สรุปบทเรียนช่วงที่ 3 เศรษฐกิจโลก ประชาคมอาเซียน AEC เศรษฐกิจไทย
ได้รับรู้เส้นทางและภาพของเศรษฐกิจ ทั้งระดับโลก และระดับภูมิภาค โดยเฉพาะของประเทศไทยจากวิทยากร คุณกรณ์ จาติกวณิช รู้สภาพปัจจุบัน ปัญหา ของประเทศ ภูมิภาคและโลก วิเคราะห์เชื่อมโยงถึงการปรับตัวของมหาวิทยาลัยทักษิณในอนาคตได้อย่างชัดเจน โจทย์วันนี้ ทำให้ทุกคนมีความพร้อมที่จะได้เตรียมตัวเผชิญความเปลี่ยนแปลง โลกาภิวัตน์
เกิดความกังวลกับสภาพที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่คุณกรณ์กล่าวว่าความได้เปรียบไม่เหลือแล้ว ทรัพยากรธรรมชาติกำลังจะหมดไป แรงงานเป็นปัญหา คือ ค่าแรงสูงขึ้น ปริมาณแรงงานลดลง พึ่งแรงงานต่างด้าว 3-4 ล้านคน ในอนาคตไทยจะแย่ลง เพราะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กลายเป็นวิกฤติ รัฐบาลก็จะต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อมาดูแลผู้สูงอายุ และคนไทยวัยทำงานไทยปัจจุบันที่หลักประกันน้อยมาก ซึ่งมีแค่ 10 ล้านคนเป็นสมาชิกประกันสังคมและข้าราชการ แต่ 25 ล้านคนไม่มีหลักประกัน ในอดีตคิดพึ่งลูกหลาน แต่ลูกหลานก็ไม่มีความสามารถในการสร้างรายได้ดูแลผู้สูงอายุซึ่งมีอายุยืนขึ้น ซึ่งไทยยังไม่มีการเตรียมการเรื่องนี้
ประเทศไทย ทุกภาคส่วนต้องมีการปรับตัว มียุทธศาสตร์เสริมความได้เปรียบ ต้องมีการปรับยุทธศาสตร์วิธีคิด การผลิตสินค้าและการให้บริการเป็นเรื่องสำคัญ สินค้าต่างๆต้องคำนึงถึงคุณภาพและPackaging และความรู้ ยุทธศาสตร์การปรับตัวสำคัญมาก ประเด็นสำคัญได้แก่
1)English for all คนไทยต้องพูดได้อย่างน้อย 2 ภาษา คนไทยทุกคนต้องพูดภาษาอังกฤษได้
2)โครงการเกษตรเข้มแข็ง คนไทยจะแข่งขันได้ แม้เกษตรคิดเป็น 10% ของ GDP แต่ประชากรในภาคเกษตรมีมาก ภาคเกษตรเป็นอุตสาหกรรมในอนาคต ต้องมีการปรับความคิด เกษตรกรต้องมองตนเป็นผู้ผลิตอาหารโลก ยกตัวอย่าง เช่น ต้องมียุทธศาสตร์ชัดคือยกระดับข้าวไทย ไทยส่งออกข้าว 10 ล้านตัน จาก 70 ล้านตันทั่วโลก
3)ยกระดับคุณภาพการบริการและการท่องเที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวจีนให้มากขึ้น เวลาคนจีนขึ้นมาชั้นกลาง ก็ออกมาเที่ยว ใส่ใจคุณภาพสินค้าสินค้าอาหารเป็นที่ยอมรับของจีนและภูมิภาคนี้อยู่แล้ว ควรเน้นคุณภาพ
4)ไทยควรผลิตสินค้าและบริการคุณภาพระดับพรีเมี่ยมทุกชนิด
5)ทุกอุตสาหกรรมจะมีการเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น ไทยจะมีบทบาทอย่างไรในการผลิตรถยนต์ชนิดใหม่
สิ่งสำคัญต้องมียุทธศาสตร์ชัดต้องมีการยกระดับทุกอย่าง ต้องผลิตสินค้าคุณภาพพรีเมี่ยม เท่านั้น แล้วกลับไปดูว่าจะไปจุดนั้นได้อย่างไร คือใช้การศึกษาพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขัน
ในช่วงการบรรยายของคุณสมบัติ ศานติจารี และคุณจันทนา สุขุมานนท์ ได้แง่คิด ว่า CEO คือ คนสำคัญ ต้องเป็นตัวอย่าง ยึดหลักธรรมาภิบาล ใช้กระบวนมีส่วนร่วม รับฟัง ให้เกียรติ ซึ่งสูตรสำเร็จที่วิทยากรกล่าวถึงไว้ดีมากคือ
- ต้องมีวิสัยทัศน์ ทำได้โดย
-ถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ลงทุน ชุมชน พันธมิตร พนักงาน
-รู้ว่าจะไปที่ไหน Distinct Needs คือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่มต้องการอะไร
-Value Proposition ไปเสนออะไร เช่น ลูกค้าต้องการให้แก้ปัญหา
- นำทุกข้อข้างต้นมาทำเป็นยุทธศาสตร์
- ต้อง serve want ไม่ใช่ need ต้องยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางว่าต้องการอะไร แล้วทำยุทธศาสตร์ว่าต้องการเป็นอะไร
- วิสัยทัศน์คือตอบสนองทุกความต้องการ
- คนที่เหมาะสม the right people เป็นคนที่องค์กรที่ต้องการ
- Organization capability ต้องรู้ว่าพนักงานแต่ละคนเก่งเรื่องอะไร มีจุดอ่อนอะไร
- กำหนดค่านิยมหลัก เป็นสิ่งที่คนต้องรู้ ต้องมีไม่เกิน 4 คำ
- ทำสิ่งที่ถูกต้อง
- กล้าคิด กล้าทำ
- ห่วงใยใส่ใจอนาคต
- คนที่เป็น CEO ต้องมีวิสัยทัศน์ มองภาพรวม บอกและกำกับทุกคนว่าจะทำอะไร ไม่จำเป็นต้องลงมาทำเอง
- ต้องบริหารวิธีการคิด เปลี่ยนที่ตนเอง ต้องเรียนรู้ทุกวัน
- คนจะประสบความสำเร็จได้ แต่ละคนสามารถเลือกชีวิตตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นเลือกให้ การศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญ ต้องเรียนรู้ด้วยตนเองด้วย ชีวิตคือการเรียนรู้
- ทุกคนมี 24 ชั่วโมง ต้องบริหารเวลาให้ดี ทำงานหนัก ทำให้ดีที่สุด
