ถ้าพิจารณาแล้ว รักจริง หวังยึดอาชีพนี้ มีคุณสมบัติเฉพาะตัวพร้อม อย่ารีรอ สมัครเข้าทดสอบเพื่อให้ได้ใบรับรองการเป็นผู้ประกาศจากกรมประชาสัมพันธ์
การสมัครเข้าทดสอบ
1. เริ่มต้นด้วยการยื่นคำขอ เพื่อทดสอบเป็นผู้ประกาศ โดยกรอกใบสมัครตามแบบฟอร์มที่กองงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) กำหนด โดยมีหนังสือนำส่งจากผู้มีอำนาจส่งสอบ (สำหรับนักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์ ประธานสาขาวิชานิเทศศาสตร์คือผู้มีอำนาจส่งสอบ ) และยื่นใบสมัครพร้อมหนังสือนำส่งด้วยตนเอง ที่ฝ่ายออกใบรับรองผู้ประกาศ กรมประชาสัมพันธ์ พร้อมหลักฐาน ได้แก่ ภาพถ่าย ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 ภาพ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาบัตรนักศึกษา อย่างละ 1 ชุด
2. กำหนดวัน เวลา สถานที่ทำการทดสอบ กรมประชาสัมพันธ์จะแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับกำหนดวัน เวลา สถานที่ทำการทดสอบให้ผู้สมัครเข้าทดสอบทราบโดยตรง ภายใน 30 วัน หลังจากยื่นใบสมัคร และเอกสารถูกต้อง ครบถ้วน โดยจะแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วัน สำหรับผู้สมัครที่ไม่ไปรายงานตัว จะถูกตัดสิทธิการสอบในครั้งนั้น แต่หากถ้ารอนัดให้ไปทดสอบ นานกว่า 30 วันสามารถติดต่อได้ ที่ 02-6182323 ต่อ 1816 ในวันและเวลาราชการ
3. วันเข้าทดสอบให้นำบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมด้วยไปรษณียบัตรที่นัดสอบไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ลงทะเบียน
ทดสอบอะไร
สิ่งที่จะต้องทดสอบคือ การปฏิบัติหน้าที่ผู้ประกาศ โดยการทดสอบเสียงอ่านชิ้นงานรูปแบบต่างๆ เช่น การอ่านข่าวในพระราชสำนัก ข่าวต่างประเทศ นำเสนอบทความ สารคดี คำประพันธ์ ตามที่คณะกรรมการซึ่งแต่งตั้งโดยกรมประชาสัมพันธ์ให้ทำหน้าที่ทดสอบเป็นผู้กำหนด
ทดสอบอย่างไร
ในการทดสอบแต่ละครั้งจะมีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คนเป็นผู้พิจารณาการอ่านของเรา โดยก่อนทดสอบเสียง เราจะได้มีโอกาสดูบทที่จะต้องอ่าน และมีเวลาซ้อมอ่านล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 15 นาที สิ่งที่คณะกรรมการใช้พิจารณาได้แก่ เสียง หลักภาษา จังหวะ วรรคตอน ลีลาการอ่าน และความชัดเจนในการออกเสียง การตัดสินผลจะถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่กรณีที่เสียงเท่ากัน ประธานในการทดสอบจะเป็นผู้ชี้ขาด แต่ถ้าสอบไม่ผ่านจะทำอย่างไร ไม่เป็นไร ผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบมีโอกาสเข้าทดสอบใหม่ได้ โดยคณะกรรมการจะแจ้งคะแนนให้ทราบพร้อมทั้งข้อบกพร่องและคำแนะนำในการแก้ไขให้ด้วย จากนั้นให้นำไปปรับปรุงแก้ไข เตรียมความพร้อม รอเรียกให้เข้าสอบครั้งใหม่ต่อไป
