โครงการธรรมศึกษาวิจัย

พระอภิธรรมว่าด้วยเรื่องอะไร

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

การศึกษา  พระอภิธรรมว่าด้วยเรื่องอะไร ช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อให้การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยเรื่องอะไร

เป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทที่ ๑

พระอภิธรรมว่าด้วยเรื่องอะไร

พระอภิธรรมปิฎกแสดงในเรื่องอะไร  ? 

  “พระอภิธรรมปิฎก  เป็นธรรมที่แสดงปรมัตถสัจจะ  คือปราศจากการสมมุติ  เป็นเนื้อความที่แท้จริงแท้แน่นอนไม่มีการแปรปรวนกลับกลอก  ไม่ว่าเวลาไหน  หรือในที่ใด  ทั้งไม่เกี่ยวกับบุคคล  สัตว์  หรือสิ่งของ  ทั้งสิ้น

  พระอภิธรรม  แสดงถึงเรื่องอะไร ?

  “พระอภิธรรมนั้นเป็นธรรมที่แสดงถึงความจริง  ๒  ประเภท  คือ  ปรมัตถธรรม  กับบัญญัติธรรม

ปรมัตถธรรม  ได้แก่ความจริงที่ไม่มีการแปรปรวน  หรือไม่มีความ

วิปริตด้วยประการใด ๆ มีอยู่  ๔  ประการ  คือ  จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน

บัญญัติธรรม  เป็นสิ่งที่บัญญัติหรือสมมติขึ้นมา  เพื่อที่จะได้เรียกชื่อได้ถูกต้องตามความนิยมของคนหมู่หนึ่งหรือประเทศหนึ่ง

  [บุญมี  เมธางกูร,  และบุษกร  เมธางกูร.  คู่มือการศึกษา  พระอภิธรรมธัมมัตถสังคหะ  ปริจเฉทที่ ๑  ตอนที่ ๑  จิตปรมัตถ์,  หน้า  ๙-๑๑] 

ความหมายของพระอภิธรรม 

  แสดงความหมายได้เป็น ๕ นัย[1]ได้แก 

  ๑. มีความหมายว่า “เจริญ” คือมีนัยอันกว้างขวาง (พิศดาร) “วุฑฺฒิมนฺโต” เป็นไปในความหมายว่าเจริญหรือทวีคูณ  นั้นหมายถึงข้อธรรม ในคัมภีร์อภิธรรม นั้นหมายถึงข้อธรรมในคัมภีร์พระอภิธรรมนั้นๆประดุจการกำหนดวัน  แต่ละข้อล้วนมีเนื้อความอันกว้างขวาง 

  ๒. มีความหมายว่า “กำหนดหมาย” คือกำหนดหมายข้อธรรมแห่งพระอภิธรรมนั้นแม้จะมีอรรถกว้างขวางลึกซึ้งอย่างไร ก็ย่อมหมายลงได้ว่าอย่างนั้นๆ ประดุจการกำหนดวัน เดือนปี อันหมุนเวียนอยู่ หรือดวงจิตอันเกิดขึ้นมากดวง แต่ก็ย่อมกำหนดได้ว่ามีรูปเป็นอารมณ์ หรือมีเสียงเป็นอารมณ์เป็นต้น ตรงกับคำบาลีว่า “สลฺลกฺขณา”

  ๓. มีความหมายว่า “ควรแก่บูชา” เพราะแยกธรรมออกเป็นเสกขธรรมอเสกขธรรมและ โลกุตตรธรรมข้อธรรมแห่งอภิธรรมนั้นจึงควรบูชา นักปราชญ์ควรบูชาแท้ดุจจอม จักรพรรดิที่พระราชาทั้งหลายต้องบูชาเสกขธรรม อเสกขธรรมโลกุตตรธรรมก็เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติธรรม ควรบูชาแท้เหมือนกัน ตรงกับคำบาลีว่า “ปูชิตา”

