ช่วงระยะเวลาของวันที่ว่าสามพันโบกจะงามที่สุดนั้น คงเป็นช่วงเท้าที่แสงทองของดวงอาทิตย์สาดส่องมายังโขดหินสะท้อนกับผืนน้ำเป็นประกายสีทอง และช่วงเวลาเย็นขณะที่ตะวันจะลับขอบฟ้า... แสงสีทอง ส่องให้ชั้นหินสว่างสดใส และต่อมาสีชมพูกลีบกุหลาบก็จะทาทาบหินผาทำให้หน้าผาที่แข็งแกร่งดูอ่อนโยนลง ผืนน้ำสะท้อนฟ้าสีชมพูสวย...นี่สินะที่เค้าว่าโลกเป็นสีชมพู



บันทึกเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวมาพอสมควร แต่ยังไม่เคยได้บันทึกเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในจังหวัดบ้านเกิดของตนเองสักที วันนี้ฤกษ์งามยามดี จึงขอบันทึกเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ชื่อว่าแกรนด์แคนยอนของเมืองไทย นั่นก็คือ สามพันโบก ค่ะ


               


"สามพันโบก"เป็นแก่งหินขนาดใหญ่ในแม่น้ำโขง ตั้งอยู่ที่บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างามอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี สงสัยไหมคะว่าทำไมจึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า สามพันโบก ที่เค้าเรียกเช่นนั้นเพราะบนแก่งหินมีแอ่งน้ำขนาดเล็กใหญ่จำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง (คำว่า "โบก"เป็นภาษาลาว แปลว่า "แอ่ง") ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมีคนไปนับหรือเปล่าว่าโบกเหล่านี้มีจำนวนเท่าไร จะถึงสามพันหรือเปล่าก็ไม่รู้ (ข้าพเจ้า เดินนับได้สักร้อยกว่าโบกก็เหนื่อยแล้ว 555)


                    



การเดินทางท่องเที่ยวไปยังแก่งสามพันโบก ไปได้สองทาง คือ ทางรถยนต์ หรือจะนั่งเรือจากหาดสลึงที่บ้านสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร ล่องตามลำน้ำโขงระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตรระหว่างทางก็จะผ่าน "ปากบ้อง" จุดแคบที่สุดของแม่น้ำโขงซึ่งมีความกว้างเพียง 56 เมตร และ "หินหัวพะเนียง"เป็นแก่งหินกลางแม่น้ำที่ทำให้แม่น้ำโขงแยกออกเป็นสองสาย หรือสองคอน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "บ้านสองคอน"นั่นเอง


สามพันโบกนี้ใครคิดจะไปเที่ยวในฤดูฝนอาจจะผิดหวัง เพราะแก่งหินสามพันโบกจะปรากฏให้เห็นเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง (ประมาณเดือนมกราคม – เมษายน)ถ้าหากเป็นฤดูน้ำหลาก บรรดาโบกเหล่านี้จะซ่อนตัวอยู่ใต้ลำน้ำโขง รอวันที่จะขึ้นมาอวดความอลังการยามน้ำลด….คล้ายๆ น้ำลดตอผุด แต่ที่นี่เป็น น้ำลดโบกผุดค่ะ


                 



แก่งหินที่สามพันโบกมีขนาดใหญ่มากคล้ายภูเขากลางแม่น้ำโขง จุดเด่นที่น่าสนใจของสามพันโบกก็คือ โบกมากมาย ซึ่งเกิดจากกระแสน้ำพัดพาก้อนกรวด หิน  ทราย  และเศษไม้  กัดเซาะแผ่นหินทรายให้เกิดเป็นหลุมแอ่ง  มีตั้งแต่ขนาดเล็กๆจนถึงขนาดใหญ่ มีรูปร่างแตกต่างกันไป บ้างก็เป็นรูปสัตว์ รูปหัวใจ รูปมิกกี้เมาส์ ตามแต่ที่เราจะจินตนาการ การเดินชมโบกพร้อมจินตนาการก็สร้างความเพลิดเพลินพร้อมทั้งฝึกสมองไปอีกแบบ


                   



ขณะที่เดินชมรอบๆ ซึ่งก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง มีคณะท่องเที่ยวมาจากหลายจังหวัดเพื่อมาชมสถานที่ที่ชื่อว่า แกรนด์แคนยอนเมืองไทย ได้ยินเสียงบ่นแว่วๆ มาว่า “แค่นี้เองเหรอ? ไม่เห็นสวยงามตรงไหนก็แค่แก่งหิน” อันนี้คงแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน เพราะขนาดดอกหญ้า บางคนยังมองว่าสวย ในขณะที่อีกหลายคนคงบอกว่า “ก็แค่ดอกหญ้า” นานาจิตตังเนอะ


                    



สามพันโบกคงจะมีมานานแล้วแต่เริ่มเป็นที่รู้จัก  และปรากฏสู่สายตานักท่องเที่ยว  เมื่อนายเรืองประทิน  เขียวสด  ครูโรงเรียนบ้านสองคอน  ได้ค้นพบความงามของสามพันโบก  จึงได้ชวน  นายสมชาติ  เบญจถาวรอนันท์  เว็บมาสเตอร์ไกด์อุบลดอทคอม  และนายชาย  บุดดีวัน  ผู้ใหญ่ บ้านโป่งเป้า จัดกิจกรรม “ แคมปิ้ง”  เพื่อการประชาสัมพันธ์  ผ่านเว็บไซต์  ชุดกิจกรรม “นอนกลางโขงชมทะเลดาว”  เมื่อเดือน 15-16 ธันวาคม 2549  ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  สำนักงานอุบลราชธานี ได้นำ  สามพันโบก  เข้าในกิจกรรมท่องเที่ยวแม่น้ำโขงรับตะวันใหม่ก่อนใครในสยาม

