โดย ดร.ธนพล ก่อฐานะ
เรื่องราวของการทำงาน การก่อร่างสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง และยังพยายามต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆอย่างน่าสนใจ จึงนำมาเขียนเป็นกรณีศึกษาเพื่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ เป็นกำลังใจ เป็นข้อคิดให้นักต่อสู้ทั้งหลายได้เห็นเผื่อจะเป็นแนวคิดให้สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาได้ หรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา
วิกฤตสร้างเถ้าแก่
เมื่อประมาณสิบห้าปีก่อนมีวิกฤตเกิดขึ้นในโลก ซึ่งแน่นอนกระทบกับประเทศไทยอย่างมากคือการที่ ซัดดัม ฮุตเซนนำกังลังบุกประเทศคูเวตและประเทศสหรัฐอเมริกาส่งกำลังช่วยประเทศคูเวต ขณะนั้นสถานการณ์โลกน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งกลัวว่าจะกลายเป็นสงครามโลก เศรษฐกิจหยุดนิ่งและอาจจะเรียกได้ว่าถดถอยเลยทีเดียว ทำให้ธุรกิจหลายแห่งทั้งใหญ่และเล็กเลิกโครงการต่างๆและบางธุรกิจเลิกกิจการเลยทีเดียว
ขณะนั้นมีบริษัทใหญ่มากในประเทศไทยที่มีฐานะการเงินที่มั่นคง มีผู้บริหารที่มากด้วยประสบการณ์ความรู้ความสามารถ ได้ตัดสินใจเลิกโครงการธุรกิจขายส่งสินค้า IT และต้องการหาคนมาซื้อสินค้าใน Stock ทั้งหมดมูลค่าประมาณ 10,000,000บาท ซึ่งในขณะนั้นหาคนมาซื้อได้ยากมาก ๆ ดังนั้นผู้บริหารของโครงการนั้นจึงตัดสินใจลาออกและขอเป็นผู้ซื้อสินค้าทั้งหมดเอง ผู้บริหารคนนี้ตัดสินใจโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ไม่มีเงิน มีแต่ความเชื่อมั่นในตนเองและต้องการแสดงความรับผิดชอบ ฝ่ายเจ้าของธุรกิจก็เชื่อในความสามารถ ความซื่อสัตย์และมีความต้องการจะเลิกธุรกิจขายส่ง H/W จึงตัดสินใจขายสินค้าทั้งหมดให้ผู้บริหารคนนี้ในเงื่อนไขเครดิตระยะยาว ราคาพิเศษและมีเงื่อนไขห้ามคืนสินค้า ผู้บริหารคนนี้ก็เริ่มต้นเช่า OFFICE ,รับพนักงานขายและส่วนใหญ่มาจากที่เดิมที่เลิกโครงการนั่นเอง ผู้บริหารคนนี้ให้ชื่อว่า "นายก่อร่างสร้างธุรกิจ" อายุประมาณ 32 ปีในขณะนั้น ธุรกิจที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้น่าสนใจมาก และวิธีบริหารของนายก่อร่างก็น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง
นายก่อร่างได้จัดตั้ง "บริษัท ก่อร่าง จำกัด" ขึ้นโดยเริ่มต้นมีเพียงไม่กี่คนล้วนแล้วแต่เป็นลูกน้องฝ่ายขายที่สนิทกันมาก ๆ ทุกคนร่วมกันทำงานด้วยกันมาหลายปี มีความสำเร็จมาด้วยกันมีความรู้ในสินค้าเป็นอย่างดี ทุกคนได้รับการเกื้อกูล สนับสนุนอย่างดีจากนายก่อร่างมาตลอดดังนั้นพอทุกอย่างเริ่มต้น ทุกคนเข้าใจเป้าหมาย ความจำเป็นและอนาคตของแต่ละคนจะดีได้ต้องสนับสนุนนายก่อร่างให้ประสบความสำเร็จ และด้วยเจตนารับผิดชอบลูกน้อง รับผิดชอบต่อหน้าที่ การเป็นผู้นำที่ดี นายก่อร่างเสนอเงินเดือน หาเงินทุนและให้ทุกคนเป็นหุ้นส่วนโดยไม่จำเป็นต้องมีเงินตามความเหมาะสม ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยความรวดเร็ว น่าจูงใจ ลงตัวและทุกคนล้วนรู้หน้าที่ สินค้า ลูกค้าเป็นอย่างดี
