(ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพ ที่นำมาจากการสืบค้นทาง Internet)

"ครูของครู" ผู้เขียนขอให้นิยามว่า "หมายถึง บุคคลหรือสิ่งใดๆ ที่ได้ให้ความรู้ แนวปฏิบัติ ข้อคิด และแรงบันดาลใจ ที่ครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานวิชาชีพครู และการดำเนินชีวิตส่วนตัว ตลอดจนการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม" จากนิยามดังกล่าว "ครูของครู" จึงมีทั้งที่เป็นบุคคลที่เรียกกันว่า "ครูคน" เป็นโสตทัศนูปกรณ์ ที่เรียกกันว่า "ครูเครื่อง" เป็นเอกสารและสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่ขอเรียกว่า "ครูเอกสาร" และเป็นประสบการณ์ในชีวิตจริงที่ครูได้ประสบพบพาน ที่ขอเรียกว่า "ครูประสบการณ์ชีวิต" และในบันทึกนี้ ขอกล่าวถึง "ครูทั้ง 4 ประเภท" ของผู้เขียนเอง ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ในสังกัดคณะครุศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษา มากว่า 35 ปี (จึงได้รับการเรียกขานว่าเป็น "ครูของครู") ก่อนที่จะมาเป็นข้าราชการบำนาญ ซึ่งก็ยังจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ผ่าน Weblog "GotoKnow" เพื่อแทนคุณแผ่นดินอยู่ ณ ขณะนี้  

"ครูคน" ของผู้เขียนมีอยู่มากมายเกินกว่าจะนำมากล่าวได้ทั้งหมด ณ ที่นี้ แต่ที่ผู้เขียนซาบซึ้งในพระอัจฉริยภาพ แนวพระราชดำริ และพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทย อย่างหาที่สุดมิได้ ก็คือ ล้นเกล้าฯ ของชาวไทยทั้งสองพระองค์ ที่ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ทั้งในการปฏิบัติงานวิชาชีพครู การดำเนินชีวิตส่วนตัว และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ทั้งในเวลาที่ผ่านมา ณ ขณะนี้ และจะตลอดไป...พระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งสองพระองค์ดังภาพล่าง รวมทั้งข้อความภาษาอังกฤษ ผู้เขียนอัญเชิญมาจากหนังสือ "A Lifetime of Love" ซึ่งได้ซื้อมาจากพระที่นั่งอนันตสมาคม ในปี 2547 ในโอกาสที่ได้เข้าชม "งานศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ 4" (ตามลำพัง) ก่อนที่จะไปนำเสนองานวิจัยปฏิบัติการเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ ตามคำเชิญของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (ปัจจุบัน คือ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา : สกศ.) ในวันรุ่งขึ้น (หนังสือดังกล่าว เขียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม) ส่วนภาพ "บุษบกมาลา" ซึ่งเป็นงานศิลปาชีพชิ้นหนึ่งที่ได้ชมในงาน นำมาจากการสืบค้นทาง Internet เพราะในงานไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ

ในฐานะที่ ขณะนี้ตนเองเป็นข้าราชการบำนาญ ผู้เขียนจึงขออัญเชิญพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่ครูอาวุโสในวันที่ 13 ตุลาคม 2520 (ปีแรกของการเข้ารับราชการครูของผู้เขียน) ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ... “ผู้เป็นครูอย่างแท้จริง นับว่าเป็นบุคคลพิเศษ ผู้ต้องแผ่เมตตาและเสียสละเพื่อความสำเร็จ  ความก้าวหน้า และความสุขความเจริญของผู้อื่นอยู่ตลอดชีวิต ที่กล่าวดังนั้นประการหนึ่ง เพราะครูจําเป็นต้องมีความรักความสงสารศิษย์ เป็นพื้นฐานทางจิตใจอยู่อย่างหนักแน่น จึงจะสามารถทนลําบากทนตรากตรํากายใจอบรมสั่งสอน และแม้เคี่ยวเข็ญศิษย์ให้ตลอดรอดฝั่งได้ อีกประการหนึ่ง จะต้องยอมเสียสละความสุขและประโยชน์ส่วนตัวอันมาก เพื่อมาทําหน้าที่เป็นนครู ซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วว่า ไม่ใช่ทางแสวงหาความร่ำรวย ยศศักดิ์ หรือ อํานาจความเป็นใหญ่แต่ประการหนึ่งประการใดให้แก่ตนได้เลย …การที่ท่านทั้งหลายได้รับเลือกเฟ้นให้เป็นครูอาวุโส ได้ชื่อว่าบําเพ็ญคุณธรรมของผู้เป็นครูอย่างแน่วแน่ และครบถ้วนแล้ว การบําเพ็ญความดีของท่าน ถึงหากจะมิได้รับประโยชน์ตอบแทนเหมือนผู้อื่นก็ตาม แต่ก็ได้รับความเย็นใจ ปลื้มใจ และความเคารพรักใคร่จากศิษย์ ในทุกที่ทุกหนทุกแห่ง ทุกวงการ ซึ่งเป็น ความสุขทางจิตใจอย่างพิเศษ...” 