และได้รับฟังแนวคิด CEO จากคุณพรหมโชติ ไตรเวช ที่กล่าวว่า การเป็น CEO ต้องมองว่าตนอยู่ระดับใด แม้จะเป็นผู้บริหารระดับสูง แต่ก็ยังมีคนที่เหนือกว่า ในโลกมนุษย์ ก็คือ เวลา ถ้ามีเวลากำหนด ก็ต้องปฏิบัติตามเวลา เหนือกว่ามนุษย์ ก็ยังมีธรรมชาติและอีกหลายสิ่ง และสิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือว่า ทำอย่างไรให้นโยบาย หรือการบริหารของผู้บริหารนำไปสู่การปฏิบัติได้ แต่ละคนเป็นคณบดี นักบริหาร หรือตำแหน่งอื่นๆ เมื่อได้รับโจทย์มา ก็เสนอแนวความคิด จะทำอย่างไร ถ้าแต่ละคนเป็นนักบริหาร แต่ต้องใช้นโยบายจากผู้บริหารระดับสูงให้เกิดผลจะทำอย่างไร
ซึ่งข้างต้นเป็นแนวคิดต่างๆ เป็นแนวคิดที่ดีมาก และคิดว่าสามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัยทักษิณได้ ผลจากการทำ workshop สมาชิทุกกลุ่ม ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำความรู้ที่ได้เรียนรู้สู่การวางแผนปฏิบัติในมหาวิทยาลัยทักษิณ สิ่งที่สำคัญคือ เปิดโลกทัศน์ ของสมาชิกของมหาวิทยาลัยทักษิณ
ส่วนแนวคิด การนำเทตโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในงานด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัย โดย รศ. ยืน ภู่วรวรรณ รศ .ดร.ณัฐภพ นิ่มปิติวัน ดร.สร้อยสนธ์ นิยมวาณิช รวมถึงวิทยากรประธานหอการค้า และจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้เกิดแนวคิดการปรับตัวด้านเทคโนโลยีที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้
- โลกของ Cloud มาแรง ต้องเข้าใจก่อนสื่อใหม่เป็น POWER LAW
- ความรู้เข้าถึงได้ง่ายและเร็ว อาจารย์ต้องเปิดใจกว้าง
- การบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยต้องปรับเปลี่ยนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง
- ความคิดสร้างสรรค์จำเป็นสำหรับคนยุคใหม่
- การนำเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่ม
- มหาวิทยาลัยต้องคิดแบบ Proactive คิดเป็น Chain
- มหาวิทยาลัยต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบสังคม
- บุคลากรทุกคนให้ความสำคัญ
- ร่วมแรงร่วมใจ วางแผนกับชุมชนทำเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชน
- มหาวิทยาลัยต้องลงทุนเพื่อชุมชน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงินแต่เพียงอย่างเดียว
- มหาวิทยาลัยสร้างแบรนด์จากการทำ CSR ได้
สรุปบทเรียนช่วงที่ 4 CEO – HR – Non HR – Stakeholders for 3V’s, Case Studies and Intensive Management Workshop: TSU and Human Resource Strategies, แรงบันดาลใจ เส้นทาง และประสบการณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยเพื่อสังคม University – Research and Innovation Forum Managing Self Performance เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในงานด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยทักษิณ
จากการเรียนรู้ พบว่าเรื่องนี้มี 3 เรื่อง ใหญ่ๆ คือ 1)Transfer Knowledge 2) Process how to learn สร้างภาวะผู้นำ และ 3) ไปสู่ความเป็นเลิศ สร้าง Network แต่ต้องทำต่อเนื่อง อย่างมหาวิทยาลัยทักษิณต้องสร้างผู้นำด้วย ทำอย่างไรให้ลูกศิษย์มีความภูมิใจในตัวเอง คือ การมี Honor Dignity Respect คนอื่น และให้คนอื่น Respect เรา สิ่งที่อยากฝากไว้ในการพัฒนาคนคือเรื่องการค้นหาตัวเอง ประเด็นคือการนำไปใช้และสร้างมูลค่าเพิ่มและเอาชนะอุปสรรคหรือไม่ How to get there ? สำคัญกว่า Successful ประเด็นคืออยากให้ทุกคนบ้าคลั่งและผนึกกำลังกัน เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกันและต้องร่วมมือกับชุมชนรอบรั้วมหาวิทยาลัย และสิ่งที่เป็นข้อคิด คือ
1. การลงไปในชุมชน ต้องเพิ่มความเป็นผู้ประกอบการ ให้คิดและต่อยอดขึ้นมา
2. การปลดปล่อยเรื่องรากหญ้า ก็คือสิ่งที่ ม.ทักษิณทำอยู่แล้ว แต่เราจะทำอย่างไรให้ดึงมาเป็น Alibaba ได้
3. ช่วยพัฒนาองค์กร ม.ทักษิณทำอยู่แล้วเช่นพัทลุง ลุ่มน้ำสงขลา ทำอย่างไรให้คนชื่นชม อาจเปลี่ยนชื่อให้คนชื่นชม การทำ Urbanization คือการกระจายความเจริญไป เป็นลักษณะการชนะเล็ก ๆ ก่อนชนะใหญ่ ๆ
4. การหาช่องอย่างทีมฟุตบอลเรสเตอร์ คือพยายามหาพื้นที่เล่น เพราะมีโอกาสเสมอ แต่ต้องมีทีมเวอร์กช่วย เราไม่ต้องสร้างใหม่ตลอดเวลา แต่สร้างจากสิ่งที่มีให้งอกงามได้ตลอดเวลา
ซึ่งน่าสนใจมาก ทุกอย่างต้องทำแล้วเกิดประโยชน์ มีมูลค่าเพิ่ม และจากการอ่านและเรียนรู้ ALIBABA ได้แง่คิด คือ
จากภาพทั้งหมดได้ลองเปรียบเทียบ Alibaba ในมุมมองของกลุ่ม คืออยากเปรียบเทียบ Alibaba ว่า E=MCC
E คือ ผู้ประกอบการที่มีพลังมาก และทำธุรกิจบนความเสี่ยง
M คือ Micro เริ่มจากผู้ประกอบการที่มีความเก่งในเรื่องที่ตัวเองทำ เป็นลักษณะเล็ก ๆ คือทำ Inovation ให้เป็น Routine
C คือ Customer Centre คือความไว้วางใจ และเชื่อมั่นต่อผู้สื่อสินค้า
