นับเป็นการให้บริการทางคลินิกกิจกรรมบำบัดในรูปแบบรร.การจัดการความสุขเน้นโปรแกรมสร้างพลังใจแก่ครอบครัวแรกที่นานถึง 12 สัปดาห์ (มีเพียง 2 ครั้งที่ไม่ต่อเนื่องกันเนื่องจากนักกิจกรรมบำบัดและ/หรือครอบครัวติดภารกิจ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โปรแกรมมีประสิทธิผลอย่างไม่ต่อเนื่อง โดยหลักการควรจัดโปรแกรมให้ต่อเนื่อง 6 สัปดาห์เพื่อให้ผู้รับบริการเกิดการเรียนรู้เชื่อมโยงระหว่างสมอง จิต กาย ใจ และสังคม รวมทั้งควรให้ผู้ปกครองเข้าร่วมตั้งแต่สัปดาห์แรก - ผู้ปกครองเข้าร่วมตอนสัปดาห์ที่ 7-12 และควรเริ่มลำดับตั้งแต่การสร้างพลังใจ ฯลฯ ตามที่กำหนดไว้ในโปรแกรมสร้างพลังใจ รวมทั้งในชั่วโมงที่ 2 ในแต่ละสัปดาห์ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกให้พ่อแม่/ผู้ดูแลปฏิบัติให้ทำได้จริงก่อนกลับบ้าน)
อย่างไรก็ตามถือเป็นความพยายามในขีดจำกัดของอ.แอนและดร.ป๊อปที่ต้องทำหน้าที่อาจารย์ นักวิจัย นักบริหาร นักบริการวิชาการ และนักกิจกรรมบำบัดไปพร้อมๆกัน ณ ม.มหิดล ทำให้เห็นว่า การมุ่งเป้าผลสัมฤทธิ์ในแต่ละภาระงานของพวกเราต่อนวัตกรรม "รร.การจัดการความสุข" จะเกิดได้จริง 100% นั้นยากมากเสมือน "จับปลา 5 มือในเวลาเดียวกัน" ในขณะที่นักกิจกรรมบำบัดที่ทำหน้าที่ ณ คลินิกและรพ.ก็ยังคงปฏิบัติงานในรูปแบบงานประจำที่ทั้งมีน้อยในประเทศไทยและมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้รับบริการ (ผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกายและ/หรือจิตสังคมทุกช่วงวัยกับผู้ปกครอง/ผู้ดูแล)
แต่ดร.ป๊อปก็พอมองเห็นภาพรวมและลึกของการทดลองนวัตกรรมชิ้นนี้แล้วนำมาบันทึกแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เห็นเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ตามลำดับดังนี้:-
- การพัฒนาทักษะสังคมด้วยกิจกรรมกลุ่มพลวัติระดับ 1-3
- การพัฒนาทักษะสังคมด้วยกิจกรรมกลุ่มพลวัติระดับ 4-5
- การพัฒนาทักษะสังคมด้วยกิจกรรมกลุ่มพลวัติระดับ 6.1-6.5
- การประเมินพลังความคิดความเข้าใจ
- การปรับกิจกรรมด้วยความเป็นนายแห่งตน
- การจัดการกิจกรรมยามว่าง
- การสร้างพลังใจ
- การสร้างความหวัง
- การสร้างความสัมพันธ์
- การสร้างความมั่นคง
- การจัดการอารมณ์
- กระบวนการตัดสินใจ ในครั้งสุดท้ายนี้ เพราะเท่าที่ดร.ป๊อป ประเมินระดับความคิดความเข้าใจจากสัปดาห์ที่ 1 ก่อนทำโปรแกรมจริงจังอยู่ที่ระดับ 3 คือ มีความคิดความเข้าใจในการทำกิจกรรมอย่างง่ายด้วยตนเอง และค่อยๆพัฒนาขึ้นมาที่ระดับ 4 คือ มีความคิดความเข้าใจถึงเป้าหมายในการทำกิจกรรม ในช่วงสัปดาห์ที่ 6-11 (นักกิจกรรมบำบัดเป็นโค้ชหลัก) ส่วนความมั่นใจในศักยภาพของตัวน้องป.เองคือ 4-5/10 ในช่วงสัปดาห์ที่ 1-11 ยกเว้นบางสัปดาห์ที่กิจกรรมดูง่ายเกินไปก็จะได้เกือบเต็ม
เทคนิค Neuro-Linguistic Programming (NLP) ที่ใช้ในสัปดาห์/ครั้งที่ 12 นี้คือ Chunking