อนึ่ง ผู้เขียนได้อ่านความเป็นมาของ "โครงการป่ารักน้ำ" ด้วยความซาบซึ้งในพระมากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์ สรุปความได้ว่า...ในวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๓๕ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จเยี่ยมราษฎรที่่บ้านหนองไผ่ ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ทรงพบว่า ในหมู่บ้านนี้มีราษฎรอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีฐานะดี เป็นกลุ่มมีอาชีพตัดไม้ขาย มีเรือนหลังใหญ่มีที่ดินครอบครองคนละ ประมาณ ๕๐ - ๖๐ ไร่ แต่อีกกลุ่มมีฐานะยากจนมาก สภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น ไม่มีที่ดินทำกินสุขภาพทรุดโทรมมาก เมื่อเสด็จกลับถึงพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์แล้ว ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้พันเอกเรวัต บุญทับ (ยศในขณะนั้น) เข้าเฝ้าฯและทรงมีพระราชดำรัสว่า "ต้องมีคนอธิบายให้ราษฎรเหล่านี้ฟังถึงสภาพแวดล้อมที่เขาทำลายอนาคตของประเทศชาติและชีวิตของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว ด้วยการตัดไม้ทำลายป่าแล้วจับจองที่ทำกินไว้คนละมากๆ แต่ทำกินไม่หมดปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าอย่างน่าเสียดาย จะให้เนรมิตน้ำให้ จะสร้างสักกี่อ่างถ้าฝนไม่ตกอ่างจะไปเก็บอะไรได้ คุณเรวัตช่วยแบ่งจำนวนไร่ที่ฉันเช่าให้กับพวกซึ่งไม่มีที่ทำกิน เราต้องไปสร้างบ้านป่ารักน้ำเป็นบ้านน้อยในป่าใหญ่ ให้ราษฎรเหล่านั้นได้อาศัย และสอนให้เขารู้จักใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วให้เกิดประโยชน์ ในขั้นแรกจะต้องช่วยเหลือให้มีเงินเดือน มีฉางข้าว มีถังเก็บน้ำฝน สำหรับดื่มได้ตลอดปี มีโค มีเกวียน สำหรับบรรทุกสิ่งของ ให้ทุกครอบครัวเลี้ยงไก่ นำไข่ไก่ให้ลูกรับประทานบ้าง จะได้ไม่เป็นโรคขาดอาหารและสมองเจริญทันอายุ ให้ทุกบ้านมีกี่สำหรับทอผ้า มีแปลงหม่อนสำหรับปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าไหมใช้เองและส่งไปขายมูลนิธิศิลปาชีพพิเศษ แนะนำการทำสวนของหมู่บ้านที่เขาจะได้รับประโยชน์ เช่น เพาะเห็ด ปลูกมะม่วง กล้วย มะขาม ต้นแค มะละกอ กระบก พริก พืชผักสวนครัว เช่น ต้นหอม ฟักทอง แตงกวา ผู้ชายจะต้องหัดเพาะชำกล้าไม้และปลูกป่าให้เป็น ปลูกไม้เนื้อแข็งที่สูงค่าให้ใบหล่นเป็นปุ๋ยหมักรักษาหน้าดิน ปลูกต้นนุ่นรอบๆ บ้านเพื่อเก็บฝักมาทำผ้านวมส่งขายให้มูลนิธิศิลปาชีพพิเศษ เพื่อนำไปพระราชทานทหารตำรวจ... (http://www.civilarmy2.net/rdpca2_web/Pharaknam_project.htm)

ผู้เขียนเองและผู้จัดการ "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" ได้ดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการช่วยเหลือชุมชนและสังคม มาตั้งแต่ปี 2548 ที่ได้หันเหจากการใช้ชีวิตในเมือง ซึ่งมีความจำเป็นเพราะหน้าที่การงาน (ผู้เขียนและ ผจก.ฟาร์มเป็นอาจารย์ในสังกัดคณะครุศาสตร์ ม.ราชภัฏอุบลราชธานี) หลัง ผจก.ฟาร์มเกษียณฯ ในปี 2547 พวกเราได้ไปตั้ง "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" ที่ อ.วารินชำราบ ซึ่งห่างจาก อ.เมืองอุบลฯ แค่มีแม่น้ำมูลกั้น แต่ที่ตั้งฟาร์มเป็นหมู่บ้านเล็กๆ (ชายแดนติดเขต อ.นาเยียและ อ.สว่างวีรวงศ์) ขณะนั้นมีประมาณ 48 หลังคาเรือน  (ห่างจาก "บ้านเรือนขวัญ" ในเมืองอุบลฯ ประมาณ 45 กม.) หมู่บ้านเป็นที่ดอน สภาพดินเป็นดินทราย มีฝนตกน้อย จึงมีความแห้งแล้ง ทำให้มีปัญหาในการทำการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในชุมชน มีโรงเรียนขนาดเล็ก (ที่มีนักเรียนจากอีก 2 หมู่บ้านมาเรียนด้วย มีครู 4 คน ผอ. และครูสอนชั้นอนุบาลเคยเป็นลูกศิษย์ของผู้เขียน) ไม่มีวัด ทำให้ชาวบ้านขาดคุณภาพชีวิตที่ดี ที่ที่ทำฟาร์มมีเนื้อที่ 10 ไร่มีสภาพเป็นดินทราย เจ้าของเดิมที่เป็นอดีตนายทหารทำการเกษตรไม่ประสบผลสำเร็จ ทำให้ที่ๆ จำนองไว้กับธนาคารจะถูกยึด จึงได้ขอให้เพื่อน (ต่อมาคือ ผจก.ฟาร์มไอดินฯ) ช่วยซื้อต่อ ที่ดังกล่าวมีข้อดีคืออยู่ในชัยภูมิที่ดี เพราะอยู่ติดเส้นทางหลักที่ด้านหนึ่งทะลุไปยังถนนสาย อุบลฯ-เดชอุดม อีกด้านทลุไปยังถนนสายอุบลฯ-พิบูลมังสาหาร ระยะทางด้านละประมาณ 12 กม. และอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยอุบลฯ ประมาณ 12 กม. ผู้เขียนได้กำหนดคำขวัญของฟาร์มฯ ดังที่ระบุในภาพบน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติภารกิจของฟาร์ม ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนในชุมชน 

