สวัสดีครับชาว Blog และลูกศิษย์ห้องเรียนผู้นำของมหาวิทยาลัยทักษิณ

วันนี้เข้าสู่ช่วงที่ 8 ของการเรียนรู้สำหรับห้องเรียนผู้นำของมหาวิทยาลัยทักษิณ ผมขอเรียกว่า "TSU Leader Class" ซึ่งในช่วง 8 นี้ เราจะเน้นเรื่องจากแนวคิดทางการตลาด.. สู่การปรับใช้กับการทำงานของมหาวิทยาลัยทักษิณ Case Studies and Intensive Management Workshop TSU Positioning in Thailand and ASEAN+6 เศรษฐกิจโลก ประชาคมอาเซียน AEC และเศรษฐกิจไทย..ผลกระทบ การปรับตัว และกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยทักษิณ และ Case Studies and Intensive Management Workshop (3) TSU and Change Management

ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเรียนรู้ร่วมกันในช่วงนี้ ลูกศิษย์ของผมจะได้รับมุมมองที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้กับการพัฒนาตนเอง องค์กร และสังคมของเรา

ผมขอใช้ Blog นี้ เป็นคลังความรู้สำหรับกิจกรรมในช่วงที่ 8 ของเราครับ


โครงการพัฒนาผู้นำและนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยทักษิณ

สรุปการบรรยายวันที่ 3 พฤษภาคม 2559

วิชาที่ จากแนวคิดทางการตลาดสู่การปรับใช้กับการทำงานของมหาวิทยาลัยทักษิณ

บรรยายโดย คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน

ประธานสถาบันองค์ความรู้แห่งเอเชีย

การตลาดบางครั้งอาจเข้าใจว่าเกี่ยวกับสาขาการบริหารธุรกิจ แต่จริง ๆ แล้วเป็นการเข้าใจและตอบสนองความต้องการทั้งของผู้บริโภคและ Stakeholder

อย่างปัจจุบันมีทำด้านบริษัท V Corporation และ Dao Coffee

การตลาด ไม่ใช่แค่การซื้อของ แต่เป็นการเข้าใจพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคหรือ Stakeholder รวมไปถึงผู้ถือหุ้น และ Stakeholder ที่เกี่ยวข้องกับสังคม คือทำให้ชุมชนในพื้นที่หรือที่ทำธุรกิจได้รับประโยชน์ด้วย

มหาวิทยาลัยเป็นลักษณะการให้ความรู้กับนักเรียน นักศึกษาให้เป็นคนมีความรู้ ความสามารถ ตอบสนองต่อการพัฒนาอาชีพได้ แต่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีบทบาทมากกว่านั้น อาทิ บทบาทในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาทั้งในส่วนของภาคธุรกิจ สังคม การพัฒนาชุมชน และมหาวิทยาลัยชั้นสูงจะมีเอกลักษณ์ในแต่ละพื้นที่และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แตกต่างกันไป

ภาพใหญ่ สิ่งที่คิดว่ามีความสำคัญที่ช่วยในการ Transform หรือเปลี่ยนสังคมไทยยุคใหม่ในตลาดโลกในพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป มี 5 เรื่อง

1. New Global Trend – เป็นการเปลี่ยนในปัจจุบันและ Life style คนรุ่นใหม่ ในอนาคตอันใกล้ คน Generation x หรือ Young PhD. หรือรุ่นปลาย ๆ

2. Creative Economy – เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม อาจเป็นรากฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์หรือภูมิปัญญาสมัยใหม่

3. 5C’s Model

4. New Society / New DNA เป็น Global Village สังคมยุคใหม่เป็นยุคทางอินเตอร์เน็ต มีทีมของตัวเอง เป็นเรื่องที่คนยุคใหม่ไม่จำกัดที่ต้องอยู่ในโลกแคบเหมือนสมัยก่อน เป็นลักษณะ DNA หรือที่เป็น Character ของคน สำหรับคนยุคใหม่ มีความท้าทายกับคนไทยยุคใหม่ การปรับเปลี่ยนทัศนคติเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเติบโตไปด้วยได้ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี

5. New Organization Culture สามารถนำมาใช้ได้ในมหาวิทยาลัย

New Global Trend

แนวคิดเรื่องการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเริ่มต้นขึ้นในทศวรรษที่ 80 โดยประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะนำเอาแนวคิดดังกล่าวเข้ามาปรับเป็นยุทธวิธีรับมือการขยายตัวทางการค้าของประเทศญี่ปุ่น การเพิ่มศักยภาพในการผลิต การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นตัวนำในการดำเนินการทางการค้ามากขึ้น และรวมไปถึงการส่งผ่านข้อมูลข่าวสารที่ไร้พรมแดน ความสามารถทางการแข่งขันจึงเป็นกระแสความตื่นตัวของโลกในทศวรรษใหม่อย่างแท้จริง ทั้งนี้ความสามารถในการแข่งขันนั้นมีความหมายในหลายมิติ ขึ้นอยู่กับกระแสของรูปแบบการแข่งขันในตลาดโลก

1. การพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย Thailand Competitiveness เป็นการสำรวจขีดความสามารถในการแข่งขันว่าประเทศไทยเทียบกับประเทศต่าง ๆ เป็นอย่างไร โดยดูจากภาครัฐ ดูเรื่องความโปร่งใส ความต่อเนื่อง เสถียรภาพ การเมือง เป็นจุดที่ต้องปรับปรุงให้มีเสถียรภาพ มีความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และ

2. อีกมิติเป็นการดูภาคเอกชน ภาคแรงงานมีขีดความสามารถแค่ไหนในแง่ของการผลิต เช่นไทยอาจ Productivity ต่ำกว่าหรือสูงกว่า

3. Infrastructure ดูระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นอย่างไร ระบบการศึกษา สาธารณสุข งานวิจัยการต่อยอดไปสู่นวัตกรรมสมัยใหม่

ปัจจุบันรัฐบาลมอบหมายให้หอการค้ากับ TMA ทำ

2. World Economic Forum พูดถึง Trend ต่าง ๆ ดังนี้

1. Knowledge Society การสร้างโลกยุคใหม่เป็นโลกแห่งการเรียนรู้ คนสมัยใหม่เรียนรู้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่จำกัดสถานที่และเวลา ในแต่ละปีจะมีทิศทางที่สามารถปรับใช้เป็นนโยบายของมหาวิทยาลัยและ Public Policy ของรัฐบาล ตัวอย่างมหาวิทยาลัยจะไปในทิศทางไหน อันไหนเป็นจุดแข็ง จุดอ่อน ดู SWOT เพื่อดูนโยบายในการทำงาน และถ้าเราสามารถถ่ายทอดให้นักศึกษาได้จะเป็นประโยชน์ ถือได้ว่าเป็น Challenge ของนักศึกษาในการ Search หาข้อมูลในมุมมองที่แตกต่าง ให้เด็กรุ่นใหม่มาแสดงความคิดเห็นในห้องเรียน ได้ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเช่น Harvard Stanford จัดเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้น จากการวัดในหลาย KPI สามารถคงความเป็นเลิศได้ อย่างหนึ่งคือตัวนักศึกษาจากทั่วโลกเก่ง ๆ ที่เข้ามหาวิทยาลัยทุกปี มีโอกาสนักศึกษาที่ดีหน่อย แต่ไม่ใช่ว่าเก่งอย่างเดียว แต่เป็นนักศึกษาที่มีความหลากหลายของประเทศของเชื้อชาติ ทำให้เกิดความหลากหลายของมุมมองในแต่ละ Class เช่นจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย รัสเซีย ฝรั่งเศส อุเบกีสถาน ฯลฯ เป็น Challenge อย่างหนึ่งที่ทำให้มหาวิทยาลัยต่อยอด และเมื่อคนเหล่านี้กลับไปก็กลับไปเป็น Leader ของประเทศที่เขามา

นักศึกษาของม.ทักษิณมาจากไหน อย่างหนึ่งคือ Location ที่สะดวก แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือจุดขายในมหาวิทยาลัยหรือคณะในมหาวิทยาลัย ถ้าจะเอานักศึกษาที่ดึงดูดมาจากต่างประเทศได้ เราอาจดูที่คณะ หรือ Content ที่น่าสนใจ แตกต่าง เพื่อดึงดูดและสร้างมูลค่าเพิ่ม

2. Innovation /Imagination

Innovation ไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่อยากขอยกตัวอย่าง Innovation อันหนึ่งที่ยกมาคือ Instant Noodle หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในสมัยก่อนถือเป็น Innovation จากประเทศญี่ปุ่น หรือ ซาวเบาท์ เป็น Innovation ในยุคนั้นที่ถือว่าดังมาก เป็นต้น

จึงอยากให้ดูในมุมมองของ ม.ทักษิณว่า สิ่งที่เก่งและเป็นพื้นฐานที่ต่อยอดมาจากครู เพราะมาจาก มศว. คือเรื่อง ศิลปวัฒนธรรม อยากให้มองในเรื่อง AEC ที่มีด้านสังคม การเมือง และศิลปวัฒนธรรม จึงอยากให้ ม.ทักษิณ ต่อยอดในสิ่งที่มีอยู่โดยใช้จุดแข็งจากการอยู่ในพื้นที่เขตภาคใต้ ในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศไทยสามารถ Position เป็น Regional Center /Hub เรียกว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว นำมาต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ในเชิงมูลค่า สามารถต่อยอดให้เป็นที่รู้จักให้ ม.ทักษิณ เชี่ยวชาญ มีความเข้มแข็ง

ในมุมมองวิธีดั้งเดิม เราจะ Look up จะมีการ Ranking ตัวเราเองว่าในอาเซียนประเทศไทยอยู่ตรงไหน แต่สมัยใหม่จะเป็นเรื่องของ New Experience เช่นบางคนอยู่ใน Ranking ที่มากกว่าเราแต่ปัจจุบันสนใจมาเรียนเรื่องความแตกต่าง เอกลักษณ์ ดังนั้น ม.ทักษิณ ต้องดูว่าตรงนี้มีอะไรที่จะ Offer ให้คนวงการศึกษา คนยุคใหม่ ต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้ว

3. Urbanization เป็นนโยบายการกระจายความเจริญไปสู่จังหวัด มีการพัฒนาองค์กรท้องถิ่นให้เข้มแข็ง ต้องมีการ Empower หรือ Decentralize อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถฝืนกระแสโลกที่เป็น Global Trend ได้คือ Urbanization และ Trend ทั่วโลกคือ การเป็น Mega City คือเป็นศูนย์รวมของโอกาสการทำงาน การพัฒนาในด้านต่าง ๆ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ทีจะเกิด Urbanization ทั่วโลก ในชีวิตจริงเป็น Challenge ที่จะทำอย่างไรที่จะบริหารเมืองที่เป็น Mega City เหมือนโตเกียว นิวยอร์ค หรือโซลได้ ไม่สามารถบอนไซเนื่องจากเป็น Global Mega Trend ที่ดึงดูดโอกาสต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ การพัฒนาคนเก่ง ๆ เข้ามา ดังนั้นประเทศไทยก็ควรพัฒนาตรงนี้เช่นกัน แต่อาจไม่ได้กระจุกในกรุงเทพฯอย่างเดียว แต่มีการกระจาย Urbanization ที่มีการพัฒนาให้เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่ด้วย แต่อาจจะไม่ใช่เฉพาะแค่พื้นที่นั้นอย่างเดียว ต้องมองโดยรอบด้วย เช่น ในหาดใหญ่ อาจมีคนในจังหวัดใกล้เคียงที่ส่งคนมาทำงาน มาเรียนด้วย และถ้ากว้างกว่านั้นคือเป็น Global Citizen ที่ต้องรวมถึงนักท่องเที่ยว และคนที่มาจากต่างประเทศแต่ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เป็นต้น

สรุปคือถ้ากระจายการพัฒนาให้เป็น Urbanization ก็จะดึงดูด (Attract) Talent ให้มาใช้ชีวิตที่นี่ จะพัฒนา Urban ให้เกิดประโยชน์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสในการทำงาน การเรียนรู้ และให้คนไปต่อยอดได้อย่างไร อย่างม.ทักษิณ ต้องดูว่าเรามีจุดอย่างไรที่จะ Offer ที่จะดึงดูดได้ ดูจากพื้นที่ที่ทำในสิ่งที่ดี และ Attract คน จะมี Talent มีวิธีคิดมุมมองให้เกิดเรื่องใหม่ ๆ เป็นลักษณะ Urbanization

4. Climate Change ถือเป็น Global Trend ที่เกิดขึ้น เป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเองธรรมชาติ เช่นโลกร้อน ในปีนี้มากขึ้นทั้งที่กรุงเทพฯ และสุโขทัยเป็นต้น หรือเรื่องสึนามิ ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียง หรือน้ำแข็งละลาย หลายสิ่งหลายอย่างเป็นลักษณะความรู้สึกร่วม และต้องช่วยเหลือร่วมกัน หรืออาสาสมัคร เป็นสิ่งที่เหมือนเป็น Value หรือค่านิยมยุคใหม่

จึงเป็นสิ่งที่เราควรเรียนรู้ในการอยู่ร่วมและป้องกันที่จะทำได้อย่างไร เช่น น้ำลงมากเป็นสัญญาณของ สึนามิ แต่ถ้าจะไปต่อยอดในลักษณะ New Value ของสังคม ในยุคใหม่จะเป็นลักษณะ Share Value เป็นเรื่องของคนยุคใหม่ เป็นสิ่งที่ร่วมสมัย ที่คนต้องทำร่วมกัน เป็นสิ่งที่มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม สามารถต่อยอดในมุมมอง Share Value ได้

5. Health and Safety Concerns

6. Aging Society

ข้อ 5 และข้อ 6 เชื่อมโยงกัน สังคมยุคใหม่ เป็นคนที่สนใจและใส่ใจเรื่องสุขภาพ เช่น ออกกำลังกาย วิ่ง ขี่จักรยาน มีการเรียกร้องให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะ ๆ เป็นกระแสคนยุคใหม่ กินอาหารเพื่อสุขภาพเป็นต้น ก็ต่อเนื่องให้คนอายุยืนขึ้น เป็น Aging Society มากขึ้น คนสมัยใหม่สนใจเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น เช่นเราสามารถติดกล้อง CCTV แล้วสามารถดูได้จากแอพมือถือได้ แสดงถึงคนสมัยใหม่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัย เรื่องสุขภาพมากขึ้น เป็นมาตรการป้องกันอย่างหนึ่ง

ประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีจะมีคนอายุยืนมากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะเขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่มี Pressure มาก