หลังจากตั้งทีมงาน วางแผนการขาย กำหนดราคา เงื่อนไขต่าง ๆ เรียบร้อยโดยนายก่อร่างไม่มีความกลัวของผลกระทบวิกฤตที่เกิดขึ้น มีแต่ความเชื่อมั่นในตัวเอง ทีมงานและสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนั้นที่นายก่อร่างมองว่าเป็นโอกาสอย่างใหญ่หลวงคือเงื่อนไข CREDIT ระยะยาวมากกว่าหกเดือนประมาณ10,000,000 บาทโดยไม่มีหลักประกันหรือสัญญาใดๆ ในสภาวะปกติไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอนที่จะมีคนให้โอกาสแบบนี้ เขาจึงตัดสินใจคว้าไว้โดยไม่ลังเลและนี่คือที่มาของ"วิกฤตสร้างเถ้าแก่"
หลังจากเวลาผ่านไปสามเดือนของในSTOCK ก็เกือบจะหมด เนื่องจากนายก่อร่างทราบดีว่า ต้องขายสินค้าให้เร็วที่สุดเพราะสองสาเหตุคือ หนึ่งเรื่องสินค้าจะตกรุ่นในธุรกิจ IT สำคัญมากเพราะจะไม่สามารถขายได้เลยถ้าสินค้าตกรุ่น สองเรื่องการหมุนเงินถึงแม้เขาจะได้ CREDITระยะเวลายาวแต่ถ้านิ่งนอนใจจะมีปัญหาอย่างแน่นอน และสิ่งที่ทำให้เขาสามารถขายสินค้าได้เร็วแบบนี้ มีหลายเหตุผลเช่น คนขายรู้จักสินค้าดีมาก คนขายรู้จักลูกค้าดีมาก นอกจากนี้เพื่อชดเชยปัญหาเศรษฐกิจกำลังวิกฤต นายก่อร่างได้ใช้กลยุทธที่ยังไม่มีใครทำในขณะนั้นคือการให้ CREDIT ประมาณ1-2 เดือนแก่ลูกค้าเพื่อเน้นขายจำนวนมากและในขณะนั้นส่วนใหญ่เน้นขายเงินสด แต่ที่นายก่อร่างตัดสินใจให้ CREDIT เพราะเขารู้ว่าลูกค้าคนไหนไม่มีปัญหาการเงิน ดังนั้นเพียงหกเดือนสินค้าทั้งหมดคงขายหมด แต่ตอนนี้นายก่อร่างกำลังมีปัญหาว่าหลังจากนี้จะขายอะไร มีเงินที่กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายก็ไม่มาก เงินหมุนที่ได้ก่อนจะถึงกำหนดชำระก็ไม่มาก ขณะนี้ธุรกิจก็เกิดแล้ว พนักงานก็มีหลายคน ลูกค้าก็มีหลายรายล้วนสนิทสนม อนาคตจะดำเนินต่ออย่างไร นายก่อร่างจะแก้ปัญหาอย่างไร และแน่นอนเขาไม่คิดที่จะหยุดเพียงเท่านี้
เพราะเขาไม่ได้ตั้งบริษัทเฉพาะกิจขึ้นเพื่อแก้ไขวิกฤต แต่เขาเป็นเถ้าแก่ที่จะต้องต่อสู้ต่อไป เขาเป็นคนต้องการความสำเร็จสูง เขาเป็นนักคิด เขาเป็นคนหนุ่มไฟแรงสามสิบสองเท่านั้น
ต่อยอดธุรกิจโดยไม่มีทุน
ด้วยบุคลิกจริงใจ เปิดเผย มุ่งมั่น เชื่อมั่น มองโลกในด้านที่ดี มองหาโอกาสทางออกของปัญหาและทุ่มเทอย่างจริงจัง ทำให้หลายๆคนที่รู้จักนายก่อร่างทั้งผู้ใหญ่ เพื่อนๆ ลูกน้อง ลูกค้า SUPPLIER ต่างชื่นชม มั่นใจ ศรัทธา เชื่อมั่นในตัวของนายก่อร่างอย่างมากมาย จนนายก่อร่างได้รับข้อเสนอต่างๆ มากมายเช่น วงเงินเครดิตจาก SUPPLIERในวงการ IT ซึ่งปกติได้ยากมากและสิ่งหนึ่งซึ่งไม่น่าเชื่ออย่างมาก ๆ ก็คือข้อเสนอวงเงินสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันและยังสามารถทำเครดิตเทอมได้อีกหกเดือนโดยเสียค่าใช้จ่ายร้อยละ 5 เป็นค่าใช้วงเงิน ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจไม่ดีเลยธุรกิจที่มีวงเงินมากๆ ไม่ได้ใช้ปล่อยว่างๆ ก็ไม่มีรายได้ และมีคนแนะนำนายก่อร่างให้รู้จักเจ้าของวงเงิน เมื่อมีการได้พูดคุยกับผู้ใหญ่เจ้าของวงเงินกับนายก่อร่าง มีการสอบถามแนวทางในการทำธุรกิจ วิสัยทัศน์อย่างละเอียด หลังจากนั้นผู้ใหญ่ผู้นั้นก็ชอบใจบุคลิกที่มีวิสัยทัศน์ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นอย่างมาก และเขาก็ได้อนุมัติให้ใช้วงเงินของเขาได้ 50,000,000 บาททันที
