ติดต่อ

  ติดต่อ

ว้ฒนธรรมการเรียนรู้ : พ่อเล่าให้ฟัง

  วัฒนธรรมการลักขโมยในอดีตสองฝั่งโขงเขตนครพนม  

พ่อเล่าให้ฟัง...

             เมื่อผมอยู่กรุงเทพ ฯ  เวลาพ่อจากบ้านมาเยี่ยมมักจะอยู่พักนอนกับผมเป็นเดือน ๆ..ผมจะมีโอกาสฟังเรื่องเล่าสมัยพ่อเป็นเด็กอยู่มาก...เช่นเรื่องนี้...คือ...สมัยพ่อผมเป็นวัยรุ่น...อ่านแล้วอาจเห็นความเป็นวัฒนธรรมสองฝั่งโขงในอดีต...

            วันหนึ่งควายที่บ้านหายไปหนึ่งตัว...จากการสืบดูทราบว่า...คนทางฟากฝั่งโน้นคือฝั่งลาว...มาขโมยควายไป...พ่อบอกว่ารู้ว่าใครอยู่ตรงไหน...หมู่บ้านอะไร...เนื่องจากสมัยโน้น...พ่อผมข้ามไปหาญาติและเคยอยู่ทำนากับญาติ ๆแถวบ้านนากอก...บ้านนาแงว...อีกหลายหมู่บ้านที่ผมจำไม่ได้แล้ว...

             เวลาไปก็ข้ามแม่น้ำโขงทาง อำเภอท่าอุเทน  จังหวัดนครพนมในปัจจุบัน

ดังนั้นพ่อจึงรู้ทางไปบ้านพี่เมืองน้องนี้เป็นอย่างดี...และแล้วการลบเหลี่ยมขโมยของพ่อผมก็เกิดขึ้นในคืนวันหนึ่ง

            คือพ่อผมเข้าไปขโมยควายของนายคนนั้นโดยใช้แรงกายสู้กับควาย...พ่อบอกว่าจับโน้มคอมันแล้วเอาเข่าตั้งตรงหน้าแล้วใช้ไม้ไผ่ทำแหลมเหมือนเข็มผูกเชือกติดที่ปลายที่เตรียมไว้แล้วแทงรูจมูกควายทะลุอีกข้างหนึ่งแล้วผูกเชือก...ขึ้นขี่หลังควายพาลุยข้ามแม่น้ำโขงตอนกลางคืนกลับยังฝั่งไทย...ได้สำเร็จ...

            คือใช้หนามยอกเอาหนามบ่งครับ...เมื่อทางโน้นทราบว่าพ่อผมเป็นคนไปลักขโมยควายมา...พวกเขาก็ไม่ตามเอาคืนครับเพราะพวกเขามาขโมยควายของพ่อผมก่อน...มันเหมือนกับโจรย่อมรู้ใจโจรครับ...

               นี้คืออดีตที่ผ่านมาแล้ว...และเขาก็แก้ปัญหากันอย่างนี้ครับ...เมื่อมีขโมยในยุคนั้น...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 55603, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก

ความเห็น (2)

อ่านแล้วก็รู้สึกถึงคำว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนะครับ ถ้าเป็นปัจจุบัน ถ้าไม่ตามเองผมว่าก็ยากที่จะได้คืน เจ้าหน้าที่ท่านคงงานเยอะอ่ะครับ คงไม่มีเวลามาสนใจคดีชาวบ้านๆ แบบพวกเรา

สวัสดีครับ  คุณ เจษฎา  ศุนาลัย

ความคิดเห็นของคุณน่าสนใจยิ่งครับ...

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนี้...เป็นหลักธรรมที่ควรน้อมนำมาใส่ตนนะครับ

ขอบคุณครับ

จาก...umi