๑๙/๐๖/๒๕๕๗

****************

                  รำลึกถึงอาจารย์ผู้จากไป  

    ดร.ถาวร   พงษ์พานิช

 ขอบคุณภาพจากสถาบันวิจัยและพัฒนา

O วันเดือนปีผ่านพ้น  ธันวา

พบข่าวการจากลา     ไป่รู้

สงสารท่านครูมา       ดับจิต ไปไกล

แสนห่วงอาลัยผู้         กอบกู้ เยาวชน O


           อาจารย์บุษย์ได้แสดงความเห็นให้ทราบในอนุทินที่ ๑๖๕ ของผม ท่านบอกว่า อาจารย์ดร.ถาวร ที่ผมฝากความระลึกถึงท่านนั้นได้เสียชีวิตแล้ว และผมเองก็ได้ตามเข้าไปอ่านในบันทึกที่อาจารย์ท่านเขียนเอาไว้นี้  เกิดความรู้สึกหลากหลายอารมณ์ ต่าง ๆ นานา อย่างบอกไม่ถูก จึงอยากจะเขียนบันทึกระลึกถึงท่านฝากเอาไว้ตรงนี้สักเล็กน้อย...

           โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้จักกับกับอาจารย์ดร.ถาวร พงษ์พานิช เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.๒๕๕๑ ครั้งเมื่อผมเคยทำงานอยู่ที่พิษณุโลก อาจารย์ทำงานด้านการวิจัยและเป็นอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์เท่าที่ทราบและเป็นคนพิษณุโลกนั่นเอง ผมมีโอกาสได้ช่วยงานเป็นเบื้องหลังของทีม child watch thai เขตภาคเหนือตอนล่าง ทำงานเกี่ยวกับเด็ก ๆ อาจารย์ดร.ถาวร เป็นหัวหน้ารับผิดชอบงานด้านนี้(ราชภัฏฯใน) เคยเดินทางร่วมไปงานเลี้ยง งานแต่งงานลูกศิษย์ของท่านที่นครสวรรค์ด้วยรถคันเดียวกัน เคยเข้าร่วมทีมโครงการวิจัยสอบถามความคิดเห็นของชาวน่านเกี่ยวกับผลกระทบจากการที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในลาว พาอาจารย์ไปพบกับผู้นำ(เจ้าอาวาส)ทางด้านพระสงฆ์ที่ผมพอรู้จักเมื่อครั้งทำงานที่ มจร.เชียงราย เพื่อมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อชุมชน และหาที่พักสำหรับทีมวิจัย ทำหน้าที่เหมือนกับเป็นล่าม เพราะตนเองพูดภาษากำเมืองได้

           ความใกล้ชิดและเคยร่วมงานกันประมาณ ๑ ปี ทำให้ผมรับรู้ได้ถึงความกรุณาปราณีที่อาจารย์มีต่อผมและเพื่อน ๆ อาจารย์อัธยาศัยดี พูดเพราะ ไม่ดุด่า มีเหตุผล รักลูกศิษย์ เด็ก ๆ (ดังบันทึกนี้ ) และรักลูกน้อง อาจารย์ยังยืมหนังสือที่ผมเขียนเชิงวิชาการไปอ่านหนึ่งเล่ม แม้ผมเองก็ยังไม่กล้าที่จะทวงถามเอาคืนจากท่าน เพราะเกรงใจและกลัวท่านจะยุ่งยากลำบากในการค้นหา เพราะระยะเวลาผ่านมานานมากแล้ว

            ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว หลังจากที่ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านได้หลายปี เพื่อน ๆ ไม่มีใครแจ้งการเสียชีวิตให้ผมได้ทราบเลยสักคน อาจเป็นเพราะเราขาดการติดต่อกันนานมากก็เป็นได้ หากผมรู้ผมจะไปงานศพท่านทันที อุตรดิตถ์พิษณุโลกใกล้แค่นี้เอง ได้แต่อาลัยอาวรณ์เสียใจและเสียดายท่านมาก เพราะท่านเป็นคนดี ขอให้ท่านไปสู่สุคติ(ทางที่ดี)เถิดครับ

            อุทาหรณ์ครั้งนี้ทำให้มาสะท้อนย้อนคิดว่า คนเรานั้น ไม่ควรห่างหายหรือเสียเวลากับสิ่งที่มุ่งหวัง(งาน,เงิน)มากที่สุด จนลืมว่าเราเคยมีมิตรภาพที่ดีกับใครอยู่บ้าง มาระลึกได้ เข้าใจ ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว ควรให้ความสนใจ แสดงความรักความผูกพันต่อกันเป็นระยะ ๆ ไม่ขาดการติดต่อ โดยเฉพาะผู้มีพระคุณ ผู้มีบุญคุณต่อเราและเพื่อน ๆ ที่แสนดีต่อเราเก่าก่อนมา อย่าให้มีช่องว่างมากจนเกินไป ใส่ใจกันและกันมากขึ้น ต่อไปผมจะพยายามปรับและเปลี่ยนนิสัยนี้ให้ดีขึ้นกว่าที่เคยมาครับ

             นอกจากนี้ยังห่วงเรื่องการขับรถของกัลยาณมิตรหลายท่าน ขอให้ทุกท่านมีสติเมื่อสตาร์ทและออกตัววิ่งบนถนน ตลอดการเดินทาง หากเมื่อยล้า เหน็ดเหนื่อยหรือง่วงนอนก็ขอให้จอดพัก ยืดเส้นสาย คลายความง่วงด้วยผ้าเย็น ล้างหน้าเช็ดหน้า หรือกาแฟร้อนสักแก้วก่อน อย่าฝืนขับกัน หากเมาหรือง่วงนอนมาก ๆ ก็อย่าฝืนขับกันนะครับ เพราะหากฝืนขับอาจเกิดอุบัติเหตุบนถนนได้

             อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การศึกษาลงลึกในรายละเอียดของรถที่เราใช้งานอยู่ว่า ระบบขับเคลื่อนของรถเป็นแบบไหน ขับอย่างไร เดินหน้า ถอยหลังอย่างไร อย่างที่อาจารย์บุษย์สงสัยนั่นแหละครับ ต้องรู้ลึกและละเอียด ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดีต่อตัวผู้ขับเองไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน และหากไม่คล่องจริงกล้า ๆ กลัว ๆ ก็อย่าเพิ่งขึ้นถนนใหญ่ รอจนคล่องและชำนาญเสียก่อนจึงค่อยขึ้นถนนใหญ่นะครับ

              บางครั้งความตายจึงเกิดจากความบกพร่องของเราที่ชื่อว่า “ประมาท” นั่นเอง ไม่ใช่กรรมเวรหรือใครที่ไหนมาทำให้เสียชีวิตและเสียใจ “รู้จริง” และ “ไม่ขาดสติ” ในทุกเรื่อง คือสิ่งสำคัญที่สุดครับ...


                                                            ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน ขอบคุณโกทูโนว์