เมื่อวานสอนวิชาการพัฒนาองค์กรเชิงบวก (Positive Organization Development) เลยพานักศึกษาทำ Workshop สนุกๆ กันครับ..


โดยไม่ว่าจะเป็นครั้งใด ผมจะใช้การตั้งคำถามเชิงบวกแบบ Appreciative Inquiry เพื่อเปิดให้นักศึกษา ช่วยกันสืบค้นคำตอบกันครับ... วันนี้ผมได้เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า... “ มนุษยชาติขาดแคลนอะไรบ้าง?" ผมให้ตอบทีละคน จากนั้นให้เริ่มสรุปว่าอะไรมันคล้ายๆ กัน แล้วเริ่มจะจัดประเภท ที่สุดออกมาได้สามประเภท คือ มนุษย์ชาติขาดซึ่ง ทรัพยากร ความรู้ และคุณธรรม.... แต่ผมได้เพิ่มไปเรื่องหนึ่งคือ ความรู้พิเศษ หรือ ความสามารถในการทำให้คนอื่นเชื่อเรา หรือ ทักษะการสื่อสาร .... เพราะปราศจากทักษะนี้ การมีสามอย่างเบื้องต้น ก็อาจยังทำให้มนุษยชาติลำบาก.. ขนาด Superman ยังลำบากหลายครั้ง เพราะประชาชนเกิดไม่เชื่อขึ้นมา Superman กลายเป็นผู้ร้ายไปหลายตอนก็มี... ที่สุดก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง และสื่อสารออกมาว่าตัวเองเป็น Superman จริงๆ... ผมจึงว่าผมมีเหตุผลเพียงพอจะเพิ่มคำว่า “สื่อสาร" เข้าไป


จะว่าไปคุณมีโอกาสเป็นซุปเปอร์แมน Supermanได้ ..ยังไงครับ ก็ถ้าคุณทำอะไรได้มากกว่ามนุษย์ปรกติ หรือเหนือมนุษย์ นั่นหมายความว่าคุณทำสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปลำบากจะทำอยู่สี่ข้อที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นการเป็น Superman จึงหมายถึงว่าท่านสามารถแก้ปัญหาโลกแตกสี่ข้อได้ดังนี้

ปัญหาข้อ 1 การขาดแคลนทรัพยากร

คำตอบ คือ การรู้จักหรือเป็น Connector หรือผู้เชื่อมต่อ คนๆนี้ เป็นคนที่รู้จักคนมาก มากจริงๆ ไปทุกงาน ชอบนำสิ่งดีๆมาให้คนอื่น มีความสัมพันธ์หลวมๆ กับคนจำนวนมากๆ นิสัยดี สามารถแนะนำคนดีมีความสามารถ หรือแนะนำกลุ่มคนที่จะทำให้คุณเข้าถึงสิ่งที่คุณขาดได้

ผมยกตัวอย่าง.. เช่น ผู้อำนวยการคนแรกของ MBA ที่ผมเป็นอาจารย์อยู่ ท่านอาจารย์รศ.พรศิริ ท่านกินเงินเดือนข้าราชการไม่มาก... แต่ท่านรู้จักคนเยอะมาก เพราะเคยเป็นอาจารย์ที่ NIDA มาก่อน ท่านเคยช่วยเหลือ ช่วยงานคนมามาก ท่านเลยกลายเป็นผู้เชื่อมต่อ ครับ ตอนตั้ง MBA ทั้งสามารถนำคนมาบริจาคสร้างตึกให้ MBA เมื่อ 20 ปีก่อน ด้วยมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐในส่วนนี้ ...Superman ไหมครับ นี่ไงแก้ปัญหามนุษยชาติข้อแรกได้ คือการขาดทรัพยากร เพียงคุณรู้จัก Connector หรือพัฒนาตนเองเป็น Connector คุณจะสามารถเข้าถึงโอกาส เข้าถึงทรัพยากรได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