C คือ China หมายถึงการมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการพัฒนาของจีน และการเติบโตของสังคม
โดยสรุปคือ Alibaba มีความอยาก ความหิวกระหายจึงทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ
อีกประเด็นหลักที่น่าสนใจคือ
1.ความท้าทายในการพัฒนาคน
2. มีกลยุทธ์แบบใด
3. ทำอย่างไรให้องค์กรประสบความสำเร็จ
และปัจจัยในการขับเคลื่อนที่เราสามารถปรับจากธุรกิจ ที่น่าสนใจ คือ
1. Faster
2. Better
3. Cheaper
ความรู้เป็นกลไกสำคัญในศตวรรษที่ 21
ส่วน Impact ในการพัฒนาคน คือ Innovation การเชื่อมโยงคน Competency of Growth องค์กรที่มีความยั่งยืน การเปลี่ยนแปลง Life Style ของคน
ถ้าองค์กรไม่รู้ว่า Business Model คืออะไร จะทำธุรกิจไม่ได้ เป็นตัวกำหนดทิศทางการเจริญเติบโต เริ่มตั้งแต่เป็นตัว ODM คือการรับจ้างผลิต เราเลยพัฒนาเป็น
- ODM คือ Development and Science
การ Transform จาก ODM เข้าสู่ Global Supply Chain ต้องมีพนักงานที่มีศักยภาพสูงมากในการทำงาน และกลยุทธ์ในการพัฒนาคนในยุคดิจิตอล คือ ต้องดูก่อนว่าอะไรคือHuman Value และ Business Value ที่สำคัญ เช่น องค์ความรู้ เรื่อง R&I ยิ่งมีตัวนี้เยอะมากเท่าไหร่จะทำให้การขายสู่ลูกค้าได้เร็ว ต้องอาศัยความสามารถของคนในการทำ ต้องดู 1) Business Value เป็นตัวตั้ง 2) Value แบ่งเป็น Value Added, Value Creation, Value Diversity คนจะแข่งขันได้ต้องสร้างไปสู่มูลค่าที่หลากหลายและตอบโจทย์ลูกค้าได้มากที่สุดเป็น Flagmentation เช่นถ้ารับได้วันละ 100 ชิ้นได้ ต่อไปก็จะทำได้
ได้แนวคิดในการนำความรู้มาปรับใช้ในมหาวิทยาลัยทักษิณคือ ต้อง Push people before strategy ที่สามารถนำมา Apply ในองค์กร Culture Change สำคัญมาก อย่างแจ็กมาร์เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ดีและใช้ประสบการณ์ตรงนี้พัฒนาคนขายของทาง Digitalization เป็นลักษณะ Fast forward moving มีเรื่อง Integrity ความซื่อสัตย์ โดยจะ Change Culture และดึงศักยภาพคนในองค์กรมาใช้ได้อย่างไร แต่เรื่อง Fast forward เป็นการมองนอกกรอบ แต่ต้อง Take risk ต้องมองว่าถ้าทำให้ได้เราจะกำจัด Risk อย่างไร ผู้นำของมหาวิทยาลัยทักษิณน่าจะได้คิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ด้วย ซึ่งมีประโยชน์มาก การเรียนรู้เรื่องนี้ทำให้เราได้มีมิติการมองที่กว้าง และวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ เพื่อการปรับมหาวิทยาลัยของเราค่ะ
สรุปบทเรียนช่วงที่ 5 การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยในอนาคต
ได้แนวคิดจากการอ่านหนังสือLesson learned – Share and Care: บทเรียนจากบทเรียนจากหนังสือ The Four Mindsets ซึ่งดีมาก
Mindset เป็นความคิด ความเชื่อที่กำหนดพฤติกรรมและทัศนคติ
การพัฒนา สร้าง Growth Mindset เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะ Mindset ของผู้นำมีอิทธิพลอย่างสูงต่อพนักงาน
Mindset ของคนหนึ่งสามารถมีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง
อิทธิพลของ Mindset คือ Mindset Loop ถ้ามีการปลูกฝัง Mindset ไว้อย่างไรก็จะนำไปสู่ Attitude ซึ่งเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรม เป็น action และผลลัพธ์ ในที่สุดก็กลายเป็น Performance
Mindset หลักที่สำคัญ 4 ข้อ เพื่อทำให้เกิด Growth Mindset กับทีม
Emotional Intelligence Mindset มีความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึงพฤติกรรมที่ทำให้ทีมมีความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ แล้วจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในระดับองค์กร และนำไปสู่การแสดงความสามารถในการทำงานของพนักงาน ถ้าผู้นำมี Emotional Intelligence Mindset จะนำไปสู่ Performance โดยเฉพาะเรื่องของ Loyalty และความเชื่อมั่นในองค์กร
Connection Mindset หมายความว่า ผู้นำต้องสามารถถ่ายทอดประสบการณ์และสิ่งที่องค์กรคาดหวังไปสู่พนักงานเพื่อให้เข้าใจตรงกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจเป้าหมายและทำให้ Connection ไม่ใช่ Communication คำว่า Connect มีความลึกซึ้งมากกว่าการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร แต่รวมถึง Emotion ผู้นำต้องสร้างความรู้สึกพร้อมถ่ายทอดเป้าหมายต่างๆ
Growth Mindset ผู้นำควรมี Growth Mindset และต้องทำหน้าที่เป็น Mentor เป็นโค้ชเพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกันกับทีม ตอนหลังองค์กรเน้น Self-coaching เป็นการสร้าง Growth Mindset ตรงไปยังตัวพนักงาน
Performance Mindset สร้าง Performance ให้กับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กร