Aging Society เป็นโอกาสของสินค้าและบริการที่เราต้องดูแลผู้สูงอายุที่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ และ Trend นี้จะขึ้นไปเรื่อย ๆ ในอนาคตคาดว่าจะมีกลุ่มนี้มากขึ้น ผู้สูงอายุมากขึ้น การที่ดูแลตัวเองได้ดี ผ่านประสบการณ์มาก ๆ จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เราสามารถใช้ประโยชน์จากกลุ่มนี้ได้อย่างไร คนชรายุคใหม่เป็น New Age society แปลว่าสังคมของคนในยุคนี้มีสุขภาพดีกว่าแต่ก่อน มีกำลังซื้อ มีประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาว เป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่เป็นแบบภาพผู้เฒ่าเหมือนเก่า จะเห็นว่าคนที่อายุเยอะ ๆ ในปัจจุบันสามารถเป็นคนในอีกยุคหนึ่งที่ร่วมสมัยได้ และถ้ามองในมุมโอกาสคือยังไม่มีสินค้าและบริการจริง ๆ ที่ทำเพื่อคนกลุ่มนี้ เป็นสินค้าหรือบริการที่ทำเพื่อ Health Conscious จริง ๆ มีการหาสินค้าใหม่ ๆ เรื่อย ๆ หรือมองในโอกาสทางการศึกษา มีการรวมกลุ่มเรียนคอมพิวเตอร์ สามารถสื่อสารกับหลานยุค Gen Y หรือ Z ได้ มีศูนย์พักฟื้น Well Being Center เป็นต้น เป็นกลุ่มใหญ่ที่เป็น Aging Society ทำให้เกิดสังคมที่ดูแลผู้สูงอายุดีกว่าปัจจุบัน เป็นกระแสที่มาแน่นอน สถาบันการศึกษาต้องเตรียมตัว รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมว่ามีนโยบายที่รองรับผู้สูงอายุเหล่านี้แล้วหรือยัง

7. International Mobility

8.Connectivity

ข้อ 7และข้อ 8 ใกล้เคียงกัน คนในยุคสมัยใหม่มีการ Movement ตลอดเวลา คนเดินทางมากขึ้น หรือไม่ได้เดินทางแต่มีการ Log in ไปในอินเตอร์เน็ตก็ไปรอบโลกได้แล้ว สมัยก่อนไปต่างประเทศยากมาก แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้วมี Low Cost Airline และ Trend จะเป็นอย่างนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เปรียบเสมือนเป็นกระแสของการเดินทาง อย่างโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีคนไข้จากต่างประเทศจำนวนมาก และมีเศรษฐีจาก CLMV มาใช้บริการแบบนี้เยอะ ถ้ามองในมุมบวกจะเห็นโอกาส

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากที่ จะ Attract นักศึกษา ตัวอย่าง ม.แม่ฟ้าหลวง มีนักศึกษาจากหลายประเทศมาเรียน ส่วนหนึ่งมาจาก Location และ 2 มาจากชื่อเสียง ที่ Attract สำหรับประเทศไทยก็มีจุดขายที่จะสามารถต่อยอดได้ ให้ลองคิดดู มหาวิทยาลัยสามารถทำเป็น Pilot Project ได้ลองดูว่าหลักสูตรใดที่สามารถเป็นจุดขายได้ ให้ลองเชื่อมโยงกับชุมชนทำเป็นลักษณะ Pilot Project

ม.ทักษิณ มีข้อได้เปรียบอะไรที่สามารถใช้ต่อยอดและเป็นจุดขายให้กับนักเรียน นักศึกษาและพ่อแม่ผู้ปกครอง และการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม จะต่อยอดกันอย่างไร

ต้องเข้าใจว่าเด็กรุ่นใหม่มี Community แบบไหน ติดต่อกันอย่างไร จะทำให้พูดกับคนยุคใหม่ที่ใช้สังคมออนไลน์ได้อย่างดี เช่นการถ่ายรูปก่อนทานอาหารเป็นลักษณะของสังคมยุคใหม่ เป็นวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ทำหลายอย่าง เป็นลักษณะ Multi Tasking เช่นห้องสมุดยุคใหม่ต้องสามารถคุยได้ ทำงาน กินขนมได้เป็นต้น

9. Cultural Heritage

ที่มองว่าประเทศไทยต้องทันสมัย สิ่งที่คนให้ Value มากคือ Cultural Heritage คือเป็นสิ่งที่มองในเรื่อง Activity มาก ตัวอย่างนักศึกษาใน สปป.ลาวยังนุ่งซิ่น หรือเวียดนามใส่ชุดอ๋าวหญ่าย จึงเป็นสิ่งที่เราควรจะ Balance อย่างไร อย่างภาคใต้มีวัฒนธรรมแตกต่างจากเหนือ อีสาน กลาง อย่างไร น่าจะนำมาต่อยอด ซึ่งเป็น Trend ที่คนรุ่นใหม่สนใจ

10. Good Governance เป็นเรื่องที่เรา Expect มากขึ้นทั้งในเรื่องความโปร่งใส คุณธรรม จริยธรรม

สรุปคือ เราจะนำทั้ง 10 เรื่องมาปรับใช้ตัวเราและสังคมเราอย่างไร


วิชาที่ Case Studies and Intensive Management Workshop TSU Positioning in Thailand and ASEAN+6

บรรยายโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และอาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

TSU ควรทำอะไรที่เป็นขั้นตอนไปสู่ความสำเร็จที่อยู่ใน DNA เพื่อปรับ Mindset วิธีการทำงานให้ดีขึ้น ซึ่งจะพิสูจน์มาก ๆ ตอนที่จบหลักสูตรไปแล้ว หลังจากจบไปแล้วก็พยายามนึกถึงบรรยากาศตอนที่อยู่ด้วยกัน

ที่พูดเรื่อง Positioning ตอนอาจารย์ณรงค์ศักดิ์มาบรรยาย กล่าวว่าถ้าจะเอา Positioning หรือ Re-Positioning ที่ปรับใหม่เก่งอะไร เราต้องดูว่าคนอื่นเห็นคุณค่าของเราหรือไม่ กล่าวว่าที่การมาที่ TSU มาเพื่ออะไร

มหาวิทยาลัยของเราในอดีต ปัจจุบัน อนาคตต้องทำอะไรที่สร้างคุณค่าให้ Stakeholder ในห้องนี้ให้การยอมรับกับการของ ดร.จีระ เร็วมาก แต่การยอมรับอย่างเดียวไม่พอ เพราะต้องเจออุปสรรคมากมายที่จะต้องช่วยกันขับเคลื่อนให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้

ถ้าไม่มีอุปสรรค และขีดจำกัด เชื่อว่าคนในห้องนี้จะทำได้ดีมาก

ด้านวิชาการน่าจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ

1. Positioning in Marketing ได้เห็น Demand side ซึ่งมหาวิทยาลัยทักษิณค่อนข้างจะอ่อน ไม่ใช่มหาวิทยาลัยมีลูกค้า ทำอะไรก็ตามถ้าคนที่รับบริการไม่เห็นด้วยเราก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งแรกที่เราต้องทำคือเราต้องเข้าใจ Customer ต้องมีคนชื่นชมในบริการของมหาวิทยาลัย และอีกประเด็นที่สำคัญคือ ไม่ว่ามหาวิทยาลัยจะทำอะไรก็ตาม จะไม่มีความสำคัญเลยถ้าไม่ Keep improving ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงตามบริบทที่เปลี่ยนไป

TSU สำคัญอย่างไรบ้าง ลูกค้าไม่ได้จำกัดแค่ภาคใต้เท่านั้น ต้องมองในต่างประเทศมากขึ้น และน่าจะเป็นความพยายามที่ยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า ต้องมอง Perspective ที่กว้างขึ้น ต้องปรับพฤติกรรมหรือ Mindset ที่จัดการการเปลี่ยนแปลงให้ได้

2. Strategic Positioning

ต้องดูว่า TSU มีจุดแข็งอะไร เก่งอะไร ต้องดูไปที่ Customer

ถ้าเราเข้มแข็ง เราจะไม่เหมือนคนอื่น ถ้ามีอันอื่นที่ทดแทนได้แสดงว่าเราไม่เก่งจริง อะไรคือความแตกต่าง ซึ่งถ้าบวก Demand side จะเป็น Keyword ในการเตรียมงานในอนาคต

นอกจากนี้เราต้องมี Uniqueness หรือความเป็นเฉพาะทาง

เอา 2 Concept มารวมกันต้องวิเคราะห์ที่มาของมหาวิทยาลัย การก่อตั้ง ผลงานปัจจุบันและอนาคต และบวกกับ Chira way เพื่อจะเป็นการขับเคลื่อนงานของมหาวิทยาลัย และเน้นการมอง Futuristic ให้ดี

Concept ต่าง ๆ ในโลกต้อง Deep Dive

ดร.จีระได้เสนอว่าน่าจะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคใต้ การพึ่งพายางพารา ดังนั้นการมองไมใช่มองแค่ในอดีตอย่างเดียวต้องมอง Future Trend ด้วย หาช่องทางใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น และให้มหาวิทยาลัยเชื่อมกับ Chira way เพื่อไปสู่ความเป็นเลิศในการสร้างมูลค่า

3 V Value Creation กับ Value Diversity คือความสำเร็จแน่นอนแต่อย่างไรก็ตามต้องมี Customer เพราะ Customer หายาก มีคู่แข่งเยอะ

ทฤษฎี Blue Ocean น่าจะ Explore Diversity มากขึ้น

Social Capital คือ Happy at work คือพฤติกรรมของแต่ละคน

การทำ Workshop ในบ่ายวันนี้อยากให้ทุกคนในห้องสนใจเรือง 2R’s เลือกประเด็นที่ Relevance เพื่อไปสนองต่อ Customer ทำไม ม.ทักษิณทำที่ชุมชนตะโหมดสำเร็จ ถ้าเราจะดูแล Positioning ในบ่ายวันนี้อย่าลืม 2R’s ซึ่ง Positioning นำไปสู่การสร้าง Brand จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งแล้วจะพูดถึง TSU เลย

อุปสรรคที่เป็นห่วงคือ คนในห้องนี้สอบผ่านทุกคนแต่เวลาไปทำโปรเจคจริง ๆ

  • การบริหารที่ล้าสมัย
  • การปรับ Mindset ได้ช้า
  • การขาดการบริหารการเปลี่ยนแปลง
  • การใช้ Social Medias ไม่ทันกับคนรุ่นใหม่
  • การทำงานแบบ Top – Down หรือ Bureaucracy (Routine) มากไป
  • การมีวัฒนธรรมองค์กรที่ล้าสมัย
  • ขาดการทำงานข้ามคณะ แบบทลาย Silo
  • ขาดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
  • มี Committee มากเกินไป ประชุมบ่อยเกินไป
  • ขาดการทำงานที่รวดเร็ว (Agility)

การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า อย่าดาวกระจายเรื่อง Customer ต้องดูให้ดีว่ากลุ่มไหน
ดร.จีระ เสนอต่างประเทศ ซึ่งประเทศที่อยากเสนอคือ อินโดนีเซีย และการวิจัยต้องมี Impact มากขึ้น ต้องแน่ใจว่างานเหล่านี้มีประโยชน์ และถ้าจะมองในอนาคตให้ดู Target Customer กับ Segmentationให้ดี คิดว่า Positioning อาจเป็นจุดเริ่มต้นของมหาวิทยาลัย

คุณพิชญ์ภูรี จันทรกมล

TSU เดินมา 3 Step แล้ว

1. รู้จักตัวเอง

2. ทราบ Customer ของ TSU หลัก ๆ

- สร้างบัณฑิตที่ตรงตามความต้องการของประเทศ

- สร้างสังคมและวัฒนธรรม

- แตกต่าง โดดเด่นด้วยตัวเอง ดังนั้นการ Positioning คือการเลือกอย่า 2อย่าง

- เครื่องมือมี Pilot Project ,Happiness ,Passion

TSU กำลังเดินทางไปสู่ความสำเร็จ เรียนรู้การสร้างคุณค่า และอีกเรื่องคือ Execution คือทำอย่างไรให้สำเร็จได้

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

วิธีการของ ดร.จีระ คือเปิดโอกาสให้ปะทะกันทางปัญญา

Worshop

  • ใน 10 ปีข้างหน้า กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิด Positioning ใหม่ให้ TSU มีกลุ่มใดบ้าง ที่ควรจะพัฒนาโดยใช้แบบ Blue Ocean เป็นหลัก ทั้งการสอน งานวิจัย งานบริการทางวิชาการ
  • จุดแข็งของ TSU ในอนาคตคืออะไร เสนอโครงการเหล่านั้น เน้นความต้องการของผู้เรียน
  • New Positioning TSU สร้าง Brand Awareness ให้ผู้สนใจ เพื่อสร้าง brand Positioning อย่างไร
  • ในยุค Social media ที่มา จะใช้ Social media
  • พัฒนา Positioning ของ TSU อย่างไร
  • อุปสรรคที่ไม่สามารถไปสู่ Positioning ที่สูงขึ้น ของ TSU คืออะไร อธิบายและต้องแก้ปัญหาอย่างไรและทำ 3 ต. ได้อย่างไร

กลุ่มที่ 1 ใน 10 ปีข้างหน้า กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิด Positioning ใหม่ให้ TSU มีกลุ่มใดบ้าง ที่ควรจะพัฒนาโดยใช้แบบ Blue Ocean เป็นหลัก ทั้งการสอน งานวิจัย งานบริการทางวิชาการ

Positioning คือการทำให้แตกต่างจากทั่วไป TSU มีพร้อมทุกอย่างทั้ง Facility การศึกษา สังคม วัฒนธรรม เด่นหลายอย่าง แต่จะพัฒนาอย่างไร

Blue Ocean จะเลียนแบบ ม.อ. ก็ไม่ได้ ไม่เน้นคู่แข่งเป็นหลัก ไม่เน้นกำไรมหาศาล ไม่เน้นสิ่งที่คนโดยทั่วไปมอง

จึงกลับมาดูว่า TSU มีอะไร และพบว่ามีนักศึกษาที่มาเรียนมากจาก ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และพบว่าสอนเด็กมุสลิมมากขึ้น อีกทั้งใกล้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และ อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมุสลิม 203 ล้านคน กลุ่มบังคลาเทศ ปากีสถาน ไม่มีการทำหมัน จะทำให้ประชากรมุสลิมมากขึ้น จึงมองว่า TSU ใกล้กลุ่มมุสลิม ดังนั้นการจัดกิจกรรมจะเน้นกลุ่มมุสลิมมากขึ้น

เน้นการทำอาหารฮาลาล ที่ละหมาด ดังนั้น หลักสูตร การเรียน การสอนต่าง ๆ จึงขอให้เน้นที่มุสลิม

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เห็นว่าสถาบันวิจัยที่เกี่ยวกับอิสลามน่าจะเป็นหนึ่งในอนาคตของที่ TSU คำว่า Positioning ไม่ใช่การเรียน การสอนอย่างเดียว แต่หมายถึงปริญญา เกรด การเรียนการสอน งานวิจัย ด้วย เป็นต้น

TSU น่าจะมีลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น และคิดว่ากลุ่ม 1 แนวถูกแล้ว ตัวอย่างเช่นซาอุดิอารเบียถ้าน้ำมันไม่มี จะทำอย่างไร เขาต้องเน้นพัฒนา Human Resource ของเขา หรืออย่างท่องเที่ยวเชิงฮาลาล จะเป็นประโยชน์มากลย

กลุ่มที่ 2 จุดแข็งของ TSU ในอนาคตคืออะไร เสนอโครงการเหล่านั้น เน้นความต้องการของผู้เรียน

