เรื่องเล่าจากบ้านแม่ตาด :

"Breakfast" และ "หมอนข้างกาย"




(๑)



            “ในที่นี้มีใครทราบบ้างค่ะว่า “อาหารเช้า” ในภาษาอังกฤษเรียกว่าอย่างไร? ใครทราบ? ยกมือขึ้นนนนนนนนนน”  พี่นุช(ดร.ยุวนุช  ทินนะลักษณ์) เอ่ยถามนักเรียนโรงเรียนสันทรายวิทยาคมขึ้นผ่านไมโครโฟน เมื่อคราวที่เดินทางมาร่วมงาน “กินดี...มีความสุข” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มี.ค.2556  ที่ผ่านมา

             “Breakfast ครับ/ค่ะ”  นักเรียนชาย/หญิงแข่งกันตอบเสียงดังลั่น

             “ถูกต้องงงงงง  และเก่งมากกกกกกกกกค่ะ”  พี่นุชกล่าวชมเด็กๆ ก่อนจะถามต่อไปว่า “นอกจาก Breakfast จะแปลว่าอาหารเช้าแล้ว ก็ยังมีความหมายอย่างอื่นด้วยนะค่ะ  ไหนมีใครทราบบ้าง?  ยกมือขึ้นนนนนนนนนนนนน”

             คำถามของพี่นุชทำให้นักเรียนกว่า 1500 ชีวิตพากันซุบซิบๆ แล้วมองหน้ากันเลิ่กลักๆ ไปมา แต่ไม่มีใครกล้ายกมือตอบเลยสักคน  จนเวลาผ่านไปหลายวินาที พี่นุชจริงเฉลยให้ทุกคนฟังว่า

           Breakfast นั้น มาจากศัพท์ 2 คำมารวมกัน คือ “break” ที่แปลว่า  หยุด นั่นเอง  ส่วน “fast” นั้น  นอกจากจะแปลว่า เร็วหรือรวดเร็วแล้ว ก็ยังแปลว่า “อด” ด้วยนะค่ะ  ดังนั้นการนำเอาคำว่า Breakfast มาใช้กับอาหารเช้านั้น  ก็เพื่อจะบอกให้ทุกคนรู้ว่า...อย่าได้ “หยุด-อด(อาหารเช้า)” อย่างเด็ดขาด”

            พอพี่นุชอธิบายเสร็จ ทุกๆ คนที่อยู่ในบริเวณนั้นก็พากันยิ้มและผงกหัวหงึกๆ แบบเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในความหมายใหม่ของ Breakfast ที่พี่นุชได้อธิบายให้ฟัง

            ผมเหลือบมองไปทางไหน ก็เห็นแต่ละคนกำลังพากันจดลงในสมุดเป็นการใหญ่เพื่อกันลืม โดยเฉพาะเจ้าของสถานที่ตัวจริงเสียงใหญ่ในวันนี้ ก็คือ ท่าน ผอ.โรงเรียนสันทรายวิทยาคม ซึ่งท่านให้ความสนใจอย่างมากและอยู่ร่วมกิจกรรมตลอดเวลา ตั้งแต่ต้นจนจบรายการ

            หลังจากนั้นพี่นุชก็บอกความสำคัญของ “อาหารเช้า” ว่าเป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุดของคนเรา เป็นมื้อที่มีประโยชน์และมีบทบาทมากที่สุดต่อระบบกลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์ ชีวิตของคนเราจะสมบูรณ์แข็งแรง อยู่ดีมีสุข เรียนเก่งหรือไม่เก่ง หรือสดชื่นแจ่มใสอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับอาหารเช้านี่แหละ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนยิ่งจะต้องทานอาหารเช้าให้เยอะๆ เพื่อจะได้ทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง อารมณ์ดี ความจำดี เรียนอะไรก็จะเก่งมากขึ้น

            หากเราได้รับประทานอาหารเช้าที่ดีๆ และปลอดภัยต่อสุขภาพด้วยแล้ว ก็จะยิ่งทำให้คนเรามีสุขภาพแข็งแร็ง มีสุขภาพกายใจที่ดี และมีอายุยืนยาวเพิ่มมากขึ้นไปอีก



(๒)



             ผมฟังพี่นุชพูดด้วยความสนใจ และรู้สึกประทับใจกับความหมายใหม่ของ Breakfast ที่พี่นุชอธิบายให้ฟังอย่างแจ่มแจ้ง ชนิดที่เรียกว่า “ได้ดวงตาเห็นธรรม” เลยก็ว่าได้

            ทันใดนั้น ผมก็รู้สึกคิดถึง “หมอนข้างกาย” ของผมขึ้นมาอย่างจับใจ

            ที่ผ่านมา ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบทานอาหารเช้าเท่าไหร่นัก ทานแต่ละครั้งก็พอๆ กับแมวดม ส่วนใหญ่จะไปหนักตรงมื้อเพล เอ๊ย! มื้อกลางวันกับมื้อเย็นมากกว่า

            “หมอนข้างกาย” ของผมเธอพยายามอธิบาย เตือน และขู่เข็ญ(ด้วยความรักและห่วงใย)ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้ผมลดอาหารเย็นลง แล้วก็หันมาทานอาหารเช้าให้มากขึ้น พร้อมทั้งอธิบายถึงความสำคัญของการทานอาหารเช้าและผลเสียของการอดอาหารเช้าให้ผมฟังอย่างละเอียด.....แต่ผมก็มิเคยนำพา

            อย่างไรก็ตาม  พอผมได้ฟังพี่นุชอธิบายให้ฟังถึงความสำคัญของอาหารแล้ว ก็ทำให้ผมเกิดความกระจ่างแจ้งขึ้นมาในใจ และตั้งใจว่าจะนำเอาข้อคิดดีๆ นี้ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้ได้ทุกๆ วัน  เพื่อให้ตนเองมีสุขภาพกายแข็งแรง มีสุขภาพใจที่ดี อายุยืนยาว และแปรสภาพจาก “อึ่งยืน” มาเป็นมนุษย์มะนาที่รูปร่างหล่อเหลาเหมือนกับคนอื่นได้บ้าง  คิคิคิ

            เมื่อเขียนมาถึงตรงนี้ ผมขอสัญญาด้วยเกียรติของลูกเสือสำรองว่า....ต่อจากนี้ไปผมจะเคารพ เชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสั่งของหมอนข้างกาย(ภรรยา)ในทุกๆ เรื่อง  อย่างเคร่งครัดและไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นเลยนะครับ  555


 




คุณหมอปอกำลังสัมภาษณ์พี่นุช  โดยมีป้าจันยืนฟังอย่างสนใจ


พี่นุชกำลังอธิบายความหมายของคำว่า Breakfast ให้ทุกๆ คนฟัง


ทายออกไหมครับว่าคนไหนเป็น...สาวเชียงใหม่?  คิคิคิ


คนนี้แหละครับ คือ "หมอนข้างกาย" ของผม   555