ทันใดนั้นเหมือนคำพูดที่ว่า " คนป่ามีปืน ฉันใดฉันนั้น" นายก่อร่างเปลี่ยนเป็นนักธุรกิจใหญ่ขึ้นมาทันทีมีทุนในการทำธุรกิจมากกว่า 50,000,000 บาททั้ง ๆ ที่ไม่มีเงินที่เป็นของตัวเองเลย
หลังจากนั้น "บริษัทก่อร่างจำกัด" ได้เป็นตัวแทนสินค้า IT จากต่างประเทศ ขยายยอดขายเพิ่มขึ้นจนมียอดขายกว่าเดือนละ 20,000,000 บาท ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างมากจนทำให้นายก่อร่างมีความคิดที่จะตั้งโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทยเพื่อความมั่นคง ลดต้นทุนสินค้า เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน เมื่อมีความคิดเช่นนี้ทำให้นายก่อร่างต้องการเงินทุนเพิ่มขึ้นทันที เนื่องจากธุรกิจที่ดำเนินการไม่ถึงสองปีมีกำไรสุทธิยังไม่มากนักเนื่องจากเขาได้ใช้เงินไปมากสำหรับการพัฒนาบุคลากร การสร้างชื่อเสียงให้สินค้า การสร้างชื่อเสียงของบริษัท เมื่อมีความคิดจะสร้างโรงงานซึ่งเป็นทรัพย์สินถาวร ต้องมีการซื้อเครื่องจักร ต้องมีการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ต้องมีการเพิ่มค่าใช้จ่ายเรื่องต่างๆ อีกมากมาย และสุดท้ายเขายังต้องคิดถึงยอดขายที่ต้องเพิ่มขึ้นเพราะสินค้า IT ยอดขายที่ทำได้มาก ๆ ในประเทศยังไม่เพียงพอกับกำลังผลิตขั้นต่ำที่ต้องทำการผลิตให้ได้เดือนต่อเดือน เขาจะทำอย่างไรดีสำหรับทุก ๆ ปัจจัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ด้วยบุคลิกของคนที่มีวิสัยทัศน์ มองโลกในแง่ที่ดี มองหาทางออกของปัญหาเขาทำได้ดีมากโดยเขาเริ่มเดินทางตามงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ มองหาสินค้าใหม่ ๆ ที่จะนำมาขายสอบถามหาพันธมิตรทางธุรกิจ มองหาผู้ผลิตเครื่องจักรต่าง ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งได้พบนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงชาวฮ่องกงซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ กับนายก่อร่าง มีความคิดที่จะย้ายฐานการผลิตมายังประเทศที่กำลังพัฒนาเพราะได้สิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศ และประเทศไทยก็เข้ากับกติกาของการได้สิทธิพิเศษพอดี เมื่อเขาได้พบกับนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเหมือนกันอย่างมาก มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลเหมือนกัน ปัญหาของเทคโนโลยี ปัญหาการหาเครื่องจักร ปัญหาการหาตลาดต่างประเทศ ปัญหาการหาวัตถุดิบสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกแก้ไขได้หมด นอกจากนี้ยังมีกำไรจากการส่งออก มีความมั่นคงทางธุรกิจและลดต้นทุนของสินค้าจากการนำเข้า เมื่อเขาได้นำเรื่องเหล่านี้มาเล่าให้นักธุรกิจรุ่นพี่ทั้งหลายฟังทุกคนพอได้ยินธุรกิจ IT มีการส่งออก มีกำไร ผู้บริหารดีน่าเชื่อถือ ท่านเชื่อหรือไม่หลายคนแย่งกันขอเป็นผู้ลงทุน ขอเป็นหุ้นส่วนยินดีให้วงเงินต่าง ๆ เพิ่มแม้แต่นายธนาคารต่างยื่นข้อเสนอให้วงเงินมากกว่าหลักประกันหลายเท่า