๔. มีความหมายว่า “ กำหนดตัด ” ข้อธรรมแห่งพระอภิธรรมนั้น ถึงจะสุขุม

เพียงไรก็ตาม ก็จำกัดความลงได้ว่าอย่างนั้นๆเช่น จำกัดลงไปว่าเป็นจิต เจตสิก รูป นิพพาน ผัสสะ เวทนา สัญญาเป็นต้นตรงกับคำบาลีว่า “ ปริจฉินนา”

 

  ๕. มีความหมายว่า “ อธิกา ”  มีเนื้อความอันยิ่งคือปรมัตถะได้แก่ข้อธรรมแห่งพระอภิธรรมนั้น สุขุมคัมภีรภาพ กว้างขวาง สูงยิ่งกว่าในคัมภีร์ทั้งหลายประดุจเปรียบกับว่า สิ่งนี้งามกว่าสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้งามยิ่ง ในพระอภิธรรมก็มี กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตรธรรม ยิ่งกว่ากันเป็นขั้นๆ หรือยิ่งโดยธรรมขันธ์ คือยิ่งกว่าพระวินัย ยิ่งกว่าพระสุตันตเป็นต้น

  ด้วยเหตุนั้นเพื่อความฉลาด ในอรรถแห่งพระอภิธรรม ท่านจึงประพันธ์คาถาไว้ว่า

ยํ เอตา วุฑฒิมนฺโต สลกขณา ปูชิตา ปริจฉินนา วุตตาธิกา จ ธมมา อภิธมโม เตน อกขาโต[2]

  ธรรมที่เจริญ ๑  ธรรมที่ควรกำหนดหมาย ๑ธรรมที่ควรบูชา ๑ธรรมกำหนด ( แยก ) ไว้ ๑และธรรมที่ยิ่ง ๑พระผู้มีพระภาคทรงเรียกอภิธรรม

  ความสำคัญของคัมภีร์พระอภิธรรม

  มูลเหตุของการเกิดพระอภิธรรม

  ในอัฏฐสาลินีอรรถกถา[3]ได้ขยายความไว้ว่าภายหลังที่พระบรมศาสดาทรงตรัสรู้ณโพธิบัลลังก์แล้ว…

  ในสัปดาห์ที่๔[4]ทรงเสด็จเข้าประทับในเรือนแก้ว (  รัตนฆระเจดีย์ ) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ( ทิศพายับของโพธิบัลลังก์ ) แล้วทรงกำหนดพิจารณาปกรณ์ทั้ง๗พระคัมภีร์เมื่อพระบรมศาสดาทรงกำหนดพิจารณาพระธัมมสังคณีอยู่ในเรือนแก้วนั้นพระรัศมียังมิได้พวยพุ่งออกจากพระสรีระถึงแม้เมื่อทรงกำหนดพิจารณาวิภังคปกรณ์ธาตุกถาปุคคลบัญญัติกถาวัตถุและยมกปกรณ์พระรัศมีทั้งหลายก็หาได้พวยพุ่งออกจากพระสรีระไม่แต่เมื่อพระบรมศาสดาทรงกำหนดพิจารณาหยั่งลงสู่ ( พระสมันตปัฏฐาน ) มหาปกรณ์เริ่มทรงกำหนดพิจารณา “ เหตุปจจโยอธิปติปจจโยฯลฯอวิคตปจจโย ” ดังนี้ในขณะนั้น  ทันทีที่พระบรมศาสดาทรงกำหนดพิจารณาสมันตปัฎฐาน๒๔  พระสัพพัญญตญาณก็ได้โอกาสหยั่งลงในมหาปกรณ์โดยเฉพาะแต่ทางเดียวเมื่อพระบรมศาสดาทรงกำหนดพิจารณาพระธรรมที่ละเอียดสุขุมตามสบายพระทัยด้วยพระสัพพัญญตญาณซึ่งได้โอกาสแล้วอย่างนี้พระรัศมีวรรณะ๖คือนีล ( เขียว ) เหลืองแดงขาวมัญเชฎฐ( หงสบาท )และปภัสสร ( เลื่อมพราย ) ก็พวยพุ่งออกจากพระสรีระ

