พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ นั้น ได้เป็นที่ปรากฏแก่สายตา และประจักษ์ชัดในดวงใจของปวงชนชาวไทยเสมอมา และขจรขจายไปในระดับสากล

      

คณะรัฐมนตรี ได้ลงมติเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เห็นชอบการถวายพระราชสมัญญา "พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ" แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ. ๒๐๑๐ เนื่องด้วยพระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเป็นที่ประจักษ์ชัดในดวงใจของปวงชนชาวไทย ตลอดจนสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ  (http://nstda.or.th/index.php/nstda-knowledge/2725-queen-of-biodiversity)

ผู้เขียนขอตัดตอนสาระสำคัญจากบทความ เรื่องสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กับการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” ของ ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  ซึ่ง Update เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๖ (http://stks.or.th/HMQ/index.php/queen-article/46-the-queen-biodiversity) มาฝาก "กัลยาณมิตร Gotoknow” ดังนี้

             “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เนื่องด้วยตั้งอยู่ในเขตร้อนความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึง ความหลากหลายของแหล่งนิเวศ หรือองค์รวมของสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งระบบ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับถิ่นที่อยู่อาศัย ความหลากหลายของชนิดสัตว์ ชนิดพืชและสายพันธุ์ และความหลากหลายของระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทั้งต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ ต่อความมั่นคงทางอาหาร ต่อการแก้ไขปัญหาความยากจนและต่อการพัฒนา ความหลากหลายทางชีวภาพที่ประเทศไทยมีนั้น จัดว่าเป็นมรดกอันล้ำค่ายิ่งของชาติและของโลก ชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่พบในประเทศไทยมีจำนวนมากมาย ได้แก่ พืช ประมาณ 20,000 - 25,000 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ประมาณ 302 ชนิด นก ประมาณ 982 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 350 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 137 ชนิด ปลา ประมาณ 2,820 ชนิด สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ประมาณ 83,000 ชนิด และจุลินทรีย์ประมาณ 10,000 ชนิด และมีระบบนิเวศหลากหลายไมว่าจะเป็นระบบนิเวศภูเขา ป่าไม้ แหล่งน้ำในแผ่นดิน ทะเล และชายฝั่ง เกาะ และเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศที่เคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์ ได้ถูกคุกคามและลดลงอย่างต่อเนื่องจาการตัดไม้ทำลายป่า การลักลอบล่าสัตว์ป่า การทำลายระบบนิเวศเพื่อการพัฒนา การถือครองโดยกฎหมาย การค้าพืชป่าและสัตว์ป่า ความกดดันทางเศรษฐกิจ และชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่แพร่ระบาด

               นับตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมราชินีแห่งพระราชอาณาจักรไทย เมื่อ พ.ศ. 2493 จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงเวลายาวนานถึง 60 ปี ได้ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่และมั่นคง ที่จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทำนุบำรุงประเทศและพสกนิกรของพระองค์ ในฐานะพระอัครมเหสีคู่พระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงงานหนักตรากตรำพระวรกาย เพื่อขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากของประชาชน ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ยังครอบคลุมไปถึงสรรพชีวิตทั้งหลาย อันหลอมรวมเป็นองค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรพื้นฐานในการดำรงชีวิตของพสกนิกร ทั้งนี้ ทรงตระหนักดีว่า ธรรมชาติคือสายใยแห่งชีวิต ต่างมีความผูกพันและเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง

           พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพนั้น ได้เป็นที่ปรากฏแก่สายตา และประจักษ์ชัดในดวงใจของปวงชนชาวไทยเสมอมา และขจรขจายไปในระดับสากล องค์กรต่างประเทศต่างเทิดทูนพระเกียรติคุณ และขอพระราชทานราชานุญาตทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลและเหรียญต่างๆ เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณ ล่าสุดคือเหรียญ IUCN Golden Award ทูลเกล้าฯ ถวายโดยสหภาพว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (IUCN) ในปี ๒๕๔๗ ในฐานะที่ทรงอุทิศพระวรกาย พระราชทรัพย์ และแสดงพระอัจฉริยภาพทั้งปวงในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน"

