สิ่งเหล่านี้ถึงแม้จะเป็นเหมือนการสร้างกติกากรายๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นกระบวนการหนึ่งของการบ่มเพาะเรื่อง “จิตสาธารณะ” ได้เป็นอย่างดี เพราะหาใช่บังกับกะเกณฑ์โดยตรง หากแต่คณะสต๊าฟขันอาสาทำเอง เพื่อให้เป็นต้นแบบแก่นิสิต/นักกีฬา



ผมเป็นคนเชื่อว่า “จิตสาธารณะ”  (Public Mindก่อเกิดได้จากกระบวนการของการฝึกปฏิบัติมากกว่าการพูดพร่ำด้วยคำสอนใดๆ ยิ่งหากมี “ต้นแบบ” ที่ดี  ย่อมง่ายต่อการปลูกฝังให้เกิดจิตสาธารณะ  เพราะการเรียนรู้จากต้นแบบ ย่อมดีกว่าการเรียนรู้ผ่านทฤษฎีที่อัดแน่นด้วยแนวคิดแต่ไร้ชีวิต ชีวา –

ในทัศนะส่วนตัวผม, ผมมองว่า จิตสาธารณะ  เป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของมนุษย์  ทั้งในฐานะของการเป็นพลเมืองของสังคมไทยและสังคมโลก  เพราะเป็นคุณลักษณะที่สะท้อนให้เห็น “ความงาม” ในตัวตนของมนุษย์  อันหมายถึงภาพสะท้อนของการเป็นสัตว์สังคมที่ต้องพึ่งพา  แบ่งปัน  หรือการตระหนักรู้ต่อการรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม  ไม่ดูดายและเพิกเฉยต่อเรื่องราวอันเป็นชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์  สอดรับกับปรัชญาของมหาวิทยาลัยมหาสารคามว่า  “ผู้มีปัญญา พึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน” 

ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า “จิตสาธารณะ” เป็นคำที่มีความหมายนัยเดียวกันกับคำอีกหลายคำในสังคมไทย เช่น  จิตสำนึกสาธารณะ  จิตสำนึกทางสังคม และจิตอาสา (volunteer)  ซึ่งรู้จักโดยทั่วไปว่า “อาสาสมัคร”  แต่ไม่ว่าจะเป็นคำใดก็ตาม  ล้วนมีลักษณะร่วมที่ตรงกัน  กล่าวคือ  เป็นคือคุณลักษณะของการเป็นผู้ที่มีความตระหนักรู้ในเรื่อง “บทบาทและหน้าที่” ของตนเองที่มีต่อการรับผิดชอบต่อ “ตนเองและสังคม” เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม หรือ “สาธารณะ”  ให้ได้มากที่สุด






โดยส่วนตัวแล้วผมชื่นชอบคำๆ นี้มากเป็นพิเศษ  เพราะสะท้อนสภาวะความเป็น “สัตว์สังคม” ได้อย่างแจ่มชัด  เนื่องเพราะสอนให้คนเราได้รับรู้ว่า “ไม่มีใครอยู่คนเดียวในโลกใบนี้  สรรพสิ่งล้วนต้องพึ่งพากัน”

ครับ, คำว่า “พึ่งพา”  (พึ่งพิง)  ที่ผมพูดนั้น  หมายถึงการเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน รักและแบ่งปัน หรือแม้แต่ร่วมรับผิดชอบต่อกันและกัน   อันหมายถึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน  หาใช่ปักหลักปลีกวิเวก ไม่สนใจต่อชะตากรรมของสรรพสิ่งในสังคม




ล่าสุดในเวทีการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๔๐ (พลบดีเกมส์)  ซึ่งสถาบันการพลศึกษา  ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันนั้น  ผมได้พบเห็นความง่ายงามในเรื่องจิตสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกระบวนการดูแลและปฎิบัติการจริงของ "ทีมวอลเลย์บอลชายหาดของ "มหาวิทยาลัยมหาสารคาม"

ครับ,ในครั้งนี้ทีมวอลเลย์บอลชายหาดของมหาวิทยาลัยมหาสารคามเดินทางเข้าร่มการแข่งขันรอบสุดท้ายในฐานะของ “แชมป์เก่า” โดยไม่จำเป็นต้องลงประชันฝีไม้ลายมือในรอบ “คัดเลือก”




