวของเราก็ได้พักผ่อนกันเต็มที่อีกครั้ง ผมกะว่าจะ check out จากที่พักช่วงเกือบเที่ยง แล้วไปหาของกินเอาดาบหน้า และที่ว่าดาบหน้านั้นเราก็เจอของดีอีกที่หนึ่ง

“ร้านอาหารมาลี” บริเวณ ๔ แยกที่เรามาเมื่อวานนั่นเอง สี่แยกนี้มีชื่อว่า “รื่นฤดี”

ร้านอาหารแห่งนี้มีคนมากินอยู่เต็มร้าน ทั้งกรุ๊ปทัวร์และครอบครัว เมนูใหญ่เท่าบ้าน อาหารอร่อย อร่อยจริง ๆ ครับ อร่อยจนกลัวง่วงเลย ดังนั้นเมื่อเสร็จกิจจากร้านนี้ เราจึงตั้งเข็มไปที่ “ร้านกาแฟจ่านรินทร์” อันเป็นที่หมายมั่นของจิ๋มตั้งแต่ขาขึ้น แต่ผมดันไปดับฝันเธอเสียก่อน วันนี้จึงได้โอกาสแวะเสียจริง ๆ และก็อยากจะบอกว่า “ไม่เสียแรงที่ได้แวะ ไม่เสียดายเวลาที่หยุดชิมกาแฟที่นี่”

กาแฟอะราบิก้า เลือกชนิดที่คั่วปานกลาง มีรสเปรี้ยวติดลิ้นนำความขม กินกับถั่วแม็คคาเดเมียที่ปลูกในไร่ของจ่า มันอร่อยเหลือเกิน

ออกจากร้านจ่าก็มุ่งหน้าต่อไป ผมตื่นเต้น ตื่นเต้นมากที่จะได้เจอกับเธอ

“เนินพิศวง” คือสิ่งที่ผมเฝ้าติดตามมองหา เนินชื่อประหลาดที่คลาดแคล้วกันมาตั้งแต่เที่ยวรอบที่แล้ว ดูตามหนังสือ มันห่างจากร้านจ่าไปไม่ไกลเลย จะว่าไปเมื่อครั้งกระนู้นไม่มีหนังสือนำทาง หาเนินดั่งว่าไม่เจอก็พอให้อภัย แต่จนแล้วจนรอด มาเที่ยวคราวนี้ ผมขับรถช้า ๆ มีหนังสือนำทาง ขับไปมองหาป้ายไปตลอดทาง มารู้ตัวอีกที ก็ถึงแยกนางั่วเรียบร้อย หมดกัน นึกหงุดหงิดในใจ ไม่ได้เจอกันอีกจนได้ เจ้าเนินพิศวงงงงวย มันพิศวงสมชื่อสินะ ถึงหากันไม่เจอจนถึงคราวนี้

ฝากไว้ก่อนนะเธอ

จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้อยู่ที่มวกเหล็กครับ ผมยังไม่อยากเข้ากรุงเทพฯ เพราะเรายังเหลือเวลาอีก ๒ วันกว่าจะถึงเวลากลับหาดใหญ่

เมื่อคืน จิ๋มได้ search หาที่พักอยู่พักหนึ่ง และเราก็ได้ที่หนึ่งที่คิดว่าน่าจะดี “ไร่กุสุมา”

ผมก็ขับรถลงมาเรื่อย ๆ ตามที่ Mr Garmin และ google map สั่งมา มันแสดงเส้นทางที่ตรงกันมาตลอดทางสาย ๒๑ ในใจก็จินตนาการไปว่า เราจะไปเข้าสระบุรีแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนมิตรภาพเพื่อเข้ามวกเหล็ก แต่แล้วจู่ ๆ ตรงแยกอำเภอชัยบาดาล เครื่องนำทางมันบอกให้เราเลี้ยวซ้ายออกจากสาย ๒๑ ไปในทางเส้นเล็กกว่า ผมเริ่มฉุกใจ ให้จิ๋มตรวจสอบกับใน google map มันก็ยังแสดงว่าตรงกัน หมายเลข ๒๓๓๘ คือถนนเส้นเล็กที่เรากำลังใช้มันมุ่งหน้าไปมวกเหล็ก