จุดแข็ง

1. สถานที่มีภูมิประเทศที่ดีคือพัทลุง และสงขลา และคิดว่าไม่มีใครกล้าทำการตลาดแน่นอนเพราะอยู่ในมือของ TSU แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือเรื่องสถานที่ที่ต้องพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม

2. มีภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ต้องมุ่งสู่พัฒนา

3. คนในวัยหนุ่มสาวที่พร้อมปรับเปลี่ยนเพื่อความก้าวหน้า

ประเด็นคือการเข้าสู่ Global Trend มีมรดก ทรัพย์สินที่จับต้องได้และไม่ได้จะทำอย่างไรให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ก้าวสู่ Global โดยไม่ละทิ้ง Local ทำให้เข้าสู่กระแสหลักที่มีในอนาคต

สิ่งที่เรามีอนาคตในเรื่องการมีจุดแข็ง ต้องมีการระดมความคิด และต้องเชื่อว่าการระดมความคิดของคนกลุ่มน้อย จะอาศัยกำลัง และถ้าทำโดยอาศัยความคิดและกล้าลงมือทำจะทำให้แก่กล้าและเกิดความสำเร็จได้

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

แนะนำหนังสือเขียนโดยอัลกอร์ เขียนเรื่องอนาคตของโลก และอีกเรื่องคือ Global Mindset คือต้องเข้าใจที่อยู่ในโลก มองพัทลุงใน Context ของ Global ด้วย Project ของ Positioning ไม่ใช่ของใหม่เพียงแค่ต้องยกระดับ

หลักสูตรนี้ ถ้ามีการพบกันเป็นระยะ ๆ มีการ Debate กัน จะเป็นเลิศมาก เพียงแค่ความเป็นเลิศจะทำอะไร เจออุปสรรค ปัญหา หรือ Difficulty ต้องเอาชนะให้ได้ น่าจะมี Take home value เกี่ยวกับภาคใต้ และตะวันออกกลาง คิดว่าเงินน่าจะมหาศาล

มีโครงการหนึ่งในกระทรวงต่างประเทศ เรียกว่า ASEAN Cooperation Dialogue ประเทศไทยควรเข้าไปในตะวันออกกลาง อย่างเรื่องผู้หญิงมุสลิม พบว่า Woman rate of participation ประเทศไทยมากที่สุดในโลก แต่ตะวันออกกลางมีปัญหามากเรื่องการใช้ Human ที่เป็นสุภาพสตรี ประเทศไทยควรเป็นศูนย์ในการพัฒนา Woman labor force ในตะวันออกกลาง

สิ่งที่อยากฝากไว้ คือให้ทุกท่านในห้องนี้ ได้ Turn idea into action

กลุ่มที่ 3 New Positioning TSU สร้าง Brand Awareness ให้ผู้สนใจ เพื่อสร้าง brand Positioning อย่างไร

ก่อนอื่นต้องวิเคราะห์ตัวเองก่อน อาจจะดูจากคู่เทียบสถาบันการศึกษาในภาคใต้ก่อนว่า Positioning เป็นอย่างไร และดูว่ามีปัจจัยที่กระทบอย่างไร มีการดูเรื่องแนวโน้มของสังคม และเรื่อง Global ที่กระทบกับมหาวิทยาลัย ซึ่งดู Trend และมองคู่เทียบ อาจทำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อีกเรื่องหนึ่งคือต้องสร้างความชัดเจนให้กับอัตลักษณ์ TSU อาทิ ม.กรุงเทพเน้นเรื่อง Creative

การสร้าง Brand Awareness ต้องสร้างจากสังคมภายในก่อนก้าวสู่สังคมภายนอก โดยเริ่มจากการมีส่วนร่วมในทุกระดับ แล้วเอา Brand Positioning ไปบูรณาการกับสิ่งทั้งหมด และโครงสร้างของมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างให้เกิดการขับเคลื่อนได้แท้จริง โดยใช้ระบบ IT ช่วยกระจายการสร้าง Brand Awareness ออกไป

การมีทุนทางวัฒนธรรม หรือทุนทางสถาบันที่มีอยู่เอง เราต้องวิเคราะห์ 5C ว่าก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มของ TSU อย่างไร ต้องคิด Process ให้ชัด เช่นการพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาเป็นมนุษย์และสังคม ต้องพัฒนาให้ชัดเจน เป็นต้น

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ได้ยกตัวอย่าง ม.อ. เก่ง Science แต่กำลังพัฒนา Social Science แต่ที่ TSU เก่ง Social Sciece แต่ไม่สามารถละเลย Science ได้ สิ่งที่ทำคือต้องมีความชัดเจนไม่ว่าจะเอา Trend ของโลก Global มาจับ Local เป็นต้น ต้องมี Science of Entrepreneurship ให้มีความรู้สึกเป็น Self Employ และ move จาก Low hill ไปสู่ High hill และคณะศึกษาศาสตร์ในอนาคตต้องมองที่ Demand side มากขึ้น แล้วค่อยกระเด้งไปที่ Science และให้ Integrate ร่วมกัน ได้ยกตัวอย่างลีโอนาโด ดาร์วินซีกล่าวว่า Science กับ Social Science ต้องไปด้วยกัน

กลุ่มที่ 4 ในยุค Social media ที่มา จะใช้ Social mediaพัฒนา Positioning ของ TSU อย่างไร

ต้องยอมรับว่า Social media มีพลังมาก เราจะใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการสร้าง Positioning ของมหาวิทยาลัยอย่างไรบ้าง TSU มองว่าจะใช้เป็น Tool ในการบุกเบิกมหาวิทยาลัย 4 ส่วนด้วยกัน

1. โชว์ Profile หรือ Presentation มหาวิทยาลัย ดังนั้นการปรับรูปแบบจึงจำเป็น ข้อมูลไม่ได้ดึงดูดน่าสนใจมากนัก ดังนั้นทำอย่างไรให้ข้อมูลน่าดึงดูดให้คนเข้าถึง ได้เห็นและน่ารู้จัก

2. บุคลากรมีความสามารถจึงน่าจะมี Challenge ของการ Learning and Sharing จะทำให้เป็นที่เชื่อถือ หรือนำผลงานที่ชนะเลิศของเด็กมาทำ Story ว่าทำไมเด็กได้เหรียญทอง จึงคิดว่าน่าจะปรับบทบาทใหม่

3. เป็นตัว Survey ที่ดี ถามว่าต้องการอะไรเพิ่มเติม สิ่งที่ทำดีหรือไม่เพื่อตอบถามความต้องการของสังคมในการวางแผนล่วงหน้า

4. TSU Consulting ใครมีปัญหาอะไร ที่ช่วยให้แก้ไข ถ้าช่วย Manageตรงนี้ได้จะช่วยให้เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน และเป็นการเรียนรู้ของสังคม

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Potential Supporter ที่มี TSU Social Media จะเป็นประโยชน์มากขึ้น การเขียนยาวขึ้น จะทำให้กลายเป็นกระแสและมีคนติดตามมากขึ้น We the media ต้องทำเป็น Regular แต่ส่วนใหญ่ Social Media เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า อยากให้รวมพลังกันและแสดงความคิดเห็นร่วมกัน

อาจมีการรวมตัวกันว่า TSU ได้อะไรจากหลักสูตรนี้ น่าจะทำให้มากขึ้น

กลุ่มที่ 5 อุปสรรคที่ไม่สามารถไปสู่ Positioning ที่สูงขึ้น ของ TSU คืออะไร อธิบายและต้องแก้ปัญหาอย่างไรและทำ 3 ต. ได้อย่างไร

3 ต. แตกต่าง ติดตาม ต่อเนื่อง

การเปลี่ยนอะไรต้องให้เขาคงพฤติกรรมใหม่ ถ้าจำได้ใน Slide สุดท้ายของ SCG คือ Change or Die เรายังคงมีความเชื่อแบบเดิมไม่ยอมเปลี่ยนหรือไม่

อุปสรรคที่ไม่สามารถไปสู่ Positionging ที่สูงขึ้นของ TSU

1. วิธีการยังอิงระบบราชการ ทำงานแบบ Top Down หรือไม่

วิธีการแก้ปัญหา เราต้องเปิดใจกว้าง เราไม่ได้มีข้อดีหมด มีข้อบกพร่องอะไรบ้าง ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวด และต้องเชื่อมั่นการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่มีอยู่แล้ว เปลี่ยนแล้วต้องดีกว่าเดิมหรือไม่ จะสร้างความเชื่อใหม่ได้อย่างไร

2. กฎระเบียบต่าง ๆ ขั้นตอนวิธีการทำงานราวมาก วิธีการคือเราต้องลดขั้นตอนหรือไม่ บอร์ดเยอะมาก บอร์ดซ้อนบอร์ด อยากให้คนเสนอกับบอร์ดเลย และบอร์ดต้องเก่ง

3. การเปลี่ยนแปลงต้องเสริมแรง ซึ่งอาจเป็นตัวเงิน หรืออะไรก็ตาม

4. การเปลี่ยนบางครั้งอาจผิดพลาด ต้องช่วยเหลือกัน สนับสนุนกัน ไม่ใช่ผิดแล้วซ้ำเติม

5. ขาดการมีส่วนร่วม ถ้าคนคิดร่วมกันจะร่วมรับผิดชอบ

6. ขาดการติดต่อประสานงานกันอย่างทั่วถึง จึงคิดว่าน่าจะมี Center อะไรหรือไม่ที่เข้าถึงทุกคน

7. ภาระงานไม่สอดคล้อง ทำให้ไม่อยากทำ

วิธีการแก้ปัญหา

1. เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามีส่วนร่วมในการรับรู้ระบบสารสนเทศ อาจเป็นการตรวจสอบได้ และทำให้เขามีส่วนร่วม และมีบทบาทมากขึ้น มีแผนส่วนรวม อาจมีหน่วยงานที่เป็น Center ขึ้น และมีหลายช่องทาง หรือ Social Media

2. ภาระงานไม่สมดุล ต้องมีการวางแผนทรัพยากรมนุษย์ ต้องวิเคราะห์ความสมดุล ทำ Job Analysis คิดโปรเจคร่วมกัน

3. แผนแม่บทถ้าไม่ชัด แผนลูกจะไม่สามารถสนับสนุนได้เลย

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

วิเคราะห์ตัวเอง วิเคราะห์ไปไหน และทำอย่างไร แต่อย่าตายตรง Execution ต้องเอาชนะอุปสรรคให้ได้ สะสมศักยภาพของตนเอง ติดตาม แตกต่าง ต่อเนื่อง แต่บางครั้งบรรยากาศการทำงานไม่เปิดโอกาสให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง อยู่กับ ดร.จีระ เข้าทฤษฎี 4L’s Lตัวที่ 3 Learning Opportunity คือโอกาสได้ปะทะกันทางปัญญา ยอมรับความแตกต่าง และไม่มีอะไรสำเร็จด้วยการไม่ทำอย่างต่อเนื่อง และตัวละครต้องเป็นตัวเดิม

ภายใต้การทำงานครั้งนี้จะสำเร็จได้ก็เกิดจากการมีส่วนร่วม แต่เนื่องจากมีการทำแล้วทำอีก มีคนมาช่วย แต่สถานการณ์แต่ก่อนไม่ยากเท่าสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันยากกว่าเดิม ซึ่งถ้ามีการร่วมมือกันมีการ Share Value ร่วมกัน เกิดการถกเถียงกัน บรรยากาศแบบ Informal เป็นบรรยากาศที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เราใกล้ชิดกัน

ฝากทฤษฎี 3 ต. คือ ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และ แตกต่าง ติดตาม ต่อเนื่อง

คุณพิชญ์ภูรี จันทรกมล

Workshop ที่ดีคือการตั้งโจทย์เก่ง ตัวการตั้งโจทย์ทำให้ได้คำตอบในระยะเวลาสั้น จะเห็นผลเลยว่าแต่ละข้อมากจากการตั้งโจทย์ เช่น

กลุ่มที่ 1 มุสลิม อาหาร ท่องเที่ยว ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถสนับสนุนความเป็นมุสลิมได้

กลุ่มที่ 2 ให้เรื่องยุทธภูมิคือมองในพื้นที่ และยุทธศาสตร์ คือของดีมีอยู่ และยุทธวิธีคือคนที่จะรับไม้ต่อ

กลุ่มที่ 3 เป็นการค้นหา TSU Brand ต้อง Positioning + Value และให้สร้าง TSU Capital มีทุนทาง Content มีทรัพยากรธรรมชาติที่น่าสนใจมาเป็นทุนในท้องถิ่น มีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องมือ และที่สำคัญคือ Human Capital

กลุ่มที่ 4 Social Media มีการขยายความจากกลุ่มต่าง ๆ มีพูดเรื่อง Economic ต้องมีการ Learing Sharing และ Consulting และต่อด้วยการ Follow

กลุ่มที่ 5 การก้าวข้ามอุปสรรค ให้ดูจากทฤษฎี 3 วงกลมที่ 1 องค์กรยังเป็น Top down ติดต่อประสานงานไม่โอเค อยู่ในภาระงาน วงกลมที่ 2 ศักยภาพคนเก่ง แต่ต้องการเสริม แรงคือต้องสร้าง Network วงกลมที่ 3 Motivation เปิดให้คนมีส่วนรับรู้และวางแผน และได้เสนอทางแก้ของแต่ละวงกลมต่าง ๆ มาด้วย

ซึ่งดร.จีระเสนอว่าให้คิด Pilot Project ค่อยทำแบบชนะเล็ก ๆ เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคให้ได้ ให้ทำแบบ Local Global

ดร.จีระ เสนอว่า Global ให้มองที่มุสลิมเยอะหน่อย ซึ่งให้มองที่ปัตตานีและสงขลา อยากฝากเรื่องสถาบันวิจัยเกี่ยวกับMuslim World และคิดว่าน่าจะ Rest fund ได้ คิดว่าสถาบันวิจัยฯ ที่เอาจริง ไป Link กับ Muslim world คิดว่า Connection แบบนี้ต้องรีบทำ

เรื่อง 3 วงกลม เมื่อบริหารคนที่เป็นสมอง ต้องให้เขาบริหารตัวเองอย่าไป control เขาเพราะคนเหล่านี้มีศักยภาพ

Motivation เป็นเรื่อง Inspiration ที่นอกเหนือจากค่าตอบแทน หรือให้มีการ Empowerment หรือ Empowering และพิสูจน์ว่าสำเร็จหรือไม่

สิ่งสำคัญคือต้องยิงใน DNA มีหนังสือเล่มล่าสุดบอกว่าถ้าไม่ยิงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรไปในมนุษย์ มนุษย์ก็ไม่เปลี่ยน ถ้ารวมพลังกันจะสามารถเปลี่ยนได้ และเมื่อเจออุปสรรคจะยอมแพ้ หรือสู้กับมัน

3 ต.เกิดจากความแตกต่าง ติดตาม ต่อเนื่อง ต้องทำให้เกิดผล ต้องยกย่องชาวบ้านให้ออกความเห็นต้อง Anything go ไม่ใช่ Anything know

คุณพิชญ์ภูรี จันทรกมล

เน้นการเสริมแรงกัน หาช่อง ยอมรับความแตกต่าง และลงมือทำ การทำให้สำเร็จต้องมอบหมายคน วิธีการเป็นอย่างไร


วิชาที่ Group Assignment & Presentation Lesson Learned – Share and Care : บทเรียนจากหนังสือ (เล่มที่ 4) เรื่อง HBR’s 10 MUST READS on Management Yourself

บรรยายโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และอาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

กลุ่มที่ 1 Management time: Who’s got the monkey?