  ที่กล่าวว่า “ พระปกรณ์ทั้ง๗พระคัมภีร์ ” นั้นหมายถึงพระอภิธรรม๗คัมภีร์พระอภิธรรมนั้นเปรียบเหมือนยอดไม้ถ้าใครได้ขึ้นไปบนยอดไม้ก็จะมองเห็นได้กว้างขวางกว่าอยู่ได้ต้นไม้เช่นการเรียนก็ไม่ควรเรียนแค่พระสูตรหรือพระวินัยเท่านั้นทั้งนี้เพราะพระอภิธรรมนั้นเป็นยอดแห่งธรรมเป็นแม่บทของธรรมทั้งปวงใครเรียนพระอภิธรรมได้แตกฉานแล้วสามารถอธิบายพระสูตรพระวินัยได้ชัดเจนเข้าถึงสภาวธรรมตามความเป็นจริงของชีวิตได้

  เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมมีความจำเป็นสำหรับพระภิกษุและพระภิกษุณีเป็นอย่างยิ่งดังที่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระมีความดำริว่า “ ไฉนหนอเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายพึงเป็นผู้รอบรู้พระอภิธรรมแล้วหยั่งญาณลงในฐานะทั้งหลายที่ละเอียดสุขุมแล้วเจริญวิปัสสนาพึงกระทำให้เห็นแจ้งซึ่งโลกุตตรธรรม”[5] นอกจากนี้การศึกษาพระอภิธรรมสำหรับพระภิกษุผู้อยู่ป่าก็มีความจำเป็นเช่นกันด้วยเหตุนี้ท่านพระสารีบุตรจึงได้แนะนำภิกษุผู้อยู่ป่ารูปหนึ่งว่า:

  “ อาวุโส , พระภิกษุผู้อยู่ป่าควรทำโยคะ ( ความเพียร ) ในอภิธรรมในอภิวินัย ,อาวุโสบุคคลทั้งหลายผู้ถามปัญหาในอภิธรรมในอภิวินัยกะพระภิกษุผู้อยู่ป่ามีอยู่ , อาวุโสถ้าพระภิกษุผู้อยู่ป่าถูกถามปัญหาในอภิธรรมในอภิวินัยและวิสัชนาไม่ได้จะมีคนทั้งหลายกล่าวตำหนิพระภิกษุผู้อยู่ป่านั้นว่ามีประโยชน์อะไรด้วยการสมัครใจอยู่ในป่าของท่านผู้อยู่ป่ารูปเดียวนี้วึ่งถูกถามปัญหาในอภิธรรมในอภิวินัยแล้วก็วิสัชนาไม่ได้

ดังนั้นพระภิกษุผู้อยู่ป่าควรทำความเพียร( โยคะ ) ในอภิวินัย ”[6]พระอภิธรรมเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสสอนถึงความจริงที่มีอยู่จริงๆซึ่งการแสดงธรรมที่เป็นความจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามี๒ประการคือ[7]

๑. สมมุติสัจจะทรงแสดงธรรมตามความเป็นจริงของสมมุติโวหารได้แก่พระสูตรพระวินัยปุคคลบัญญัติ

๒. ปรมัตถสัจจะทรงแสดงธรรมตามความเป็นจริงของสภาวะได้แก่พระอภิธรรมคัมภีร์เว้นปุคคลบัญญัติหรือได้แก่จิตเจตสิกรูปนิพพาน

ดังมีสาธกแสดงไว้ในมโนรถปูรณีอรรถกถาว่า

  “ทุเว  สจจานิ  อกขาสิ  สมพุทโธ  วทตํ  วโร

  สมมตึ  ปรมตถญจ  ตติยํนปลพภติ[8]