“เอาวะ ไปก็ไป” ผมบอกตัวเองและทีมงาน ซึ่งตอนนี้น้องจ้ากำลังทำหน้าที่เป็นผู้เปิดเพลงจากโทรศัพท์แล้วเชื่อมเข้าลำโพงของรถให้ฟัง ใครอยากฟังเพลงอะไรขอให้บอก เธอจัดให้

แรก ๆ ก็ดูดี ผ่านไประยะหนึ่ง สองข้างทางเริ่มแปรสภาพเป็นท้องทุ่งสุดลูกหูลูกตา มันไม่ใช่นาข้าว แต่เป็นไร่ข้าวโพด ทางเปลี่ยวไร้ซึ่งเพื่อนร่วมทาง นาน ๆ จะมีสวนกลับมาสักคัน มันทำให้ผมใจไม่ค่อยดี พื้นถนนก็เปลี่ยนไปมา ดีบ้างเลวบ้าง มาจนถึงตอนนี้ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราวิ่งอยู่ในอำเภออะไร

ผมมีความเครียดอยู่ ๒ อย่างในตอนนี้ คือเครียดเพราะทางมันจะไปสิ้นสุดที่ไหนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ (ดีหน่อย ที่ลุงการ์มินบอกเวลาถึงเอาไว้บ้าง) เรื่องต่อมาคือ เงินในกระเป๋าเรา ๒ คนตอนนี้มีรวมกันได้ไม่ถึง ๕๐๐ บาท จะแวะหาตู้กดเงินก็ไม่มีเลย “ถนนชนบทแบบนี้คงจะหาตู้กดได้อยู่หรอก” ผมนึกสบถในใจ และรู้สึกผิดที่ไม่ยอมจอดรถกดตังค์เมื่อครั้งอยู่ในเมือง แต่เอาเหอะ แถว ๆ รีสอร์ทน่าจะมีบ้างแหละน่า นี่เป็นการปลอบใจตัวเองที่โง่สุด ๆ เท่าที่ทำมา เพราะว่าจนแล้วจนรอด ก็ไม่มีวี่แววธนาคารเงินด่วนเลย

เมื่อเข้าใกล้มวกเหล็กจากแผนที่ เราเริ่มพบว่าวิวข้างทางเปลี่ยนจากไร่ข้าวโพดมาเป็นฟาร์มโคนมขนาดเล็ก ๆ ก็เลยเข้าใจได้เลยว่านี่คือเขตสระบุรี ชุมชนโคนมขนาดใหญ่อยู่ละแวกนี้ ลูกสาวคนเล็กดูตื่นตา ส่วนลูกสาวคนโตดูเนือย ๆ เธอบอกว่า “เหนียวหัว อยากสระผม” ฮ่าฮ่า โคตรเข้ากันได้ดีจริง ๆ

เรามาถึงไร่กุสุมาก็เกือบ ๖ โมงเย็น ห้องพักที่เลือกไว้ราคา ๒ พันนิด ๆ ทุกหลังอยู่ติดลำธารทั้งหมด ผมถามทางที่จะไปกดเงินจากพนักงานต้อนรับ เธอบอกว่าอยู่ในเมืองห่างออกไปราว ๑๐ กิโล ชั่งใจเพียงแวบเดียวก็เลยขอโอนทางธนาคารดีกว่า ที่นี่สัญญาณโทรศัพท์ดีมาก เลยทำการโอนได้โดยง่าย อีกอย่าง ผมชักไม่ค่อยจะแน่ใจว่า การไปเสี่ยงโชคในขณะที่น้ำมันเหลือเพียงขีดเดียวนั้น มันน่าสนใจที่จะลองหรือไม่ คำตอบของผมมีอย่างเดียว คือ ไม่