อนึ่ง คณะรัฐมนตรี ได้ลงมติเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 เห็นชอบการถวายพระราชสมัญญา "พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ" แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเฉลิมพระ เกียรติเนื่องในปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ. 2010 เนื่องด้วยพระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเป็นที่ประจักษ์ชัดในดวงใจของปวงชนชาวไทย ตลอดจนสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ  (http://nstda.or.th/index.php/nstda-knowledge/2725-queen-of-biodiversity) ฟาร์มไอดินฯ ก็ได้ดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท โดยการเสาะหาและนำต้นไม้ประจำจังหวัดทั่วประเทศไปปลูกที่ฟาร์ม รวมทั้งใช้ฟาร์มเป็นที่รวบรวมพันธุ์กล้วย ไม้หายาก ไม้ท้องถิ่น ไม้ป่า ไม้จากต่างแดน และพรรณไม้นานาชนิด ดังตัวอย่างในภาพล่าง และดูภาพเพิ่มเติมได้ในบันทึกเรื่อง "ตามรอย...พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ" ที่บันทึกก่อนนี้ (ท้ายบันทึกนี้) ดังตัวอย่างภาพ "ค้างคาวปีกผีเสื้อ" ที่พบในฟาร์มซึ่งเคยมีการลงข่าวหน้าหนึ่งว่า เป็นสัตว์ป่าหายาก และบ่งชี้ถึงการมีระบบนิเวศน์ที่ดีของแหล่งที่พบ

ผู้เขียนมีโอกาส ได้เรียนรู้ "วิถีชีวิตแบบพอเพียง" กับ "ครูประสบการณ์ชีวิต" โดยมี "แม่" เป็นผู้จัดการเรียนรู้หลัก มาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้ว เพราะความขัดสนของครอบครัว ด้วยแม่ในวัยเพียง 34 ปี ต้องเลี้ยงลูกกำพร้า 5 คนที่มีอายุ 12 ปี, 6 ปี, 4 ปี 2 ปี และ 20 วัน ตามลำพัง เพราะพ่อที่เป็นครูใหญ่ในโรงเรียนบ้านป่า เกิดมาด่วนจากไป ...ด้วยความระทมทุกข์ แม่ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนเดียวกับพ่อต้องหอบหิ้วลูกทั้ง 5 คน นั่งเรือข้ามแม่น้ำกลับไปยังบ้านเกิดของปู่ย่า/ตายาย (น้องอายุ 2 ปีที่ขี้โรคได้รับความเมตตาจากท่านเจ้าอาวาสวัดนำไปเลี้ยงดู น้องที่อายุ 20 วัน [ตอนพ่อจากไป] แม่พาไปโรงเรียนด้วย พี่คนโตไปเรียนมัธยมในเมือง พี่ที่อายุย่าง 7 ปีเข้าเรียน ป.1 ผู้เขียนเองอายุ 4 ปี ต้องอยู่บ้านตามลำพัง) แม่และพ่อไม่มีที่ดินที่บ้านเกิดเพราะทั้งคู่ไม่ยอมรับมรดกจากพ่อแม่ของตนที่เป็นชาวนา เพราะถือว่า การได้รับการศึกษาจนสามารถนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ เป็นมรดกที่เพียงพอแล้ว