ท่านทั้งหลายพอได้ขอคิดในเรื่องการต่อยอดธุรกิจโดยไม่มีทุนของตัวเองเลย มีความเป็นไปได้ในขณะนั้น เป็นเรื่องเกิดที่ขึ้นจริง ๆ และผู้เขียนเชื่อว่านักธุรกิจอีกหลาย ๆ คนมีประสบการณ์เช่นนี้เหมือนกัน การต่อยอดแบบนี้ยังเป็นสิ่งที่ทำได้และมีโอกาสเพียงแต่ขอให้ท่านอยู่ถูกที่ ถูกเวลา ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถูกกฎหมาย น่าเชื่อถือและอย่าทำเพื่อหลอกลวงผู้อื่น โอกาสยังคงมีสำหรับคนที่มองเห็น มีความสามารถ มีความพร้อม และยังคงมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ
เถ้าแก่เล็กเปลี่ยนเป็นเถ้าแก่ใหญ่
จากวันที่เริ่มต้นเป็นบริษัทเล็กๆในธุรกิจ IT ที่ นายก่อร่าง สร้างธุรกิจจัดตั้ง "บริษัทก่อร่าง จำกัด" ขึ้นมาโดยได้รับโอกาสจากบริษัทใหญ่ที่ต้องการจะเลิกทำธุรกิจขายส่งโอนสินค้ามาให้ขายทั้งหมดและได้รับเครดิตระยะยาว นายก่อร่างก็รีบฉวยโอกาสไว้ทันทีเพราะตัวเองมีความรู้ในเรื่องสินค้า รู้จักลูกค้าเป็นอย่างดีมากอยู่แล้ว และก็เป็นโอกาสดีจริงๆเพราะเขาสามารถขาย เก็บเงินได้ อีกทั้งยังมีกำไรจนสามารถดำเนินธุรกิจต่อยอดต่อไป ขยายต่อไปอีกเพราะได้รับเครดิตจาก SUPPLIERS เพื่อน ๆ นักธุรกิจรุ่นพี่ที่มีวงเงินเหลือไม่ได้ใช้ เนื่องจากธุรกิจของเขาซบเซา เศรษฐกิจไม่ดี แต่นายก่อร่างสามารถขยายธุรกิจได้ เนื่องจากเขาได้เลือกทำธุรกิจ IT ที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูง เขาเป็นคนขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจสูงมากจนมีวงเงินเครดิตกว่า50,000,000 บาททั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองไม่มีเงินสดเลย
เขาดำเนินธุรกิจได้สามปี จากการซื้อมาขายไป ขยายมาเป็นนำเข้า ขยายมาเป็นผู้ผลิตเองขยายมาเป็นผู้ส่งออกอีกด้วย และขณะที่ขยายธุรกิจเขาก็ไปเรียนปริญญาโทในสถาบันที่มีชื่อเสียงเสริมสร้างความรู้เพิ่มเติม ประกอบกับเขาเป็นคนสมัยใหม่ ต้องการเป็นนักบริหารที่ดี สร้างความถูกต้อง พัฒนาองค์กร พัฒนาบุคลากร แบ่งปันการเป็นเจ้าของให้ผู้บริหารทุกคน จูงใจพนักงานด้วยระบบที่ให้ผลตอบแทนที่สูง ทำให้องค์กรมีอัตราการเจริญเติบโตสูงมาก ๆ เร็วมาก ๆ จนมียอดขายกว่า 500,000,000 บาทต่อปี มีกำไรสุทธิมากกว่า 5% ต่อปี มีผู้สนใจร่วมธุรกิจมากมาย จนทำให้นายก่อร่างมีความคิดที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์
