สำหรับบันทึกนี้ เกิดขึ้นเนื่องมาจากการที่ผมได้เข้าไปอ่านบันทึกของนายบอน (คุณอาษา อาษาไชย) ที่ได้เขียนถึงผมและครูอ้อยไว้ในบันทึก มองบันทึกของครูอ้อย VS นายรักษ์สุข ใน gotoknow กับการติดตามหาความรู้จากความไม่รู้ ครับ โดยสิ่งที่ทำให้ผมอ่านแล้วสะดุดใจมาก ๆ ก็คือ คุณบอนและเพื่อนเรียกผมว่าเป็น "คุณครู"


สำหรับคำว่า "ครู" นั้นเป็นคำที่ยิ่งใหญ่สำหรับผมมาก ๆ ครับ ซึ่งสำหรับผมนั้นมิอาจเอื้อมที่จะใช้คำนี้สำหรับตัวเองได้ครับ เพราะโดยนิตินัยและพฤตินัย ก็คือผมลาออกจากการเป็นอาจารย์ได้มากกว่า 1 ปีแล้วครับ รวมถึงผมเองก็มิได้เคยเรียนวิชาชีพครูมาก่อนครับ


แต่ด้วยโชคชะตาชีวิตที่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะเดินมาบนเส้นทางสายนี้ ทำให้ผมเมื่อมีโอกาสเดินเข้ามาทำงานที่ "ราชภัฏ" ผมจึงพยายามทำสิ่งที่ฟ้าประทานโอกาสนี้มาให้ดีที่สุด


ย้อนกลับไปถึงเมื่อครั้นผมมีโอกาสเป็นอาจารย์ ด้วยความที่ผมเองไม่เคยได้เรียนวิชาชีพครูมาผมจึงพยายามตีคำที่ยิ่งใหญ่นี้ออกมาตามความเข้าใจจากการที่ได้เคยสัมผัสกับครูที่มีพระคุณมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโต


โดยคำนิยามคำว่า "อาจารย์" ของผมเองนั้นมีอยู่สั้น ๆ ว่า "อาจารย์ คือ ผู้ให้ความรู้" ซึ่งแปลว่า "ทำอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้นักศึกษาได้ความรู้" ที่ผมเข้าใจและแปลได้มีแค่นี้ครับ


จากคำนิยามที่ผมเข้าใจและแปลเองนั้นบางครั้งก็ขัดต่อนโยบายของสถาบันและบางครั้งก็ต้องทำผิดกฎระเบียบอย่างมากครับ


มีเหตุการณ์อยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเองจำได้ไม่เคยลืม


ตอนนั้นผมมีโอกาสได้สอนนักศึกษาโปรแกรมนิเทศศาสตร์ เป็นเด็กนักศึกษาในคณะผมเองครับ คือคณะวิทยาการจัดการ ที่คณะผมเราไม่ค่อยขีดเส้นแบ่งกั้นโปรแกรมกันเท่าไหร่ครับ อาจารย์โปรแกรมต่าง ๆ ก็นั่งรวมกันได้หมด ไม่ว่าจะเป็นบริหารธุรกิจ นิเทศศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือบัญชี ก็คือมีการบริหารแบบโปรแกรมแต่ตีเส้นโปรแกรมเป็นแบบเบลอ ๆ ทำงานร่วมกันได้หมด


ภาคเรียนนั้นเองได้สอนนักศึกษากลุ่มนี้ถึง 2 รายวิชา ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นวิชาการจัดการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และรายวิชาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS) กลุ่มเดียวสองรายวิชา นั่นหมายถึง 6 หน่วยกิต (วิชาละ 3 หน่วยกิต)


เหตุการณ์ที่ผมจำได้ไม่เคยลืมเกี่ยวกับการทำหน้าที่อาจารย์นั้นเกิดขึ้นตอนปลายเทอม มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งขาดเรียนเป็นประจำ และขาดส่งงานค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้ผมต้องย้อนกลับไปดูใบประวัติที่เคยให้นักศึกษาเขียนไว้ในคาบแรกที่เจอกัน แล้วก็พบว่า "แย่แล้ว นักศึกษาเกรดไม่ถึง 1.80"


