เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริง

เพื่อให้ก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นพึ่งพาตนเอง

คำจาก อมาตยา เซน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขา เศรษฐศาสตร์ชาวอินเดีย


 

                                แนซึซือซู = หมอสมุนไพร


นายก อบต.ปางมะผ้า คุณสุทัศน์ เดชทรงชัย โทรมาย้ำวันที่เชิญประชุมแผนพัฒนาตำบลอีกครั้ง ในบ่ายวันนี้ พร้อมกับคุยกันเล็กน้อย เรื่อง การพัฒนางานสาธารณสุขในระดับตำบล นายกสุทัศน์ ได้คุยทิ้งท้ายว่า สิ่งที่นายกต้องการคือ การดูแลสุขภาพของพี่น้องในตำบลปางมะผ้าตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงผู้สูงอายุ ว่าน่าจะมีกระบวนการทำงานอย่างไร

 ผมเข้าใจว่า นายกจะให้ผมไปช่วยเติมในมุมมองของอดีตนักการสาธารณสุข เรื่อง การพัฒนาชุมชนด้านสุขภาพ 

ผมมานั่งคิดทบทวนในคืนที่ผ่านมา...ว่าผมจะคิดหากระบวนการแบบไหนที่จะตอบสนอง สอดคล้องปัญหาและความต้องการของพื้นที่ รวมทั้งแผนยุทธศาสตร์ของ อบต. เพื่อผลลัพธ์ที่จะนำไปสู่การพัฒนาสุขภาพ สุขภาวะของคนในท้องถิ่น

ผมมองอย่างนี้ครับ...ผมมองไปถึงเรื่อง การพึ่งตนเอง เพราะแม้แต่เรื่องเศรษฐกิจเรายังต้องพึ่งตนเอง  สุขภาพซึ่งเป็นเรื่องของเราแท้ๆ ยิ่งต้องพึ่งตนเอง เป็นทางเลือก ทางรอดในกระบวนการดูแลสุขภาพชุมชน

ทำอย่างไร ? จะให้ชุมชนพึ่งตนเองทางด้านสุขภาพให้ได้ นี่...น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผมขบคิด และคิดหากระบวนการนำเสนอแนวทางให้กับ อบต. ในวันประชุม

ตามความคิดของผม

การพึ่งตนเองทางด้านสุขภาพของชุมชน น่าจะแบ่งออกเป็น ๔ หลักการใหญ่ ก็คือ

๑.    การส่งเสริมสุขภาพ ( health Promotion)

     ตรงนี้เป็นประเด็นใหญ่ เพราะถือว่าเป็นหัวใจของการดูแลสุขภาพก่อนป่วย ทำยังไงไม่ให้ป่วย ตรงนี้สิเป็นประเด็นท้าทายในยุคที่คนป่วยล้นสถานีอนามัยและโรงพยาบาล ในยุค๓๐ บาทรักษาด้วยยาพาราเซตามอล

      กิน อยู่ อย่างไรให้ไกลโรค ? คิดว่าประเด็นนี้สามารถคิดโครงการ กิจกรรมที่สอดคล้องกับพื้นที่ได้หากเชื่อมกับข้อมูลบริบท ของพื้นที่

     ใช้หลักการดำเนินงานตาม Healthy Thailand ก็ได้ หรือ การดูแลสุขภาพตามหลัก ๕ อ.  อาหาร อากาศ อารมณ์ อุจจาระ และออกกำลังกาย       นำไปสู่ อโรคยา

๒.   การดูแลสุขภาพตนเอง ( Self - care)เมื่อเจ็บป่วย ( illness)

     ตามแผนภูมิของไคลน์แมน ( Klein man) ได้แบ่งรูปแบบการรักษา เยียวยาไว้เป็น ๓ ระบบ ในการพึ่งตนเองนั้น เราอาจมองใน ๒ ระบบ คือ ระบบการแพทย์ของสามัญชน (pupular sector) ผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชนดูแลกันเอง อีกระบบก็คือ ระบบการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ชนเผ่า (Folk sector) ระบบนี้น่าสนใจมาก เพราะเป็นภูมิปัญญาที่ชาวบ้านมีและเป็นการเยียวยาที่ได้ผลเพราะดูแลทั้งคนและโรค ผมเคยทำงานวิจัยกับเผ่าลีซู พบว่า มีองค์ความรู้ในกระบวนการเยียวยาที่น่าสนใจมาก

๓.    การพัฒนาศักยภาพ  เพิ่มความสามารถให้กับชุมชน( Strengthen Community Action)

     ผมมองถึงเรื่องการพัฒนาศักยภาพ การดูแลตนเองของชุมชน รูปแบบนี้อ้างอิงตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน และกลุ่มเป้าหมายที่เราจะมุ่งเน้นผมคิดว่าน่าจะเป็น ชาวบ้านเองที่สามารถจะดูแลสุขภาพด้วยกันเองได้ โดยการร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานด้านสาธารณสุขเติมวิชาการให้ชุมชน ในส่วนที่ชุมชนขาด ฝึกฝนทักษะ ( Skill Training) การสร้างพลังอำนาจ (Empowerment)และการพัฒนากลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม เช่น กลุ่มพ่อแม่อาสา (หากจะดูแลเรื่องแม่และเด็ก)

กลุ่ม อสม. กลุ่มแกนนำสุขภาพ แล้วแต่จะพัฒนาไป ยังไงก็ตามขอให้เน้นการพัฒนาแบบองค์รวมให้ทุกกลุ่มมองสุขภาพเป็นองค์รวม ดูแลกันให้ครบทุกมิติ กาย ใจ จิตวิญญาณ

๔.    การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ( Knowledge Sharing)

     สิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้ คือ กระบวนการจัดการความรู้ : Knowledge management ของชาวบ้าน ทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ : Learning Process นำไปสู่การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ดึงความรู้ภายใน ภายนอกให้มาเชื่อมประสานกัน การดึงเอาภูมิปัญญา ศักยภาพของชุมชนที่มีอยู่แล้วพัฒนาต่อ เพื่อการแก้ไขปัญหาสุขภาพชุมชนที่ยั่งยืน

หากมีครบทั้ง ๔ ประการ ผมคิดว่า ชุมชนสามารถพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน ( Local Health care system) ได้และจะยั่งยืน

สิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือ ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตนเอง อย่างเป็นระบบ ความเป็นบูรณาการ การมีส่วนร่วม  แนวทางการตลาดเชิงสังคม( Social Marketing) โดยมี อบต.เป็นผู้สนับสนุน เป็นคุณเอื้อให้กระบวนการเดินอย่างต่อเนื่อง

การที่ อบต.ปางมะผ้า จะเปิดเวทีคิดยุทธศาสตร์การพัฒนาตำบล ในครั้งนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญ ในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง บนฐานความพอเพียง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา  และคาดหวังได้ในเรื่อง ความยั่งยืน

ในส่วนตัวผมเองเชื่ออย่างนั้นครับ