โครงงานทั้งสามโครงการ คือการบ่มเพาะทักษะของการเป็น “ครูนักกิจกรรม” แก่นักศึกษาเหล่านี้อย่างชัดเจน พวกเขาจะได้เรียนรู้การออกแบบกิจกรรม วางแผนงาน การบริหารจัดการโครงการ ฯลฯ ซึ่งซ่อนนัยสำคัญของการเป็นผู้นำและผู้ตามที่มีคุณค่าในตัวอย่างเสร็จสรรพเพราะยิ่งลงมือทำยิ่งเกิดกระบวนการอันเป็นทักษะการคิดที่หลากหลาย

การเป็นวิทยากรกระบวนการเนื่องใน “โครงการครูดี คนดี พลเมืองดี”  ซึ่งเป็นกระบวนการหนุนเสริมภายใต้โครงการหลักที่ชื่อ โครงการผลิตและพัฒนาครูสู่ความเป็นเลิศ” มีหลายโจทย์ทับซ้อนอยู่ตรงนั้น ทั้งการเยียวยาพลังของนักศึกษา ถอดบทเรียนการเรียนและการใช้ชีวิตในห้วงผ่านมา และการเติมพลัง-สร้างทัศนคติเชิงบวกในการขับเคลื่อนชีวิต

หนึ่งในโจทย์เหล่านั้นก็คือการทำความเข้าใจแก่นักศึกษาเกี่ยวกับการทำโครงงานที่ว่าด้วยการปลูกผัก เพาะเห็ดและเลี้ยงปลา





อย่างไรก็ดี ทั้งสามโครงงานฯ ผมถือว่านั่นคือการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Project base learning & Activity Based Learning) ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นพอจะรับรู้มาว่าทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แต่การเริ่มต้นที่ว่านั้นนักศึกษาจำนวนไม่น้อย หรือครึ่งค่อนห้องล้วนออกอาการ “เหนื่อยใจ” ไปแล้ว

ครับ, เป็นความเหนื่อยใจ ถดถอยบนเหตุผลที่ชวนฟัง เพราะนักศึกษาขาดองค์ความรู้เรื่องเหล่านี้ มหาวิทยาลัยเองก็ไม่ชัดเจนในเรื่องของการหนุนเสริมกระบวนการและความรู้ในเรื่องเหล่านี้ มีเพียงการบอกเล่ากว้างๆ ว่าโครงการเหล่านี้คือสิ่งที่จะรองรับเรื่องการกินการอยู่ของนักศึกษา เป็นการงานที่จะช่วยผ่อนเบาภาระค่าใช้จ่าย ฯลฯ

เป็นจริงตามนั้น-เพราะที่ผ่านมานักศึกษาทานข้าวกล่องแทบทุกมื้อ ระบบการกินอยู่ผูกปิ่นโตไว้กับร้านค้าภายนอก เช้า-เที่ยง-เย็น รอข้าวจากพ่อค้ามาส่งแล้วนั่งทานร่วมกัน เรียกได้ว่าชีวิตเบ็ดเสร็จเป็นรูปธรรม (สำเร็จรูป) อย่ามหาศาล

ผมเองเข้าใจภาวะความเหนื่อยใจของนักศึกษา ไหนต้องดิ้นรนเรียนหนังสือ รถราส่วนตัวก็ไม่อนุญาตให้นำมาใช้ได้ ทั้งวิทยาเขตก็อยู่แต่เฉพาะกลุ่มตัวเอง ไหนต้องเรียน ไหนต้องไปจ่ายตลาด ไหนต้องลงแปลงเพาะปลูก รดน้ำพรวนดิน เข้าครัวทำอาหาร และอื่นๆ จิปาถะ จึงออกอาการ "เหนื่อยใจ" ไปโดยปริยาย

ครับ, บอกได้คำเดียวว่า เข้าใจและเห็นใจเป็นที่สุด






ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ผมจำต้องออกแบบกระบวนการต่างๆ อย่างละเอียดอ่อน เพราะยังไงๆ ต้องปลุกพลังของนักศึกษาให้มีทัศนคติที่ดีต่อโครงงานที่ว่านี้ให้จงได้...

ผมเริ่มต้นง่ายๆ จากวาทกรรมคือ “ทุกอย่างคือการเรียนรู้ ไม่ใช่ปลูกเพื่อปากท้อง”
ครับ-ผมบอกเล่ากับนักศึกษาว่าทั้งสามโครงงานที่ว่านั้น ล้วนเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะนำพาไปสู่อนาคตกาลของการเป็น “ครู” อย่างไม่ต้องสงสัย