ยายของผู้เขียนมีที่นามากมาย (ถือเป็นผู้มีอันจะกินในหมูบ้าน ซึ่งปัจจุบันคือ ต.ขุมเงิน อ.เมือง จ.ยโสธร) มีลูกสาวล้วน 3 คน แม่และน้าคนติดกันเป็นครู บ้านและที่นาทั้งหมดยายยกให้กับน้าที่เป็นครู น้าเลยสร้างตึกไม้สองชั้นในเมืองยโสธรให้ยายและน้าคนเล็ก (ที่ไม่เรียนต่อเพราะไม่ชอบเป็นครู) เปิดร้านขายของ รับตัดเย็บเสื้อผ้าและดัดผม เมื่อแม่ลำบากก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ จากยายและน้าผู้รับมรดก ผู้เขียนทราบจากพี่สาวคนโตตอนที่ตนเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว ว่า ยายและน้ามีเรื่องขัดใจอย่างรุนแรงกับพ่อและปู่ย่าของผู้เขียน จึงไม่ยอมดูดำดูดีลูกและหลานที่ตกระกำลำบาก แม่ต้องนำบ้านที่รื้อจากบ้านป่าไปปลูกในที่ของป้าเป็นการชั่วคราว (แล้วซื้อเป็นของตนเองในภายหลัง ซึ่งนอกจากปลูกบ้านแล้วยังมีที่เหลือสำหรับทำสวนประมาณ 120 ตารางวา) บ้านและสวนของแม่อยู่ติดกับชายทุ่งของคุ้ม แม่ทำงานหนักทุกชนิดเพื่อเลี้ยงลูกให้เติบใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนจำได้ ดี คือ แม่จะตื่นตอนเช้ามืด หลังนึ่งข้าวให้ลูกดูต่อแล้ว แม่จะออกจากบ้านไปขุดหน่อไม้บ้าง ช้อนกุ้งช้อนปลา บ้าง ถ้าหาไม่ได้ก็เข้าไปในหมู่บ้านเพื่อขอซื้อจากชาวบ้านเพื่อนำกลับไปทำอาหารใส่ปิ่นโตจังหัน (ทุกวัน) และให้ลูกกิน ก่อนที่จะเตรียมตัวไปโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่บ้านถัดไป ในวันหยุดแม่จะปลูกพืชผัก ผลไม้ และ "มัน" ไว้เป็นภูมิ คุ้มกันว่า ลูกจะมีอะไรกินเวลาหาหรือซื้อไม่ได้ โดยผู้เขียนและพี่สาวคนติดกันมีหน้าที่ช่วยรดน้ำ ผู้เขียนได้ใช้เวลาอยู่ในสวนและชอบสวนของแม่มาก จำต้นไม้ของแม่ได้ทุกต้น รู้ว่าชนิดไหนอยู่บริเวณใด  

ภาพข้างล่าง มันชนิดที่ 1-4 คือ มันที่แม่ปลูก นอกจากได้กินหัวมันแล้ว แม่ยังเก็บยอดมันเทศ (แม่เรียกว่ามันแกว) และยอดมันสำปะหลังไปนึ่งจิ้มน้ำพริกด้วย ส่วนกลีบดอกมันสาคูใหญ่ที่เป็นสีแดง พวกเราเก็บไปติดเล็บให้สวยงาม ส่วนมันชนิดที่ 5 ตอนที่ผู้เขียนกับพี่สาวทั้งสองไปเช่าห้องของยายเพื่อเรียนชั้นมัธยมในเมือง (พี่คนโตเป็นครูโรงเรียนเอกชน) เห็นยายปลูกไว้หลังบ้าน แต่ไม่มีโอกาสได้กิน สำหรับมันชนิดที่ 6 และ 7 ผู้เขียนเคยขุดจากป่าในตอนที่แอบย่องตามหลังแม่ไปเก็บเห็ด ส่วนมันชนิดที่ 8 เวลาแม่เข้าเมือง (ยโสธร) แม่จะซื้อไปฝากพวกเรา แม่เรียกว่า "มันแกวสะเภา" ในช่วงที่พี่คนโตปิดเทอมและกลับบ้าน เคยพาพวกเรานำไปทำทับทิมกรอบด้วย ทั้งสนุกและอร่อย ส่วนมันชนิดที่ 9 ผู้เขียนเพิ่งจะพบเป็นครั้งแรกที่ตลาดนัด ชาวบ้านนำไปขายและบอกว่าปลูกได้ ผู้เขียนเลยซื้อไปนึ่งกินและตัดส่วนที่ติดกับเถาไปแช่น้ำ  

พี่คนโตเล่าว่า พ่อมีเงินบำนาญน้อยมาก เพราะเคยลาออกไปทำไร่ฝ้าย แล้วถึงกลับไปเป็นครูอีกรอบ ผู้เขียนจำได้ว่า พ่อมีโรงสีและเพิ่งซื้อเรือยนต์ให้บริการ โดยให้เพื่อนๆ ดูแลกิจการทั้งสองให้ แต่ก่อนเสียชีวิตพ่อนอนป่วยอยู่นานทำให้ไม่ได้ไปติดตามกิจการทั้งสอง เลยถูกโกงจนกิจการทั้งสองกลายเป็นศูนย์ ...ด้วยเหตุที่กล่าวมา ทำให้พวกเราไม่มีเงินพอที่จะซื้อข้าวกิน แม่ต้องให้ผู้เขียนช่วยหาบสินค้าดังที่ระบุในภาพ ไปแลกข้าวในหมู่บ้านใกล้ไกล รวมทั้งแลกปลาร้าไว้กิน ผู้เขียนใช้ผ้าถุงที่แม่ทอเอง และใช้เสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าที่แม่ทอ (โดยผู้เขียนช่วยทอด้วย) ตอนผู้เขียนเรียนครูปี 1 พี่สาวที่เกิดก่อน 2 ปีเรียนปี 2 (ผู้เขียนเรียนเร็วไป 1 ปี คือเข้าเรียนป.1 ตอนอายุ 5 ปีเต็มเพราะไม่มีคนดูแล) แม่ให้เงินรายเดือนผู้เขียนและพี่คนติดกันจำนวนเท่ากัน ผู้เขียนจะเหลือใช้ทุกเดือน ทั้งที่ต้องแบ่งให้พี่ใช้ทุกเดือนเพราะพี่ไม่เคยมีเงินใช้ชนเดือน (พี่จะชอบซื้อเสื้อผ้าตามสมัย) และได้นำเงินที่เหลือซื้อของกินที่แม่ชอบ ไปฝากแม่ทุกเดือน...จากที่กล่าวมา ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้คุณธรรมด้านความขยันอดทน ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณธรรมของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับคุณธรรมด้านการแบ่งปันนั้น แม่แสดงให้เห็นตลอดจากการที่ป้า/อาและชาวคุ้มทุกหลังคาเรือน จะมาขอผักและดอกไม้บูชาพระจากสวนของเราทุกวัน แม่บริจาคเงินทำบุญอย่างสม่ำเสมอ และที่ผู้เขียนชื่นชอบมาก คือ แม่ได้บริจาคเงินทำสะพานไม้ยาวประมาณ 120 เมตร จากคุ้มออกไปยังทางดินที่ตัดจากหมู่บ้านไปยังถนนใหญ่ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พ่อ ทำให้ชาวบ้านได้รับความสะดวกในการเดินทางมากมาย  