ผมเองบวชที่วัดป่าธรรมอุทยาน หลวงพี่รองเจ้าอาวาสท่านก็เรียกใช้ ท่านสอนเด็กๆ เลยต้องการทำการ์ตูนธรรมะ “ภิญโญ รู้จักใครที่เขียนการ์ตูนเก่งไหม" ผมเลยไปถามเพื่อนผมคนหนึ่งเป็น Connector เพียงวันเดียวเราสามารถติดต่อน้อง ที่เขียนการ์ตูนให้บริษัทโฆษณาดังของกรุงเทพมาช่วยได้...

แม่ชีที่วัด.. ถามว่า "อาจารย์ เรามีคนจีนมาวัด รู้จักคนเขียนภาษาจีนสวยๆ ไหม" ผมไปหา Connector ภายในใน 5 นาที เราก็ได้ยอดฝีมือเขียนพู่กันจีน มาช่วยงานวัด...

รุ่นพี่ผม ใช้เงินเพียง 80,000 บาทสร้างโรงเรียนทั้งโรงเรียน เพราะมีคนรู้จักมาก พอพูดมาคำเดียว คนตามมาช่วยเพียบ จนได้ทั้งโรงเรียน สนามเด็กเล่น และห้องสมุด

คำตอบแรก เรื่องขาดทรัพยากรจะหมดไปมาก ถ้าคุณรู้จัก Connector หรือ คุณเป็น Connector เอง แต่กว่าจะทำได้ คุณต้อง “ให้" คนอื่นๆมากๆ ทั้งให้เกียรติ ให้คำพูด ข้อมูลดีๆ กับคนในวงกว้าง คุณจะรู้จักคน รู้จักความสามารถของเขา เราสามารถ “ดึงพลัง" เขามาช่วยเราได้ครับ


ปัญหาข้อ 2 การขาดแคลนความรู้

คำตอบ การรู้จัก หรือการเป็น The Maven หรือผู้สั่งสมความรู้ เสียเอง The Maven เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาใดสาขาหนึ่งประมาณรู้ทุกเรื่องชอบคิดชอบทำเรื่องนั้นมากๆ ประมาณกูรู เป็นคนมีน้ำใจ ชอบแบ่งปันคนอื่น ลูกศิษย์ผมกำลังเพาะเห็ดมีค่าขาย.. ต้องการทำตู้เพาะ ต้นทุนกว่า 3-4 หมื่นบาท.. เลยลองถามคนรู้จักที่จบวิทยาศาสตร์ ก็สอนวิธีทำให้ เลยเหลือต้นทุนเพียง 3,000 บาท... อีกคน ทำเรื่องเบาหวาน พยายามวิจัยแล้ววิจัยอีกจะช่วยผู้ป่วยเบาหวานอย่างไร ไปเจออาจารย์ชาวออสเตรเลีย เลยถามเขา ท่านบอกว่า ลองยกขาขึ้นสูงสิเวลาเป็นแผล จะหายเร็ว... ลูกศิษย์บอกว่าการคุยกับศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเบาหวานระดับโลก ท่านนั้นทำให้หน่วยงานเกิดไอเดีย คิดนวัตกรรมช่วยผู้ป่วยเบาหวานได้กว่าสิบชิ้น

ชัดไหมครับ ความรู้มีอยู่ทุกหนแห่ง มันอยู่ในตัวผู้สั่งสมความรู้นั่นเอง ถ้าเรารู้จักเข้าหา เราจะได้ความรู้นั้นมายกระดับการทำงานของเราได้ และหากเราจะเป็นเสียเองก็ได้.. หาเรื่องชอบหนึ่งเรื่อง ติดตาม เอาไปใช้ คิดต่อยอดไปเรื่อย สี่ห้าปี คุณจะเห็นอะไรบางอย่างครับ เป็นที่พึ่งของตนเองก็ได้ เป็นที่พึ่งคนอื่นก็ได้...