เริ่มจากตั้งคำถามให้น้อง ป. ให้เลือก "การตัดสินใจวางแผนการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตใน 5 ปีข้างหน้า จากตัวเลือกด้านการดูแลตนเอง การศึกษา การทำงาน การใช้เวลาว่าง การนอนหลับ-การพักผ่อน และการเข้าสังคม" รวมทั้งแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ของน้องป.แยกกันเขียนความคิดตามคำถามข้างต้นให้น้องป.ด้วย
น้องป.เลือกการใช้เวลาว่าง คือ การไปเที่ยวอะไรบ้าง ส่วนคุณพ่อเลือกการเข้าสังคม คือ การคบเพื่อนและคนรู้ใจในขณะทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น การทำงาน ฯลฯ ส่วนคุณแม่เลือกการทำงาน คือ ประโยชน์ต่างๆ ของการทำงาน ซึ่งเมื่อดร.ป๊อปลองวิเคราะห์การสื่อสารความคิดที่แต่ละท่านออกมาเขียนบนกระดานจะมีแต่ Chunking Up แสดงว่า "มีแต่ความคิดกว้างๆ ทั้ง 3 ท่านทำให้ในครอบครัวนี้ไม่เกิดกระบวนการสื่อสารความคิดเชิงลึกถึงอนาคตใน 5 ปีข้างหน้าของน้องป.กันได้จริง"
ดร.ป๊อปจึงลองตั้งคำถามเพื่อให้เกิด Chunking Down ก็ได้ข้อมูลบ้าง และประเมินผลระดับความคิดความเข้าใจของน้องป. หลังทำโปรแกรมในครั้งนี้ ก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5 คือ มีความคิดความเข้าใจในการทำกิจกรรมที่บ้านกับครอบครัวในสถานการณ์หนึ่งๆ และมีความมั่นใจในศักยภาพเพียง 5/10 ทำให้กระดานสุดท้ายมีเพียงกิจกรรมประจำที่น้องป.ตั้งใจคิดจะทำในแต่ละวัน (ดูกระดานล่างสุด) แต่น้องป.ไม่สามารถคิดลงรายละเอียดของการทำงานหารายได้ที่หลากหลายได้และยังไม่เห็นความสำคัญของการใช้ชีวิตด้วยตนเอง ทั้งๆที่สามารถเรียนจบป.ตรีด้านสารสนเทศและอบรมระยะสั้นจนได้ประกาศนียบัตรการออกแบบและการทำอาหาร (ในอดีตเครียดจากการเป็นนศ.แพทย์จนต้องลาออก) เพราะคุณพ่อคุณแม่ก็พบความยากลำบากในการกระตุ้นให้น้องป.ทำงานของครอบครัวและไม่สามารถใช้เทคนิคที่ร่ำเรียนมาในสัปดาห์ที่ 7-12 ได้ที่บ้าน ซึ่งมองว่า "น้องป.ยังคงต้องการได้รับการกระตุ้นจากนักกิจกรรมบำบัดได้ดีกว่าคุณพ่อคุณแม่อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งคล้ายๆ Day Care"
ดร.ป๊อปก็สรุปกับคุณพ่อคุณแม่ว่า "เนื่องจากภาวะซึมเศร้าของน้องป.เป็นเรื้อรังมากกว่า 1 ปี และรูปแบบการใช้ชีวิตเป็นประจำแบบพึ่งพิงครอบครัวทั้งการดูแลตนเอง การศึกษา และการทำงาน...โอกาสที่น้องป.จะพึ่งพิงตนเองคงต้องอาศัยการฝึกฝนด้วยความถี่ที่มากกว่าโปรแกรมรร.การจัดการความสุข...อ.แอนและผมจะระดมสมองกันอีกครั้งในการออกแบบโปรแกรมฝึกทักษะความพร้อมในการประกอบอาชีพร่วมกับคุณพ่อในช่วง 1 ปีแรก ได้แก่ งานเลขานุการเน้นการสื่อสารทางโทรศัพท์ที่จะรับจ้างจากคุณพ่อ งานออกแบบที่จะรับจ้างจากคุณพ่อ และงานทำอาหารให้ครอบครัวเดือนละ 1 ครั้งอย่างน้อย ซึ่งจะขอให้เป็นโค้ชหลักในการฝึกด้วยเพราะคุณพ่อมีความคิดที่เป็นระบบชัดเจนขึ้นแต่ยังติดอยู่ในบทบาทของคุณพ่อและผู้นำน้องป.มากจนเกินไป ส่วนคุณแม่ดูมีการพัฒนาทักษะการสื่อสารรับรู้ความรู้สึกภายในใจของน้องป.ได้ดีแต่ยังไม่สามารถฝึกน้องป.ให้สื่อสารตัดสินใจได้ด้วยตนเอง"


ครอบครัว .... มีส่วนสำคัญที่สุด....ที่จะช่วยเด็กได้ดี นะคะ ....