เด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะมีค่านิยมฟุ้งฟ้อเห่อเหิม และขาดทักษะชีวิตเพราะผู้ปกครองมักจะให้เรียนอย่างเดียวไม่ให้ช่วยงานของครอบครัว การที่ครูปลูกฝังค่านิยมการใช้ชีวิตแบบพอเพียงจึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ดังตัวอย่างยุทธวิธีที่แยบยลโดยบูรณาการลงไปในการเรียนวิชาต่างๆ ของ "คุณครู ดร.ขจิต ฝอยทอง" ผู้ที่ผันตนเองจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ไปเป็นครูอาสาสมัครในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ในจังหวัดกาญจนบุรีบ้านเกิด และสนับสนุนให้เด็กๆ ได้พัฒนาทักษะชีวิตด้านต่างๆ และสร้างค่านิยมการเป็นอยู่แบบพอเพียง โดยการให้ปลูกผัก เพื่อนำผักไปทำอาหารกลางวัน ส่วนที่เหลือก็ให้นำไปขาย

การปลูกฝังค่านิยมการใช้ชีวิตแบบพอเพียง จะได้ผลมากขึ้น ถ้าผู้ใหญ่ในสังคมทำตนเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลในอาชีพที่เด็กและเยาวชนชื่นชอบชื่นชม คือ "หมอ" (ผลการทำโพลในวันเด็กปี 2557 อาชีพในฝันของเด็ก อันดับ 1  คือ "หมอ" ซึ่งเป็นเช่นนี้มาตลอด) อนึ่งอาชีพหมอมีรายได้ดี ถ้าเด็กและเยาวชนเห็นว่า แม้คนที่มีรายได้ดียังใช้ชีวิตแบบพอเพียง ก็จะกระตุ้นให้พวกเขาเห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตแบบพอเพียงได้มากขึ้น ดังตัวอย่างการดำเนินชีวิตของ "ทพญ.ธิรัมภา ลุพรหมมา" ในภาพล่าง ซึ่งปลูกผักกินเอง กินอยู่แบบเรียบง่าย ใช้ชีวิตแบบสงบงามท่ามกลางธรรมชาติ และบำเพ็ญตนเป็นพุทธมามกที่ดี

กิจกรรมการพักผ่อนหย่อนใจของผู้เขียนกับ ผจก.ฟาร์มฯ ก็เป็น "การพักผ่อนแบบพอเพียง"  ที่ให้ทั้งประสบการณ์และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คือ การไปเที่ยวชมงานด้านการเกษตร ที่สถานประกอบการของเกษตรกรซึ่งประสบความสำเร็จในการทำการเกษตร และการจัดงานเกษตรของจังหวัดต่างๆ (ที่ผู้เขียนทราบข้อมูลจากการสืบค้นทาง Internet สำหรับ ผจก.ฟาร์ม [ขออนุญาตนินทาที่เจ้าตัวก็รับรู้เพราะบอกให้รู้ทุกครั้งหลังนินทาแล้ว] : อดีตอาจารย์ผู้สอนและเขียนตำราวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา [ยุค "Word ราชวิถี"] ไม่ยอมใช้ IT ใดๆ แม้มีมือถือที่ลูกซื้อให้แบบใช้ Internet ได้ก็ไม่เคยใช้ [ผู้เขียนเองใช้แบบ Lowtech ราคา 700 บาท] ให้โน้ตบุ๊คไว้เครื่องหนึ่งที่เก็บข้อมูลฟาร์มฯ อย่างเป็นระบบให้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งฟาร์มจนปัจจุบัน มีทั้งไฟล์เอกสาร ไฟล์ภาพนิ่ง/ภาพเคลื่อนไหว แต่ไม่เคยเปิดดู พอถามหาข้อมูลบอกให้เปิดดูก็เปิดไม่เป็น พอเปิดให้ก็ดำเนินการต่อไม่ได้บอกแก่แล้ว ไม่เอาแล้ว เรื่องอื่นๆ ไม่เห็นยอมแก่) กิจกรรมล่าสุด คือ การไปเที่ยวชมงานเกษตรและเข้าร่วมอบรม ที่หมวดวิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดังภาพล่าง (พันธุ์ไม้ที่ซื้อไปปลูกมี 10 ชนิด แต่นำภาพให้ดูเพียงบางชนิด สำหรับส้มแขกผู้เขียนซื้อเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน พอไปศึกษาข้อมูลในภายหลัง พบว่าเป็นพืชที่น่าสนใจมาก)