และเมื่อบรรจุไปเป็นครู หลีกไม่พ้นต้องเป็น “ครูกิจกรรม” (ครูโครงงาน) หลีกไม่พ้นต้องสอนการทำโครงงานในแนวคิดเช่นนี้ ทั้งแนวคิดสมถะพอเพียง อาหารกลางวัน สร้างรายได้ ฯลฯ ล้วนต้องสอนนักเรียนอยู่วันยังค่ำ ด้วยเหตุนี้การลงมือทำ  (เรียนรู้ในวันนี้)  จึงน่าจะเป็นการบ่มเพาะศักยภาพของตนเองไว้ล่วงหน้า

เช่นเดียวกับความรู้ที่ไม่มีนั้น  ผมก็หยิกแซวว่าเรื่องเหล่านี้พวกเขาล้วนเติบโตและสัมผัสมาแล้วแทบทั้งนั้น ในครัวเรือนของตนเองก็มีไม่น้อยที่ประกอบอาชีพเหล่านี้ ในชั้นเรียนก็เคยเรียน ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้ต้องทบทวนตัวเองว่าทำไมเราถึงหลงลืม หรือหลุดลอยออกมาจากวิถีแห่งการเรียนรู้ที่ว่านั้น ?

หรือพวกเขากลายเป็นกลุ่มคนประเภท "เด็ดยอด" (ข้าวสุก ปลาตาย) กันหมดแล้ว อะไรๆ ก็ซื้อกินซื้ออยู่ ไม่ใช่หากินหาอยู่เหมือนอย่างที่ควรจะเป็น




ในทำนองเดียวกัน ผมเองยังสะท้อนให้เห็นว่า  ผู้ปกครองบางคนจัดเจนสันทัดเรื่องเหล่านี้ก็ล้วนสามารถเชิญมาทำกระบวนการร่วมกับนักศึกษาได้   หรือไม่ก็จัดกิจกรรมออกไปเรียนรู้จากชุมชน  นำพาชุมชนกลับเข้ามาช่วยสอนและพาทำ  กระทั่งไปทำความร่วมมือกับคณะเกษตรศาสตร์ที่อยู่ไม่ไกลกัน – สิ่งเหล่านี้ คือการจัดกระบวนการเรียนรู้ทั้งนั้น

และนั่นยังไม่รวมว่า  เมื่อลงมือทำแล้ว จะได้อะไรบ้าง ได้รสชาติชีวิตอย่างไร ได้ความเป็นเพื่อนอย่างไร ได้ความภูมิใจในตัวเองอย่างไร ทั้งปวงนั้น ผมยังไม่เฉลย

ในเวทีที่ว่านี้ผมให้นิสิตแยกย้ายไปยังกลุ่มที่ตนเองได้รับมอบหมาย  ซึ่งมีทั้งแกนนำและสมาชิกที่ถูกจัดตั้งไว้ก่อนหน้านี้ –



ผมมอบหมายให้แต่ละกลุ่มระดมความคิดในการออกแบบโครงงานภายใต้ฐานคิดหลักของ PDCA   และเน้นการมอบหมายภารกิจทีมทำงานอย่างเป็นรูปธรรม   เน้นให้สังเคราะห์เหตุผล  เป้าหมาย  ขั้นตอนการทำงาน –กิจกรรม ปัญหา (ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น) หรือผลที่คาดว่าจะได้รับ รวมถึงภาคีเครือข่ายที่จะผนึกเข้ามาสู่การเรียนรู้

ครับ— เน้นให้ทำงานกลุ่ม  เพื่อละลายพฤติกรรมกันตั้งแต่ต้นน้ำไปเลยก็ว่าได้  ให้เวลาทำงานอย่างเต็มที่เสร็จจากนั้นก็สะท้อน  หรือนำเสนอให้เพื่อนๆ ได้ร่วมรับรู้  โดยมีทั้งผมและ ดร.ขจิต ฝอยทอง คอยให้คำแนะนำ หรือร่วมแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม  รวมถึงการเชื้อเชิญให้นักศึกษาทุกกลุ่มได้โสเหล่ร่วมกันอย่างไร้พรมแดน

ต่อเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการนำเสนอของนักศึกษา  ผมไหว้วาน ดร.ขจิต ฝอยทอง ได้นำเสวนาเล็กๆ ว่า “หากทำโครงงานนี้แล้ว นักศึกษาจะได้อะไรบ้าง” (ยกเว้นได้กินเพื่อปากเพื่อท้อง-ข้อนี้ขอสงวนสิทธิ์ไม่ให้นักศึกษาพูดถึง 555)





และเมื่อนักศึกษาได้สะท้อนว่าจะได้เรียนรู้อะไรจากโครงงานฯ ผมก็ปิดเวทีช่วงนี้ด้วยคำพยากรณ์เชิงทฤษฎีเล็กๆ ประมาณว่า หากลงมือทำโครงงานทั้งสามโครงงาน นักศึกษาจะได้สัมผัสกับหลักคิดสำคัญๆ เป็นต้นว่า