ตอนนั้นเองผมก็ได้พยายามติดต่อกับนักศึกษาโดยฝากผ่านเพื่อนของเขาไปว่า ให้รีบติดต่อเพื่อนมาพบผมด่วน เพราะถ้าไม่รีบติดต่อก่อนสอบ Final อาจจะติด E ซึ่งถ้าติด E สองวิชาหรือ 6 หน่วยกิต โดน Retry แน่ ๆ เลย


สิ่งที่ผมทำนี้ แน่นอนครับ ผิดต่อกฎและนโยบายของสถาบัน เพราะนโยบายรักษาคุณภาพที่ผ่านคือผ่านตกคือตก Retry คือ Retry ซึ่งนโยบายนี้จะขัดต่อนิยามที่ผมคิดไว้ในใจครับ


สิ่งที่ผมคิดตอนนั้นซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ผม “กล้าทำผิด” ก็คือ ผมเป็นอาจารย์ไม่ใช่วิทยากร คำว่าอาจารย์ที่ผมเข้าใจคือ "ผู้ให้ความรู้" และเป็นผู้ที่จะทำทุกวิถีทางให้เด็กนักศึกษาได้ความรู้ ผมทำไม่ได้ที่จะมาสอน มาพูด แล้วก็นำเอากระดาษชุดหนึ่งที่เรียกว่าข้อสอบมาวัดความรู้เด็ก ถ้าเด็กทำไม่ได้ถึงเกณฑ์ก็ให้ตก แล้วไปเรียนใหม่


อันนี้ทำไม่ได้ครับ

ผมอาจจะเรียกได้ว่าเป็นพวกคิดต่างและหัวรั้นเอามาก ๆ ครับ เพราะผมคิดว่าเด็กมาเรียนก็เพื่อหวังที่จะได้ความรู้ ดังนั้นอาจารย์มีหน้าที่ที่จะทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กได้ความรู้ โดยเฉพาะได้ความรู้ในระดับ "พอใช้" จนมีคำพูดที่เคยถูกว่าว่าเป็นอาจารย์ปล่อยเกรด เพราะผมไม่เคยตัดเกรดเด็กต่ำกว่า C

ก็เนื่องจากคำนิยามคำว่าอาจารย์ของผมล่ะครับ เพราะผมจะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เด็กได้ความรู้ในระดับ "พอใช้" นั่นก็คือ C ผมจะไม่ยอมให้เด็กได้ D หรือ D+ ซึ่งแปลว่า อ่อน อ่อนมาก หรือว่าต้องปรับปรุง "ไปตลอดชีวิต"


อ่อน อ่อนมาก ติดตัวไปตลอดชีวิต

ดังนั้นผมจะดื้อดึงและหาวิธีการทำทุกอย่างที่ให้ได้มีความรู้ "พอใช้" ติดตัวไปตลอดชีวิตให้ได้

แต่ผมไม่ได้ให้ฟรี ๆ นะครับ สมมติฐานของผมผมคิดว่า เด็กมีความรู้ แต่ข้อสอบของเราอาจจะวัดหรือถามในเรื่องที่เด็กไม่รู้ การที่เด็กทำสอบไม่ได้ไม่ใช่เขาไม่มีความรู้อะไรเลย หรือบางคนชอบเขียน ถนัดบรรยาย ถนัดวิเคระห์ เราไปใช้ข้อสอบปรนัยก็วัดไม่ได้เที่ยง ก็คือ ข้อสอบของเรามิใช่เครื่องมือที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการวัดความรู้เด็ก
ดังนั้นผมก็จะหาวิถีทดสอบความรู้หลาย ๆ แบบ ทั้งปฏิบัติ ทั้งบรรยาย ทั้งปากเปล่ามาวัดให้รอบด้านมากที่สุด