ก่อนถึงขอนแก่น ได้แวะนำผลผลิตจากฟาร์มไปฝากและทานข้าวเที่ยง กับพี่สาวคนโตและน้องชายคนเล็กที่ จ.ยโสธร และแวะเยี่ยม/ให้ของฝากหลานชายซึ่งทำการค้าและทำรีสอร์ทที่ จ.ร้อยเอ็ด (เป็นลูกคนโตของพี่สาวที่ยโสธร) จากร้อยเอ็ดให้ผจก.ฟาร์มช่วยขับรถ บอกให้ออกเส้นเลี่ยงเมืองไม่เข้า จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นเส้นทางที่พวกเราเคยใช้ตอนขับรถไปชมเกษตรที่สูง ที่ อ.ภูเรือ จ.เลย ในปี 2551 ปรากฏว่า ขับหลงออกนอกเส้นทาง บอกให้วกกลับไปยังเส้นทางที่ถูกต้องก็ไม่ยอม ด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง บอกลูกทั้ง 3 คนเรียนจบวิศวะ จบแพทย์จาก มข. ขับรถไปขอนแก่นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งมีหรือจะไม่รู้เส้นทาง...ขับหลงไปจนป้ายข้างหน้าบอกอีก 133 กม. นครราชสีมา ไม่มีป้ายไหนบอกไปขอนแก่นเลย จึงยอมแพ้ให้ผู้เขียนแก้ปัญหา เลยสามารถไปถึงขอนแก่นได้ตอนประมาณ 1 ทุ่ม ปกติเวลาเดินทางพวกเราจะพักที่รีสอร์ทในสวน แต่ครั้งนี้หาไม่ได้ เพราะเช็คจาก Internet เต็มหมด เลยกะจะหารีสอร์ทที่ไม่ให้บริการจองแบบออนไลน์ แต่เมื่อมืดแล้วก็เลยหาไม่สะดวก โรงแรมที่พักของมหาวิทยาลัยก็เต็ม โชคดีจริงๆ ที่สุดท้ายได้ที่พักที่สะดวกมาก (ห้องพักอยู่ชั้น 3 ชั้น 1-2 เป็นสำนักงานจัดหางานจังหวัดขอนแก่น) แถมยังสะอาดสะอ้าน กว้างขวาง มีห้องว่าง 1 ห้องอยู่ริมสุดด้านติดกับถนนหน้า มข. ก่อนไปเข้าอบรม ผู้เขียนซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าฝ่ายแนะแนว และหัวหน้าศูนย์สนเทศและบริการอาชีพ จึงได้แวะขอเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการแนะแนวการศึกษาต่อหลังจบ ป.6, ม.3 และ ม.6 และ เอกสารอื่นๆ เกี่ยวกับการสมัครงาน การทำงาน เพื่อนำไปศึกษาเองและมอบโรงเรียนต่างๆ ในชุมชน 

การอบรมเรื่อง "สวนครัวยุคใหม่ : ปลูกผักร่วมกับการเลี้ยงปลา (Aquaponics)" ใช้หลักการ "3 ไม่ 3 น้อย 3 และ 3 อ." 3 ไม่ คือ  ไม่ใช้ดิน (ใช้หินลูกรัง ถ่าน กาบมะพร้าวสับและขุยมะพร้าว) ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ และไม่ใช้ยาฆ่าแมลง 3 น้อย คือ  ใช้นํ้าน้อย ใช้แรงงานน้อย และใช้เวลาดูแลรักษาน้อย 3 อ. คือ อาหาร อารมณ์ และออกกำลังกาย สำหรับภาพและข้อมูลปลา ผู้เขียนสืบค้นจาก Internet เลือกเฉพาะชนิดที่ตนเองเคยจับจากทุ่งนาของหมู่บ้าน และจับจากแม่น้ำชีที่ต้องเดินเท้าไปกลับประมาณ 20 กม.ออกจากบ้านเช้ามืดและกลับถึงบ้านก็มืดแล้ว (ยังจำได้ดีถึงวันนั้น เมื่อปี 2510 ที่ผู้เขียนซึ่งเป็นเด็กคนเดียว ได้นำสวิงและคุน้ำยาขี้ซีตามผู้ใหญ่ในคุ้มบ้าน เดินทางไปจับปลา ถึงบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อนหมดแรง แต่กลับลิงโลดมีพลัง เมื่อแม่บอกว่า สอบ ปกศ.ได้ที่ 6 เป็นไปได้ยังไงนะ ก่อนนั้นเรียน ม.ศ. 2-3 อยู่ 3 วิชา คือ วาดเขียน ประวัติศาสตร์ และเรขาคณิต กับเพื่อนร่วมห้องชุดสุดท้าย 7 คน ก่อนที่โรงเรียนจะถูกยุบ ทำให้ต้องย้ายไปเข้าเรียนที่โรงเรียนยโสธร ในปลายภาคเรียนที่ 2 ของชั้น ม.ศ.3 ก่อนที่จะไปสอบ ป.กศ. หลายปีต่อมา เห็นทางโรงเรียนขึ้นป้ายว่า เป็นศิษย์เก่าคนแรกที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท) สำหรับภาพการจับปลาของผู้เขียน เป็นภาพจำลอง    