ขณะนั้นเขามีบริษัทมากกว่าห้าบริษัท มีพนักงานกว่าหนึ่งร้อยคน มีความสำเร็จทุก ๆ ด้าน ในองค์กรมีผู้บริหารระดับสูงประมาณสิบท่าน มีการแบ่งงานการบริหารให้ผู้บริหารระดับสูงได้รับผิดชอบคนละบริษัท เน้นการกระจายอำนาจให้กับผู้บริหารแต่ละฝ่ายเนื่องจากทุกคนได้ร่วมมือกันสร้างมาตั้งแต่ต้น มีระดับรองๆลงมาเป็นระดับชั้น และตัวคุณก่อร่างก็เริ่มวางมือจากตลาด จากลูกค้า โดยเขาหันมามุ่งเน้นการขยายงานในต่างประเทศ จากการที่เป็นคนมีวิสัยทัศน์เหมือนคนที่พูดกันว่าเราจะ "GO INTER" และเขาก็ทำได้เป็นอย่างดี จนมีการร่วมทุนตั้งโรงงานในต่างประเทศ คือ จีน เยอรมัน และ เวียตนาม เป็นต้น
การขยายงานก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ความมั่งคงก็เพิ่มมากขึ้นจนมีธนาคารมาเป็นผู้ถือหุ้น ผลการดำเนินงานก็เข้าข่ายที่ตลาดหลักทรัพย์ยอมรับได้ มีการวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยการแต่งตั้งผู้ดูแล ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทการเงินที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น มีผลกำไรสุทธิที่ดีมาก มีต่างประเทศมาร่วมทุน มียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการขยายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย มีการขยายธุรกิจออกนอกธุรกิจ IT เช่น ที่ดิน ก่อสร้าง รถยนต์ และอื่น ๆ อีกมากมาย
ผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ผู้บริหารหลายคนโตไม่ทัน บางคนความสามารถไม่เพียงพอ นายก่อร่างมีเวลาไม่เพียงพอในการดูแลให้ทั่วถึง การรั่วไหลเริ่มเกิดมากขึ้น การแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ในองค์กร การแข่งขันกันเอง ผลประโยชน์เริ่มไม่ลงตัว เริ่มมีผู้บริหารลาออกพร้อมนำพนักงานออกตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการทำธุรกิจทับซ้อนกัน เหมือนกัน มีการแย่งลูกค้าไปทำเอง มีการขอซื้อสินค้าของบริษัทไปขายโดยขอเครดิต ราคาพิเศษและยังนำไปขายลูกค้าของบริษัทเดิมนั่นเอง มีการอนุมัติสิทธิพิเศษต่าง ๆ โดยผู้บริหารระดับสูงจนทำให้บริษัทขายขาดทุน มีการสั่งซื้อสินค้าทับซ้อนเข้ามาโดยไม่มีเหตุผลเช่น สินค้าที่เหมือนกันแต่แพงกว่า เป็นต้น มีการปฏิเสธ SUPPLIERSใหม่ สินค้าใหม่ ๆ แต่ผู้บริหารบางคนนำไปดำเนินการเองโดยตั้งบริษัทใหม่ของตัวเองขึ้นมา มีปัญหาของผู้บริหารมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง และอื่น ๆ อีกมากมาย
ในขณะนั้นเป็นช่วงพ.ศ.2538-2539 นายก่อร่างเริ่มได้รับข้อมูลและพยายามคิดหาวิธีแก้ไข แต่สิ่งที่นายก่อร่างคาดไม่ถึงมีมากมายเช่น ผู้บริหารระดับสูงหลายรายที่เขาสร้างขึ้นมา สนับสนุนทุกอย่าง ให้ทั้งเงิน ความรู้ ครอบครัว อำนาจ ความไว้วางใจ ความจริงใจ แต่สิ่งที่เขาได้รับคือการแยกตัวออกไป นำผลประโยชน์ออกไป ทำร้ายชื่อเสียงของนายก่อร่าง ของบริษัท คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ดังนั้นผลที่เกิดกับนายก่อร่างเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างเหนือความคาดหมาย ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาลงทุนกับความเชื่อเรื่องการให้ การให้ทุกๆ อย่างที่คาดว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อเพื่อนร่วมก่อตั้ง ต่อผู้บริหารระดับสูง ต่อพนักงาน และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ "การขยายอย่างไร้ขีดจำกัดคือบ่อเกิดของความหายนะ"