เคล็ดลับการทดสอบให้ผ่าน
ถ้าต้องการผ่านการทดสอบจำเป็นต้อง ศึกษา และ ฝึกฝน วิธีการอ่านและการนำเสนอที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้
· การเปล่งเสียงที่ถูกวิธี คือ พูดให้เต็มเสียงเพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน แต่ไม่ใช่การตะโกน
· การใช้ระดับเสียงที่เหมาะสม อย่าลืมว่า เรากำลังพูดผ่านไมโครโฟน ระดับเสียงที่เหมาะ
สมคือเสียงที่ไม่ดังเกินไปหรือค่อยเกินไประยะห่างจากปากถึงไมโครโฟนควรจะประมาณ 2คืบ
· การนำเสนอที่มีความถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์ในภาษาไทย โดย
- การรักษาคำและความในบท ไม่อ่านผิดอ่านถูก ตู่คำตู่ความ หรือเติมคำเติมความ ทำให้
ความหมายเนื้อหาผิดเพี้ยนไป เช่น ข้อความว่า “…..พระหัตถ์วางเหนือพระเพลา…” แต่ผู้อ่านอ่านว่า “….พระพักตร์วางเหนือ พระเพลา….” เป็นลักษณะการตู่คำ จากพระหัตถ์กลายเป็นพระพักตร์ ซึ่งผิดความหมายไปเลย หรือการเติมคำ เช่น ข้อความว่า “….โรงพยาบาลเด็กอ่อนตั้งอยู่ที่ถนน…” แต่ผู้อ่านไปเติมคำกลายเป็น “….โรงพยาบาลเด็กปัญญาอ่อนตั้งอยู่ที่ถนน…” ลักษณะดังกล่าวนี้ต้องระวัง มีสติและสมาธิในการอ่านเพื่อจะได้ไม่พลั้งปาก
- การออกเสียง ตัว “ร” และ “ล” เป็นปัญหาสำหรับหลายๆ คน ที่ไม่คุ้นเคยในการออก
เสียง เพราะไม่ได้ใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน ทำให้ออกเสียงไม่ได้ หรือบางคนอาจมีอาการสับสนในการออกเสียง โดยออกเสียง ล ลิง เป็น ร เรือ และ ร เรือ เป็น ล ลิง การออกเสียงให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในการเป็นผู้ประกาศ ที่จะต้องออกเสียงให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะสื่อสารผิดพลาดได้ ตัวอย่างเช่น ข้อความว่า “.....ผู้ที่ชอบไปบริจาคเรือด จะได้บุญกุศล...” ( เลือด เป็นที่ต้องการ แต่คงไม่มีใครอยากได้เรือด) หรือข้อความว่า “...โอ้โฮ ลูบล่างดีจัง...” แน่นอน ความหมายของลูบล่าง ย่อมต่างจากรูปร่าง เป็นต้น
- การออกเสียงควบกล้ำ จำเป็นในงานผู้ประกาศเช่นกัน มิฉะนั้นจะเสียความในการสื่อสาร
เช่น “....ห้างเซ็นทั่นกำลังมีโปโมชั่น ลดราคาปากะป๋อง ....” ผู้ฟังฟังแล้วอาจสับสน ที่ถูกต้อง คือ “....ห้างเซนทรัลกำลังมีโปรโมชั่น ลดราคาปลากระป๋อง...” เป็นต้น
- การออกเสียงที่ชัดเจน ไม่เพี้ยนแปร่ง เช่น เพี้ยนพยัญชนะ “คว” ออกเสียงเป็น “ฟ” ตัว
อย่างเช่น “......วันนี้ขอเสนอบทฟาม เรื่อง ฟันดำฟันขาว...” (อันที่จริงบทความเรื่องควันดำ ควันขาว แต่ผู้ประกาศออกเสียงไม่ได้) หรือการเพี้ยนสระ เช่น สระ”แอ” ออกเสียงเป็นสร”เอ” ตัวอย่างเช่น “....พันธุ์ไม้สีเดงๆ มีใบเยกเป็นเฉกๆ...” (ที่ถูกต้องคือ พันธุ์ไม้สีแดงๆ มีใบแยกเป็นแฉกๆ)