ปัญหาข้อ 3 การขาดแคลนวิธีการสื่อสาร

เรื่องนี้เรื่องใหญ่อีกเรื่องครับ ลองหาคนที่มีลักษณะเป็น Salesman หรือนักขายมาช่วยครับ คนๆนี้ โน้มน้าวคนเก่ง มีชุดคำพูดหรือการกระทำที่จะ “พลิก" สถานการณ์จากสิ้นหวังมามีหวังได้ครับ

เช่นตอนแรกผมทำเรื่อง AI พูดไปว่ามันคืออะไรให้คนอื่นฟัง ทั้งยกหลักฐานการวิจัย วิธีการให้ฟัง คนก็ยังดูงงๆ ดูไม่เชื่อ จนผมไม่อยากพูด ไปเจอเพื่อนคนหนึ่งเป็น Salesman ท่านบอกว่า... “ ที่อาจารย์พูดนี่ ยาวไป คนฟังไม่รู้เรื่องนะ.. แต่ผมลองจับใจความดู ผมเข้าใจว่าน่าจะสรุปได้ด้วยคำว่า Postive Change นะ"... โอ้โห ผมสว่างเลย จากเคยพูดเป็นร้อยประโยค เหลือสองพยางค์เอง คราวนี้ไปคุยกับใครง่ายขึ้นเยอะ...

คนๆนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นต้องเป็น Salesman จริงๆก็ได้ อาจเป็นพระ เป็นพยาบาลเป็นอาจารย์ก็ได้... เช่นเพื่อนผมไม่สนใจศาสนาเลย มีวันหนึ่งไปวัด หลวงพ่อชวนปฏิบัติธรรม ก็บอกว่า “โอ๊ย ผมไม่ว่างจะมานั่งสมาธิสองชั่วโมงต่อวันในตอนเย็น เป็นเวลาหกเดือนหรอกครับ" หลวงพ่อเลยพูดว่า “ไม่วางก็ไม่ว่าง" เป็นไงครับ ที่สุดพี่คนนี้กลายเป็นคนสนใจศาสนา ท่านเป็นอาจารย์มหาลัย อายุไม่มาก คุณคิดดูสิครับกว่าจะเกษียณ ท่านจะมีโอกาสบูรณาการคำสอน ไปสอนเด็กกี่พันกี่หมื่นคน และลูกศิษย์ท่านจะส่งต่อเรื่องราวดีๆ ไปอีกขนาดไหน....

คุณลองตั้งข้อสังเกตหาวิธีการโน้มน้าวของ Salesman แล้วเอามาพัฒนาระบบการสื่อสารของคุณ คุณจะแก้ปัญหาหลายๆเรื่องที่คนเก่งๆ เช่น Superman ตัวจริงยังเคยปวดหัว ต้องหนีหัวซุกหันซุนมาแล้ว เพราะคนไม่เชื่อ คุณอาจทำงานร่วมหรือพยายามพัฒนาทักษะนี้ขึ้นมาควบคู่กันก็ได้


ปัญหาข้อ 4 การขาดแคลน “คุณธรรม"

ปัญหาข้อนี้คนบ่นถึง และท้อใจกันที่สุด ว่าแต่ถ้าคุณจะมีคุณธรรมขึ้นมา .. หลายครั้งกลับนึกไม่ออกว่าจะไปยังไง แนะนำให้คุณรู้จักกับคนที่สี่คือ The Great Minds หรือครูทางจิตวิญญาณ อาจเป็นคนดีๆ ผู้นำดีๆ หรือหลวงพ่อคนไหน บาทหลวง อิหม่าม ท่านไหนก็ได้