การขยายอย่างไร้ขีดจำกัดคือบ่อเกิดของความหายนะ
สัญญาณของความหายนะเรื่องที่หนึ่งคือ เวลาที่ไม่เพียงพอ ในอดีตนายก่อร่างเป็นคนขยันมาก ๆ ดูแลงานอย่างใกล้ชิด ติดตามอย่างต่อเนื่องเมื่อมีการขยายงานอย่างมากมาย ทั้งในธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้นายก่อร่างดูแลไม่ทั่วถึง บางธุรกิจไม่ได้ดูเลย ขาดการตรวจสอบ ขาดการควบคุมที่ดี
สัญญาณของความหายนะเรื่องที่สองคือ ผู้บริหารที่ช่วยทำงานระดับสูงโตไม่ทันหรือความสามารถยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ธุรกิจของนายก่อร่างมีปัญหา เนื่องจากเขาใช้นโยบายกระจายอำนาจการทำงาน เมื่อเริ่มต้นธุรกิจในแต่ละบริษัทนั้นดีมาก แต่มอบหมายให้คนที่มีความสามารถไม่เพียงพอ และมีการกระจายอำนาจมากเกินไป ขาดการดูแลเอาใจใส่พัฒนาผู้บริหาร ทำให้ธุรกิจนั้นถดถอยไม่ประสบความสำเร็จ
สัญญาณของความหายนะเรื่องที่สามคือ ความโลภ นายก่อร่างเป็นหัวหน้าที่ไว้ใจลูกน้องมาก ๆ เชื่อในความดี ความจริงใจที่เขามีให้จะได้รับการตอบรับกลับมาเท่ากัน เหมือนกันแต่แล้วผลที่ได้กลับไม่เป็นดังหวัง ผู้บริหารหลายคนเห็นนายก่อร่างโต รวย ได้รับการยอมรับมากมายเลยเกิดความโลภต้องการเป็นเหมือนกัน เริ่มมองหาโอกาสให้ตัวเองเช่น สินค้าใหม่ ๆ ที่ต่างประเทศนำมาเสนอ ก็นำออกไปทำเอง และยังดึงคน ดึงลูกค้าออกไปด้วย นอกจากนี้ตัวเองยังคงอยู่ที่เดิมคอยส่งผลประโยชน์ออกไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง และไม่ใช่ผู้บริหารคนเดียวทำ มีหลายคน หลายระดับ จะขอยกตัวอย่างระดับล่างเช่น เขารู้จักลูกค้าดีอยู่แล้ว ขอลาออกไปตั้งธุรกิจของตัวเอง และยังกลับมาขอซื้อสินค้าราคาพิเศษ เป็นเครดิต และนำไปขายลูกค้าของบริษัทอีกทีหนึ่งเป็นต้น ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่าโอกาสใหม่ ๆ ถูกฉกฉวยเอาไปหมด กำไรถูกเบียดเบียนไปอีกด้วย เหลือแต่สิ่งที่ไม่ดีทิ้งไว้ให้ แล้วนายก่อร่างจะเหลืออะไร
สัญญาณของความหายนะเรื่องที่สี่คือ ในการที่ผู้บริหารระดับสูงต้องการแย่งสิทธิในการจำหน่ายสินค้าไปทำเองต้องมีการปล่อยข่าวทำร้ายบริษัทเดิมก่อนจะได้เกิดความชอบทำหรือจะต้องทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้บริษัทเก่าอยู่ไม่ได้ถึงจะได้สินค้าไปอย่างถูกต้อง และนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่นายก่อร่างได้รับการกระทำโดยไม่รู้ตัว ทั้งในแง่ของบริษัทและในแง่ของส่วนตัวเช่น นายก่อร่างถูกปล่อยข่าวว่ามีเด็กอยู่ในบริษัททั้งที่เขาไม่เคยมีเลย แต่มีผู้บริหารหลายคนมีแล้วโยนให้เขาเป็นแพะเพื่อหลอกภรรยาตัวเอง เป็นต้นด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนมองโลกในแง่ดีทำให้เขานึกไม่ถึงว่าจะถูกกระทำได้ถึงขนาดนั้น