คนที่เป็นครูต้องรู้ลึกรู้จริง รู้ให้ทันการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทต่างๆ ที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง เพราะ "การศึกษาคือชีวิต ไม่ใช่การเตรียมเพื่อชีวิต" การเป็น "ผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน (Curiosity) รักการอ่าน" จะช่วยครูได้มากในเรื่องนี้ ครูต้องอ่านตำราหลายๆ เล่มเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ความรู้ อ่านบทความจากวารสารที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามการพัฒนาทางวิชาการวิชาชีพ และอ่านหนังสือประเภทพ็อคเก็ตบุ๊คที่ผู้เขียนเขียนหรือแปลเรียบเรียง ซึ่งมักจะเสนอประเด็นความรู้และแนวปฏิบัติให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในการจัดการเรียนรู้ ผู้เขียนเองได้ใช้ "ครูเอกสาร" โดยจะเข้าห้องสมุดของคณะและของศูนย์วิจัยฯ เสมอ เพื่อติดตามดูรายการหนังสือ/รายงานการวิจัยใหม่ๆ และยืมเล่มที่น่าสนใจไปอ่าน ติดตามอ่านและสำเนาบทความในวารสารใหม่ไปศึกษา และเข้าร้านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อเลือกซื้อหนังสือที่น่าสนใจ ดังตัวอย่างเมื่อต้องการเรียนรู้เรื่องการทำงานของสมอง และการพัฒนาสมรรถภาพทางสมองของนักศึกษา ก็จะซื้อพ็อคเก็ตบุ๊ดังตัวอย่างในภาพล่าง ตำรา วารสาร และพ็อคเก็ตบุ๊คต่างๆ เป็นอีกแหล่งเรียนรู้ของครู จึงนับว่าเป็น "ครูของครู" ได้เช่นกัน

"ครูเครื่อง" ณ ที่นี้คือ โทรทัศน์ และ โน้ตบุ๊ค ซึ่งอย่างแรกผู้เขียนใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งของตนเองและของนักศึกษา โดยการบันทึกรายการทีวีในช่วงที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับบทเรียน เป็น DVD เพื่อนำไปใช้เป็นสื่อในการจัดการเรียนรู้และการอบรมครู อย่างหลังผู้เขียนใช้เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของตนเอง โดยใช้สืบค้นทาง Internet เพื่ออ่าน e-book, วารสารทางการศึกษาและทางจิตวิทยาของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษในรูป Online และใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน อนึ่งในภาคเรียนสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ ได้ใช้เป็นเครื่องมือจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาเป็นรายบุคคลกว่า 100 คนผ่าน "Weblog GotoKnow.Org" ซึ่งทำให้มีเวลานอนคืนละประมาณ 3-4 ชั่วโมงตลอดภาคเรียน   

ผู้เขียนเคยแสดงความเห็นในบันทึกของ "ครูวุฒิ : ผอ.โรงเรียนโคกเพชร" ประมาณสามปีที่แล้ว ที่บอกว่าครูสูงวัยมักจะใช้เทคโนโลยีไม่เป็น...ว่า “อ.วิเป็นผู้สูงอายุแต่ชอบเรียนรู้ ก็เลยใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางเทคโนโลยีเป็นค่ะ ได้ใช้เงินส่วนตัว ซื้อเครื่องบันทึกรายการทีวีเป็นวีดิโอเทป (Video Tape) เช่น รายการเกี่ยวกับการเล่านิทาน การละเล่นพื้นบ้าน เพลง การเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต และเสริมสร้างลักษณะนิสัย ฯลฯ เพื่อใช้เป็นสื่อเสริมสำหรับจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยมาตั้งแต่ปี 2540 (ทำวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานค่ะ) จนพังไปสองเครื่อง (ใช้ผลิตสื่อการเรียนการสอนด้วย) พอยุค DVD ที่คณะครุศาสตร์มีแต่เครื่องเล่น DVD อ.วิก็ใช้เงินส่วนตัวซื้อเครื่องที่ใช้บันทึกได้ด้วย อีก ซื้อมาแล้วอ่านและทำตามคู่มือแล้วก็ยังบันทึกไม่ได้ เจ้าหน้าที่ที่คณะก็ไม่เคยใช้แนะนำให้ไม่ได้ ก็เลยหอบหิ้วไปถามร้านที่ซื้อมา ซึ่งพนักงานก็ให้คำแนะนำไม่ได้ (ขายอย่างเดียว) ต้องหอบหิ้วตามไปร้านที่ขายเครื่องบันทึก/เล่น DVD ยี่ห้อนั้นโดยตรง ซึ่งก็ให้คำแนะนำได้เฉพาะวิธีบันทึกและการเล่นกับเครื่องเล่น DVD  แต่ไม่รู้เรื่องการนำไปใช้กับ Notebook อ.วิ เลยโทรฯ ไปปรึกษาลูกชาย ลูกก็ไม่เคยทำเหมือนกัน แต่ได้แนะให้ลองใช้แผ่น DVD ที่มีสมรรถนะสูงขึ้น คือมีคำว่า +RW ตกราคาแผ่นละ 32-35 บาท อ.วิทำตามก็ได้ผล และได้ซื้อบันทึกรายการทีวีมาแล้วนับ 100 แผ่น ตอนนี้มีปัญหาหาซื้อแผ่นไม้ได้ คนขายบอกไม่ค่อยมีคนใช้เลยไม่สั่งมาขาย ทั้งมหาวิทยาลัยก็มี อ.วิ คนเดียวที่ผลิตสื่อประเภทนี้ แม้แต่อาจารย์สาขาเทคโนโลยีการศึกษาของคณะก็ไม่มีใครผลิต มีแต่รับบริจาคและซื้อ DVD ที่ผลิตสำเร็จรูปเท่านั้น"