  • นี่คือกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (student-centered learning)
  • เป็นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (Learning by doing) เพื่อก่อให้เกิดประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม (Concrete experience) หรือที่เรียกว่า “ปัญญาปฏิบัติ”
  • เป็นกระบวนการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ฝึกทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Problem solving skill)
  • เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม หรือเรียนรู้แบบการช่วยเหลือพึ่งพิงกัน (Collaborative learning) ทั้งนักศึกษากับนักศึกษา นักศึกษากับอาจารย์และเจ้าหน้าที่ นักศึกษากับผู้ปกครอง และนักศึกษากับชุมชน ฯลฯ
  • กรณีไปศึกษาดูงานในชุมชนในเรื่องเหล่านี้ ถือเป็นการเรียนรู้ในมิติชุมชนเป็นฐาน(Community-based learning) ได้เชื่อมโยงระหว่างวิทยาการ กับ ภูมิปัญญา
  • เป็นการเตรียมความพร้อมของการเป็น “ครู ป. –ครู บ.” (ครูประถมและครูที่ทำได้เบ็ดเตล็ด) กระทั่งการสร้าฐานความรู้สู่การเป็นอาชีพในภายภาคหน้า


  • นอกจากนี้ยังรวมถึงการเชื่อมร้อยให้เห็นถึงหลักแห่งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน  ได้ฝึกความรับผิดชอบ  ความอดทน ความเป็นประชาธิปไตย  ความเสียสละ  ฯลฯ  ซึ่งทั้งปวงล้วนเป็นหนึ่งในกระบวนการแห่งการบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมที่สำคัญ  <p>เช่นเดียวกับโครงงานทั้งสามโครงการ คือการบ่มเพาะทักษะของการเป็น “ครู (นัก) กิจกรรม” แก่นักศึกษาเหล่านี้อย่างชัดเจน   พวกเขาจะได้เรียนรู้การออกแบบกิจกรรม วางแผนงาน การบริหารจัดการโครงการ ฯลฯ ซึ่งซ่อนนัยสำคัญของการเป็นผู้นำและผู้ตามที่มีคุณค่าในตัวอย่างเสร็จสรรพ เพราะยิ่งลงมือทำยิ่งเกิดกระบวนการอันเป็นทักษะการคิดที่หลากหลายต่อนักศึกษา เช่น จินตนาการ เชิงระบบ โครงสร้างหน้าที่ วิเคราะห์ สังเคราะห์ บูรณาการ วิพากษ์ ฯลฯ

    ทั้งนี้ยิ่งลงมือทำ แล้วหากนำกลับมาวิเคราะห์ร่วมกัน ยิ่งเกิดองค์ความรู้ที่สามารถประยุกต์ต่อยอดต่อสถานการณ์ใหม่ๆ (Active experiment) ได้อย่างไม่หยุดยั้ง เหมือนสมองได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ก่อเกิดทักษะการเรียนรู้ที่แกร่งกล้า
    </p><p style="font-size: 16px;"> </p><p style="font-size: 16px;"></p><p style="font-size: 16px;">และนั่นยังรวมถึงการฝากให้คิดคำนึงถึงการบูรณาการเรียนรู้กลับสู่วิถีวัฒนธรรม “กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น” ซึ่งอาจหมายถึงฤดูกาลของการปลูกพืช ภูมิปัญญาในท้องถิ่นตนเองที่เกี่ยวโยงกับโครงงานฯ

    ผมไม่รู้หรอกว่า นักศึกษาจะเชื่อในสิ่งที่ผมพูดหรือไม่ แต่เท่าที่ประเมินดู และประเมินแบบไม่เข้าข้างตัวเอง เห็นได้ชัดว่าแววตาพวกเขาเปลี่ยนไป เริ่มให้ความสำคัญกับโครงงานฯ ในฐานะของการ “การเรียนรู้” มากกว่าการมองว่าเพื่อ “ปากท้อง” หรือเป็นภาระอันหนักอึ้งยิ่งมาฟังในวันสุดท้าย ผู้แทนนักศึกษายิ่งกล่าวย้ำอีกครั้งว่า “เข้าใจแล้ว..เข้าใจว่าทุกอย่างคือการเรียนรู้เพื่อการเป็นครูที่ดี” นั่นเอง (ซึ่งสัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุด เรียนรู้ให้เต็มกำลังเท่าที่จะทำได้)</p><p style="font-size: 16px;">
    </p><p style="font-size: 16px;"> </p><p style="font-size: 16px;"></p><p style="font-size: 16px;">ครับ, ฟังแล้ว ชื่นใจ สุขใจเป็นที่สุด
    ก่อนลาจาก ผมไม่ลืมแซวว่า ถ้ามันหนักหนา เหนื่อยท้อ ไปไม่ไหว ก็ให้คิดซะว่า “เอาเถอะ ตายเป็นตาย ยังไง ก็เพื่อปากท้อง” 555</p><p style="font-size: 16px;">

    วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๗
    มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
    อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
    </p>