पञ्चतन्त्रम्
कस्मिंश्चिन्नगरे कश्चित्स्वभावकृपणो नाम ब्राह्मणः प्रतिवसति स्म। १
तस्य भिक्षार्जितैः सक्तुभिर्भुक्तोर्वरितैर्घटः परिपूरितः। २
तं च घटं नागदन्तेऽवलम्ब्य तस्याधस्तात्खट्वां निधाय सततमेकदृष्ट्या तमवलोकयति। ३
अथ कदाचिद्रात्रौ सुप्तश्चिन्तयामास यत् परिपूर्णोऽयं घटस्तावत्सक्तुभिर्वर्तते तद्यदि दुर्भिक्षं भवति तदनेन रूपकाणां शतमुत्पद्यते। ४
ततस्तेन मयाजाद्वयं ग्रहीतव्यं। ५
ततः षण्मासिकप्रसववशात्ताभ्यां यूथं भविष्यति। ६
ततोऽजाभिः प्रभूता गा ग्रहीष्यामि गोभिर्महिषीर्महिषीभिर्वडवाः। ७
वडवाप्रसवतः प्रभूता अश्वा भविष्यन्ति। ८
तेषां विक्रयात्प्रभूतं सुवर्णं भविष्यति। ९
सुवर्णेन चतुःशालं गृहं सम्पद्यते ततः कश्चिद्ब्राह्मणो मम गृहमागत्य प्राप्तवयस्कां रूपाढ्यां कन्यां दास्यति। १०
तत्सकाशात्पुत्रो मे भविष्यति। ११
तस्याहं सोमशर्मेति नाम करिष्यामि। १२
तत्तस्मिञ्जानुचलनयोग्ये सञ्जातेऽहं पुस्तकं गृहीत्वाश्वशालायाः पृष्ठदेश उपविष्टस्तदवधारयिष्यामि। १३
अत्रान्तरे सोमशर्मा मां दृष्ट्वा जनन्युत्सङ्गाज्जानुप्रचलनपरोऽश्वखुरासन्नवर्ती मत्समीपमागमिष्यति। १४
ततोऽहं ब्राह्मणीं कोपाविष्टोऽभिधास्यामि गृहाण तावद्बालकम्। १५
सापि गृहकर्मव्यग्रतयास्मद्वचनं न श्रोष्यति। १६
ततोऽहं समुत्थाय तां पादप्रहारेण ताडयिष्यामि। १७
एवं तेन ध्यानस्थितेन तथैव पादप्रहारो दत्तो यथा स घटो भग्नः। १८
सक्तुभिः पाण्डुरतां गतः॥ १९
ปัญจตันตระ (ปญฺจตนฺตร) เป็นนิืทานสมัยโบราณ เล่าสืบต่อกันมาช้านาน ในที่นี้ขอนำมาเล่าเพื่อการเรียนภาษาสันสกฤตขั้นต้น เพราะศัพท์และไวยากรณ์นั้นไม่ยาก (สำหรับผู้ที่เริ่มเรียนภาษาสันสกฤต) โดยจะอธิบา่ยไปทีละประโยค ทั้งหมด 19 ประโยค ดังกำกับด้วยตัวเลขไว้แล้ว
อ้างอิง
http://www.sanskrit-sanscrito.com.ar/en/scriptures_stories/stories1.shtml
ปัญจตันตระ เคยทราบมาว่า ปัญจ คือ 5 ไม่ทราบผิดหรือถูก
แต่ชอบนิทานค่ะ รออ่านๆๆๆๆเลย
ปัญจะแปลว่า 5 ถูกแล้วครับ, นิทานปัญจตันตระ มีด้วยกัน 5 เล่มครับ ;)
[1] kasmiṁścinnagare kaścitsvabhāvakripaṇo nāma brāhmaṇaḥ prativasati sma.
กสฺมึศฺจินฺนคเร กศฺจิตฺสฺวภาวกฺริปโน นาม พฺราหฺมณะ ปฺรติวสติ สฺม.
แยกสนธิ : กสฺมินฺ-จิทฺ นคเร กสฺ-จิทฺ-สฺวภาวกฺริปนสฺ นาม พฺราหฺมณสฺ ปฺรติวสติ สฺม.