พระราชกรณียกิจอันทรงดำเนินไปด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระอัจฉริยภาพที่ทรงมีในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ แสดงถึงน้ำพระราชหฤทัย ที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาต่อทุกสรรพชีวิต เสมือนที่มารดามีต่อบุตรแห่งตน “ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้” รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และขอตั้งปณิธานที่จะน้อมนำแนวทางที่ทรงให้การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ มาดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทสืบไป และในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบรอบปีที่ ๘๑ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย  ได้โปรดอภิบาลบำรุงรักษา  ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ให้ทรงพระเกษมสำราญ และสถิตเป็นพระมิ่งขวัญร่มเกล้าปวงข้าพระพุทธเจ้า ตราบจิรัฐิติกาล  เทอญ

                                                                  ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม  ขอเดชะ

                                                                            ข้าพระพุทธเจ้า

                                                          เจ้าของและผู้จัดการฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้

 

     

 

ในวันแม่แห่งชาติปีนี้ ชาวบ้านหนองฝางได้พร้อมใจกัน ทำบุญตักบาตรในตอนเช้า หลังจากนั้น ได้บำเพ็ญประโยชน์ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นราชพลีแด่ "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" โดยการตัดหญ้า เก็บกวาดถนนหนทางและบริเวณวัด พ่อใหญ่สอ : ผู้จัดการฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้ ได้นำ "ต้นคูณ (ราชพฤกษ์) : ไม้ประจำชาติ" ที่ขอไปจากสวนวนารมย์แล้วนำไปเปลี่ยนถุงและรถน้ำใส่ปุ๋ยดูแลให้เติบโตแข็งแรงตั้งแต่ปีที่แล้วไปปลูกในวัด ส่วนผู้เขียนได้เลือกทำงานที่ไม่มีใครทำ คือการถอนวัชพืช ตัดแต่งกิ่งไม้ดอกไม้ประดับ และทำความสะอาดบริเวณหน้าศาลาวัด และรอบปริมณฑลที่สร้างองค์พระโตโคตะมะและบริวารทั้ ๗   เก็บซากดอกไม้บูชาพระแล้วทำความสะอาดองค์พระทั้งหมด รวมทั้งล้างแจกันดอกไม้และนำดอกไม้จากฟาร์มฯ ไปจัดแจกันบูชาพระ (ภาพที่ไม่ชัด มาจากกล้องผู้ใหญ่บ้าน ส่วนภาพที่ชัดกว่า มาจากกล้องของผู้เขียน)  

 

     

 

"ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" ถือว่า "ทุกวันเป็นวันคุ้มครองโลก (Earthday Everyday)" จึงได้จัดการงานฟาร์มด้วย "ระบบเกษตรอินทรีย์"  โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพที่ผลิตเอง และใช้สารสกัดจากพืชสมุนไพรและวิธีธรรมชาติในการกำจัดศัตรูพืช แทนการใช้สารเคมีที่ทำลายสิ่งแวดล้อม 

   

      

 

     

 

     

     ลำดับต่อไป เป็นภาพตัวอย่างของความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้"

     

 

     

           ฟาร์มไอดินฯ มีโครงการรวบรวมและปลูกพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ 

    

    

    

    

        

    

เคยมีการลงข่าวหน้าหนึ่ง ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ว่า "ค้างคาวปีกผีเสื้อ" ถือเป็นสัตว์ป่าหายาก และระบุว่า ที่ใดพบค้างคาวปีกผีเสื้ออยู่อาศัย แสดงว่า ที่นั่นมีระบบนิเวศที่ดี

  

    

 