หนังสือเล่มนี้เขียนมายาวนานมาก มีการแบ่งเวลา เป็นเรื่องการจัดการ

1. เวลาที่ต้องให้กับหัวหน้า ไม่ให้ไม่ได้เพราะต้องรับคำสั่งจากหัวหน้า และเวลาในการพัฒนางาน ต้องให้มากขึ้น

2. เวลาที่อยู่ในระบบ เป็นเวลาที่ต้องคุยกับเพื่อนร่วมงานและปรึกษาหารือ และเวลาที่ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา บางครั้งอาจให้มากเกินไปในการช่วยแก้ปัญหาบางเรื่อง ดังนั้นสิ่งที่ทำต้องลดเวลากับผู้บังคับบัญชา ต้องให้เขาคิดให้เอง ให้เวลากับตัวเองมากขึ้น

ยกตัวอย่างของลิง

กรณีที่หนึ่ง คือการรับปากว่าจะช่วยเหลือเขา แล้วกลายเป็นเอาลิงมาไว้ที่ตัวเอง

กรณีที่สอง การมอบหมายงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชา และเมื่อไหร่ที่เขียนเสร็จแล้วกลับมาให้อีกจะเจอลูกน้องถามว่าอ่านหรือยังค่ะ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น หน้าที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นตัวลิงอาจหมายถึงงานหรือโอกาสที่รอให้เกิดการดำเนินการ

ลิงเสมือนเป็นปัญหาที่ย้ายไปอยู่รอบข้างได้ และเมื่อหัวหน้ารับลิงก็จะเกิดการเปลี่ยนหน้าที่ระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง และพบว่าแต่ละคนมีลิงหลายตัว และยิ่งเรามีลิงเยอะมากเท่าไหร่ปัญหาที่ตามมาคือ

1. ทำงานไม่ทัน

2. ไม่มีเวลาเที่ยวกับครอบครัว

กฎ 5 ข้อ

1. เลี้ยงลิง หรือฆ่าลิงให้ตาย

2. รับลิงมีจำกัดจำนวน อย่ามีจำนวนมากเกินไปแทนที่จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัว

3. นัด ให้มีเวลาชัดเจนไม่ใช่รับไปเรื่อย เพราะมีประเด็นในการซักถาม

4. มอบหมายต่อหน้า หรือ e-mail เพราะมีประเด็นในการซักถาม

5. การให้อาหารลิงมีจำกัด

วิธีการคือ

1. ให้ผู้ช่วยบังคับบัญชาทำด้วยตนเอง

2. ทำตามคำสั่ง

3. บอกให้ทำ

4. ต้องวางใจลูกน้องและบอกให้เขาทำ และต้องยอมรับว่าการทำงานบางครั้งต้องผิดพลาดบ้าง ให้กำลังใจเขา

การนำมาใช้

1. .ให้ลิงอยู่ต่อหน้าคือจดไว้

2. ลิงมีตัวเล็กตัวใหญ่ ให้จัดการลิงตัวใหญ่ก่อนคือเรื่องสำคัญและเร่งด่วน

3. กินกล้วยชิ้นเล็ก เหมือนชนะเล็ก ๆ ก่อนชนะใหญ่ ๆ

4. ไม่รับลิงตัวนี้

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

แทนที่นายจะเป็นนาย นายกลายเป็นลูกน้อง แล้วลูกน้องวิ่งมาหา ในสถานการณ์บางอย่างถ้าไม่เกิด Productivity ของคนขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่าง

1.การใช้พลังงานของเรา

2. การใช้ Brain ของเรา

3. ต้องเป็นคนที่มีพลังความเชื่อทั้งข้างนอกและข้างใน ถ้าพลังงานเสียไป Brain ก็จะลดลงไป

กลุ่มที่ 2 Manage your Energy ,Not your time การบริหารจัดการเรื่อง Energy อย่างไรในกรณีที่มีเวลาจำกัดหรือมีเวลาน้อย

ในกลุ่มใช้หลักของ Adam Smith คือการแบ่งงานกันทำ มีการมองว่างานแต่ละงานใครเหมาะสมที่สุด

เมื่อคนหมดพลังจะมีวิธีการเสริมอย่างไร

1. การที่เราทำงานมากไม่ใช่คำตอบหรือข้ออ้างที่ว่าเราหมดพลัง การทำงาน Overtime เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้สะท้อนถึงผลผลิตที่เกิดขึ้น แต่อาจเป็นการทำที่ Stupid เวลาไม่ได้สะท้อนถึงประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลมากกว่า บางคนทำงานน้อยอาจได้ประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลมากกว่า

2. การจัดงานพลัง มีแนวคิด 4 มิติคือ พลังงานด้านกายภาพ พลังงานเรื่องของอารมณ์ พลังงานของจิตใจ และพลังงานเรื่องจิตวิญญาณ ใน 4 ขั้นตอนเป็นพลังงานที่อยู่ในตัวบุคคล

พลังงานกายภาพ – ทำอย่างไรให้มีพลังงาน ต้องมีการผักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกาย เบรก และพักเป็นระยะ ๆ

ต้องมีอาหารที่ถูกสุขลักษณะ มีการออกกำลังกายเพื่อเติมเต็มให้ร่างกายแข็งแรง มีการ Renew มีการผักผ่อนเพียงพอ เพื่อมีกำลังกายให้สามารถทำงานได้

การออกกำลังกาย- บางคนมีข้ออ้างว่าทำงานมากไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือครอบครัวไม่มีการ Support ให้ออกกำลังกายได้ หรือไม่มีคุณลักษณะที่ดีในการออกกำลังกายได้เป็นข้ออ้างที่เราสามารถทำลายกำแพงนี้ได้ ทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่จะจัดการอย่างไรให้มีความพร้อมในการทำงานต่อไป

แต่ละคนต้องมีช่วงเวลาพักผ่อนให้เหมาะสมเพื่อให้ร่างกายฟื้น เช่น 35 – 49 อาจใช้เวลา 7 ชั่วโมงครึ่ง เป็นการสร้างการพักผ่อนที่เหมาะสมเพื่อให้ร่างกายฟื้นและมีพลังต่อไป

การเติมพลังแต่ละวัน ในแต่ละวันอาจมีการพักบ้างเพื่อ Refill ตัวเอง เช่น สเปนในช่วงพักเที่ยงมีนโยบายให้พักผ่อนได้เป็นการเติมพลังในการทำงาน

การปลูกฝังการอ่าน ทำให้เรามีพลังและมีแนวทาง จุดมุ่งหมายในการดำรงชีวิตอย่างไร หรือมีการพัฒนาสื่อเพื่อเสริมพลังในการทำงานของเราได้

การกินอาหารแต่ละมื้อควรกินน้อย ๆ และควรมีช่วงเวลากินทุก 3 ชั่วโมง และมีวิธีลดความเครียดของตัวเอง มีจุดพักผ่อนเพื่อลดความเครียด มีการเบรกในแต่ละช่วงเวลาเพื่อลดความเครียดของตัวเองได้

พลังงานอารมณ์ – ความมีจิตใจที่รักในการทำงานคือมีความรู้สึกอยากทำงานให้เกิดมาได้เป็นตัวขับเคลื่อนให้ทำงานประสบความสำเร็จ

แต่ละคนมีอารมณ์ที่หงุดหงิดหรือเป็นอารมณ์ที่ไม่สบอารมณ์ ต้องมีวิธีการบริหารจัดการเพื่อ Relax หรือพักผ่อนเพื่อกลับฟื้นสู่ภาวะปกติในการทำงานได้

พลังงานทางจิตใจ – คือเราชอบในการทำงานและรักในการทำงานนั้นหรือไม่เกิดจากความรู้สึก

บางครั้งในการทำงานมีช่วงที่ Interrupt เราจะมีช่วงที่ Concentrate งานของเรา และมีวิธีการจัดการคนที่มา Interrupt ทางe-mailอย่างไร เช่นเปิดช่วงเวลาเช้าหรือกลางวัน เพราะสิ่งนี้เป็นตัวบั่นทอนการทำงาน ต้องมีหลักการบริหารจัดการในส่วนนี้

พลังงานทางจิตวิญญาณ – บางคนทำงานหนักมีเป้าหมายในชีวิตคือการทำงานที่เกิดจากความรัก เกิดจากการขับเคลื่อนภายในเป็นตัวเสริมให้เกิดการทำงานที่ประสบความสำเร็จได้

แต่ละคนมีเป้าหมายในชีวิต Sweet Spot เพื่อให้เราทำงานไปสู่เป้าหมายหรือบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ต้องมีเป้าหมายและมีการทบทวนเป้าหมาย

ประเด็น TSU มีแนวทางในการสนับสนุนให้บุคลากรมีพลังงานออกมาได้หรือไม่

1. มีห้องสำหรับพักผ่อนหรือ Relax สำหรับบุคลากรหรือไม่

2. มีแหล่งนันทนาการหรือไม่ เช่น ชมรม Club ต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนต่าง ๆ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

3. มีกฎไม่รับโทรศัพท์ระหว่างทำงานหรือประชุมหรือไม่

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

กล่าวถึงพลังต่าง ๆ ทั้ง 4 ส่วน ควรจะแยกแยะให้ดี น่าสนใจมาก ได้ยกตัวอย่าง Jack Welch พูดสิ่งที่น่าสนใจคือการมีความคิดสร้างสรรค์ และนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ก็จะสำเร็จ แต่ถ้ามีความเครียด ความคิดสร้างสรรค์ก็จะหายไป วิธีการคือปล่อยวางให้ได้ อย่างความคิดสร้างสรรค์ เวลาเราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในห้องจะมีประเด็นใหม่ ๆ เข้ามาที่เรียกว่าโป๊ะเช๊ะ จะทำให้เกิดพลังได้ การที่เราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยไม่ได้ตั้งใจจะเป็นประโยชน์

บทความทั้งหลายเป็นหลักการจัดการตัวเองก่อนที่จะไปจัดการคนอื่น

กลุ่มที่ 3 Be a better leader, Have a Richer life

มีความสมดุลทั้ง 4 ด้าน คล้ายกลุ่มที่ 2

การเป็นผู้นำที่ดีได้นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราแล้วคนรอบข้างต้องเปลี่ยนแปลงด้วย

1. การทำอะไรก็ตาม สำคัญหรือไม่

2. เคารพคนอื่นหรือไม่

3. มีความคิดสร้างสรรค์หรือไม่

4. ทำได้หรือไม่

โดยมีจุดมุ่งหมายว่าถ้าเป็นบ้านและชุมชนจะสร้างความสัมพันธ์ และทำเพื่อชุมชนมากน้อยแค่ไหน ทางด้านจิตใจเราต้องหาความหมายชีวิตและพัฒนาจิตใจให้ได้

การออกแบบให้เข้ากับการทำงานของเรา เช่น มีเจ้านาย และต้องทำงานที่บ้านมีคนที่ต้องดูแลอยู่ที่บ้านอาจทำงานที่บ้านโดยมองว่าทำงานที่บ้านและส่งงานให้เมื่อไหร่

การออกกำลังกาย อาจมีการออกกำลังกาย แล้วคอยบอกคนข้าง ๆ ให้ช่วยเตือนเรา

การทำกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับคนรอบข้าง เช่นสโมสรอาจารย์ คล้าย ๆ กับสโมสรนิสิตที่มีอยู่ ถ้ามีสโมสรอาจช่วยให้เกิดการทำกิจกรรมที่ยั่งยืน

การใช้กับมหาวิทยาลัยทักษิณ

1. ผู้นำที่ดีต้องให้โอกาสกับลูกน้องและผู้ใต้บังคับบัญชาให้เปิดโอกาสให้เขาทำอย่างจริงจัง โอกาสจะนำไปสู่เป้าหมาย แต่ถ้าโอกาสปิด ๆ เปิด ๆ จะทำให้โอกาสนั้นยาก ต้องทำให้เดินไปสู่เป้าหมายได้

2. ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน ที่ต้องไปพลิกฟื้นฟู สร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นเสมอ

3. ต้องให้ความสำคัญกับครอบครัว ชีวิตความสำคัญที่บ้านต้องเข้าใจในเรื่องงานด้วย ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้ได้

4. คนที่เป็นผู้นำหรือมหาวิทยาลัย สภาพจิตใจมีการตรวจสอบหรือไม่สภาพมีความเป็นอย่างไร บางครั้งเขาแค่ต้องการความสุข ความเป็นจริงจูงใจด้วยวิธีใดทำให้เขารักและผูกพันกับมหาวิทยาลัยหรือไม่

5. สร้าง Spirit ที่สร้างมากขึ้นเพื่อ Drive ไปสู่ Goal ของมหาวิทยาลัย

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

กล่าวถึง Work life Balance , Family ไม่พอ ต้องไปดูที่ Community และตัวเองด้วย การทำงานต้องมีความสุข แต่ถ้าไม่มีความหมายก็ไม่รู้มีไปทำไม ชีวิตที่สมดุลหรือ Trend ของ Human Capital มาในเรื่อง Spiritual , Mental ทุกอย่างต้องมีความสมดุลกัน

กลุ่มที่ 4 Moments of Greatness “Entering the Fundamental state of leadership”

สิ่งที่เจอในบทความเหมือนที่ดร.จีระสอนและให้ตลอดว่าลักษณะผู้นำที่ดีเป็นอย่างไรและควรให้อะไรบ้าง อยากให้ Moment แบบนี้มาเรื่อย ๆ เพื่อไปสู่ความสำเร็จ หลายคนเรียนรู้จากต้นแบบของผู้นำที่ประสบความสำเร็จและปฏิบัติตามเขา แต่อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถ Copy ใครได้หมด เราต้องมีวิถีของตัวเองต้องมีการผสมกลมกลืนกัน เวลาเป็นผู้นำเดินบนท้องถนนอาจไม่รู้ว่าใครเป็นผู้นำ แต่พอมีสถานการณ์เร่งเร้าผู้นำจำมาขับเคลื่อนให้องค์กรสามารถก้าวหน้าต่อไป

ผู้นำ เช่น ท่านพุทธทาส มีแนวคิดเป็นของตัวเอง เมื่อท่านประสบความสำเร็จท่านก็เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้นำจะฉายแสงด้วยตัวเอง

ในส่วนความเป็นผู้นำ เราจะรู้ได้หรือยังว่าเราเป็นผู้นำ ก่อนอื่นต้องดูว่าเราย้ายออกจาก Comfort zone แล้วหรือยัง ถ้าเราอยู่นิ่งหมายถึงเราไม่ยอมแก้ไขปัญหา เราต้องมีการ Move ออกจาก Comfort zone เราเน้นผลลัพธ์ส่วนรวมหรือตัวเอง

สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งมาจากภายนอกหรือภายในตัวเอง