ถึงแม้ทีมวอลเลย์บอลชายและหญิงที่ผมเป็นผู้จัดการจะหล่นร่วงตั้งแต่รอบคัดเลือก แต่สารภาพได้เลยว่า  การหล่นล่วงที่ว่านั้น ก็หาใช่เกินความคาดหมายของคณะทำงานเลยแม้แต่น้อย  กระนั้นก็สุขใจเป็นที่สุด เพราะแต่ละคนได้ทำหน้าที่อย่างสุดกำลังแล้วนั่นเอง

การตกรอบของทีมวอลเลย์บอลชาย-หญิง  ส่งผลกระทบให้ผมไม่มีโอกาสได้เดินทางไปท่องทะยานในรอบสุดท้ายของ “พลบดีเกมส์”  แต่ผมก็ไม่ละเลยที่จะเกาะติดสถานการณ์ในแต่ละวันของคณะทำงานที่เป็นเสมือนครอบครัวเดียวกัน  จนได้รับรู้ว่าพวกเขาอพยพหนีค่ายออกมาปักหลักพักอาศัยและฝึกซ้อมอยู่แถวชายทะเล  โดยสต๊าฟโค้ชต่างขันอาสารับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด  ด้วยการไม่เบิกจ่ายเรื่องที่พักจากมหาวิทยาลัยฯ

ครับ, ผมเองไม่ค่อยรู้ชัดนักกับเหตุผลของการแหกค่ายมาปักหลักแถวชายทะเล แต่ก็เชื่อว่าคงมีเหตุปัจจัยอันสำคัญไม่ใช่ย่อย มิเช่นนั้นคงไม่ยอมที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วยตนเองอย่างมากมายก่ายกองเช่นนั้น

แต่เรื่องราวที่ชวนขบคิดและจดจำเป็นพิเศษก็คือ  เมื่อแหกค่ายออกมาแล้ว  กลับมีกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายมากกว่าการเรียนรู้ใน “สนามแข่งขัน”  ที่เต็มไปด้วยกฎกติกา มารยาทอันสำเร็จรูป




กรณีดังกล่าวนี้  ผมหมายถึงสต๊าฟวอลเลย์บอลชายหาด (เยาวภา ปรีวาสนา,จันเพ็ญ ศรีดาว,นางสาวกรรณิการ์  พาบุดดา)  ได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนานักกีฬาของตนเองได้อย่างมหัศจรรย์  เป็นต้นว่าในแรกเช้าของทุกเช้า  จะพานักกีฬาตื่นมาตักบาตร  ออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสาย  รวมถึงเก็บขยะที่โรยร่วงอยู่ตามชายหาดอย่างไม่ว่างเว้น

ครับ,ฟังดูก็เป็นกิจกรรมแสนธรรมดาอยู่หรอก  แต่ต้องไม่ลืมว่าจะมีนักท่องเที่ยวกี่คนกันเล่าที่ให้ความสำคัญกับการเที่ยวท่องแล้วเก็บขยะไปในตัว  รวมถึงแหกขี้ตาตื่นมาแล้วทำบุญตักบาตรเหมือนวัฒนธรรมเชิงพาณิชย์ที่ปรากฏอยู่ในหัวเมืองที่โด่งดังในมิติของการท่องเที่ยวฯ

จะว่าไปแล้ว ลำพังการตื่นเช้าเพื่อวิ่งออกกำลังกายและซ้อมทบทวนชั้นเชิงต่างๆ  ก็หนักสาหัสสาโหดอยู่แล้ว  มิหนำซ้ำยังต้องมาตักบาตร  หรือแม้แต่เดินทอดน่องเก็บขยะสมทบเข้าไปอีก  ยิ่งชวนให้เหนื่อยหน่ายได้ง่ายๆ

แต่ด้วยความที่ว่าคณะสต๊าฟมิใช่ประเภท “สั่ง...แต่ไม่ทำ”  หากแต่จัดอยู่ในกลุ่ม  “พาทำ...ทำให้ดู”  จึงส่งผลให้ นิสิต/นักกีฬาแทนที่จะออกอาการเหนื่อย-เบื่อและหงุดหงิดใจ  กลับกลายเป็นความรื่นรมย์  (เพลิดเพลิน..บันเทิงใจ) ไปโดยปริยาย  แถมยังสานสายสัมพันธ์ระหว่างโค้ชกับนักกีฬาได้สนิทแน่นกันมากขึ้น   สอดรับกับวาทกรรมที่ผมเคยได้ย้ำเน้นในทีมทำงานมาเมื่อหลายปีก่อน คือ “พูดให้ฟัง-ทำให้ดู-อยู่เป็นเพื่อน”