ส่วน Connection Mindset มีรายละเอียดคือ
ในการผลักดันองค์กรไปสู่ความคาดหวังร่วมกัน สิ่งสำคัญคือ Mindset
การเหนี่ยวไกปืนเป็น Mindset
Mindset ในเล่มนี้เป็นปลายทางวกกลับมาอีกเป็น Loop
Mindset มีจุดตั้งต้นที่คน ทุกคนต้องปรับ Mindset ให้รู้จักตนเอง ทำงานเป็นทีม
ทุกคนต้องรู้จักตนเอง จัดการตัวเองให้ได้
Skill และ Behavior บังคับ Mindset ได้ ถ้ามีทักษะดีจะทำให้ทีมสำเร็จ
รู้ซึ้งมาก่อนรู้แจ้ง แล้วก็จะประทับใจทีมทำให้ทีมแข็งขึ้น
การทำให้คนเกิดความผูกพันองค์กร ผู้นำต้องทำ 2 ระดับ
สื่อสารให้เข้าใจว่าทำอะไรขาย บุคลากรทุกระดับเข้าใจบทบาทหน้าที่องค์กรตรงกัน ต้องมีการสื่อสารระหว่างบุคคล และกำจัดอุปสรรค สื่อสารให้คนเคารพกฎระเบียบ ต้องคิดต่างในเงื่อนไขที่เหมาะสม ต้องมีการวัดผลเป็นระยะ
ทำให้บุคลากรรู้ว่า ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ ทำให้บุคลากรตระหนักความสำคัญของตนต่อองค์กรและเข้าใจคนอื่น ต้องทำให้ตระหนักว่า คนต้องเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา คนในองค์กรต้องไม่ด่วนสรุป ต้องสร้างศรัทธา บุคลากรต้องเชื่อมั่นในเพื่อนร่วมงาน ผู้บริหารและองค์กรด้วย ต้องนำแรงบันดาลใจทำให้นำไปสู่เป้าหมาย ผู้บริหารต้องมีความเสมอต้นเสมอปลายเพราะเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจ
oRank Response คนที่มีความรู้จะสามารถแสดงความรู้ให้เห็นได้
oการตัดสินใจคัดเลือกคนว่า เป็นคนที่เหมาะสมที่จะคัดเลือกเข้าทีม
และตัวดิฉันเองนำเสนอ Performance Mindset
หนังสือได้พูดถึงการคัดเลือกคนเข้าทีมเป็นสิ่งสำคัญที่จะวางคนให้เหมาะกับตำแหน่ง และต้องมี Mindset เหมาะสมกับองค์กร
มีการสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรม ตัวตนของคนที่สมัครงาน มีขั้นตอน
1.วิเคราะห์งาน ต้องดู Competence ในงานเป็นหลัก
2.พัฒนาโครงสร้างคำถามสัมภาษณ์
2.1 หลักการความรู้ที่ผู้สมัครมี
2.2 พฤติกรรม คำถามเชิงจิตวิทยา
2.3 คำถาม Leading Question สถานการณ์ในอนาคตว่าจะทำอย่างไร
มีการใช้ STAR Technique
S=Situation
T=Time
A=Action
R=Result
เมื่อคัดคนเข้ามาร่วมทีม จะทำให้เป็นทีมเข้มแข็งโดย Attachment and Alignment
ระดับองค์กร
ระดับบทบาท สมาชิกทีมต้องรู้สถานะ ค่าตอบแทนสอดคล้องกับงานหรือไม่ งานที่รับผิดชอบ กิจกรรม โอกาสก้าวหน้า อนาคต
ระดับ Line manager มีทักษะในการเป็นพี่เลี้ยงและสอนงาน
ปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้เกิดความเข้มแข็งของทีม
Orientation
ข้อมูลสำคัญที่ให้แก่สมาชิกทีม คือข้อมูลที่เกี่ยวกับงาน
การหมุนเวียนตำแหน่ง ทำให้รู้จักงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
การเรียนรู้ Incremental Learning เป็นการพัฒนาสมรรถนะในงาน
การให้ Feedback ให้มีแรงบันดาลใจในการพัฒนา
มีการนำเสนอ The core 90-day drivers (to prepare new employees for success ) กล่าวถึง
Recruitment Process
Introduction process
Role Process
Coach and Mentor Support
Management and Leadership
Peer and Stakeholder Interaction ในความเป็นจริง connection ไม่ใช่ communication แต่มีความลึกกว่า communication เพราะฉะนั้นการมี Interaction ในลักษณะ Peer and Stakeholder ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกิดความสุขในการทำงานมากขึ้นสำหรับพนักงานใหม่
Culture and Value
Work Environment
Policy and Procedure
Resources and Availability
เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อาจจะมองข้าม
และได้เรียนรู้ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรสู่ความเป็นเลิศและการบริหารการเปลี่ยนแปลง
สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนด core value ของมหาวิทยาลัยทักษิณ
Value ส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมที่คนในองค์กรต้องพัฒนาให้มี เพราะสะท้อนแบรนด์ของมหาวิทยาลัย
Core Competency ต้องดูว่ามีความสามารถหลักอะไรบ้าง ในความสามารถเหล่านั้น ถ้าต้องการโดดเด่น คนขององค์กรต้องมี Core Competency อะไรบ้าง
Core Value เป็นพฤติกรรม
Core Competency ต้องมี Skill และ Knowledge
หลายองค์กรกลับมาดูว่า แม้ประเมิน Core Competency ใน PMS ไม่ได้ผล จึงมีแนวโน้มว่า รัฐวิสาหกิจนำ Core Value มาประเมินแทนเพราะเป็นพฤติกรรม จึงต้องมีการแจกแจง
เวลาทำ Core Value แล้วสื่อสารออกไป ทำไมยังไปไม่ถึงคนระดับล่างหรือคนไม่เข้าใจ
Mindset ต่างกันทำให้การสื่อสารเข้าใจไม่ตรงกัน
การนำค่านิยมไปสู่การปฏิบัติ