ขอบคุณ บันทึกดีดี มีประโยชน์นี้ค่ะ
ดร.ป๊อบเป็น 'โมเดลในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มน้อยด้อยโอกาสด้านความสามารถ' ของดารนีนะคะ ทุกครั้งที่รู้สึกท้อก็จะคลิกเข้ามาอ่านของของ ดร.ป๊อบ แล้วกลับไปสู้ใหม่ ใครก็ท้อได้ เพราะงานแบบนี้มันนาน น น มาก กว่าจะเห็นผล
รัก ดร.ป๊อบ ค่ะ
ขอบคุณมากๆครับพี่ดารนี พี่ดร.เปิ้น และคุณมะเดื่อ ผมยินดีและขอบพระคุณด้วยใจรักทุกๆท่านเสมอครับผม
ขอบคุณแทนครอบครัวนี้มากๆเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกเลยว่า บางครอบครัวแม้จะดูเหมือนมีศักยภาพทางสังคม แต่ก็ยังต้องการความช่วยเหลือเพื่อให้สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพและความสุข ดูเหมือนมีเส้นใยบางๆกั้นขวางอยู่ระหว่างความสัมพันธ์ของครอบครัวนี้ ซึ่งอาจจะเป็นพื้นฐานของปัญหามาตั้งแต่แรกนะคะ เพราะถ้ามีศักยภาพขนาดสอบเข้าเรียนแพทย์ได้ แต่ล้มเหลวทางการบริหารจัดการอารมณ์ ความคิดของตัวเองนี่ น่าจะต้องช่วยปรับพื้นฐานอย่างที่น้องป๊อบช่วยอยู่นี่แหละนะคะ เสียดายที่กว่าจะได้มาเริ่ม ก็ดูเหมือนเวลาผ่านมาเนิ่นนาน ปัญหาคงปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นยากหน่อย ใช้เวลานาน เป็นกำลังใจให้ทั้งน้องป๊อบ น้องแอน และครอบครัวนี้เลยค่ะ
ขอบพระคุณพี่โอ๋พี่สาวที่รักของผมมากๆครับ...อ่านความคิดเห็นของพี่โอ๋ทีไรผมรู้สึกได้รับพลังใจได้อย่างมากๆครับ
ขอบคุณมากครับพี่ดร.พจนา และอ.แอน
เห็นด้วยกับคุณโอ๋-อโณครับ ที่ในปัจจุบันบางครอบครัวแม้จะดูเหมือนมีศักยภาพทางสังคม แต่ก็ยังต้องการความช่วยเหลือเพื่อให้สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพและความสุข
ขอร่วมเป็นกำลังใจให้Dr. Popด้วยคนนะครับ
โครงการของกรีนไลฟ์ฟิตเนสส่งเสริมกิจกรรมเพื่อส่วนรวม หากต้องการใช้อาคารและพื้นที่ของเราก็ยินดีนะครับ
เป็นบันทึกที่ดีมาก ๆ ดีใจที่ได้อ่าน
ปัญหาของ คน ครอบครัว ไปจนกระทั่งสังคมที่ใหญ่ขึ้นไปตามลำดับนั้นหลากหลายทั้งรูปแบบและระดับความรุนแรง
จึงต้องมี มืออาชีพ นะคะ
โดยส่วนตัวพี่ได้พบเห็นมาเรื่อย ๆ ความคิดเห็นของผู้รับผิดชอบ ผู้บริหาร ครู พี่เลี้ยงฯลฯ แตกต่างกันเยอะตั้งแต่ เข้าไปรับฟัง ช่วยเหลือ..จนกระทั่ง"ต้องกำจัดออกจากระบบ"
ไม่รู้ว่า อันไหนถูก อันไหนผิด
ที่แน่ ๆ เห็นมาวิธีหนึ่งที่ได้ผลค่ะ ความรัก กำลังใจที่ได้รับจากคนรอบข้างทั้งครอบครัว ครู พี่เลี้ยง
การศึกษาใคร่ครวญให้เข้าใจในธรรม ในชีวิตของคน ๆ นั้นโดยผู้ป่วยหรือผู้มีปัญหาเอง
ขอบคุณค่ะ
เห็นด้วยกับคุณภูสุภาครับ การแก้ไขปัญหาเช่นนี้จะต้องมี มืออาชีพ
ขอบคุณมากๆครับพี่ rojfitness กับโครงการกรีนไลฟ์ฟิตเนสและอ.ภูสุภาที่เพิ่มพูนกำลังใจให้ผมและโครงการรร.การจัดการความสุขครับผม
เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ...หัวใจรักนำพาการบำบัดสู่ความสุขอย่างแท้จริง..
ขอบพระคุณมากครับสำหรับกำลังใจจากพี่ใหญ่
ขอบคุณมากๆครับคุณครูหยินและคุณเพชรน้ำหนึ่ง