แปลศัพท์ :
กสฺมินฺ-จิทฺ (กสฺมินฺ: ก ปุ.เอก.7-ที่ไหน. ก แจกรูปแบบสรรพนาม), จิทฺ (ใด), สองคำนี้รวมกัน หมายถึง ในที่ใดๆ มักใช้ขยายความคำที่ตามมา(นคเร), นคเร (นคร : นปุ.เอก.7). กสฺมินฺ-จิทฺ นคเร หมายถึง ในเมืองแห่งหนึ่ง (แห่งไหนสักแห่ง)
กสฺ-จิทฺ-สฺวภาวกฺริปนสฺ. (กสฺ: ก ปุ.เอก.1-ใคร), จิทฺ (ใด), สองคำนี้รวมกัน หมายถึง ใครๆ หรือใครคนหนึ่ง, มักตามด้วยคำนาม วิภักติเดียวกัน(สฺวภาวกฺริปนสฺ), สฺวภาวกฺริปนสฺ (สฺวภาวกฺริปน : ปุ.เอก.1) ชื่อคน สวะภาวกริปนะ. กสฺ-จิทฺ-สฺวภาวกฺริปนสฺ.หมายถึง คนคนหนึ่งชื่อสวะภาวกริปนะ
นาม ศัพท์ไม่แจกรูป หมายถึง "มีชื่อว่า"
พฺราหฺมณสฺ (พฺราหฺมณ. ปุ.เอก.1) พราหมณ์
ปฺรติวสติ เป็นกริยา ปัจจุบันกาล เอกพจน์ บุรุษที่ 3 (ปฺรติ+ √วสฺ) = อาศัยอยู่
สฺม ศัพท์ไม่แจกรูป บังคับให้กริยาปัจจุบันกาล มีความหมายเป็นอดีต. กริยาที่บังคับในที่นี้ก็คือปฺติวสติ.
แปลประโยคที่ 1. (กาลครั้งหนึ่ง) ในเมืองแห่งหนึ่ง มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อสวะภาวกริปนะ อาศัยอยู่.
หรือจะแปลว่า มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อสวะภาวกริปนะ อาศัยอยู่ในเมืองแห่งหนึ่ง. ก็ได้
ที่แปลเพิ่มว่า กาลครั้งหนึ่ง เพราะกาลในที่นี้เป็นอดีต.
[1] kasmiṁścinnagare kaścitsvabhāvakripaṇo nāma brāhmaṇaḥ prativasati sma.
กสฺมึศฺจินฺนคเร กศฺจิตฺสฺวภาวกฺริปโณ นาม พฺราหฺมณะ ปฺรติวสติ สฺม.
แยกสนธิ : กสฺมินฺ-จิทฺ นคเร กสฺ-จิทฺ-สฺวภาวกฺริปณสฺ นาม พฺราหฺมณสฺ ปฺรติวสติ สฺม.
แปลศัพท์ :
กสฺมินฺ-จิทฺ (กสฺมินฺ: ก ปุ.เอก.7-ที่ไหน. ก แจกรูปแบบสรรพนาม), จิทฺ (ใด), สองคำนี้รวมกัน หมายถึง ในที่ใดๆ มักใช้ขยายความคำที่ตามมา(นคเร), นคเร (นคร : นปุ.เอก.7). กสฺมินฺ-จิทฺ นคเร หมายถึง ในเมืองแห่งหนึ่ง (แห่งไหนสักแห่ง) ในที่นี้มีสนธิ แทรก ศฺ หลังนิคหิต
กสฺ-จิทฺ-สฺวภาวกฺริปณสฺ. (กสฺ: ก ปุ.เอก.1-ใคร), จิทฺ (ใด), สองคำนี้รวมกัน หมายถึง ใครๆ หรือใครคนหนึ่ง, มักตามด้วยคำนาม วิภักติเดียวกัน(สฺวภาวกฺริปณสฺ), สฺวภาวกฺริปณสฺ (สฺวภาวกฺริปณ : ปุ.เอก.1) ชื่อคน สวะภาวกริปณะ. กสฺ-จิทฺ-สฺวภาวกฺริปณสฺ.หมายถึง คนคนหนึ่งชื่อสวะภาวกริปณะ. สนธิ กสฺ+จิทฺ = กศฺจิทฺ, จิทฺ+สฺว.. = จิตฺสฺว..
นาม ศัพท์ไม่แจกรูป หมายถึง "มีชื่อว่า"
พฺราหฺมณสฺ (พฺราหฺมณ. ปุ.เอก.1) พราหมณ์
ปฺรติวสติ เป็นกริยา ปัจจุบันกาล เอกพจน์ บุรุษที่ 3 (ปฺรติ+ √วสฺ) = อาศัยอยู่
สฺม ศัพท์ไม่แจกรูป บังคับให้กริยาปัจจุบันกาล มีความหมายเป็นอดีต. กริยาที่บังคับในที่นี้ก็คือปฺติวสติ.
สนธิที่เหลือไม่มีอะไรยาก ไม่อธิบาย แต่ถ้าสงสัยก็ถามได้
แปลประโยคที่ 1. (กาลครั้งหนึ่ง) ในเมืองแห่งหนึ่ง มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อสวะภาวกริปณะ อาศัยอยู่.
หรือจะแปลว่า มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อสวะภาวกริปณะ อาศัยอยู่ในเมืองแห่งหนึ่ง. ก็ได้
ที่แปลเพิ่มว่า กาลครั้งหนึ่ง เพราะกาลในที่นี้เป็นอดีต.