สัญญาณของความหายนะเรื่องที่ห้าคือ ความหลงตัวเองความเชื่อที่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดความเชื่อที่คิดว่าตัวเองสุดยอดความประมาทความหลงใหลในความสำเร็จก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นายก่อร่างพลาดในหลาย ๆเรื่อง
สิ่งที่เล่ามาเหล่านี้เป็นสัญญาณของความหายนะที่เกิดจากภายในองค์กร แต่ยังมีสัญญาณที่เกิดจากภายนอกองค์กรอีกด้วยเช่น มีหลายธนาคารเจ๊ง สถาบันการเงินถูกปิดหลายสิบแห่ง ตลาดหุ้นเกิดความเสียหายอย่างมาก และการลดค่าเงินบาท นายก่อร่างมีทั้งศึกภายในและภายนอกจะเหลืออะไรได้อีกนอกจากเกิดความสูญเสียอย่างประเมินค่าไม่ได้ และผู้หวังดีที่จริงใจทั้งหลายของนายก่อร่างไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ภรรยา พี่น้องและครูอาจารย์ต่างก็เป็นห่วงว่านายก่อร่างจะยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่ แต่ด้วยกำลังใจจากคนใกล้ชิดจริง ๆ และความช่วยเหลือทำให้เขายังคงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ เขายังคงเป็นนักสู้จริง ๆ เขายังไม่ย่อท้อ ให้อภัยคนอื่น อดทน และยังต่อสู้ต่อไป โดยยังคงคิดว่าจะสามารถกลับมาได้เพราะเขาคิดว่า ความพยายาม ความสามารถ ประสบการณ์ ความจริงใจ จะสามารถช่วยเขาฟันฝ่าอุปสรรคที่นับวันมีมากขึ้นๆ และกลับมาดำรงชีวิตที่ดีได้ และเขาตั้งใจนำความสำเร็จ ความผิดพลาดที่ผ่านมา นำมาเป็นกรณีศึกษาสำหรับ SMEs คนอื่น ๆ จะได้ไม่ผิดพลาดเหมือนกับตัวเอง
ถ้ามีโอกาสจะคอยแนะนำให้คำปรึกษาเพื่อนนักธุรกิจ SMEs คนอื่น ๆ ให้มีโอกาสที่ดีกว่า และจะแนะนำให้คนอื่น ๆ มองเห็นความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่การเจริญเติบโตเพียงอย่างเดียวคือความสำเร็จ แท้จริงแล้วความสำเร็จจะคู่กับความพอดีกับกำลังของตัวเอง ความพอเพียง จะสามารถทำให้เราควบคุมความสำเร็จนั้นได้ มีความสุขกับความสำเร็จที่ยั่งยืนและยาวนานได้จริง ๆ
เรื่องของตอนที่หนึ่งประมาณยี่สิบปีมาแล้วนะครับ
ไม่ได้เขียนนานเลยนะคะ แต่ก็ไม่ผิดหวังเหมือนเดิมนะคะ เป็นกำลังใจให้เขียนบทความดีดีออกมาเรื่อยเรื่อยอย่างนี้นะคะ
ตอนที่หนึ่ง นายก่อร่าง อายุประมาณ 30-40 ปี จากลูกจ้างกลายเป็นเถ้าแก่
วิกฤตกลายเป็นโอกาส ของคนมองบวกและผู้นำ
ตอนที่สอง นายก่อร่าง อายุประมาณ 47-54 ปี จากเถ้าแก่กลับมาเป็นลูกจ้างอีกครั้ง
เมื่อโชคไม่เอื้ออำนวย นายก่อร่าง ก็กลับมาเริ่มต้นชีวิตการเป็น
ลูกจ้างอีกครั้ง ยากลำบากมากกว่าการเริ่มต้นครั้งแรกหลาย
เท่าตัว
ตอนที่สาม นายก่อร่าง อายุประมาณ 55 up จากลูกจ้างถูกบังคับให้เป็นเถ้าแก่อีกครั้ง
นี่คือที่มาของ Born to be Entrepreneur เมื่อเป็นลูกจ้างไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มีบาดแผลมากมายช่วงเป็นเถ้าแก่
และพยายามหลีกเลี่ยงการเป็นเถ้าแก่มาโดยตลอด ทำไมต้องกลับมาเป็นเถ้าแก่อีกครั้ง และจะเป็นเถ้าแก่แบบไหน
จะก้าวอย่างมั่นคง และอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืนได้หรือไม่?