แต่ที่แน่ๆ  สิ่งเหล่านี้ถึงแม้จะเป็นเหมือนการสร้างกติกากรายๆ  แต่ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า  เป็นกระบวนการหนึ่งของการบ่มเพาะเรื่อง “จิตสาธารณะ” ได้เป็นอย่างดี  เพราะหาใช่บังกับกะเกณฑ์โดยตรง   หากแต่คณะสต๊าฟขันอาสาทำเอง  เพื่อให้เป็นต้นแบบแก่นิสิต/นักกีฬา  

และด้วยความรักของนักกีฬาที่มีต่อสต๊าฟ ก็อดไม่ได้กับการที่จะต้องลงแรงในเรื่องเหล่านั้นผ่านมิติของการ “ร่วมด้วยช่วยกัน”  ซึ่งไม่ใช่แค่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสต๊าฟโค้ชกับนักกีฬาเท่านั้น   แต่ยังหมายถึงการบ่มเพาะเรื่องจิตสาธารณะในด้าน “สิ่งแวดล้อม”  ให้กับนักกีฬาอย่างเรียบง่ายและเนียนลึก –





ผมว่านี่แหละคือการ “เรียนนอกฤดู” ขนานแท้   เพราะไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะการเรียนรู้ผลแพ้ชนะในสนามแข่งขัน  หากแต่หมายถึงการเรียนรู้เรื่องราวอันหลากหลายที่อยู่นอกสนาม   การเรียนรู้ที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ในระดับ “ปัจเจก”  หากแต่เป็นการเรียนรู้ในระดับ “สังคม” อย่างชัดแจ้ง  มิใช่ “ต่างคนต่างอยู่-ต่างคนต่างใช้”  โดยไม่สนใจว่าต้องรับผิดชอบต่อสรรพสิ่งในสังคม

และนั่นยังไม่รวมถึงการเก็บเกี่ยว "มุมมองชีวิต"  ผ่านเรื่องราวของผู้คนหลากวัย หลากเชื้อชาติที่ใช้ชีวิตบนชายหาดแห่งนั้น  ซึ่งถือว่าเป็นการหนุนเสริมโลกทัศน์และชีวทัศน์ของนิสิต/นักกีฬาให้เข้าใจต่อ "โลกและชีวิต"  ได้ในอีกมิติหนึ่ง

สำหรับผมแล้ว ผลแพ้ชนะจะเป็นเช่นใด  น้องๆ จะป้องกันแชมป์ได้หรือไม่  หาใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จเสียที่ไหน  แค่ได้เห็นว่าน้องๆ อันหมายถึงสต๊าฟและนักกีฬาได้ตื่นเช้ามาตักบาตร เดินเก็บขยะอย่างต่อเนื่องเช่นนี้  ผมถือเป็น “ความสำเร็จ”  อย่างใหญ่หลวง   และถือเป็นชัยชนะอันทรงเกียรติที่ไม่จำเป็นต้องเดินขึ้นไปยืนบนแท่นเพื่อรับเหรียญรางวัลใดๆ ก็ได้

ครับ, นี่คือเรื่องจิตสาธารณะเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ในมุมมองของผม
และนี่คือการเรียนนอกฤดูที่น่าทึ่ง  เพราะเป็นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำด้วยตนเอง  หาใช่เรียนรู้ทฤษฎีแต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ  รวมถึงเป็นการเรียนรู้ผ่านต้นแบบ เสมือน “การสอนที่ดีคือการทำให้ดู” (พูดให้ฟัง ทำให้ดู อยู่เป็นเพื่อน)  ซึ่งย่อมตกผลึกอยู่ในตัวตนของนิสิต/นักกีฬาอย่างไม่ต้องสงสัย...


หมายเหตุ
1.นักกีฬา :  ปรียาภรณ์ รักแม่ และ สิริรัตน์ รักแม่

2.ภาพ :  คณะสต๊าฟทีมวอลเลย์บอลชายหาด ม.มหาสารคาม