โอยย..ขอตายหยังเขียดอีกรอบคะ ยากจัง ตอนแปลอาจไม่ยาก ตอนเอามาเรียงเปนคำเป็นประโยคนี่สิค่ะ ปัญหาของหนู กลัวว่าจะเรียงออกมาแล้วไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ความ เพราะมันติดกันเป็นพืดแบบนี้ อิอิ
เป็นนิทานที่สนุกน้อย...ฮาๆๆๆๆ
พยายามอ่านและทำความเข้าใจตามที่อธิบาย แต่ไม่สนุกเลยยยยยย
ถ้าไม่ได้เรียนสันสกฤต ให้อ่านตัวหนังสือสีน้ำเงินครับ ;)
ค่อยยังชั่ว....อิอิ
(กาลครั้งหนึ่ง) ในเมืองแห่งหนึ่ง มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อสวะภาวกริปนะ อาศัยอยู่.
โห....กว่าจะจบ ... งั้นค่อยมาอ่านรวบยอดนะคะ :)
[2] tasya bhikṣā-arjitaiḥ saktubhir bhukta-urvaritair ghaṭaḥ paripūritaḥ|
ตสฺย ภิกฺษารฺชิไตะ สกฺตุภิรฺภุกฺโตรฺวริไตรฺฆฏะ ปริปูริตะ.
แยกสนธิ : ตสฺย ภิกฺษา-อรฺชิไตสฺ สกฺตุภิสฺ ภุกฺต-อุรฺวริไตสฺ ฆฏสฺ ปริปูริตสฺ. (อักษรสีเดียวกัน คือ วิภักติเดียวกัน)
แปลศัพท์ :
สรุปแล้ว ประโยคนี้มีเพียง 3 คำหลักๆ คือ กรรตุการก กรณการก และสัมพันธการก. แปลการกเดียวกันเป็นคำเดียวกันเลย ทีนี้ ไม่ปรากฏกริยา เราใช้กริยาที่นำมาเป็นนามนี่แหละ แปลเป็นกริยาได้
แปลประโยคที่ 2 : หม้อของเขาถูกทำให้เต็มแล้ว ด้วยเมล็ดข้าวทั้งหลายที่ได้แล้วจากการขอ. (เขาเที่ยวขอข้าว แล้วใส่ไว้ในหม้อ)
ภิกษุกับภักษาหารก็มาจากรากศัพท์เดียวกับภิกฺษาใช่มั้ยครับ
ที่สงสัยอีกอย่างการขออาหารเลี้ยงชีพเป็นจารีตของพราหมณ์ด้วยหรือครับ
เท่าที่อ่านมาเห็นมีแต่สมณะที่หาเลี้ยงชีพด้วยวิธีนี้
ภิกษุ กับ ภิกษา ใช่ครับ แต่กับ ภัีกษา นี่ไม่แน่ใจครับ อิ กับ อุ ไม่ค่อยจะโยงกัน
พราหมณ์ก็ขออาหารครับ, แต่โดยมากเขาจะหมายถึง พราหมณ์ที่เป็นนักเรียน ก่อนถึงวัยครองเรือนครับ
ขอแล้วยังต้องเผื่ออาจารย์ด้วย
तं च घटं नागदन्तेऽवलम्ब्य तस्याधस्तात्खट्वां निधाय सततमेकदृष्ट्या तमवलोकयति। ३
[3] taṁ ca ghaṭaṁ nāgadante 'valambya tasyādhastāt khaṭvāṁ nidhāya satatam ekadṛṣṭyā tam avalokayati|
แยกสนธิ. แบ่งข้อความเป็น 3 ส่วน จะได้แปลง่ายๆ ตัวเอนคือกริยา สีแดงคือกริยาหลัก ชมพูเป็นกรรม
แปลศัพท์
แปล. และ(แล้ว) เขาแขวนหม้อนั้นแล้วกับหมุด, วางที่นอนข้างใต้หม้อของเขาแล้ว, (เขา) จ้องมองดูมันอยู่บ่อยๆ.
สรุป ประโยคนี้มีกริยาหลักตัวเดียว แต่มีกริยาย่อย คือกริยาลงปัจจัย ตฺวา (แต่ในที่นี้ธาตุมีอุปสรรคข้างหน้า จึงเปลี่ยน -ตฺวา มาเป็น -ย) ความหมายว่า ทำกริยาย่อยแต่ละอย่างก่อน แล้วทำกริยาหลัก
ศัพท์ เอกทฺฤษฺฏิ ดูเหมือนจะยังไม่แน่ชัดว่าหมายถึงอะไรแน่.
http://www.youtube.com/watch?v=IXXayyJiMVs นี่เรื่องเดียวกับของอาจารย์ปะคะ
มีเป็นกาตูนฮินดีด้วย http://www.youtube.com/watch?v=AeaaPfQR41A
ปัญจตันตระเหมือนกัน แต่คนละเรื่องครับ
ในปัญจตันตระ มีเรื่องย่อยๆ เยอะ