แปลว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเหนือปราชญ์ทั้งหลายทรงกล่าวถึงสัจจะ๒อย่างคือสมมติกับปรมัตถ์ไม่มีสัจจะที่๓

  ปรมัตถสัจจะมี๒ประการคือ

  ๑. สภาวะสัจจะ[9]  ธรรมที่เป็นจริงตามสภาวลักษณะได้แก่กุศลธรรมอกุศลธรรมเป็นต้นที่แสดงไว้ในพระอภิธรรมปิฎก

  ๒. อริยสัจจะ[10]  ธรรมที่เป็นจริงโดยเฉพาะพระอริยบุคคลทั้งหลายได้แก่อริยสัจจ์๔มีทุกขสัจจะเป็นต้นดังที่พระอนุรุทธาจารย์ได้แสดงเป็นใจความว่าตตถวุตตาภิธมมตถาเป็นต้น[11]

  ความหมายและความสำคัญของอภิธรรม

  พระอภิธรรมเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งรวบรวมไว้ในพระอภิธรรมปิฎก  เป็นหนึ่งในสามของพระไตรปิฎก(คือพระวินัย  พระสูตร  พระอภิธรรม)

  พระอภิธรรมเป็นการประมวลพุทธพจน์หมวดพระอภิธรรมคือหลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักสภาวธรรมล้วนๆไม่เกี่ยวด้วยบุคคลหรือเหตุการณ์แบ่งเป็น๗คัมภีร์[12]เรียกย่อหรือหัวใจว่าสํ  วิ  ธา  ปุ      ปคือ

๑. สังคณีหรือธัมมสังคณีรวมข้อธรรมเข้าเป็นหมวดหมู่แล้วอธิบายทีละ

ประเภทวิภังค์ยกหมวดธรรมสำคัญๆขึ้นตั้งเป็นหัวเรื่องแล้วแยกแยะออกอธิบายชี้แจงวินิจฉัยโดยละเอียด

๒. วิภังค์ ยกหมวดธรรมสำคัญๆ ขึ้นตั้งเป็นหัวเรื่อง แล้วแยกแยะออกอธิบาย ชี้แจงวินิจฉัยโดยละเอียด 

๓.  ธาตุกถาสงเคราะห์ข้อธรรมต่างๆเข้าในขันธ์อายตนะ  ธาตุ

๔. ปุคคลบัญญัติ บัญญัติความหมาย ของบุคคลประเภทต่างๆ ตามคุณธรรมที่มีอยู่ในบุคคลนั้นๆ

๕.กถาวัตถุแถลงวินิจฉัยทัศนะของนิกายต่างๆสมัยการสังคายนาครั้งที่๓

๖. ยมกยกหัวข้อธรรมขึ้นวินิจฉัยโดยตั้งคำถาม-ตอบกันเป็นคู่ๆ

๗. ปัฏฐานหรือมหาปกรณ์  อธิบายปัจจัย๒๔แสดงความสัมพันธ์เนื่องอาศัยกันแห่งธรรมทั้งหลายโดยพิศดาร[13]

    อธิธมฺมตถสงคหแปลว่าการรวบรวมจิตเจตสิตรูปนิพพานบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงทรงแสดงไว้ในอภิธรรม๗คัมภีร์  เรียกอย่างหนึ่งว่า…”อรรถกถานิ้วก้อย”[14]  คือย่อเรื่องอภิธรรมเป็นปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษาในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทกันอย่างกว้างขวางสรุปว่าอภิธรรมก็คือปรมัตถธรรมและบัญญัติ

  ปรมัตถธรรม คือ สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์  หรือสิ่งที่เป็นจริง  โดยความหมายสูงสุดมี ๔ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน

    บัญญัติธรรม  ได้แก่อรรถบัญญัติ  กับสัททบัญญัติ[15]  คือ  เนื้อความกับคำพูดที่ใช้สมมติกันขึ้น  แม้จะไม่ใช่ความจริงแต่ก็ไม่ขึ้นกับการเวลา