และถ้าเด็กไม่ได้จริง ๆ มีความรู้ไม่ถึงจริง ๆ สิ่งที่ผมปฏิบัติเสมอก็คือ ให้ I ไว้ก่อน ดั่งเช่นกับนักศึกษาหญิงคนนี้ครับ


ก่อนที่จะสอบ Final ผมได้พยายามติดตามนักศึกษาหญิงคนนี้โดยตลอดโดยฝากผ่านเพื่อนเขา แต่คำตอบที่ได้กลับมาเป็น "การโดนด่า"ครับ ว่าผมจะไปยุ่งอะไรกับชีวิตเขานักหนา เขาไม่อยากเรียน จะให้ตกหรือ Retry ไปก็เป็นเรื่องของเขา



แต่ในความคิดที่แปลกประหลาดของผมเองอีกนั่นแหละครับ ผมคิดว่าในช่วงชีวิตเด็กหรือคนสักคนนึง โดยเฉพาะชีวิตในสังคมแบบนี้ บางครั้งอาจจะมีช่วงนึงที่เขาเดินทางผิดไปนิดพลาดไปหน่อย ซึ่งอาจจะเป็นช่วงนี้พอดีที่เขามีปัญหาหรือเป็นช่วงวิกฤตของชีวิต ถึงแม้ว่าจะโดนด่าก็ไม่เป็นไร "เราต้องให้โอกาสเขา" ให้เวลาเขาอีก 4 เดือน ให้ I ไปก่อน เผื่อเขาคิดได้เขาจะได้กลับมาขอทำงานเพิ่ม มาขอเรียนนอกเวลา และทำงานส่ง เขาจะได้มีอนาคตที่ดี ดีกว่าที่จะปล่อยเขาไปตามยถากรรม


และสิ่งที่ผมคิดก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ครับ อีกสัก 2 เดือนถัดมาในเทอมใหม่ เขาก็เดินเข้ามาขอพบผมที่ห้องทำงานและของานรวมถึงเล่าถึงสาเหตุของการที่ขาดเรียนเมื่อเทอมก่อน ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตเขาแย่สุด ๆ ตอนนี้เริ่มดีและสบายใจขึ้นแล้ว จึงขอกลับมาเรียนใหม่อีกครั้ง

"ถ้าวันนั้นผมให้ E เขาไปสองตัว เขาจะเป็นอย่างไร เป็นคำถามที่ผมสบายทุกครั้งที่ผมคิดว่าผมจะโดนไล่ออกไหมกับการที่ไม่ค่อยปฏิบัติตามนโยบายของสถาบัน ใจดีช่วยเด็กแบบนี้"

เทอมนั้น ผมก็พยายามทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ คือทำให้เด็กมีความรู้ในระดับ "พอใช้" ไปตลอดชีวิต


แต่เวลาที่ผมชื่นใจที่สุดนั้น เกิดขึ้นในในงานวันซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตร ผมได้พบกับบัณฑิตหญิงคนหนึ่งที่ไม่เจอหน้ากันมาเกือบสองปี เธอเดินมาในชุด "บัณฑิต" ใบหน้าที่เปลี่ยนจากความเศร้าหมอง กลับกลายเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

รอยยิ้มแห่งอนาคตที่สดใส รวมถึงรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชื่นใจของครอบครัว เป็นสิ่งที่ผมจำได้ไม่มีวันลืม


สุดท้ายนี้ต้องขอขอบพระคุณนายบอน (คุณอาษา อาษาไชย) อีกครั้งหนึ่งครับที่กรุณาเรียกผมว่า "ครู" ซึ่งตัวผมเองมิอาจเอื้อมใช้คำที่ยิ่งใหญ่คำนี้ รวมถึงเพื่อน ๆ พี่ ๆ หลาย ๆ ท่านที่กรุณาให้เกียรติเรียกผมว่า "อาจารย์" ซึ่งผมนั้นไม่ใช่อาจารย์อีกแล้ว

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