มุ่งเน้นที่ผลประโยชน์ขององค์กร

คุณสมบัติของผู้นำ

1. มองเห็นประโยชน์สำคัญ

2. มีการนำจากภายนอก คิดถึงคนอื่นมาก ๆ

การเตรียมตัวเป็นผู้นำ

1. ต้องรู้ก่อนว่าเราคือใครอยู่ตรงไหน

2. เจอสถานการณ์จะแก้ไขอย่างไร

3. วิเคราะห์ตัวตน

4. เน้นผลลัพธ์ บริหารภายใน นึกถึงคนอื่น มีใจเปิดกว้างหรือไม่

การประยุกต์ใช้

1. การเป็นผู้นำที่สำเร็จต้องทำให้ลูกน้องและคนอื่นสำเร็จด้วย

2. อดีตเป็นแบบนี้ ปัจจุบันแบบนี้แล้วอนาคตเป็นแบบไหน

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

กล่าวเสริมว่า Leader ที่ดีต้องพร้อมที่ต้องแก้ปัญหา Crisis อย่าง Crisis TSU มี 2 อันคือระยะสั้น และระยะยาว

กลุ่มที่ 5 Primal Leadership : The Hidden Driver of Great Performance

แนวทางรับเรื่องของผู้นำหรือการบริหาร ช่วงแรกเป็นลักษณะการพูดถึงความฉลาดทางอารมณ์ของภาวะผู้นำ

ผู้นำที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะสามารถนำพาองค์กร ลูกน้อง ผู้ร่วมงานไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จได้ แต่ผู้นำที่ไม่มีความฉลาดทางอารมณ์จะทำให้ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน เกิดความกังวล เกิดความเครียด

ตัวอย่าง ผู้บริหารพูดว่าเราอยู่ในลมหายใจเดียวกัน เป็นการพูดดีทำให้ลูกน้องเกิดความไว้วางใจ ทำให้เกิดการพูดคุยซึ่งกันและกัน

ยิ้มให้โลกแล้วโลกจะยิ้มให้คุณ

เมื่อเจอปัญหาจะแก้ไขอย่างไร ใครเป็นคนช่วยเรา

เราจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร

Idea in Practice

ถ้าเป็นผู้นำอยู่ให้หันมาดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร

เราอยากเป็นใคร -เวลาทำงานให้ทำอย่างระมัดระวังเพื่อไปสู่เป้าหมาย

เราอยู่ตรงไหน- เป็นการรับฟังจากผู้ร่วมงานว่าผู้ร่วมงาน Comment เราอย่างไร

ทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมาย – ให้มีการเปรียบเทียบคนที่จะไปดีหรือด้อยกว่าเราตรงไหน แล้วทำอย่างไรให้ไปตรงนั้น

รู้ว่าเราเป็นอย่างไร – ให้มีการวางแผน และมีการทำซ้ำเพื่อไปอยู่ตรงจุดนั้นเรื่อย ๆ

ใครจะช่วยได้บ้าง – เป็นการค้นหาตัวเอง และให้ผู้อื่นช่วยเราจะได้รู้ว่าเราเป็นอย่างไร

สรุปคือ คำถามเมื่อสักครู่เป็นการวิเคราะห์ว่าเราอยู่ตรงไหน และจะไปสู่เป้าหมายอย่างไร เป็นการพูดถึงอารมณ์และภาวะผู้นำที่มีความฉลาดทางอารมณ์

คุณพิชญ์ภูรี จันทรกมล

ทั้ง 5 กลุ่มจริง ๆ แล้วก็คือภาวะผู้นำ แต่เป็นวิธีการเพื่อไปสู่ความเป็นผู้นำ

กลุ่มที่ 1 ดร.จีระ มองในเรื่องของลิง เขาไม่แบกลิงมาแล้ว คนรุ่นใหม่คิดเรื่อง Brain และ Energy แต่คนที่เป็นหัวหน้า ต้องคิดด้วย ทำด้วย ยากที่ไม่ต้องแบกลิง ถ้าเราปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องแบกลิงอยู่ก็จะมีวิธีการว่าจะทำอย่างไร คนรุ่นใหม่ชอบคิดสร้างสรรค์ แต่จะไม่สำเร็จถ้าไม่พึ่งคนที่ทำงาน วิธีการคือเลือกที่จะทำอะไร และไม่ทำอะไร และอะไรที่ไม่สำเร็จก็ฆ่าทิ้ง เพราะได้แล้วไม่คุ้ม ก็เลือกวิธีฆ่าลิงทิ้งไม่แบกต่อ

1.เลือก

2. ความพอดีที่จะเลือก

3. ความพอเพียง อะไรที่เราจะให้เขา

4. Empower ต้องช่วยดูแล

5. ชนะเล็ก ๆ

6. อย่าไปเสียดายลิงที่เป็นปัญหา ฆ่าทิ้ง

กลุ่มที่ 2 สรุปได้ว่าคือทำงานอย่างไรแล้วมีความสุข คือ Happiness at work แต่สุดท้ายคือ การมี Energy คือการมีของใหม่ให้เล่น ต้องใหม่ทุกวัน และเลือกทำสิ่งใหม่ ๆ

ดร.จีระ เสริมว่า ทำอย่างไรให้สร้างสรรค์ Achieve something และเมื่อมีอารมณ์อาจต้องปล่อยวาง ต้องปะทะไปสู่ความสำเร็จ ทุนแห่งความสุขของ ดร.จีระ คือ Purpose and meaning คือ Spiritual คนเราทำงานต้องมีเป้าหมายว่าทำไปเพื่ออะไร นั้นเป็นสิ่งที่มีความหมาย อย่างที่อาจารย์สายพิณทำเป็นการสร้างคุณค่า ไม่หยุดการทำงาน

คุณพิชญ์ภูรีกล่าวต่อว่า Energy เหมือนลูกเทนนิสตอนแรก ๆ จะเด้ง แต่ต่อไปจะหมดพลัง แต่ถ้าจะมีพลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็โยนลูกเทนนิสใหม่ ๆ ไป เช่น อาจคิดเรื่องช่วยชาวบ้าน พัฒนาผลิตภัณฑ์ และงานใหม่ ๆ สร้างงานให้เกิดความสำเร็จ ต้องหาอะไรใหม่ ๆ แล้วหาทางที่เก็บพลังงานนั้นไว้

ดร.จีระ กล่าวถึง Physical Energy คือ Sleep กับออกกำลังกาย

คุณพิชญ์ภูรี

กลุ่มที่ 3 มีเรื่อง Comment น้อยมาก เพราะเป็น How to อันที่อยากจะพูดถึงคือ อยากจะทำ Club ของรุ่นนี้ที่เป็นอะไรเล็ก ๆ ที่เราจะทำอะไรต่อ สิ่งนี้ก็เสมือนเป็น Energy ใหม่ ๆ ที่จะทำกิจกรรมต่อ

กลุ่มที่ 4 Moment of Greatness จะไม่เกิดถ้าไม่ทำอะไรที่ประสบความสำเร็จหรือแก้ปัญหาได้ อย่างเรื่อง Conductor ผู้นำไม่ได้ทำเพื่อตนเองอย่างเดียว คือต้องแก้ Crisis ตัวเองด้วย และต้องแก้ Crisis ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย ดร.จีระ กล่าวเสริมว่าอย่าพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ และเคยชินให้หลุดออกมา การเปลี่ยนแปลงมีสิ่งที่กดดันที่เราต้องหลุดจาก Comfort zone ต้อง Manage ตัวเองให้หลุดจากความสบาย ดูแลคนอื่นมากกว่าตัวเอง

กลุ่มที่ 5 เป็นลักษณะการค้นหาผู้นำ เป็นลักษณะวิธีการ

ดร.จีระกล่าวว่า ถ้าผู้นำไม่มี Emotional Intelligent ก็ไม่มีความเป็นผู้นำได้ จริง ๆ ในประเทศไทยศาสนาพุทธสอนให้มีสติ และสมาธิ ด้วยเหมือนกัน Primal แปลว่า Emotion ของเรา

ผู้นำที่ดีในสังคมไทยคือคนที่ควบคุมได้ ตัวอย่างที่ดีคือป๋าเปรม

คุณพิชญ์ภูรี จันทรกมล กล่าวว่าจริง ๆ ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ทุกท่านทำอยู่แล้ว เหมือนเป็นลักษณะ Simple หรือ Common Sense แต่การตีพิมพ์ที่ Harvard เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องจัดการให้ได้ การจะมี Greatness อยู่ที่ตัวเราในการควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ และสิ่งนี้เกิดได้กับทุกวงการ เราต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ ถ้าควบคุมไม่ได้แล้ว Greatness อาจไม่เกิดขึ้น

วิชาที่ นำเสนองานกลุ่ม : สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการศึกษาดูงานและแนวทางการปรับใช้ให้เกิดคุณค่าที่มหาวิทยาลัยทักษิณ

บรรยายโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และอาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

อาจารย์ทวนทง

บทเรียนที่ไปดูงานจากม.กรุงเทพและ SCG

ม.กรุงเทพ ได้รับบทเรียนหลายแง่มุม ได้เห็นว่า ม.กรุงเทพได้นำขึ้นในข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรม

1. ตราสินค้า หรือแบรนด์ อธิการบดีเป็นคนควบคุมแบรนด์ เน้นการสื่อสารที่ชัดเจนและทันสมัย อย่างล่าสุดเว็บไซด์ ได้รับการปรับปรุง

2. การจัดสรรพื้นที่ จัดสรรพื้นที่รองรับการจัดกิจกรรมของนักศึกษาที่เข้าถึงและใช้ได้จริงสามารถใช้ในทุกพื้นที่ที่เป็นผลประโยชน์ ทุกพื้นที่ใช้ได้จริง อาจารย์ นิสิต นักศึกษาใช้ได้หมด

3. ความเป็นมืออาชีพ ผลิตเพื่อตอบสนองตลาดแรงงานระดับ Premium และการเกิดขึ้นจริง เปิดโอกาสให้นิสิตอื่นเข้ามาเรียนในรายวิชาด้วย นิสิตที่จบไปแล้วไม่มีปัญหาเพราะได้ทั้งทฤษฎี และปฏิบัติจริง

SCG

1. ตราสินค้าสื่อสารถึงลูกค้าที่ชัดเจน และทันสมัย และเห็นว่าคุณอนุวัฒน์ เห็นความสำคัญของการสร้างแบรนด์มาก สร้าง Internal Branding สร้าง DNA แบรนด์

2. อุดมการร์ ตั้งมั่นในความเป็นธรรม มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ ตั้งมั่นต่อสังคม

3. ภาพลักษณ์ได้รับการยอมรับด้านการเป็นบรรษัทธรรมาภิบาลและความยั่งยืน

สรุปการปรับใช้สู่ ม.ทักษิณ

1.ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญต่อตราสินค้า และสื่อสารที่ชัดเจน เราอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อ แต่สามารถ Re-Branding ได้คล้ายกับ สวนดุสิต Rebrand เปลี่ยนเป็น SDU ส่วนทักษิณ ใช้เป็น TSU

2. การสื่อสารภาพลักษณ์สู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน สิ่งสำคัญของ ม.กรุงเทพคือการรับสมัครเรียน แต่ ม.ทักษิณยังไม่รู้อยู่ตรงไหน ประเด็นคือเพื่อสร้างการสื่อสารองค์กร แต่ต้องมุ่งมั่นสู่ตัวลูกค้าด้วย และถ้าดูในภาคภาษาอังกฤษพบว่า ม.ทักษิณ เขียนไม่ครบ และผิด ดังนั้นการสื่อสารมีรูรั่วเยอะมาก

3. ความเป็นมืออาชีพ มหาวิทยาลัยควรปรับเพื่อตอบสนองต่อตลาดแรงงานและการปฎิบัติจริง เช่นการแพทย์แผนไทยสามารถเชื่อมโยงได้ แต่ก็ไม่เคยตั้งสาธิตได้ แล้ว ม.ทักษิณจะพัฒนาเป็นมืออาชีพได้อย่างไร ถ้าไม่ได้มีการพัฒนาฐานบนปัจจุบัน

อาจารย์สุธี

ที่เน้นเรื่อง Brand Equity ต้องเน้นเรื่องการ Rebrand เช่น SCG

การร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ ม.กรุงเทพ

1. ม.กรุงเทพ ที่เข้าไปพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีตรา ม.กรุงเทพ หมด และอยากเสริมเรื่องระบบ IT ที่ตอบสนองต่อการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าเป็นการเรียนการสอน หรือระบบจอต่าง ๆ มีการตรวจสอบ และสร้างความโปร่งใส อยากให้ ม.ทักษิณทำได้บ้าง แต่ถ้ายังทำไม่ได้ทั้งมหาวิทยาลัยอาจทำในลักษณะของคณะก่อน

การสื่อสารพยายามทำทุกช่องทางรับรู้ เรื่องระบบ IT ทางม.กรุงเทพได้ทุ่ม 1,600 ล้านบาท

2. การสำรวจผ่านเว็บไซด์พบว่ามีศิษย์เก่า มีการทำวีดิโอคลิป และรู้สึกเข้ากับ Gen Y ในรุ่นต่อไป ใช้แนวคิดที่วัยรุ่นมาก มีการได้ Story เรื่องราวที่พาชมไปทั่วมหาวิทยาลัย และช่องทางการเรียนการสอนสามารถตามได้ 100 % แต่ม.ทักษิณยังไม่ได้ครบถ้าพัฒนาได้ตรงนี้จะดีมาก

ดร.จีระ กล่าวว่า ที่ม.กรุงเทพ เราน่าจะทำจดหมายขอบคุณแล้วให้ปรึกษาเขาว่าจะร่วมมือกับเขาอย่างไรให้ตัวแทนกลุ่มคิดดู ข้อดีของม.กรุงเทพ กับ TSU คือเป็นเอกชน และราชการ เอกชนจะบ้าคลั่งต้นทุน กำไร แต่ราชการไม่บ้าคลั่งต้นทุน อยากให้มีการแชร์ความเห็นร่วมกัน และทำกิจกรรมร่วมกันต่อไป

3. การบริหารจัดการที่ม.กรุงเทพ บริหารแบบรวมศูนย์ และใช้ข้อมูลเดียวคือศูนย์คอมฯ แต่ TSU ใช้การบริหารแบบคณะใครคณะมัน ทำตามหน้างานทุกครั้งแต่ไม่สามารถดึงข้อมูลจากส่วนกลางเพื่อตอบโจทย์ได้เลย

4. ทุกตารางนิ้วของ ม.กรุงเทพ Serve นักศึกษา แต่ TSU Serve Staff มากกว่านักศึกษา แนวคิดเอกชนมองว่าคนเข้าไปเรียนใน ม.กรุงเทพ จ่ายเงิน การเข้าไปเรียนต้องคุ้มค่ากับสิ่งที่รับ แต่ TSU มองเรื่องได้รับพระราชทานปริญญา แต่ไม่ได้ใช้ความได้เปรียบกับสิ่งที่นักศึกษาควรได้รับ