    พระอภิธัมมัตถสังคหะ  เป็นชื่อของตำราที่สรุปความมาจากอภิธรรม๗คัมภีร์โดยพระอนุรุทธาจารย์  เป็นผู้รวบรวมและอธิบายความหลังจากสัมมาสัมพุทธเจ้า  ปรินิพพานแล้วประมาณ๙00 ปีและเป็นตำราที่ใช้ศึกษาพระอภิธรรมในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

  พระอภิธรรมมัตถสังคหะ[16]  ที่พระอนุรุทธาจารย์[17]ได้รวบรวมขึ้นนั้น  เปรียบเหมือนบันไดที่จะก้าวขึ้นสู่การศึกษา  ชั้นคัมภีร์พระอภิธรรมปิฏกทั้ง๗คัมภีร์  คือถ้าใครได้เรียนพระอภิธัมมัตถสังคหะจบแล้วก็จะศึกษาคัมภีร์ต่างๆในพระอภิธรรมปิฎกได้ง่ายและเข้าใจได้ดี(คำว่า “พระอภิธัมมัตถสังคหะ”มาจากคำว่าอภิธรรม+อัตถะ+สัง+คหะ

อภิธรรม  แปลว่า    ธรรมอันประเสริฐยิ่ง  ธรรมที่มีอยู่จริงๆได้แก่พระอภิธรรมปิฎก๗  คัมภีร์ 

อัตถะ  แปลว่า  เนื้อความ  เนื้อหา  หรือใจความ  ของพระอภิธรรมทั้ง๗คัมภีร์

สัง  แปลว่า  โดยย่อ

คหะ  แปลว่า  รวบรวม

  เมื่อรวมกันได้แล้ว  “อภิธัมมัตถสังคห  แปลว่าแสดงการรวบรวมเนื้อความจากพระอภิธรรมปิฎกโดยย่อได้แก้จิตเจตสิกรูปนิพพานและบัญญัติ) พระอนุรุทธาจารย์เป็นผู้รวบรวมขึ้นมานั้นมี๙หมวดหรือ๙ปริเฉทแต่ละปริเฉท  มีเนื้อความโดยย่อดังนี้

๒.๑.๓. พระอภิธัมมัตถสังคห    ปริเฉท

ปริเฉทที่จิตปรมัตถ์  เป็นการรวบรวมเรื่องจิตทั้งหมดทุกภพภูมิมาไว้ในปริเฉทนี้ได้เรียนรู้ทั้งหมด๘๙หรือ๑๒๙เช่นจิตกุศลจิตอกุศลจิตที่เป็นผลบุญจิตที่เป็นผลบาปและจิตที่เป็นกริยา

ปริเฉทที่เจตสิกปรมัตถ์เป็นการรวบรวมเรื่องของเจตสิกปรมัตถ์  ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ประกอบกับจิต  ปรุงแต่งจิต  ทำให้จิตรู้สึกนึกคิดแตกต่างกันทั้งหมด๕๒การศึกษาปริเฉทนี้จะทำให้รู้ส่วนประกอบปรุงแต่งของจิตใจอย่างละเอียด

ปริเฉทที่ปกิณณกสังคหะเป็นการรวบรวมจิตและเจตสิกสงเคราะห์จิตและเจตสิกลงในเวทนาเหตุกิจทวารอารมณ์และวัตถุซึ่งเป็นฐานอันสำคัญที่จะก้าวไปสู่การเรียนรู้ปริจเฉทสูงๆเช่นเรื่องของวิถีจิต  เรื่องของเหตุปัจจัยเป็นต้น

ปริเฉทที่วิถีสังคหะ  เป็นการแสดงการทำงานของจิตและเจตสิกในขณะรับอารมณ์ทางปัญจทวารและทางมโนทวาร  เช่นเห็นครั้งหนึ่ง  มีขบวนการของจิตและเจตสิกเกิดต่อเนื่องกันอย่างไรคิดชอบใจคิดไม่ชอบใจมีกระบวนการทำงานของจิตแล้วเจตสิกอย่างไรซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในปริจเฉทนี้