สภาพห้องพักก็พอนอนได้ จากห้องนอนสามารถฟังเสียงน้ำไหลจากลำธารได้อย่างแจ่มชัด น้ำใสเสียจนน่ากระโดด เสียแต่ว่าตอนนี้เวลา ๖ โมงกว่า อากาศเย็นเฉียบ ลงน้ำตอนนี้มีหวังหัวใจอันบอบบางคงหยุดเต้น (โห...) เลยทำได้เพียงแค่เดินมอง ผมสังเกตเห็นว่า ในท้องน้ำมีต้นไม้น้ำมากมาย ลักษณะมันคล้ายพลับพลึงธารเสียเหลือเกิน พยายามเปิดดูใน google มันก็คล้ายกันมาก ลองถามจากพนักงานดูก็ได้คำตอบว่า “ไม่ทราบ” ที่อยากรู้อย่างมากก็เพราะว่า โดยปกติพลับพลึงธารจะถูกพบแถวพังงาช่วงบน ๆ และระนอง แต่มวกเหล็กนี่มันคนละภูมิภาคของมันเลย ผมจึงได้เพียงแต่ดูและจดจำ นี่ถ้าได้เห็นดอกมันบ้างก็จะถ่ายรูปมาให้ผู้รู้ได้เปรียบเทียบ

มื้อค่ำวันนี้ เราสั่งอาหารมากินที่ห้องพัก ยำหมูยอถูกใจเจ้าจ้านัก ส่วนผมก็ไข่เจียว อยากจะดื่มเบียร์แต่เบี้ยหมด มันน่าช้ำใจเสียนี่กระไร ดูซิ อยู่ริมลำธาร อากาศเย็น อาหารดี แต่หมดเงินดื่มเบียร์

ผมถือว่าทริปรอบนี้สิ้นสุดที่นี่ครับ

ความไม่แน่นอนของการเดินทางคือเรื่องน่าตื่นเต้น แม้กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากออกจากที่พักเพื่อกลับกรุงเทพฯ แวะปั๊มน้ำมันเพื่อเติมเชื้อเพลิง ให้เมียลงไปกดเงิน ปรากฏว่า ปั๊มแห่งนี้เพิ่งเปิดได้ไม่กี่วัน ตู้กดเงินที่ตั้งอยู่นั้นยังไม่ได้เปิดใช้งาน สรุปว่า เราเข้ากรุงเทพฯด้วยเงินที่ติดตัวเพียงเกือบร้อยเท่านั้น

การได้ทำอะไรโดยแอบมีจุดมุ่งหมายเล็ก ๆ คือความสุข เพราะแม้นว่าผมไปไม่ถึงทุ่งแสลงหลวง เนินพิศวงมันยังคงหลบผมอยู่ ผมก็ยังคงมีความสุขกับการเดินทางครั้งนี้ และหวังว่าคงได้พบกันในครั้งต่อไป

การเดินทางมีความสุขอยู่หลายที่ และที่สำคัญมาก ๆ คือ ความสุขระหว่างการเดินทางนั่นเอง อย่าลืมเก็บเกี่ยว

ธนพันธ์ ชูบุญมีความสุขกับการเดินทาง (นามสกุลยาว ๆ นี่แหละดี มีคนจำไม่ได้ ฮา...)

บันทึกนี้เขียนเสร็จในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๙ เพราะเมื่อตอนเช้าดูข่าวช่องเนชั่น “รถติดบนเขาค้อยาวเหยียด”

ที่เขียนไม่เสร็จตอนแรกเพราะตกใจ เนื่องจากค่ำ ๆ วันที่ ๑๐ มีแถลงการณ์ออกมาเรื่องไม่ค่อยดีนัก และมาทราบชัดแจ้งในวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

ที่ตั้งใจว่าจะต้องเขียนให้เสร็จวันนี้ เพราะวันนี้คือวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๙






บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (2)

คู่บุญ :)

เขียนเมื่อ 

ยาวนาน ;)...