5. TSU วิทยาเขตสงขลาเรื่องพื้นที่ของนักศึกษามีน้อยมาก TSU น่าจะมีที่ ๆ สวยงาม เพื่อ Support ตรงนี้ ในบางสาขาเสมือนเป็นการลงทุน บางสาขาใช้เงินพอสมควร เช่นภาพยนตร์ ลงทุนสร้างโรงถ่าย แต่ TSU เมื่อคิดสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างต้องดูความพร้อมก่อน ไม่พร้อมไม่ทำ แต่มองที่ ม.กรุงเทพว่าเป็นการลงทุน เมื่อมีชื่อเสียง รายได้ที่กลับไปนั้นคุ้มทุนในภายหลัง ถือว่ามีระบบการบริหารจัดการที่สำคัญ

รองอธิการบดีต้องมีโครงการในการขับเคลื่อน และให้พื้นที่สำหรับนักศึกษา 20 % เพราะอยากให้ใช้บริการในม.กรุงเทพมากกว่าออกไปใช้ข้างนอก

6. เรื่อง Branding จะใช้ตัวย่อหมดเลย แต่ม.ทักษิณ อาจสร้างโลโก้หรือตัวอักษร เช่น N/W เน้นการสร้างโลโก้ที่จำได้และติดตลาดมากขึ้น จะพบว่าคนเรียนมากขึ้น อีกเรื่องคือการสร้างบรรยากาศให้เด็กคิดสร้างสรรค์ ช่วยออกแบบภายใน

7. เราต้องเข้าใจว่าคุณสุรัตน์ เป็นใคร ม.กรุงเทพ มี Spa Advertising เพราะฉะนั้นวิธีคิดเป็นสิ่งสำคัญ เป็นการจัด Space ที่มี Interactive แต่ TSU ไม่คิดตรงนี้ ใช้ความรู้มากกว่าความคิด สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อันตราย ดังนั้นวิธีคิดสำคัญ ความรู้มี Smart Phone แต่ความคิดเป็นเรื่องสำคัญมาก เราได้ความรู้อย่างไร แต่เราคิดอย่างไร ความคิดดี ๆ ต้องมาจากการเลือกอย่างมืออาชีพ

ดร.จีระ กล่าวเสริมว่า ระบบ Top Down มีการ Assume Authority ในตำแหน่งต้องเลิกคิดตรงนี้ ต้องช่วยกันคิด ต้องมี Safety ในการดำรงชีวิตที่นี่

8. CLC ทำได้ เคยไปสร้างที่มาเลเซียมาแล้ว และเชื่อว่า TSU ทำได้ แต่สิ่งที่ฝากไว้คือเราต้องใช้มืออาชีพ คนไทยไม่เชื่อมั่นในศาสตร์ของศิลปะ เช่นโลโก้มีศาสตร์ที่ทำอย่างไรให้เขาสนใจ แต่ท้ายที่สุดแล้วมีนโยบายมาจริงหรือไม่ว่าจะเอาอย่างนั้น แต่มั่นใจว่าเราทำได้ และดีใจที่ทุกคนเล็งเห็นคุณค่างานออกแบบและ Space Planning

9. รู้สึกดีใจมากที่จะได้ทำงานร่วมกัน เพราะอาจารย์แต่ละสาขาจะได้มีการช่วยกัน Design ออกแบบในการทำงานร่วมกันในการออกแบบว่าต้องการเป็นแบบไหน

ปัจจัยสำคัญต้องมีการใช้เวลาในการค่อย ๆ คิดแล้วหา Budget ต้องมองเรื่อง Realistic Scale

การร่วมแสดงความคิดเห็นของ SCG

1. ชอบในส่วนของการรับคนเข้ามาตั้งแต่เริ่มต้นและมองคนในทิศทางเดียวกันเป็น SCG แบรนด์ให้ได้ อย่าง TSU มีทั้งที่เป็นศิษย์เก่า และ Staff มุมมองบางคนยังมีแนวคิดไม่เหมือนกัน การที่จะจูนให้คนในองค์กรมีจุดมองร่วมกันเรื่องการเตรียมความพร้อมของคน คิดว่าสำคัญ ถ้าอาจารย์มองทิศทางเดียวกันจะทำให้ถ่ายทอดในทิศทางเดียวกันซึ่งสำคัญมากในการถ่ายทอด

2. การคัดคนเก่ง ถ้ามีวิธีที่ไป Roadshow มีการลงไปสร้างภาพให้เห็นก็จะได้ระดับครีมขึ้นมา อย่าง SCG ใช้เวลาเป็นเดือน อย่าง TSU อาจใช้เป็นอาทิตย์และเพิ่ม CSR

3. SCG ให้ความสำคัญกับสุขภาพ fit for work และ fit for life เป็นอย่างไรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพได้

4. ชอบผู้บริหารของ SCG มากเนื่องจากไม่สบายหนักมากแต่เห็นว่า TSU เป็นสถาบันการศึกษาก็พร้อมทุ่มเทอยากให้ผู้บริหารทักษิณมองภาพกว้างและส่วนรวม มีการรักษาคนได้ดี ส่งคนไปต่างประเทศ มีทุนต่าง ๆ มากมาย แต่ TSU ไม่ค่อยได้มีการถามว่าคนออกไปเพื่ออะไรไม่ยื้อคนไว้ หลายคณะเสียไป เหมือนผลิตอาจารย์เก่ง ๆ น่าจะมีกระบวนการรักษาและยื้อคนเก่งไว้ และอีกเรื่อง SCG มีกิจกรรมมากมายที่ทำร่วมกันอย่าง TSU น่าจะมีการคิดกิจกรรมที่ทำร่วมกัน และเน้นเรื่องรักษาคนให้นานที่สุดด้วย

5. SCG สร้างองค์ความรู้จากงานวิจัย ตั้งแต่บ้านแบบไหนใช้ Solar Cell มีการสร้างบ้านสำหรับที่พักคนชรา ประเด็นคือเขาสร้างงานวิจัย ลงทุนงานวิจัย แต่ TSU ไม่ได้มองถึงงานที่จะเกิดขึ้นในข้างหน้า เพราะ Concept ดีแต่บางครั้งลงทุนไม่ทัน

6. ปัญหาของ TSU ไม่ว่าจะเป็น Brand Facility เป้าหมายต่าง ๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงทุกคน พบว่าปัญหาเหมือนเดิม เช่นการออกแบบตึก ถูกปัญหา Top down เราไม่รู้ว่าจะออกแบบเป็นอย่างไร เป็นปัญหาที่สะสมมานานตั้งแต่ผู้ใหญ่ทั้งหมด

สรุปอยากให้สิ่งที่สื่อสารนำเสนอไปสู่ผู้บริหารระดับสูงด้วย ข้อมูลในการสื่อสารจะไปถึงผู้บริหารได้อย่างไร สิ่งที่คิดอาจมีการเสนอเป็นโปรเจคที่จะนำเสนอถึงผู้บริหารเป็นต้น


สรุปการบรรยายวันที่ 4 พฤษภาคม 2559

วิชาที่ เศรษฐกิจโลก ประชาคมอาเซียน AEC และเศรษฐกิจไทย ผลกระทบ การปรับตัว และกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยทักษิณ

บรรยายโดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

สิ่งที่ควรทำคือปรับระบบการเรียนการสอน จากแต่ก่อนเล่าให้ฟังได้ แต่ปัจจุบัน Google มีหมดเลย สิ่งที่ต้องทำคือปรับระบบคิด

1. ให้เด็กรู้จักตนเองว่า เด็กคืออัจฉริยะในเรื่องในเรื่องหนึ่ง และจะสนุกกับการเรียนมาก สิ่งที่ทำคือทำให้ประเทศเก่ง ตัวอย่างเช่น Mark Zuckerberg , Steve Jobs , Bill gates

2. เวลาสอนหนังสือสิ่งที่เด็กจะได้รับไม่ใช่ความรู้ แต่การเรียนในมหาวิทยาลัยคือการสร้างวิธีการหาความรู้

โลกคือการเปลี่ยน

สิ่งที่ต้องทำคือ การปรับระบบคิด

ได้ยกตัวอย่าง ทฤษฎีเกมส์ Game Theory ต้องเริ่มจากคำนวณ และการเล่นหมากรุก ที่น่าสนใจคือการสอนเรื่องระบบคิด ระบบคิดช่วยอธิบายระบบคิดและอนาคตอย่างไร หัวใจสำคัญไม่ใช่คำตอบ

ยกตัวอย่าง ให้ลองคิดว่าถ้ามีคน 3 แบบ ดังต่อไปนี้ ถามว่าคนไหนมีประสิทธิภาพหรือฉลาดที่สุด

คนที่ 1 มีประเด็น 2 ประเด็น เขียนสีเหมือนกัน

คนที่ 2 มี 2 ประเด็น แต่มีการระบายสี 2 ประเด็นไม่เหมือนกัน

ข้อมูล 2 ตัวนี้ถามได้หรือไม่ว่าใครมีประสิทธิภาพหรือฉลาดมากกว่ากัน

- คนที่ 1 แยกไม่ออกว่าอะไรสำคัญ

- คนที่ 2 แยกออกว่าบางเรื่องสำคัญบางเรื่องไม่สำคัญ โดยทาสีสิ่งที่สำคัญ

เพิ่มคนที่ 3 มีการแยกประเด็นเพิ่มระบายสีเข้มมากขึ้น

- คนที่ 3 ฉลาดกว่าคนที่ 2 เพราะมองว่าสิ่งที่ไม่สำคัญตัดไปเลย และเรื่องที่สำคัญ มีมองว่าสิ่งไหนสำคัญที่สุด สังเกตได้ว่าคนประเภทนี้จะสามารถเลือกได้ว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ ภายในระยะเวลาจำกัด จึงขอฝากไว้สำหรับคนที่มีข้อมูลมาก ๆ

อย่ายิ่งเรียน ยิ่งรู้ ยิ่งรู้ ยิ่งลึก ยิ่งลึก ยิ่งโง่ ระวังโรคสำรักข้อมูลความรู้ รู้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องที่ตัวเองต้องรู้

รศ.ดร.สมชายได้ ยกตัวอย่างต้นไม้ 3 ต้น แล้วถามว่าอาจารย์สมชายจะสอนแบบไหนเป็นประโยชน์ต่ออาจารย์ในห้อง

1. ต้นไม้มีเมล็ดพันธ์ ลำต้นและ กิ่งเยอะ เป็นการสอนแบบใช้ตา และหู เป็นการสอนแบบข้อมูล

2. ต้นไม้มีลำต้น และกิ่ง เป็นการทำนายอนาคตระยะสั้น

3. ต้นไม้มีเมล็ดพันธ์ และลำต้น การทำนายอนาคตที่ยาวกว่า มองเห็นอนาคตระยะกลาง แต่ยังขาดยาว

หัวใจสำคัญของ Change Management คือการเห็นอนาคต

4. อาจารย์ให้เมล็ดพันธุ์ อย่างเดียว

คำตอบคือจะสอนแบบบอกเมล็ดพันธ์ เป็นการทำนายต้น และกิ่ง สั้น กลาง ยาว คือต้องการวิสัยทัศน์

ฉลาดแบบมนุษย์ต้องมีความรู้ระดับหนึ่งแล้วขยายสู่หลายระดับ เมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเป็นระบบเชื่อมโยงไปหมด

ทุกวันนี้เมล็ดพันธุ์นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์

มนุษย์หยุดเร่ร่อน สิ่งที่ตามมาคือ Settlement คือสังคม ที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด

เด็กคือสัญชาติญาณสัตว์แต่ประเสริฐได้เพราะมีการเตือนการสอน

วิธีการรับความรู้มี 2 แบบ

1. รู้โดยตรง

2. รู้ทางอ้อม

ในยุคที่ 1 สังคมเกษตร เมื่อมนุษย์ยังมีความเป็นสัตว์และมองว่าที่ดินสำคัญมากจะเกิดการแย่งกัน เกิดอาณาจักรโรมัน เกิดสังคมทาส เกิดการขยายดินแดน

ในยุคที่ 2 สังคมอุตสาหกรรม คนที่เป็นเจ้าของที่ดินใหญ่ที่สุด การค้าอยู่ในมือของพระมหากษัตริย์ เมื่อมนุษย์ฉลาดควรให้คนนั้นมีอิสระเสรี ทำกิจการเอง จึงนำสู่ อดัม สมิท นักเศรษฐศาสตร์

คนพบเมล็ดพันธุ์ เครื่องมือผลิต สู่ยุคอุตสาหกรรม 1 คือเครื่องจักรไอน้ำ มีการขยายล่าอาณานิคมเมื่อ 200 ปีที่แล้ว

เกิด Mass Production

ในยุคที่ 3 สังคมไอที IT (Information Technology) จะประกอบด้วยองค์ประกอบเป็น 2 กิ่ง คือ คอมพิวเตอร์และเทเลคอม

คอมพิวเตอร์สร้างมิติใหม่ในการแข่งขัน 3 มิติ

1. ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในคอมพิวเตอร์ เป็นมิติทางลึกในการเก็บข้อมูล มิตินี้กระทบกับสังคมหรือไม่ อาทิ ร้านหนังสือเจ๊ง การศึกษาเปลี่ยนใส่ความรู้ใน IPhone IPad

2. การเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อาทิจากดิจิตอล โกดักเจ๊งเพราะการเปลี่ยนแปลงโลกดิจิตอล ไม่ใช่ภยันตราย

ความรวดเร็ว การศึกษากำลังเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ดังนั้นโลกต้องทัน

3. มัลติมีเดีย

เทเลคอม สร้างมิติ

1. Intranet ต้องมี KPI ที่สามารถดูได้ตั้งแต่ลงทะเบียน

2. Extranet ทำให้โชว์ห่วย เจ๊ง ไม่มีสินค้าคงคลัง เป็นระบบ JIT ซึ่ง Supplier บางที่รวยมากบอกว่าจะทำแบบเดียวกันอย่างสหพัฒน์เปิด 108 Shop แต่ยังสู้ไม่ได้ ตอนหลังไปซื้อ Lawson

3. Internet สามารถทำให้เข้าถึงโลกทั้งหมดได้

การประชุมที่ Davos พูดถึงการปฏิรูปอุตสาหกรรมในยุคที่ 4 ที่เป็นการผสมผสานระหว่าง IT , Biotech , Nano หมายถึงกำลังเข้าสู่ยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก Robot รถไม่มีคนขับ แบงค์จะเกิดเป็น Digital Banking พนักงานจะลดลงไม่ต่ำกว่า 25-30%

โลกาภิวัตน์เกิดจากการแผ่ข้อมูลไปสู่โลก และจะทำให้สังคมโลกเปลี่ยนแปลง

1945 – 1989 สังคมโลกและสังคมในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง

1989 เป็นจุดจบของคอมมิวนิสต์ หมายถึงประเทศแตกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างสหภาพโซเวียตแตกเป็น 15 ประเทศ คอมมิวนิสต์ล่มสลายมีความหมาย 3 ประการ ประเทศเปลี่ยนในทางเศรษฐศาสตร์เป็นทุนนิยม เปลี่ยนจากเผด็จการเป็นการเลือกตั้ง เริ่มจากโปแลนด์ ขับไล่เช็คโก และทำลายเบอร์ลิน