เมื่อวานลูกศิษย์เล่าถึงเพื่อน ที่ตั้งมั่นว่าจะทำธุรกิจโดยถือศีล 5 ให้ได้ ขอร่วมทุนกับใครคนก็ว่าเพ้อเจ้อ ที่สุดคนสนใจร่วมทุนด้วย เขาคัดคนโดยบอกแต่แรกว่าที่นี่ถือศีล 5 เน้น สร้างวัฒนธรรม จนเป็นองค์กรที่งอกงามไปกว่า 12 สาขา... อีกท่านเป็นลูกศิษย์ผม เช้านั่งสมาธิสองชั่วโมง ถือศีล 5 บัญชีมีฉบับเดียว ไม่โกหกใคร ที่สุดจากเด็ก MBA ธรรมดาเมื่อ 13 ปีก่อน ตอนนี้บริษัทขยายสาขาไปสิบกว่าเแห่งทั่วประเทศ ได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่นจากศศินทร์ และตอนนี้กำลังจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์... ส่วนครูทางจิตวิญญาณของผมคือหลวงพ่อกล้วยครับ ท่านสอนให้ผม และทำให้ผมค้นพบเรื่องราวของสติ ที่ทำให้ผมเปลี่ยนชีวิตไปอีกมุม

คุณจำเป็นต้องค้นหา Great Minds ของคุณ ทั้งทางโลกทางธรรม เพื่อจะพัฒนาตัวเองให้เกิดมาไม่เสียชาติเกิด ในขณะเดียวกันการเป็นคนที่ได้รับการขัดเกลา จะทำให้คุณดึงดูดและรักษาคนเก่งข้างบนสามคน อยู่กับคุณได้อย่างยั่งยืน...

จะว่าไปจริงๆ แล้วว่าตามทฤษฎีแนวคิด The Connector, Maven และ Salesman นั้นพัฒนาขึ้นมาโดย Malcolm Gladwell ซึ่งผมก็ว่ามันยังไม่พอ ต่อมามาระดมสมองจากนักศึกษาก็มีคนพูดในทำนองเรื่อง คุณธรรม ขึ้นมาหลายๆคน ว่าสังคมขาด ผมเลยมองว่าทฤษฎีการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยคนสามคนของ Malcolm Gladwell ไม่พอเสียแล้ว เพราะถ้ามองได้ไม่ดีี ผมก็เห็นคนไม่ดีในประวัติศาสตร์สามารถระดมคนสามคนนี้มาใช้ สร้างการเปลี่ยนแปลงในทางไม่ดีได้เช่นกัน เช่นฮิตเลอร์เป็นต้น ผมเลยมองว่าเราจำเป็นต้องเติมเติ้มทฤษฎีนี้ด้วยการบวกคนประเภทที่สี่้ขาไปคือ The Great Mind

ดังนั้นในการพัฒนาตัวเองและพัฒนาองค์กร เราควรเริ่มจากการได้รับการชี้นำจาก The Great Mind ก่อน จากนั้นก็พัฒนาความสามารถด้วยการคบหา และเรียนรู้จาก The Connector, Maven และ Salesman

ได้สมการแห่งการพัฒนาตนเอง และพัฒนาองค์กรคือ

The Great Minds + The Connector + The Maven + The Salesman = The Superman (Pinyo Rattanaphan 2013)


ถ้าทำได้ทำอย่างต่อเนื่อง คุณเป็น Superman แน่นอนครับ

ในองค์กรถ้าคุณเอาสี่คนนี้มาทำงานร่วมกันไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อม จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างถึงรากถึงโคน แถมยั่งยืนกว่าครับ เพราะคุณกำลังทำงานร่วมกับ Superman ตัวจริงครับ

วันนี้เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ


References:

The Tipping Point

Picture 1 from:

http://www.posterplanet.net/batman/Superman-Man-Of-Steel-Handcuffs-Advance-Teaser-Movie-Poster.htm#.UblQ-PZ5xD0

Picture 2 from:

http://inserbia.info/news/2013/05/man-of-steel-fate-of-your-planet/

Picture 3 from:

http://wallpapersbq.com/superman-man-of-steel/superman-man-of-steel-wallpaper-11