ค่านิยมนั้นหมายความว่าอย่างไร เช่น ความเร็วและแม่นยำหมายความว่าอย่างไรในบริบทองค์กร
ทำไมค่านิยมนั้นจึงสำคัญต่อองค์กร เช่น เป็นค่านิยมที่มีทุกคณะ แสดงว่ามีความถี่มาก ต้องตอบคำถามให้ได้ ตอบสนองวิสัยทัศน์และพันธกิจองค์กรหรือไม่
คิดว่าพฤติกรรมเชิงบวกที่พึงประสงค์เป็นอย่างไร พฤติกรรมลบแบบใดที่ถือเป็นอุปสรรค เช่น ค่านิยม ความเร็วและแม่นยำ ต้องทำไปทดสอบกับระดับล่าง พนักงานก็มองว่าผู้บริหารมีความคาดหวังสูงเกินไป บางค่านิยมขัดแย้งกันเองแต่มีความลงตัว
การทำ workshop มีประโยชน์มาก ทำให้ทุกคนได้ทบทวน สะท้อนคิดถึง Core Value ของมหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งคนในมหาวิทยาลัยทักษิณทราบแล้วว่า เราเป็นมหาวิทยาลัย รับใช้สังคมโดยทำตามค่านิยมหลัก ควรกลับไปทบทวนแต่ละข้อ ทั้งสามธรรมคือ คารวธรรม สามัคคีธรรม ปัญญาธรรมเป็นรากฐานนำไปสู่ข้อหลังๆ
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือบุคลิกภาพ Personality - Social Skills Development and Table Manners
โดย อาจารย์ณภัสวรรณ จิลลานนท์ คนจะตัดสินผู้อื่นจากบุคลิกภาพภายนอก 55% จากเสียง 38% จากคำพูด 7% บุคลิกภาพเป็นเรื่องที่ฝึกได้ เช่น การแต่งตัว พูดจาดี มาด อารมณ์ดีและรู้จักกาลเทศะ ผู้บริหารควรแต่งกายให้เหมาะสมกับหน้าที่การงาน ขอให้คิดถึงตอนที่สมัครงานที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการตอบรับเข้าทำงาน ผู้บริหารต้องดูแลตัวเองให้ดีเพื่อให้ลูกน้องภูมิใจ
ผู้บริหารต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence Mindset) มีความสำคัญมาก สร้างแรงบันดาลใจ ความเชื่อมั่น ยอมรับนับถือ
ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ตรงไปตรงมา ดูแลเอาใจใส่ อยู่กับความเป็นจริง จริงใจ มีปฏิภาณ
ไหวพริบ คิดบวก ช่วยเหลือคนอื่นด้วยความปรารถนาดี ถือเป็น EQ ของผู้นำ
ผู้นำต้องเข้าใจทีม ควบคุมอารมณ์ให้ได้ ต้องมีอารมณ์ขันบ้าง ต้องพยายามทำให้เป็นธรรมชาติ มีความรับผิดชอบ หาสิ่งสนับสนุนช่วยทีม คิดบวก นำทีมไปสู่ความสำเร็จเร็วที่สุด ต้องหยุดเพื่อทบทวน
ผู้บริหารต้องมีความอดทนค่อนข้างสูง ควบคุมสติโดยหายใจลึกๆ แล้วจะเกิดปัญญา รู้จักรักษาสุขภาพ บุคลิกภาพดี
คนเรามี 2 มือ ข้างหนึ่งช่วยเหลือตนเอง อีกข้างช่วยเพื่อนด้วยความจริงใจ
การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence Mindset) ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence Mindset) คือเมื่อรับรู้ปรากฏการณ์ นำไปประมวลแล้วแสดงออกอย่างถูกต้อง
ต้องตระหนักรู้ซึ่งอารมณ์ของตนเอง ถ้าโกรธ ก็ต้องผ่อนคลาย วิจัยระบุว่าเป็นทักษะสำคัญของการเป็นผู้นำ
การบริหารความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence Mindset)
ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence Mindset) เป็นพื้นฐานของคน จากงานวิจัย ผู้นำประสบความสำเร็จมาจากปัญญา 7% จากอารมณ์ 93%
บุคคลโดดเด่นต้องควบคุมตนเองให้มีสติได้ และสามารถฟื้นตัวเองจากสภาวะเลวร้าย
การทำให้มี self-control
เข้าใจความเป็นธรรมชาติของโลก
ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้
คิดว่าในโลกมีความเป็นเจ้าของสิ่งนั้น ต้องลดอัตตา
เตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
การทำให้ฟื้นสู่สภาวะปกติ
เข้าใจธรรมชาติ
คิดว่าทุกอย่างต้องมีความหวัง ล้มแล้วลุก
มีการควบคุม บังคับตนเองได้ มีเป้าหมายชีวิต
มีความสมดุลในชีวิต มีเวลาทำงานแล้วพักผ่อน กินอาหารให้สุขภาพดี
อยู่ในที่ที่เหมาะสม
เข้าใจความทุกข์และสุข
มีเพื่อนร่วมงานี่ดีและให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน
ผู้บริหารต้องทำให้บุคลากรเกิดความไว้วางใจ ผู้บริหารต้องมีบุคลิกภาพที่ดีทั้งภายนอกและภายใน มีสมรรถนะ มีคุณธรรม จริยธรรม เรียนสนุกมาก
สรุปบทเรียนช่วงที่ 6 กิจกรรมรักษ์กาย-รักษ์ใจ
เรียนเรื่องนี้มีความสุข สนุก ชีวิตมีความสุขมาก ได้มีกิจกรรม ได้เขียนภาพระบายสี เป็นการฝึกสมาธิ ฝึกความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญคือ ฝึกอยู่กับตัวเอง ศิลปะทำให้คนมีสุนทรียะ มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มากขึ้นมหาวิทยาลัยควรมีช่องทางให้บุคลากร นิสิตได้มีประสบการณ์สุนทรียะ เพื่อเติมเต็มความเป็นมนุษย์ ทำให้จิตใจอ่อนโยน สมองได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม ทำให้ทำงานและเรียนอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถใช้ศิลปะมาบำบัดจิตใจตนเองได้เมื่อมีปัญหาในการเรียน หรือการใช้ชีวิต