เป็นไปได้หรือไม่ที่ล่มสลายจากระบบ IT

จาก IT สู่โลกาภิวัตน์ข้อมูล นำสู่โลกหลังสังครามเย็น เหมือนเด็กทารกเกิดใหม่ 1997 ทำให้เกิดการขยายตัวของประเทศเกิดใหม่ ประเทศต่าง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักเราต้องเรียนรู้มากขึ้น อย่าง คอสตาริกา ปานามา กัวเตมาลา นิการากัว เป็นต้น กระทบเรื่องหลักสูตร เกี่ยวข้องกับสิ่งนี้เยอะมาก โลกเปลี่ยนจากความมั่นคงสู่การแข่งขันทางการค้า ถ้าโลกยังอยู่ในยุคสงครามเย็น ทหารจะมีอำนาจแต่ถ้าหลังสงครามเย็นทหารจะหมดอำนาจ เปลี่ยนเป็นทางการค้าเป็นใหญ่ พอทหารหมดอำนาจ นายกฯ นักธุรกิจไม่ดี ก็กลับเป็นทหารใหม่

การเมืองการปกครองแต่ละประเทศเปลี่ยนหมดเลย โลกกาภิวัตน์แผ่ไปทุกจุด โลกาภิวัตน์เป็นโลกาภิวัตน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม คอมมิวนิสต์เหลือเพียง 2 ประเทศคือเกาหลีเหนือกับ จีน อย่างจีน จะพูดว่าห้ามพูดเรื่องเศรษฐกิจในทางไม่ดี

เกิดการขยายตัวของ Human Right ทำให้ธุรกิจพังเช่นเรื่องประมง เรื่องสิทธิมนุษยชน

โลกาภิวัตน์ในทางเศรษฐกิจจะช่วยให้เจริญ อาทิ การซื้อกิจการ H&M Leicester

โลกาภิวัตน์ทางสังคม วัฒนธรรม อาทิ วิถีชีวิตการทานอาหารเปลี่ยน อาหารไทยขายไปสู่ทั่วโลก อาหารญี่ปุ่นขายดีเพราะสุขภาพ แต่อาหารจีนคนกินน้อยลงเพราะไขมันเยอะ เกิดการขยายตัวของตึก รถติด เกิดคนรวยรุ่นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์เช่นแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ศุภาลัย เกิดอาหารฟิวชั่น

ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยคือทำให้เกิดหลักสูตรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเช่น อาหาร อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

โลกาภิวัตน์ทำให้เปิดเสรี การค้า การบริการมีสะดวกมากขึ้น GATT หลัง 1 มกราคม 1993 ต้องกลายเป็น WTO เกี่ยวกับค้าปลีกคือ

สังคมที่โง่คือสังคมเกษตร สังคมฉลาดเป็นสังคมอุตสาหกรรม สังคมฉลาดมากใช้สมองมากคือสังคมบริการ กลายเป็น WTO เกิดปรากฎการณ์ที่กระทบกับไทย ประเทศไทยต้องแก้ข้อกฎหมายที่กระทบกับ WTO ในปี 1993 รัฐบาลต้องฉลาดในการปรับตัวให้ทัน

เมื่อโลกเปิดเสรี แบงค์ชาติปรับตัวไม่ทัน อัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมที่เคยอยู่ในระบบตะกร้าผูกพันกับดอลล่าร์คือ 26 บาทเท่ากับ 1 ดอลล่าร์ ได้เปลี่ยนไป ประเด็นสำคัญจึงอยากบอกว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่อนาคต เพราะอนาคตเปลี่ยนแปลงมากพยายาม Shift มองอนาคต กับดักอันหนึ่งคือ อย่าเชื่อคนอื่นมาก อีกกับดักคือการมองแต่ตัวเองมากเกินไป

การเปิดเสรีบริการ ตัวอย่าง AIA อาจมีปัญหา แบงค์ที่ปรับตัวไม่ทันจะเจ๊ง เช่น ศรีนคร กรุงเทพพาณิชยการ ส่วนแบงค์ที่อยู่รอดคือแบงค์ที่ร่วมกับต่างประเทศ หรือแบงค์ที่ต้องปรับตัวหนักมากคือไทยพาณิชย์ K-Bank โครงสร้างแบงค์เปลี่ยน ต้องคุยภาษาอังกฤษได้

ดังนั้น ในนามของมหาวิทยาลัยจึงหนีไม่พ้นการมองในเรื่องโลกาภิวัตน์ เพราะต้องผลิตนักศึกษาไปสู่โลก

เปิดเสรี AIA เจ๊ง แบงค์สามารถทำอะไรก็ได้ เป็น Universal Bank แบงค์ทำประกัน ประกันชีวิต ประกันภัยต้องแข่งขันมากขึ้น มีการรวมกันระหว่างแบงค์กับประกันภัย เช่น KBank กับไทยประกับชีวิต

กระทรวงพาณิชย์ต้องการคนจบ Intellectual Property ด้านหนึ่งกว้างอีกด้านต้องลึก

ดังนั้นหลักสูตรเหล่านี้ต้องเตรียมล่วงหน้า และเมื่อโลกเปิดเข้าสู่ยุคเสรี หลังสงครามเย็นอเมริกาไม่มีคู่แข่ง ประเทศใหญ่โตต้องได้ Zero Zum Game ดังนั้นประเทศเล็กจะทำอย่างไรให้ไม่เป็นผู้แพ้ คนฉลาดจะไม่ใช้ Zero Zum Game ยกเว้นคิดว่าจะชนะ แต่จะใช้การร่วมกัน Merger อย่าง AEC เป็นต้น เกิดการรวมตัวแบบ EECทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่เขตการค้าเสรี หมายความว่า

อาเซียนรวมตัวตั้งแต่ปี 1967-1992 แต่ยังมีอุปสรรคด้านสินค้าคือเรื่องกำแพงภาษี และโควต้า ในปี 1993 เกิด AFTA ไม่มีเก็บภาษีนำเข้า ดังนั้นถ้าเรามีรัฐบาลที่ดีจะสามารถทำนายได้ว่า อีก 15 ปีหลังจากปี 1993 กำแพงภาษีจะเหลือ 5 % แต่ถ้าคนในเมืองไทยฉลาดจะเก่งกว่ารัฐบาลทั้งนั้น ตัวอย่างมหาเธร์ โมฮัมหมัด มาเลเซีย มีการส่งเสริมการรวมกลุ่ม AFTA ตั้งแต่ไม่ถึงปี 1993 มีการรวมกลุ่มกับจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เรียก EAEC ซึ่งในวันนี้กลายเป็น ASEAN+3 จะลดกำแพงภาษี สัญชาติอาเซียน AFTA ไม่ส่งผลกระทบ และมีข้อดีคือตลาดกลายเป็น 500 กว่าล้านคน ยุทธศาสตร์คือ มาเลเซียเลิกปลูกยางพารา แต่ซึ้อยางพาราจากไทยแทน และประเทศมาเลเซียจะหันมาทำ Zoning น้ำมันปาล์ม หมายถึงสิ่งที่มาเลเซียทำ ในปี 1990 ไทยเพิ่งมาทำเมื่อปี 2015 มาเลเซียทำระดับกลาง สิงคโปร์ทำระดับบน แต่ไทยยังคงทำระดับเดิม

ในปี 2003 ตั้งเป้าหมายว่า ปี 2020 ต้องบรรลุวัตถุประสงค์ ไม่มีจุดหมายปลายทาง ในการประชุมที่เซบู 2017

AEC ให้บริการด้านท่องเที่ยว IT Healthcare สุขภาพ ท่องเที่ยว หลังจากนี้ในปี 2015 จะเป็น Most Flavour Nation คือการปฏิบัติต่อต่างชาติดุจเดียวกัน ตัวอย่างต่างชาติถือหุ้นได้ 49% ถ้าใช้ National Treatment Banking Finance ภาคการศึกษา การบัญชี การท่องเที่ยวมีการเปิดเสรีบริการให้คนในท่องเที่ยวถือได้ 70-100% และอีกหน่อยจะถึงจุดเปิดเสรีแรงงานไม่มีฝีมือ และอีกหน่อยจะเป็นนิตินัย ประเทศไทยจะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีแรงงานจากต่างประเทศ

เขตการค้าเสรี ยังมีอุปสรรคจากต่างประเทศที่ไม่ใช่ภาษี ได้แก่ มาตรฐานสินค้า มาตรฐานสุขอนามัย ต้องมีการปรับมาตรฐานสินค้า และต้องขจัดอุปสรรคทางเทคนิค

ทุกแห่งที่มีการรวมกลุ่มแบบเขตการค้าเสรีต้องมีการปรับถนนหนทางและการขนส่ง โครงการนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม เป็นสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ อันที่ 2 เป็นความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ประเทศที่อยู่ติดจะเชื่อมโยง Corridors

1. Corridors ตะวันตก มีเว้ ดานัง สุวรรณเขต มุกดาหาร ขอนแก่น พิษณุโลก แม่สอด พิษณุโลก มะละแหม่ง มะลำไย บังคลาเทศ ศรีลังกา

2. Corridors เหนือ มี ลาว เมียนมา เชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพฯ

3. Corridors ใต้มี ประจวบคีรีขันธ์ หัวหิน มาเลเซีย

เส้นเหล่านี้เป็นเส้นที่รัฐบาลไม่ว่ายุคไหนที่ต้องทำ มีการทำนายว่าจะมีการทำเส้นทางจากหัวหินไปสู่มาเลเซีย

เส้นที่ 1 กรุงเทพ กัมพูชา ตะรุเตา เวียดนาม

เส้นที่ 2 ตราด เกาะกง ดานัง

ประเทศจีน ก็มีเส้นทางสายไหมจากปักกิ่ง ยูนนาน ไปเชื่อมต่อที่เกาะบิอูส เพราะต้องการพึ่งพาน้ำมันจากซาอุดิอาระเบีย และได้ข่าวว่าจีนอยากได้คลองคลอดกระ เพราะลดเส้นทางขนส่งน้ำมัน

เส้นที่ 3 จากมอสโก ออสเตรีย ไซบีเรีย

พบว่าที่อีสานที่ดินจะขึ้น 30% โดยเฉพาะรอยต่อ เส้นทางเหล่านี้ทำให้เกิดเขตเศรษฐกิจเฉพาะ เกิดการค้าชายแดนมหาศาล เช่นแม่สอด เมียวดี มุกดาหาร สะเดา อรัญประเทศ เกาะกง

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ คนใดก็ตามก็ต้องทำเส้นทางเหล่านี้ให้เกิดขึ้น

จีนได้หนองคาย มาบตาพุด แก่งคอย กรุงเทพฯ แต่ยังตกลงไม่เสร็จเรื่องดอกเบี้ย และผลประโยชน์

รัฐบาลญี่ปุ่นกับไทย ทำเป็น 3 Phase

เส้นทางการเชื่อมโยง กรุงเทพฯ ลพบุรี นครสวรรค์

ได้ข่าวว่าประเทศไทยจะร่วมกับญี่ปุ่นพัฒนาเส้นทางที่ทวายและไปจบแหลมฉบัง

สรุปคือโครงการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ แต่ที่สร้างช้าเพราะจีนมีปัญหา ไทยสามารถขับรถจากสิงคโปร์มาเลเซีย ไทย ลาว ยูนนาน ปักกิ่ง ยุโรปตะวันออก มอสตาริโก

คาดว่าอีก 20 ปีข้างหน้าโลกจะมาลงทุนมากขึ้น

ASEAN+6 มีการตกลงทำเขตการค้าเสรีกับ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย นิวซีแลนด์ ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของ RCEP (อาเซียน อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ที่ต้องจบภายในปี 2016 และอีก 10 ปีข้างหน้าจะได้ยินคำว่าประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก และจะไปสู่ APEC และ TPP (Trans-Pacific Partnership) ประกอบด้วย ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐ และเวียดนาม

APEC มีการรวมตัวที่เข้มข้นมาก ใน 21 ประเทศมี 12 ประเทศจัดตั้ง TPP ซึ่งไม่มีไทย และเมื่อ TPP ผ่านไทยจะมีปัญหา เพราะ TPP เป็นเครื่องมือของอเมริกาในการถ่วงดุลจีน ซึ่งจะมีเรื่องการจัดซื้อโดยรัฐ และถ่วงดุล

สินค้าจีนส่งไปอเมริกาเสียภาษี แต่สินค้าจีนส่งที่ญี่ปุ่นไม่เสียเพราะเป็น RCEP สินค้าจีนส่งไปที่ญี่ปุ่นในฐานะ RCEP มาตรฐานของ TPP สูงสุดจะไม่รับจีนเพราะไม่มีมาตรฐานเทียบเท่า สินค้าไทยส่งไปอเมริกาเสียภาษีมากกว่าเวียดนาม ทำให้การลงทุนสินค้าไทยมีปัญหาคือส่งไปอเมริกา นิวซีแลนด์ เม็กซิโก เสียภาษี ญี่ปุ่นไม่เสียภาษี แต่ต่อไประเทศญี่ปุ่นอาจจะไม่รับสินค้าไทยเพราะไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นเวลาลงทุนด้านการผลิตสินค้าในอนาคตประเทศอื่นอาจเลือกที่จะไปลงทุนที่เวียดนาม หรือมาเลเซียแทนที่จะมาตั้งฐานการผลิตที่ประเทศไทย

สรุปคือ โลกเปลี่ยน และกระทบกับทุกคนเยอะมาก

1. ลูกค้าอื่นเข้ามามาก ลูกค้าเป้าหมายมาจากทั่วโลก

2. การแข่งขันแบบนี้ มีมหาวิทยาลัยดี ๆ แข่งกัน

3. หลักสูตรเปลี่ยนมาก

สิ่งที่ตามมาคือกฎหมายต่าง ๆ มีการใช้เรื่องของสาร เรื่องกฎหมายต่าง ๆ เรื่องก่อการร้าย ทางด้านวัฒนธรรมมีการรองรับหลักสูตรเหล่านี้หรือไม่ สินค้าส่งออกมีการรวมกลุ่มเยอะมาก เป็นตลาดร่วม ประชาคมยุโรปรวมกับนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ….. สวิสเซอร์แลนด์ และกำลังมีการทำข้อตกลงระหว่างอเมริกันกับประเทศทางฝั่งยุโรป เป็นต้น

การต่อต้านโลกาภิวัตน์กลายเป็นการก่อการร้าย และต้นเหตุก่อการร้ายคือการปะทะกันทางอารยธรรม

โลกาภิวัตน์คือการแผ่ทุนนิยม เป็นทุนนิยมสามาลย์ มีการต่อต้านทุนนิยม ต่อต้านคอรัปชั่น มีการต่อสู้เพื่อรักษาสภาพแวดล้อม ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน การต่อต้านของคนแก่ เกิดกระแสความเป็นโบราณ เช่นกาแฟโบราณ มีการดัดแปลงผสมผสานระหว่างโบราณกับโลกาภิวัตน์ เกิดการขยายตัวของชาตินิยม เกิด หนังเรื่องแดจังกึมทำให้คนนิยมในวัฒนธรรมเกาหลี เกิดความนิยมในอาหารไทยไปทั่วโลก เกิดอาหารผสม Fusion และเกิดดนตรีผสม เป็นต้น

