แวะเที่ยว Punakha
เมืองถัดไปที่คณะของเราแวะเที่ยวชมคือ Punakha ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของภูฎาน ก่อนถึง Punakha เราแวะที่ Dochu-La (ห่างจาก Thimphu ประมาณ 20 กม.) ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในภูฎาน ณ จุดนี้เราสามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้ แต่น่าเสียดายที่วันที่เราไปเยือน อากาศดันไม่เป็นใจ ท้องฟ้าปิดก็เลยอดชื่นชมยอดเขาหิมาลัยเลย
Dochu-La ในวันที่ฟ้าปิด
ออกจาก Dochu-La ก็มุ่งหน้าสู่ Punakha ที่นี่มีต้นไม้คล้ายๆ บ้านเรา เช่น ต้นขี้เหล็ก ฝรั่ง สูบู่ดำ มะละกอ ฯลฯ อากาศก็ไม่ค่อยหนาวเท่าไรให้ความรู้สึกเหมือนอยู่เมืองไทยเลย ที่ Punakha เราได้แวะชม Punakha Dzong ซึ่งสวยงามมาก มีต้นศรีตรังขึ้นเรียงกันอยู่ห่างๆ ออกดอกอวดสีม่วงสวยสด (น่าเสียดายที่ไม่มีรูปถ่ายให้ดู มีปัญหาเชิงเทคนิคกับกล้องตัวเก่งเล็กน้อย อยู่ๆ รูปที่ถ่ายมาก็อันตรธานหายไปเฉยๆ :<) และที่พลาดไม่ได้สำหรับพวกเราก็คือการเที่ยวชมเมืองและการช้อปปิ้งจับจ่ายซื้อของ เป็นความสุขใจเล็กๆ ที่ได้ใช้จ่ายเงิน.. อิอิ ;>
บรรยากาศชิวๆ ที่ที่พักใน Punakha
สู่เมือง Bumthang
วันนี้เรามีกำหนดการไปเที่ยวเมือง Bumthang ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศ ต้องใช้เวลาเดินทางทั้งวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ ออกเดินทางจากโรงแรมปุ๊บ ฝนก็เทลงมาปั๊บเลย วันนี้เดินทางไกลฝนดันมาตกเสียนี่ ตอนแรกก็อกสั่นขวัญแขวนใช่ย่อย เป็นที่รู้กันว่าการนั่งรถไต่เขาที่ภูฎานน่าตืนเต้นหวาดเสียวขนาดไหน บางช่วงไม่กล้าโผล่หน้ามองข้างทาง มองแล้วเสียววูบเหมือนรถที่่นั่งอยู่กำลังจะตกเขายังไงยังนั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งเห็นรถตกข้างทางห้อยต่องแต่งอยู่ริมผา โอ!พระเจ้าช่วย และกว่าเจ้าหน้าที่จะเดินทางมาถึงก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง รถวิ่งคดเคี้ยวเลี้ยวลดไต่เขาลูกแล้วลูกเล่ากว่าจะมาถึงเล่นเอาหลายคนเวียนหัวแทบอาเจียน ดีที่เรากินยาแก้เมารถก็เลยได้ชื่นชมบรรยากาศข้างทางบ้าง มา trip ภูฎานรอบนี้ได้รู้ความลับอย่างหนึ่ง นั่นคือ พี่เดชามีความรู้รอบตัวดีมากและคุยเก่งมากกก..เป็นคนเดียวที่ตลอดการเดินทางทั้งวันไม่หลับเลย จนคนข้างๆ ต้องหลับแทน อิอิ
พอมาถึงเมือง Bumthang อากาศหนาวเย็นกว่าที่คิด อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ชุดกันหนาวจัดเต็มที่อุตส่าห์ไปเดินซื้อแถวประตู้น้ำก็ถูกงัดขึ้นมาใช้ซะที ที่ที่พักไม่มี heater แต่มีเตาฟืนให้ความอบอุ่น ถ้าฟืนหมดต้องลุกมาเติมฟืนเอง เรียกได้ว่าต้องตื่นทุก 3-4 ชม.มาเติมฟืนกันทีเดียว
อีกหนึ่งทีที่เราได้ไปเยือนเมื่อมาถึง Bumthang คือ Pema Choling Nunnery ซึ่งเป็นสถาบันสอนแม่ชี มีหลักสูตร 9 ปี ที่ภูฎานศาสนามีบทบาทอย่างมากกับชีวิตผู้คนที่นี่ รวมทั้งเป็นทางเลือกหนึ่งของชีวิตผู้หญิงที่ตัดสินใจเลือกหนทางชีวิตสู่เส้นทางธรรม โดยมีการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐและเงินบริจาคจากเอกชน ทำให้ผู้หญิงเรามีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น อย่างไรก็ดีก็ยังมีความท้าทายรออยู่ ไม่ว่าจะเป็นความยั่งยืนของสำนักชี การสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอ (ปัจจุบันแม้จะได้งบประจำ คือได้ค่าอาหาร 30,000 Nu/2 เดือน แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนแม่ชีที่เพิ่มขึ้น) รวมทั้งปัญหาสุขภาพของแม่ชี
ลัลล่า...ชนบทภูฎาน
ที่เมือง Bumthang เราได้มีโอกาสไปเยือนหมู่บ้านชนบทของชาวภูฏานที่มีชื่อว่า Ura Village ซึ่งเป็นหมู่บ้านของ Youngre ไกด์สาวชาวภูฎานของเรานั่นเอง ที่หมู่บ้านแห่งนี้เราเห็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม ชาวบ้านดำรงชีพด้วยการทำเกษตร ผู้คนยังศรัทธาและเลื่อมใสในพุทธศาสนา ชุมชนจึงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ครอบครัวอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวขยาย แต่โดยมากคนรุ่นใหม่ๆ มักจะเดินทางไปทำงานในเมืองเนื่องจากที่ดินทำการเกษตรมีจำกัด และพี่ชายคนโตของครอบครัวมักได้รับที่ทำกินเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นพ่อแม่
เครื่องทำน้ำอุ่นแบบบ้านๆ
และแล้วการเดินทางในภูฏานก็มาถึงวาระสุดท้าย ก่อนวันกลับเมืองไทย คณะพวกเราโชคดีมากได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะทท่านนายกรัฐมนตรีของภูฏาน ท่านเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะความมุ่งมั่นในการนำพาประเทศสู่เส้นทางการพัฒนาบนความสุขมวลชนหรือ GNH นั่นเอง เป็นโชคดีของคนภูฏานที่่มีรัฐบาลมีวิสัยทัศน์(ดี)
การเดินทางท่องเทียวที่ภูฏานในครั้งนี้เป็น Trip ที่เรียบง่ายและมีความสุขมากๆๆ ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก การได้เปิดหู เปิดตา และเปิดใจ ทำให้เราพบว่า ตัวเรานั่นแค่เศษผงธุลีบนโลกกว้างใหญ่ใบนี้ คิดถึงเธอ..ภูฏาน
สวยจังค่ะ. น่าไปเที่ยว. อากาศคงเย็นสบายดีนะคะ
เป็นเมืองในฝันที่อย่างไปเป็นอันดับหนึ่งค่ะ
จะกลับมาอ่านเพื่อเก็บรายละเอียดอีกครั้ง
เผื่อสักวันจะมีโอกาสไปนะคะ
ขอบคุณค่ะ