สรุปความรู้ ช่วงที่ 7 ศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการองค์การสมัยใหม่ ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต และ SCG รวมถึงการสร้างทุนทางคุณธรรม จริยธรรมในองค์กรและสังคม
ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่สำคัญคือการจัดระบบการบริหารจัดการ การสร้าง Mindset ของคนทุกระดับในมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ค่อยๆเปลี่ยน แต่ที่ชัดเจนคืออธิการบดี ในรอบ 50 ปีมหาวิทยาลัยกรุงเทพมีจำนวนอธิการบดีไม่มาก ในเรื่องบริหารจัดการ ถือว่ามีความเข้าใจตรงกัน มีการเตรียมผู้สืบทอดตำแหน่งบริหาร (Successor) มีการสื่อสารเรื่อง Change Alignment ตั้งแต่ระดับบน มีฝ่ายสนับสนุนองค์กรที่ทำงานร่วมด้วย สิ่งสำคัญคือต้องสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ถ้าอยากให้มหาวิทยาลัยอยู่อย่างยั่งยืน ต้องร่วมมือกัน ทุกวันจันทร์ ผู้บริหารต้องประชุมกันเรื่องกลยุทธ์ เป็นการประชุมลับ มีการบันทึกเป็น KM ในผลการตัดสินใจ ระดับผู้อำนวยการและรองอธิการบดีก็รับเรื่องลงมาถ่ายทอดไปที่คณบดี ต้องมีการติดตามไปดูการดำเนินกิจกรรม แล้วนำมาประชุมเพื่อหารือว่าจะจัดอย่างไรให้ดีขึ้นในปีถัดไป
อีกเรื่อง คือการบริหารงบประมาณ ทุกอย่าง ทุกพื้ที่ในมหาวิทยาลัยต้องมีมูลค่าหมด รายได้จากวิจัยและวิชาการ ไม่ใช่รายได้หลัก หลักการคือต้องคุ้มค่า หอพักจะรับนักศึกษาเข้ามา 1 มิถุนายน 2559 ตอนนี้ ยอดจองเต็มแล้ว หอพักช่วยเรื่องการตลาดได้ เมื่อนักศึกษามาสมัคร มักร้องเรียนว่า ไม่มีหอพัก ทางมหาวิทยาลัยกรุงเทพเคยส่งกรรมการไปตรวจดูสภาพหอพักบริเวณใกล้คียงแต่ก็ทำได้ไม่มาก ต้องมีหอพักให้ผู้ปกครองสบายใจ ต้องมีประกันยอด นำไปสู่การสร้างรายได้ส่วนร้านค้า มีที่ให้เช่า ราคาไม่แพงมาก บริหารจัดการโดยฝ่ายบริหารการกระจายงบประมาณ ขึ้นอยู่กับได้เงินเท่าไร มียอดประมาณการณ์ ภายใต้งบแต่ละปี มีสัดส่วนว่าเข้ากองทุนเท่าไร ตึกสร้างด้วยราคาแพง เพราะมีดีไซน์มาก ใช้บริษัทเดียวกันสร้างทั้งหมด จึงสอดคล้องกัน เงินมี 2 ส่วนคือ
1. Routine เช่นเงินเดือน
2. กลยุทธ์ ทุกหน่วยต้องเสนอโครงการ ทุกโครงการต้องคุ้มทุน
การบรรยายพิเศษเรื่อง มหาวิทยาลัยทักษิณกับการสร้างทุนทางคุณธรรม จริยธรรมในองค์กรและสังคม
โดย คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานที่ปรึกษา บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด
อยากจะบอกว่ายอดเยี่ยมมาก เราคนไทย และโดยเฉพาะอยู่ในวงการศึกษาต้องตระหนักมากๆ แต่ก้อไม่ควรตระหนก เพราะไทยกำลังลดอัตลักษณ์ไทยลง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยมีปัญหา ทำให้สูญหายไปจากโลก แต่ก่อน เวลาไปต่างประเทศ ข้าวหอมมะลิเป็นอันดับ 1 ของโลก ตอนนี้ ตกอันดับ
ในฐานะครูบา อาจารย์ต้องสร้างนักเรียนให้มีจิตสำนึก มีInnovation Different Enterprise (IDE) ต้องมีในทุกชั้น ต้องผลิตบัณฑิตที่เป็นผู้นำที่
1.มีแรงบันดาลใจเพราะโลกโหยหาผู้นำสร้างแรงบันดาลใจ เราไม่สามารถบริหารคนได้ แต่สร้างแรงบันดาลใจให้ได้ อาจารย์ต้องเปลี่ยนบทบาท
2.มีความกล้าหาญทางจริยธรรมคือยอดแห่งความกล้าหาญ สังคมไทยมีทั้งคนดีและคนเก่ง แต่ขาดคนกล้าชี้ทางออก บอกทางถูก เพราะสังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ กลัวเสียเพื่อนจึงไม่กล้า ถ้าสิ่งใดที่ไม่กล้าบอกให้คนอื่นทำ ถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี ปัญหาคน ผู้นำทำผิด แต่ไม่มีใครทักท้วง ก็ทำผิดไปตามกัน อาจารย์ต้องปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนมีจิตสำนึกละอายต่อการทำผิด ปัญหาคือสำรวจคนอายุ 29 ปีลงมา คือยอมรับการทุจริตได้ถ้าตนได้ประโยชน์
และความเป็นครูจะหมายถึงอะไรในอนาคต ถ้าเป็นครูผู้เรียนรู้ เด็กจะอยากเรียนมาก ครูจะเรียนรู้จากเด็กเมื่อให้เด็กเล่น role play เด็กเปลี่ยนไป เรียนรู้เร็วมาก ไปไกล และนักเรียนมี 3 โรคที่น่าเป็นห่วง
1.โรคความรักตีบตัน ขาดความรักจากครอบครัว ครอบครัวแตกแยก แล้วมาหาความรักนอกบ้าน เสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
2.โรคศักดิ์ศรีบกพร่อง เพราะความรักตีบตัน ความนับถือตนเองน้อย การสอนของโรงเรียนจิตรลดา ทำให้เด็กตอบคำถามยากได้ ครูต้องชมความพยายามไม่ใช่ผลลัพธ์การกระทำ
3.โรคสำลักเสรีภาพ
จะแก้ปัญหาได้โดยครูต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้นักเรียนศรัทธา เป็นการปลูกฝังนิสัย เป็นแง่คิดที่ดีมาก