ผู้เขียนจะพยายามนำตอนที่สองมานำเสนอให้เร็วที่สุด แต่สำหรับตอนที่สามจะขอเป็นปีหน้านะครับ
หวังว่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการและผู้ใฝ่รู้ทุกท่านครับ และหวังอย่างยิ่งจะมีคนอยากอ่านนะครับ
สาระเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่จะต้องพึงระวังอย่างมาก ขอบคุณสำหรับวิทยาทานนี้มากๆครับ
ตอนที่สองโครงเรื่องเสร็จแล้วนะครับ
สำหรับท่านทั้งหลายที่อ่านแล้วคิดว่ามีประโยชน์ ฝากแนะนำเพื่อน ๆ คนรู้จัก
โดยเฉพาะผู้ประกอบการ หรือผู้ทำธุรกิจทั้งหลาย จะมีประโยชน์และเป็นข้อคิดให้เขาได้นะครับ
เรียนท่านผู้ประกอบการทั้งหลาย ไม่ควรพลาดบทความตอนที่หนึ่งนี้
และตอนต่อ ๆ ไป เพราะเป็นเรื่องจริงที่น่าคิด น่าเรียนรู้ครับ
ได้ข้อคิดมากครับ จะติดตามต่อไปนะครับผม
ขอบพระคุณมากค่ะ กับบทความอันทรงคุณค่า
จะติดตามอ่านต่อนะคะ
ดิฉันก็เป็นคนหนึ่ง จากลูกจ้างมืออาชีพเงินเดือนสูงๆ มาวันหนึ่งก็จำใจต้องเป้นเถ้าแก่เพราะหลังชนฝา ต้องสู้อย่างเดียว แม้ว่าวันนี้เพียงแค่ธุรกิจเล็กๆ เหมือนมดตัวเล็กๆ แต่ก้อภูมิใจที่ยืนบนขาตัวเองได้ค่ะ
ขอบคุณมากครับอาจารย์
ผมจะทำธุรกิจอย่างระวัง. รอบคอบ ค่อยเป็นค่อยไป อย่างพอเพียงครับ
เป็นเรื่องที่ดีมากเลยครับ
ขอบคุณมากครับ
รีบเขียนตอนต่อไปเร็วเร็วนะคะ จะรอติดตามบทความบทต่อไปนะคะ
ยินดีที่มีคนสนใจ
ผมจะพยายามรีบเขียนตอนที่สองนะครับ
เรียนท่านที่สนใจและท่านที่ติดตามผลงานทุกท่านครับ
ต้องขอโทษอย่างมากที่ยังไม่ได้นำเสนอบทความตอนที่สอง
เนื่องจากว่าขณะนี้ "นายก่อร่าง สร้างธุกิจ" กำลังมีงานยุ่งมาก ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับตอนที่สาม
และต้องใช้สมาธิเพื่อเขียนเรื่องให้ดี อีกทั้งยังต้องการผลตอนที่สามที่ออกมาดี จะได้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ประกอบการได้ จึงต้องเน้นผลงานของตอนที่สามไปก่อนและต้องใช้เวลาใกล้ชิดด้วยนะครับ
ดังนั้นขอเวลาอีกสักพักจะรีบนำเสนอตอนที่สองนะครับ
ขอขอบคุณและขอโทษทุก ๆ ท่านที่ต้องการอ่านตอนที่สอง ให้รออีกนิดนะครับ
ดร.ธนพล ก่อฐานะ
เป็นกำลังใจให้เสมอ
อ่านแล้วรู้สึกทึ่งกับวิธีคิดรวมถึงแนวคิด ผู้เขียนทีความพยายามมีเลือดนักสู้ มากมาก คะ
หลังจากอ่านจบรู้สึกมีกำลังใจในการดำเนินชิวิตมากขึ้นเลยคะ
ขอบคุณทุกๆท่านครับ
เรียนผู้ที่ติดตามอ่านตอนสองทุก ๆ ท่านครับ
สำหรับโครงเรื่องได้วางแผนแล้ว แต่ผมกำลังรวบรวมรายละเอียดที่มีประโยชน์
และเป็นประสบการณ์จริงเพื่อที่จะได้เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน โปรดรอสักพักนะครับ
ขอขอบพระคุณอย่างสูง
ดร,ธนพล ก่อฐานะ