เมื่อเห็นเพื่อนบ้านตัด "ต้นมะม่วงหิมพานต์" ทิ้งหมด ผู้เขียนได้เก็บเมล็ดไปเพาะเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ จนได้ผลผลิตอย่างที่เห็น เมื่อนำภาพลงใน GotoKnow ก็มีนักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง (ที่ลูกชายเคยเรียน) ติดต่อขอซื้อเมล็ดพันธุ์ไปให้แม่ปลูกที่ "จังหวัดสุรินทร์" ซึ่งผู้เขียนได้ส่งไปให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

 

        

 

      

 

 ที่ฟาร์มไอดินฯ ได้เสาะหาและปลูกต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากต่างแดนด้วย ดังตัวอย่างในสองภาพบน ซึ่งปลูกที่หน้าบ้านไอดินฯ

 

     

 

             พืชผัก ผลไม้ และไม้ดอกที่ปลูก เพื่อระลึกถึงความหลังครั้งที่อยู่กับแม่ ตอนเรียนชั้นประถมต้น (ป.๑-๔)

        

    คิดจะตัดไม้ข้างบนทิ้งเพราะไม่รู้จัก แต่พอเห็นลูกสีแดง รู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก เพราะจำได้ว่าแม่เคยพาเก็บกินตอนไปเก็บเห็ด

    

จากคำขวัญที่ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ปี ๒๕๕๖ (ดังที่ระบุในภาพบน) ซึ่งมีความหมายถึงการที่แม่เป็นแบบอย่างแก่ลูกชายหญิง ในการประพฤติปฏิบัติแต่ในสิ่งดีๆ ผู้เขียนยังจำได้ติดตาถึงความทุกข์ระทมของแม่ ที่พ่อซึ่งเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนบ้านป่า จากไปในขณะที่แม่มีอายุเพียง ๓๒ ปี แม่ต้องหอบหิ้วลูกทั้ง ๕ กลับบ้านเกิด และประสบกับความลำบากยากแค้นแสนสาหัสในการเลี้ยงลูกกำพร้า ๕ คน คนสุดท้องอายุ ๒๐ วัน (ผู้เขียนซึ่งเป็นลูกคนที่ ๓ อายุประมาณ ๔ ขวบ พี่คนโตอายุประมาณ ๑๓ ปี) แม่เขียนคติในการดำเนินชีวิตไว้ในที่ๆ ลูกๆ เห็นได้ชัด ความว่า "จงชนะความชั่วด้วยความดี" และแม่ก็ปฏิบัติตามคติดังกล่าว ให้เห็นเป็นแบบอย่างตลอดชีวิต รวมทั้งการเป็นแบบอย่างใน "การเป็นครูด้วยจิตวิญญาณ" ของแม่ ซึ่งได้ทุ่มเทเวลา แรงกาย แรงใจ สติปัญญา เอาใจใส่และมีความรักเมตตากรุณา ปรารถนาดีต่อลูกศิษย์ทุกคน ราวกับเป็นลูกแท้ๆ ของตนเอง ซึ่งลูกของแม่ทั้ง ๔ คนที่เป็นครูตามรอยแม่ ก็ได้ยึดปฏิบัติจวบจนเกษียนณอายุราชการ (พี่สาวทั้งสามคน) มีน้องชายคนเล็กที่ยังคงปฏิบัติราชการอยู่ (ส่วนน้องชายที่เป็นลูกคนที่ ๔ ของแม่ เป็นพระภิกษุ) 

    