สรุปคือ โลกมีประเทศเกิดใหม่มากขึ้น เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในโลกมากขึ้น น้ำในขั้วโลกเหนือละลาย ความร้อนสูงขึ้น ส่งผลอันตราย และจะทำให้คนไม่มีที่อยู่ในอนาคต น้ำท่วมโลกแน่นอน เปลือกโลกเปลี่ยนแปลง มนุษย์จะใกล้สัตว์มากขึ้น ดังนั้นในส่วนของมหาวิทยาลัยควรปรับให้มีหลักสูตรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น วิถีชีวิตคนจะเริ่มเปลี่ยนไปมากขึ้น มีการกีดกันโลกร้อน การปรับเปลี่ยนการใช้แอร์ลดลง ใช้รถยนต์ลดลง เป็นต้น

วิชาที่ Case Studies and Intensive Management Workshop : TSU and Change Management

Workshop

แต่ละกลุ่มกำหนดยุทธศาสตร์ของ TSU เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่ได้เรียนรู้ไปเมื่อเช้านี้

- บุคลากร (ผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากรสายสนับสนุน)

- หลักสูตร

- การบริหารจัดการด้านการเรียนการสอน

- นิสิต

- การบริการวิชาการ

- การวิจัย

- อื่น ๆ

กลุ่มที่ 1 ยุทธศาสตร์ของ TSU เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง

ด้านบุคลากร คิดว่าการพัฒนาบุคลากรทางภาษา อังกฤษ จีน มาเลเซีย

ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

New Global Trend ความต้องการของโลกไปถึงไหนแล้ว ทั้งฝ่ายสนับสนุนและอาจารย์ที่ทุกคนควรเป็นภาพเป็น Big Picture

การผลิตนักศึกษา พัฒนาผู้เรียน พัฒนาหลักสูตร Online Learning English Porgram มีการถามและค้นคว้า มีการศึกษาแบบ Visual IT ,Electr0nic Library การวิจัยและบริการน่าจะเป็นการบูรณาการแหล่งความรู้ บางส่วนได้จากชุมชน และภาครัฐควรสนับสนุนเพื่อนำผลวิจัยไปต่อยอด

การจัด International Conference

มีการสร้างหลักสูตรเพื่อสนองคน และอบรมคน

การบริการทางวิชาการควรมีการพัฒนาทาง IT

Good Governance ทุกอย่างน่าโปร่งใส

พยายาม ปรับ Happy workplace

การ Empowerment และ Decentralize

การมองผลลัพธ์ และ Productive และ

การทำ KM

กลุ่มที่ 2

ไม่ว่ายุทธศาสตร์จะเป็นอย่างไร เราจะมุ่งมั่นไปที่บัณฑิต คือต้องการให้บัณฑิตมีลักษณะอย่างไร ก็สร้างขึ้นมา เช่น Innovative สร้างสรรค์

เราจะมีอะไรมา Support คือ น่าจะเป็นหลักสูตรสหวิทยามากขึ้น มีการผสมระหว่าง Science และ Social Science

มีการข้ามคณะมากขึ้น เป็นลักษณะของ Platform อาจารย์แต่ละท่านถนัดหลักสูตรไม่เหมือนกัน

เป็น Active Learning มากขึ้น

การบริการทางวิชาการทุกอย่างต้อง Serve ร่วมกัน

งานวิจัย ต้อง Innovate Creative และทำงานร่วมกัน ผสานกัน

กลุ่มที่ 3

1. ทรัพยากรมนุษย์ที่เน้นคือเรื่องภาษา และ IT ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยห้ความสำคัญด้านนี้แล้ว

2. หลักสูตรต้องตอบสนอง เป็นสหวิทยาการ และเป็นสองภาษา

3. การจัดการหลักสูตร ผู้บริหารต้องเปิดใจและมองเห็น เปิดตา เปลี่ยนวิสัยทัศน์ ฟังผู้ใต้บังคับบัญชา

4. ครูต้องช่วยอำนวยความสะดวกกับนิสิต ให้คำปรึกษา และเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนรียนเอง และเด็กต้องมีการเรียนรู้มากขึ้น ปฏิบัติมากขึ้น เน้น IT Based เน้นการช่วยเหลือมากขึ้น ความหลากหลายมากขึ้น มีผู้สูงอายุมาเรียนกับเราเป็นต้น

5. การฝึกอบรม เช่นมีโครงการทำอย่างไร ช่วยเหลือชาวนา เกษตรกร ต้องมีหลักสูตรที่หลากหลาย สามารถเรียน Online หรืออะไรได้

6. การวิจัยต้องตอบสนองแนวโน้มโลก พหุวิทยากร สังคมและเป็น Big Impact เท่านั้น เช่นในอนาคตถ้าเจอสภาพแวดล้อมแห้งแล้งเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ทุกคนต้องช่วยกันคิด

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในตอนเช้าได้เรียนว่า บางเรื่องสำคัญ บางเรื่องไม่สำคัญ บางเรื่องโคตรสำคัญ

การบริหารยุทธศาสตร์ต้องดูภายในด้วย

Change เปลี่ยนแปลง เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน คนแก่จะเพิ่มมากขึ้น รายได้จะหายไปมากขึ้น จะทำอย่างไร รัฐบาลต้องเสียภาษี และออกนอกระบบ แต่ละคนต้องช่วยตัวเอง จะหาเงินจากไหน

2. ต้องมองตัวเองว่ามีงบประมาณเท่าไหร่ มีจุดอ่อน จุดแข็งอะไร รู้ว่าตัวเราชอบอะไร

3. มหาวิทยาลัยต้องสร้างแบรนด์ แบรนด์จะติดตลาดได้อย่างไร

Branding คือ

1. Brand Awareness คือรู้จักว่าเป็น ม.ทักษิณ

2. Brand Image คือ ดี หรือเลว เป็นไปได้หรือไม่ที่รัก ม.ทักษิณแต่ไม่มาเรียน อาจเพราะรักคนอื่นมากกว่า ม.ทักษิณ เป็นต้น

ดังนั้นวิธีการสร้างต้องรู้จัก Brand Equity คือ สินทรัพย์ของแบรนด์ หรือเนื้อหาของแบรนด์ เช่นร้านอาหารดีอย่างไร สุภาพเรียบร้อย สะอาด สถานที่ดีมาก อร่อย เราต้องรู้ว่ามีบางเรื่องสำคัญกว่าบางเรื่อง อร่อย ต้องอร่อยสำหรับลูกค้า และลูกค้าระดับไหน ล่าง กลาง บน เช่นเดียวกับ ม.ทักษิณ ลูกศิษย์เป็นระดับไหน ดังนั้น Brand Equity แต่ละที่ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นคนจะรักต้องเทียบกับ Benchmark กับคู่แข่ง ไม่จำเป็นต้องเหนือทุกเรื่อง แต่เหนือบางเรื่อง และต้องปรับปรุงตลอด เช่น อาหารคงเส้นคงวา แต่ปรากฏมีคู่แข่งมาอร่อยกว่า ดังนั้นเราต้องปรับ หรือบางทีอาหารอร่อยเท่าเรา แต่ราคาถูกกว่า เราต้องปรับหรือไม่ หรือบางทีคนเปลี่ยนพฤติกรรมการกินไม่กินเนื้อแต่เราทำเนื้ออร่อย เราอาจเพิ่มหมูเป็นต้น

ตัวอย่างการสร้างแบรนด์ ของ Shell Esso PTT มีการสร้าง ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้องน้ำ และพัฒนาด้านอื่น ๆ เป็นต้น

สรุปคือ การสร้างแบรนด์คือมีหลายคณะ แต่ต้องดูว่ามีจุดอ่อนจุดแข็งอะไรบ้าง เช่น จุฬา กับธรรมศาสตร์ไม่เหมือนกัน ที่ฮาวาย เก่งอะไร ดังนั้นวิธีการสร้างแบรนด์คือจุดแข็งเรามีด้านไหนและทุ่มไปด้านนั้นเพื่อสร้างแบรนด์

เช่น ดร. สมชายเก่งทางด้านการสร้างแบรนด์ส่วนตัว เก่งทางด้านวิเคราะห์อนาคต เศรษฐกิจการเมือง

หรืออย่างม.ทักษิณ ต้องคิดเรื่องการสร้างแบรนด์ในใจให้ได้

ม.กรุงเทพ เก่งเรื่องโรคหัวใจ จะมีคนมารักษาโรคหัวใจ แต่ต่อมาจะมารักษาโรคอื่น ๆ ด้วยเป็นต้น

การปรับตัวของมหาวิทยาลัย

1. สิ่งแรกที่เราต้องคำนึงถึงคือลูกค้า การเปิดมหาวิทยาลัยต้องคำนึงถึงนิสิต เปิดมหาวิทยาลัยต้องเอาคนมาเรียนหรือไม่ ถามว่านิสิตจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ คำตอบคือ ไม่เพิ่มคือ เกิดลดลง แต่ที่เพิ่มขึ้นคือเกิดการเปลี่ยนแปลงจากอาเซียนและโลกาภิวัตน์จะมีนักศึกษาจากต่างประเทศมาเรียนเยอะ ดังนั้นกลุ่มนี้คือกลุ่มเป้าหมายของเรา

2. พัฒนาหลักสูตร คือการพัฒนาโครงสร้างของมหาวิทยาลัยคือเราสามารถดึงระดับมหาวิทยาลัยขึ้นมาข้างบน เราอาจสร้างคณะใดคณะหนึ่งขึ้นมา หลักสูตรต้อง Practical

ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยเอกชน จำนวนนักศึกษาลดลง เพราะมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมาก ทำอย่างไรถึงดึงนิสิต นักศึกษาเข้ามา ทำอย่างไรให้อยากมาเรียนและได้ความรู้

- ต้องเริ่มที่หลักสูตรก่อน เป็นหลักสูตรเดิมสำหรับหนุ่มสาว หลักสูตร Inter หลักสูตรสองภาษา

- เนื้อหาหลักสูตรเป็นประโยชน์ โลกกำลังแข่งขันเรื่องประสิทธิภาพ ดังนั้นหลักสูตรเดิมมีประสิทธิภาพ การจัดการเรียนการสอนในเรื่องหลักสูตร เรียนภาษาอังกฤษใช้ได้ หลักสูตรต้องลึกและกว้าง ต้องมีกลยุทธ์ใหม่ ๆ หลักสูตรต้องมีหลายโครงการ และแต่ละโครงการต้องมีการปรับ Inter Discipline เช่นเรียนตรีควบโท เช่น อ็อกฟอร์ด ดังนั้นคุณภาพการเรียนการสอนต้องลึก

- หลักสูตรต้องเป็นหลักสูตรใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับความร่วมมือ หลักสูตรที่ทำได้อยู่ตรงไหน

- ทำไมคนถึงไปเรียนในมหาวิทยาลัยอเมริกา เพราะสอน Mindset สอนเรื่องระบบคิด ไม่ต้องเก่งทุกเรื่อง

กระบวนการเรียนการสอน เป้าหมายคือปรับ Mindset คือมีปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์ การศึกษาที่ดีนักเรียนต้องฉลาดกว่าอาจารย์ วัฒนธรรมการยอมรับความแตกต่าง ลูกศิษย์เก่งกว่าอาจารย์ วัฒนธรรมเหล่านี้จะทำให้โลกเจริญ ให้เขาสามารถเลือกอาชีพที่ตัวเองต้องการ อาจารย์ต้องไม่โกรธ อาจารย์เป็นเพียง Mentoring เท่านั้น

- การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ต้อง 1. IT Literacy 2. Language Literacy (เริ่มจากการจับคำศัพท์ เปิดดิกชันนารี และค่อยไปที่ไวยกรณ์ อ่านหนังสือภาษาอังกฤษเยอะ ๆ เน้นการนำไปใช้ติดดิน)

กฎการเรียนรู้คือ

- Learning

- Understanding

- Realizing

- Process

- Practice นำมาปฏิบัติได้ ยกตัวอย่างเช่น Game Theory

กฎพาเรโต 20 : 80 คือการลงทุนน้อยและได้ผลลัพธ์มาก 1. เลือกทำส่วน 20 2. มองเฉพาะเรื่องที่สำคัญ 3. คนที่ฉลาดจะเห็นสิ่งที่ไม่เหมือนกัน 4.เป็นการสอนให้ไปหาประสิทธิภาพที่ดีกว่า คือให้วิเคราะห์แล้วมาขยายผลให้ได้

3. เมื่อได้หลักสูตรค่อยมาพัฒนาคุณภาพอาจารย์ แต่หลายส่วนที่ผ่านมาเน้นพัฒนาอาจารย์ก่อน ต้องการอาจารย์แบบไหน พัฒนาแบบใด หลักสูตรต้อง Practical ดังนั้นนอกจาก IT และภาษาต้องสร้างให้เกิด Mindset และ Innovative อย่างเช่นอยู่ในศิลปะศาสตร์อย่างน้อยต้องรู้ภาษาบาฮาซา

สิ่งที่น่าเศร้าสำหรับประเทศไทยคือ ทุกประเทศรู้เรื่องของประเทศไทยมากกว่าประเทศไทยรู้เรื่องประเทศอื่น

สรุปคือ ต้องคิด Global Mindset และเตรียมที่จะไปสู่นาโน และเรื่องต่าง ๆ เป็นต้น ให้หยิบเฉพาะส่วนที่สำคัญที่สุด

คุณพิชญ์ภูรี จันทรกมล

เลือกให้ถูก และมาดูแล้วว่าอะไรสำคัญ และโคตรสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือทุกท่านมาร่วมคิดร่วมกัน และถ้ามองว่าสิ่งใดที่จะนำมาใช้ในโครงการได้ก็ดึงมาเลย

รศ.ดร.สมชายภคภาสน์วิวัฒน์

ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่นทำเรื่อง Management ให้ยก Case Study มาทำและวิเคราะห์เลย

การร่วมแสดงความคิดเห็น

1. หน่วยงานในอนาคต ถ้าเราไปยึดโยงรัฐบาล และรัฐบาลเปลี่ยนบ่อย เพราะหน่วยงานรัฐปรับช้า แต่เอกชนเริ่มปรับไปแล้ว

เอกชนไทยไม่ฉลาด เพียงแค่รวยมากและเดินทางไปทั่วโลกและเห็นประสบการณ์มาก สิ่งที่ควรทำคือเราต้องพัฒนาการศึกษาให้ดี สิ่งที่สำคัญ ที่รัฐบาลเปลี่ยนบ่อยเพราะรัฐบาลห่วย สิ่งที่ทำคือเราต้องปรับให้ทัน ตัวอย่างสภาพัฒน์ ต้องปรับให้เป็นนักวางกลยุทธ์ แต่สภาพัฒน์ไม่ได้มองอย่างนั้น

ที่พบว่าคือนักวางกลยุทธ์ในประเทศไทยมีน้อยมาก

เราต้องท่องไว้ว่าเราเป็นเพชร สร้างเพชรให้มีค่าทุกวัน สร้างเพิ่มทุกวัน แต่ภายนอกเราไม่สามารถ Control ได้ เราจะไปได้ไกล จึงขอฝากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของตนเอง ตัวอย่างเช่น สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง

หมายเหตุ : ส่ง Draft งานกลุ่มส่งวันที่ 15 พ.ค. 59ส่งงานเดี่ยววันที่ 28 มิ.ย. 59 ก่อนปิดโครงการฯ