ครูอาจจะสอนให้สร้างความรู้ด้วยตนเองก็ได้ (Research-based Learning) ปี 2552 คุณดนัยเปิดตัวหนังสือ White Ocean รณรงค์ปราบปรามคอรัปชั่น ปี 2554 เริ่มทำโครงการทูตความดีแห่งประเทศไทย แต่รุ่นสุดท้ายจะจัดในปีนี้ พบว่า เด็กที่ไม่อยู่ระบบการศึกษา มีความเป็นผู้นำสูง ความคิดริเริ่มดี ปีแรก แก้ปัญหาคอรัปชั่น แก้ปัญหาท้องวัยเรียนและแก้ปัญหายาเสพติด ก็นำเด็กไปเยี่ยมนักโทษ นำเด็กไปเยี่ยมแม่ที่ท้องในวัยเรียน เด็กสะเทือนใจไม่อยากเห็นแม่ร้องไห้ ทำให้เด็กเป็นเจ้าภาพในแก้ปัญหา ก็นำเด็กที่เป็นแฟนกันมาทดลองเลี้ยงเด็ก แล้วก็จะรู้ตัวเองว่าไม่พร้อม เด็กที่ทำโครงการแล้วชนะทำเรื่องการแก้ปัญหาคอรัปชั่นปีแรก โดยเน้นให้เป็นแบบ Imagine Thailand ให้งบประมาณทีมละ 20,000 บาทสำหรับทีมที่ชนะ เด็กภาคใต้บอกว่า ประเทศไทยดีที่สุดในโลก แต่ต้องเปลี่ยนนิสัยคนไทย เด็กอีสานบอกว่า คนดีหายหัว คนชั่วลอยนวล คุณดนัยประทับใจที่สุดคือเด็กตาบอดเรียนการศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จบแล้วจะเป็นครู บอกว่า การโกงกินเป็นหายนะของสังคม ผู้ใหญ่สอนอย่าง ทำอีกอย่าง เด็กกลุ่มนี้ชูรูปในหลวง ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับในหลวง และฝันว่าในชาตินี้จะเห็นในหลวง แต่ใช้หัวใจสัมผัสทราบว่าในหลวงเป็นคนดี เขาจะเป็นข้าราชการที่ดี
ฟังแล้วซาบซึ้ง และต้องตั้งสติเพื่อช่วยหาทางออกให้กับประเทศ โดยเริ่มจากตัวเรา ครอบครัวเรา งานเรา มหาวิทยาลัยของเรา
และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการจัดกิจกรรม CSR / การแลกเปลี่ยนประสบการณ์สิ่งที่ประทับใจที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานที่มหาวิทยาลัยฯ มีดังนี้
ศึกษาดูงาน ณ SCG หัวข้อ กรณีศึกษาการบริหารจัดการองค์กรเเละการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของ SCG ได้แง่คิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่น่าสนใจและดี สามารถนำสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของมหาวิทยาลัยทักษิณด้วย
ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ SCG ยืนยงมาได้มี 3 อย่างคือ
1.บรรษัทภิบาล (Corporate Governance) คือ รับผิดชอบ โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ เป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง บนพื้นฐานของความสมดุลและยั่งยืน (Sustainable Development)
2.จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ SCG ทำเป็นเล่มแจกพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานเพราะต้องปลูกฝังตั้งแต่แรกเข้า ตอนที่คัดคนเข้าทำงานก็ต้องค้นหาคนที่มีจรรยาบรรณแบบนี้เข้ามา
2.1 ปฏิบัติต่อกันภายใต้สิทธิเสรีภาพ คือ ไม่ว่าจะเป็นคนชาติหรือศาสนาใดก็ถือว่าเท่าเทียม
2.2 ต้องมีการดูแลสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัย
2.3 การให้หรือรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
2.4 ความขัดแย้งทางผลประโยชน์
2.5 การจัดหา ต้องโปร่งใส มีหน่วยงานจัดหามามีส่วนร่วมในการประกวดราคาทุกครั้ง
2.6 การทำธุรกรรมกับรัฐ ไม่มีเงินใต้โต๊ะ
2.7 การปฏิบัติต่อข้อมูลและทรัพย์สิน
2.8 การเปิดเผยข้อมูลและการสื่อสาร เนื่องจากเป็นข้อมูลและทรัพย์สินของบริษัทจึงไม่ควรนำไปเปิดเผย ถ้ามีการเปิดเผย ก็จะกระทบต่อราคาหุ้น ไม่ควรใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์กับตัวเองหรือครอบครัว
2.9 การทำธุรกรรม ต้องตรงไปตรงมา
2.10 การประกอบธุรกิจในต่างประเทศ และการค้าระหว่างประเทศ ต้องดูกฎหมายต่างประเทศเพื่อไม่ให้เป็นการเลี่ยงภาษี
2.11 การแข่งขันทางการค้า ควรเป็นการค้าที่เป็นธรรม ไม่มีการลดราคาแข่งกัน
2.12 ป้องกันการฟอกเงิน
เป็นแนวคิดที่ดีมาก ระดับชาติก็ควรจะเป็นเช่นนี้
สรุปบทเรียนช่วงที่ 8จากแนวคิดทางการตลาดสู่การปรับใช้กับการทำงานของมหาวิทยาลัยทักษิณ
บรรยายโดย คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน
ได้เรียนรู้เรื่องราวที่ไม่รู้มากมาย ซึ่งมหาวิทยาลัยปัจจุบันต้องรู้เรื่องนี้ด้วย เพราะการตลาด ไม่ใช่แค่การซื้อของ แต่เป็นการเข้าใจพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคหรือ Stakeholder รวมไปถึงผู้ถือหุ้น และ Stakeholder ที่เกี่ยวข้องกับสังคม คือทำให้ชุมชนในพื้นที่หรือที่ทำธุรกิจได้รับประโยชน์ด้วย
มหาวิทยาลัยเป็นลักษณะการให้ความรู้กับนักเรียน นักศึกษาให้เป็นคนมีความรู้ ความสามารถ ตอบสนองต่อการพัฒนาอาชีพได้ แต่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีบทบาทมากกว่านั้น อาทิ บทบาทในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาทั้งในส่วนของภาคธุรกิจ สังคม การพัฒนาชุมชน และมหาวิทยาลัยชั้นสูงจะมีเอกลักษณ์ในแต่ละพื้นที่และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แตกต่างกันไป