ผู้เขียนเองก็ต้องเลี้ยงลูกกำพร้า ตั้งแต่ลูกสาวอายุประมาณ ๕ ขวบ และลูกชายอายุประมาณ ๓ ขวบครึ่ง (เป็นสิ่งที่ไม่อยากตามรอยแม่ แต่คงเป็นเพราะฟ้าลิขิต) ผู้เขียนเป็นแม่ที่บ้างานจนลืมดูแลลูก ทำให้น้องตั้ม (ปัจจุบันคือ นายปราปต์ แพงศรี) ขณะเรียนอนุบาล ๒ เป็นโรคไข้เลือดออกอาการโคม่า พอน้องตั้มปลอดภัย ผู้เขียนก็พาพี่เอ๋ (ปัจจุบัน คือ นางสาวปราณสลิล แพงศรี) เดินไปทำงานในวันหยุด (ขณะนั้น ผู้เขียนเป็นหัวหน้าศูนย์สนเทศและบริการอาชีพ ที่วิทยาลัยครูอุบลฯ) ตอนเดินจูงมือลูกกลับบ้าน สังเกตเห็นลูกริมฝีปากเขียวจึงรีบพาไปพบหมอ หมอบอกว่าพี่ติดไข้เลือดออกจากน้อง อาการหนักกว่าน้องอีก ถ้ามาช้าอีกหน่อยก็จะช็อคแล้ว ผู้เขียนคิดถึงเหตุการณ์นี้ด้วยความสะเทือนใจ และสำนึกในบุญคุณของคุณหมอไชยันต์ ที่ได้ช่วยให้ลูกทั้งสองรอดปลอดภัย หาไม่แล้วผู้เขียนคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่เป็นผู้เป็นคนได้

ผู้เขียนไม่สามารถเป็นแบบให้ลูกเดินตามรอยได้ เหมือนดังที่แม่ของผู้เขียนเป็น ในเรื่องเรียนนั้น แม้ลูกทั้งสองจะมีผลการเรียนดีมากเป็นที่เชิดหน้าชูตาของโรงเรียน แต่คงไม่เป็นไปตามที่ทางโรงเรียนคาดหวัง อย่างกรณีของลูกสาว เธอเป็นนักศึกษาสาขาวิศวรรมศาสตร์ตามโครงการช้างเผือก แต่ก็เรียนเพียง ๓ เดือน และเป็นนักศึกษาสาขาแพทยศาสตร์เพียง ๔ ปีเต็ม ทั้งที่มีผลการเรียนดี เลยได้ปริญญาวิทยาศาสตรการแพทย์แทนแพทยศาสตร์ แล้วออกไปเรียนหลักสูตร ๑ ปี ได้ "Diploma of Spa & Beauty Therapy" จาก "CIBTAC" ของอังกฤษร่วมกับ "Chiva-Som Academy" (เรียนเป็นภาษาอังกฤษ) จบแล้วเปิดกิจการสปาและความงามของตนเอง แต่ก็ไปไม่รอดเพราะมีปัญหาด้านการบริหารงานบุคคล หลังจากนั้นก็ทำงานด้านความงามหลายอย่าง แต่ล่าสุดหันเหไปทำธุรกิจของตนเองด้าน "Modeling" ซึ่งดูเหมือนจะไปกันคนละทางกับการที่เป็นคนชอบปฏิบัติธรรม และเป็นคนใจบุญสุนทานเหมือนยาย ...ผู้เขียนถือคติว่า "แต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตน ด้วยตนเอง" แม่จะทำได้ก็เพียงการให้ข้อชี้แนะ ให้คำปรึกษาและปลุกปลอบใจในเวลาที่ลูกมีความทุกข์...

     

สองภาพข้างล่าง เป็นกิจกรรมล่าสุดที่ผู้เขียนและลูกสาวได้ทำร่วมกันประสาแม่-ลูก และภาพสุดท้ายเป็นการรับประทานอาหารเย็นด้วยกันกับลูกๆ ที่ร้านอาหารตรงกันข้ามวัดอรุณราชวรารามฯ ก่อนที่ลูกๆ จะส่งแม่กลับอุบลฯ โดยที่ลูกชายไม่ลืมเตือน เรื่องที่จะพาแม่และพี่สาวไปเที่ยวเกาะสมุย สุราษฎร์ธานีในช่วงวันที่ ๒๑ - ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖

    

      

        

ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่กรุณาเข้ามามอบดอกไม้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หวังว่าจะท่านจะตามไปเที่ยวเกาะสมุยด้วยกัน ในบันทึกต่อไปนะคะ