ลูกศิษย์ของผู้เขียนส่วนใหญ่แล้วจะไม่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน (มหาวิทยาลัยได้กำหนดให้คุณลักษณะดังกล่าว เป็น "อัตลักษณ์ของนักศึกษา มรภ.อุบลฯ) ในชั้นเรียนก็ไม่มีสมาธิไม่สนใจบทเรียน ผู้เขียนจึงหาทางกระตุ้นความสนใจในการเรียนรู้ โดยการใช้สื่อ DVD ที่ทุกวันต้องใช้เวลาในช่วงประมาณสามทุ่มถึงตีหนึ่ง และเวลาตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า เพื่อติดตามว่า จะมีช่วงไหนของรายการที่มีเนื้อหาเหมาะสมกับบทเรียน (โดยเตรียมการสอน ตรวจงานไปด้วย) ข้างล่างเป็นภาพตัวอย่างการนำ DVD ไปใช้ในห้องเรียนและห้องอบรมครูแกนนำสาขาการแนะแนว

...เกษียนไปแล้วก็ยังเป็นห่วงนักศึกษา ที่ครูบาอาจารย์ไม่ใส่ใจหาวิธีพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน แทนที่จะใช้ IT เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ กลับนำไปใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เห็นอาจารย์รุ่นน้องไปร่ำเรียนได้ "ดร." มา นอกจากเงินเดือนแล้ว ยังได้รับทั้งเงินประจำตำแหน่งทางการบริหาร และเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการ ลูกก็มีคนเดียว ไม่รู้ว่าจะหาเงินไปทำอะไรกันนักกันหนา เห็นเข้ามาเสนอขายสินค้าให้ผู้เขียนทาง Facebook หลายครั้ง...เศร้าใจนักที่ทั้งผู้บริหารและอาจารย์ส่วนใหญ่เห็นว่า นักเรียนที่เข้าไปเรียนในม.ราชภัฏ (Input) มีพื้นฐานทางวิชาการและระดับสติปัญญาด้อยกว่า พวกที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอื่นๆ บอกสอนไปก็เท่านั้น เสร็จแล้วก็ปล่อยให้พวกเขาจบออกไปแบบตามบุญตามกรรม ผู้เขียนเองเห็นว่า แม้แต่เด็ก Down's Syndrome (ปัญญาอ่อน) ยังเรียนสำเร็จปริญญาตรีได้แบบมีคุณภาพเพราะความทุ่มเททั้งคุณแม่และตัวเขาเอง แล้วนักศึกษา ม.ราชภัฏอุบลฯ ทุกคนมี IQ ในเกณฑ์ปกติขึ้นไป มีหรือจะหาทางช่วยให้เขาเรียนรู้อย่างมีคุณภาพไม่ได้ ผู้เขียนจึงได้หาทางพัฒนาคุณภาพนักศึกษาให้ทัดเทียมนักศึกษามหาวิทยาลัยเก่าแก่อื่น มาตลอด ด้วยคติ ...อุทิศตนเพื่อหน้าที่มี "ฉันทะ"  "วิริยะ" บากบั่นหมั่นฝึกฝน  เอาใจใส่ "จิตตะ" ภาระตน  มุ่งคิดค้น "วิมังสา" พัฒนางาน  อุปสรรคมากมีมิเคยท้อ  แค่ยังพอมีแรงกายไว้สืบสาน  พลังจิตมั่นบ่มอุดมการณ์  งานและงาน...คือ มาลีแห่งชีวิต...  

                                                          

ขอขอบพระคุณ กัลยาณมิตรทุกท่านที่กรุณาเข้ามาอ่าน มอบดอกไม้กำลังใจ และทักทายพูดคุยด้วยอัธยาศัยไมตรีที่มีต่อกัน