ภาพใหญ่ สิ่งที่คิดว่ามีความสำคัญที่ช่วยในการ Transform หรือเปลี่ยนสังคมไทยยุคใหม่ในตลาดโลกในพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป มี 5 เรื่อง
1. New Global Trend – เป็นการเปลี่ยนในปัจจุบันและ Life style คนรุ่นใหม่ ในอนาคตอันใกล้ คน Generation x หรือ Young PhD. หรือรุ่นปลาย ๆ
2. Creative Economy – เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม อาจเป็นรากฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์หรือภูมิปัญญาสมัยใหม่
3. 5C’s Model
4. New Society / New DNA เป็น Global Village สังคมยุคใหม่เป็นยุคทางอินเตอร์เน็ต มีทีมของตัวเอง เป็นเรื่องที่คนยุคใหม่ไม่จำกัดที่ต้องอยู่ในโลกแคบเหมือนสมัยก่อน เป็นลักษณะ DNA หรือที่เป็น Character ของคน สำหรับคนยุคใหม่ มีความท้าทายกับคนไทยยุคใหม่ การปรับเปลี่ยนทัศนคติเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเติบโตไปด้วยได้ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี
5. New Organization Culture สามารถนำมาใช้ได้ในมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยทักษิณ มีข้อได้เปรียบอะไรที่สามารถใช้ต่อยอดและเป็นจุดขายให้กับนักเรียน นักศึกษาและพ่อแม่ผู้ปกครอง และการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม จะต่อยอดกันอย่างไร
ต้องเข้าใจว่าเด็กรุ่นใหม่มี Community แบบไหน ติดต่อกันอย่างไร จะทำให้พูดกับคนยุคใหม่ที่ใช้สังคมออนไลน์ได้อย่างดี เช่นการถ่ายรูปก่อนทานอาหารเป็นลักษณะของสังคมยุคใหม่ เป็นวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ทำหลายอย่าง เป็นลักษณะ Multi Tasking เช่นห้องสมุดยุคใหม่ต้องสามารถคุยได้ ทำงาน กินขนมได้ เป็นต้น
Case Studies and Intensive Management Workshop TSU Positioning in Thailand and ASEAN+6
มหาวิทยาลัยทักษิณ ต้องรู้ Positioning ของตัวเอง และต้องเป็นมหาวิทยาลัยของท้องถิ่นที่มีคุณภาพ ให้ความสำคัญกับการผลิตบัณฑิตและด้านสร้างความเจริญให้แก่ชุมชน
แง่คิดที่ได้ พบว่า ด้านวิชาการน่าจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
1. Positioning in Marketing ได้เห็น Demand side ซึ่งมหาวิทยาลัยทักษิณค่อนข้างจะอ่อน ไม่ใช่มหาวิทยาลัยมีลูกค้า ทำอะไรก็ตามถ้าคนที่รับบริการไม่เห็นด้วยเราก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งแรกที่เราต้องทำคือเราต้องเข้าใจ Customer ต้องมีคนชื่นชมในบริการของมหาวิทยาลัย และอีกประเด็นที่สำคัญคือ ไม่ว่ามหาวิทยาลัยจะทำอะไรก็ตาม จะไม่มีความสำคัญเลยถ้าไม่ Keep improving ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงตามบริบทที่เปลี่ยนไป TSU สำคัญอย่างไรบ้าง ลูกค้าไม่ได้จำกัดแค่ภาคใต้เท่านั้น ต้องมองในต่างประเทศมากขึ้น และน่าจะเป็นความพยายามที่ยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า ต้องมอง Perspective ที่กว้างขึ้น ต้องปรับพฤติกรรมหรือ Mindset ที่จัดการการเปลี่ยนแปลงให้ได้
2. Strategic Positioning ต้องดูว่าเรามีจุดแข็งอะไร เก่งอะไร ต้องดูไปที่ Customer
ถ้าเราเข้มแข็ง เราจะไม่เหมือนคนอื่น ถ้ามีอันอื่นที่ทดแทนได้แสดงว่าเราไม่เก่งจริง อะไรคือความแตกต่าง ซึ่งถ้าบวก Demand side จะเป็น Keyword ในการเตรียมงานในอนาคตนอกจากนี้เราต้องมี Uniqueness หรือความเป็นเฉพาะทางเอา 2 Concept มารวมกันต้องวิเคราะห์ที่มาของมหาวิทยาลัย การก่อตั้ง ผลงานปัจจุบันและอนาคต และบวกกับ Chira way เพื่อจะเป็นการขับเคลื่อนงานของมหาวิทยาลัย และเน้นการมอง Futuristic ให้ดี Concept ต่าง ๆ ในโลกต้อง Deep Dive
น่าจะเป็นประเด็นที่ผู้บริหารต้องพิเคราะห์ พิจารณาและทำด่วน และประทับใจที่ ศ ดร.จิระกล่าวว่าอุปสรรคที่เป็นห่วงคือ คนในห้องนี้สอบผ่านทุกคนแต่เวลาไปทำโปรเจคจริง ๆ
การบริหารที่ล้าสมัย
การปรับ Mindset ได้ช้า
การขาดการบริหารการเปลี่ยนแปลง
การใช้ Social Medias ไม่ทันกับคนรุ่นใหม่
การทำงานแบบ Top – Down หรือ Bureaucracy (Routine) มากไป
การมีวัฒนธรรมองค์กรที่ล้าสมัย
ขาดการทำงานข้ามคณะ แบบทลาย Silo
ขาดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
มี Committee มากเกินไป ประชุมบ่อยเกินไป
ขาดการทำงานที่รวดเร็ว (Agility)
การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า อย่าดาวกระจายเรื่อง Customer ต้องดูให้ดีว่ากลุ่มไหน
ดร.จีระ เสนอต่างประเทศ ซึ่งประเทศที่อยากเสนอคือ อินโดนีเซีย และการวิจัยต้องมี Impact มากขึ้น ต้องแน่ใจว่างานเหล่านี้มีประโยชน์ และถ้าจะมองในอนาคตให้ดู Target Customer กับ Segmentationให้ดี คิดว่า Positioning อาจเป็นจุดเริ่มต้นของมหาวิทยาลัย ต้องไปคิดต่อ