· การนำเสนอที่ราบรื่น ชวนฟัง ได้แก่
- การไม่อ่านแล้วตะกุก ตะกัก ต้องอ่านไปพลาง หยุดสะกดคำไปพลาง ที่เรียกว่า”อ่านหนังสือยังไม่แตก”ฟังแล้วน่ารำคาญมาก
- การอ่านที่มีจังหวะจะโคน มีการให้น้ำหนักคำ ความ ไม่ยานยืด ไม่เอื่อยเรื่อยฟังแล้วชวนง่วงนอน
- การอ่านที่แบ่งวรรคตอนได้เหมาะสม แม้ว่าแต่ละคนอาจไม่จำเป็นต้องแบ่งวรรคที่เท่า
กับคนอื่น แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอในการแบ่งวรรค คือ เมื่อหยุดแบ่งวรรคแล้วจะต้องไม่เสียความ(ความหมาย) เช่น “...ข่าวแจ้งว่า - ยานอวกาศ – เมียตกในประเทศชิลี...” (ตกลง ยานอวกาศ “เมีย”ตก หรือเมียตก) หรือ “....นายก – รัฐมนตรี – นำนายทหารเข้าถวายสัตย์ – ปฎิญาณว่า.....” (ฟังแล้วไม่แน่ใจว่า นายกรัฐมนตรี หรือนายกและรัฐมนตรี แล้วจะถวายสัตย์ หรือ สัตว์ เพราะเป็นการฟังเสียงไม่เห็นตัวสะกด จึงจะไม่ทราบความหมายจนกว่าจะมีคำว่าปฏิญาณตามมา)
นอกจากนี้การแบ่งวรรคที่ดี ไม่ควรวรรคมากจนเกินไป จะทำให้เสียงเป็นห้วงๆฟังแล้วไม่รื่นหู เช่น นายก-รัฐมนตรี
-มีกำหนด-จะเดินทาง-ไป-ประชุมสัญจร-ที่-จังหวัดราชบุรี เป็นต้น
- มีลีลาการนำเสนอที่เหมาะสมกับรูปแบบงานที่นำเสนอ เช่น การอ่านข่าวต้องการความกระชับ ชัดเจน ค่อนข้างเป็นทาง
การ ไม่ใส่อารมณ์ความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนบทความ เป็นการนำเสนอกึ่งทางการได้ ถ้าเป็นสารคดี จะต้องไม่นำเสนอด้วยการอ่านทื่อๆ แข็งๆ แต่จะต้องสื่อสารให้ผู้ฟังได้อรรถรสทางอารมณ์ตามเนื้อหาในบท สำหรับคำประพันธ์ก็ต้องแบ่งวรรคให้ถูกต้อง มีการทอดเสียงให้น่าฟัง เป็นต้น
การฝึกฝน
คล็ดลับที่สำคัญ ที่ผู้ประกาศอาวุโสของกรมประชาสัมพันธ์(อาจารย์เฉลิมศรี หุนเจริญ)แนะนำก็คือ “ฝึกเป็นนิจ ฝึกในชีวิตประจำวัน” เพื่อให้เกิดความเคยชิน คล่องปาก ทำให้ไม่ตะกุกตะกัก บางคนในชีวิตประจำวันไม่ใส่ใจการพูดให้ถูกต้อง และไปตั้งหลักในเวลาสอบ ผลก็คือ เมื่อเห็น ร เรือ จะหยุดตั้งสติ หรือบางคนก็จะออกเสียงแบบตั้งอกตั้งใจ จนมากเกินไป ไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นจึงทำให้ไม่ผ่านการทดสอบ เป็นต้น
ในการฝึก ขอให้อ่านออกเสียงให้เต็มเสียง เป็นประจำทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 3 เดือนก่อนเข้าทำการทดสอบ นอกจากนี้ควรบันทึกเสียงการอ่านออกเสียงลงในเทป แล้วเปิดฟัง พร้อมทั้งเปิดใจ ติชมหาข้อบกพร่องของตัวเอง และหาทางพัฒนาแก้ไขก่อนไปเข้าทดสอบ
เมื่อฝึกฝนจนแน่ใจแล้ว ขอให้พกความมั่นใจไปเข้าสอบ อย่าตื่นเต้นๆๆๆ เพราะจะทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ หัวใจเต้นแรง ตาพร่า อ่านผิดอ่านถูก แล้วก็ทดสอบไม่ผ่านในที่สุด จำไว้ว่า ถ้าอ่านผิด ให้ “ขออภัย” แล้วอ่านใหม่ กรรมการย่อมให้อภัย ถ้าไม่ขออภัยบ่อยเกินไป