 

                                       


แม้เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวจะเริ่มรู้จักสามพันโบกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก จนกระทั่ง โฆษณาของ ท.ท.ท. ชุด เที่ยวไทยครึกครื้นเศรษฐกิจไทยคึกคัก  เริ่มออกฉาย ภาพสถานที่ท่องเที่ยวซึงเป็นฉากจบของโฆษณาชุดนี้จึงกลายเป็นคำถามว่า  ที่ไหนกัน  เมืองไทยมีที่แห่งนี้ด้วยหรือ นับตั้งแต่นั้นมา  สามพันโบก  จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ได้รับความสนใจ และเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมากขึ้น จนปัจจุบันติดอันดับสถานที่เที่ยวยอดฮิตของไทย



                     


ตอนที่ข้าพเจ้าไปเยือนสามพันโบกนั้น สังเกตว่าเริ่มมีการจัดสร้างถนนหนทาง เพื่อให้สามารถไปชมแก่งได้สะดวกขึ้น ซึ่งขณะนี้การลงไปเที่ยวชมสามพันโบกจะต้องอาศัยการนั่งรถหกล้อ หรือรถสองแถวของชาวบ้านเข้าไปเนื่องจากไกลจากริมฝั่งพอสมควร ซึ่งค่ารถไปกลับก็เพียงคนละ 20 บาทเท่านั้น ไม่รู้ว่าอนาคตการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้จะเป็นไปในรูปแบบใด ได้แต่หวังว่าการพัฒนา ซึ่งหมายถึงการทำให้ดีขึ้นนั้น จะสอดคล้องไปกับวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่น ชาวบ้านได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวแทนที่จะเป็นนายทุนที่ร่ำรวยอยู่แล้วฝ่ายเดียว


                     




ข้าพเจ้าชอบมองดูรูปร่างของหินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง ความสวยงามของชั้นหินสลับสีที่ทำให้รู้สึกราวกับว่ากำลังชมภาพศิลปะ เมื่อยืนมองไปยังสายน้ำโขงที่ไหลผ่านแก่งหินขนาดมหึมา การได้ยืนเผชิญหน้ากับความยิ่งใหญ่อลังการที่สรรสร้างโดยธรรมชาตินั้น มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าคน เรานั้นเล็กเพียงธุลีดินหากเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ  สายลมเย็นสบายที่พัดมาผสานกับลมหายใจอุ่นๆ....ก่อเกิดความเชื่อมโยงระหว่างเรากับธรรมชาติรอบกาย ทุกสิ่งในธรรมชาติล้วนสัมพันธ์กันเช่นนี้เอง


                                            



ท่ามกลางแก่งหินขนาดใหญ่ หากค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ ก็จะสังเกตเห็นต้นไม้เล็กๆ เกิดขึ้นตามดินที่ถูกพัดพามาตกตะกอนยังซอกหิน มีต้นหญ้าและไม้พุ่มเขียวชะอุ่มให้เห็นเป็นระยะๆแต่งแต้มให้แก่งหินแห่งนี้ไม่ดูแห้งแล้งเกินไปนัก นับเป็นความสัมพันธ์ ดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกันของธรรมชาติ กระทั่งโบกน้อยใหญ่ เองหากมองลงไปให้ดี ก็จะพบสิ่งมีชีวิตเล็กๆ มีปลาตัวน้อยแหวกว่ายอยู่ในน้ำใส คล้ายสระว่ายน้ำเล็กๆ ของเหล่าบรรดาเหล่าปลา (แต่บางโบกก็น้ำแห้ง หรือน้ำน้อยเกินไปค่ะ ที่แย่กว่านั้นคือ บางโบกมีเศษขยะด้วย...เฮ้อ!!!)


   


                                



ช่วงระยะเวลาของวันที่ว่าสามพันโบกจะงามที่สุดนั้น คงเป็นช่วงเท้าที่แสงทองของดวงอาทิตย์สาดส่องมายังโขดหินสะท้อนกับผืนน้ำเป็นประกายสีทอง และช่วงเวลาเย็นขณะที่ตะวันจะลับขอบฟ้า... แสงสีทอง ส่องให้ชั้นหินสว่างสดใส และต่อมาสีชมพูกลีบกุหลาบก็จะทาทาบหินผาทำให้หน้าผาที่แข็งแกร่งดูอ่อนโยนลง ผืนน้ำสะท้อนฟ้าสีชมพูสวย...นี่สินะที่เค้าว่าโลกเป็นสีชมพู ( ถึงจะไม่ได้ตกในห้วงรักแต่โลกของข้าพเจ้าก็ยังเป็นสีชมพูได้เหมือนกัน อิอิ) หากใครได้รอจนถึงช่วงนาทีนี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงจะต้องประทับใจและดื่มดำกับความงามของธรรมชาติตรงหน้าอย่างไม่รู้ลืมแน่ๆ อย่างน้อยข้าพเจ้าก็คนหนึ่งละ 


                      


 


หากใครมีเวลาว่าง...

ลองแวะมาสัมผัสกับช่วงเวลาที่พิเศษสุดดูนะคะ ^