ปริเฉทที่วิถีมุตตสังคหะเป็นการรวบรวมจิตที่เจตสิกทำงานเกี่ยวข้องกับกรรมกฎแห่งกรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วนทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลธรรมและภพภูมิอันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทั้ง๓๑ภูมิ

ปริจเฉทที่รูปสังคหะเป็นการรวบรวมเรื่องรูปทั้งหมดมาไว้ให้ศึกษาในจำนวนรูปทั้งหมดก็คือส่วนประกอบของร่างกายมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายรูปทั้งหมดมี๒๘รูปในแต่ละรูปมีชื่อเรียกว่าอย่างไรมีลักษณะอย่างไรเกิดขึ้นมาจากสมุฎฐานอะไรทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย

  ปริจเฉทที่ ๗ สมุจยสังคหะ เป็นการรวบรวมจิต เจตสิก รูป นิพพาน สงเคราะห์ลงเป็นหมวดหมู่แห่งธรรมที่เป็นไปเพื่อตรัสรู้ หมวดหมู่แห่งอกุศลมี ๙ กอง หมวดหมู่แห่งธรรมทั้งหลายปนกัน และการจำแนกธรรมโดยความเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ และอริยสัจจ์ ๔ เป็นต้น

  ปริจเฉทที่ปัฏฐานสังคหะเป็นการรวบรวมจิตเจตสิกและทำหน้าที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันและกันและหลักปฎิจจสมุปบาทคือธรรมที่เป็นเหตุผลต่อเนื่องกันไม่ขาดสายธรรมที่เป็นเหตุมีเท่าไรธรรมที่เป็นผลมีเท่าไรอะไรบ้างเป็นต้น

  ปริจเฉทที่กัมมฏฐานสังคหะเป็นการรวบรวมเรื่องของการปฏิบัติทั้งสมาชิกและวิปัสสนามาไว้ในที่นี้จะศึกษาเรื่องสมาธิได้อย่างถี่ถ้วนทั้ง๔๐  แบบเรียนรู้ถึงการปฏิบัติจนได้ฌานอภิญญาการแสดงฤทธิ์ต่างๆตลอดจนมรรคผลนิพพาน

  หลักอภิธรรมทั้ง๙ปริจเฉทที่กล่าวมานี้เปรียบเหมือนเป็นสารบัญของพระอภิธัมมัตถสังคหะเพื่อชี้ให้เห็นว่าพระอภิธรรมนั้นคืออะไรมีเนื้อความโดยย่อเป็นอย่างไร[18]



วิ.อ.(บาลี)๑/๑๙. ทวิช เปล่งวิทยา(พ.อ.), คบธรรม (คลังปริยัติธรรม ๑-๒-๓ ธัมมานุกรม,(กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์เลี่ยงเซียงเจริญ,๒๕๑๘)หน้า ๘๓๘-๘๓๙.

[2] มหามกุฎราชวิทยาลัย , พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ภาค ๑ ธรรมสังคณีและอรรถกถา,พิมพ์ เนื่องในวโรกาสครบ ๒๐๐ปีแห่งราชวงศ์จักรี กรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๕๒๕, ( กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๓) หน้า ๔๕-๔๖

[3] อภิ.สง อ. ( บาลี ) ๘๒

[4] วิ.อ. ( บาลี ) ๓/๔/๘

[5] ม.อ. ๒/๓๔๕.

[6] ม.ม. ( ไทย ) ๑๓/๒๑๙ /๑๙๙ อนึ่ง คำอภิธรรมและอภิวินัย หมายถึง พระอภิธรรมปิฎกและพระวินัยปิฎก;ม.มู.อ. ( บาลี )  ๓/๑๗๕

[7] อง.เอกก.อ. ( บาลี ) ๑/๑๗๐/๘๖-๘๗, อภิ.มูลฎีกา ๒/๕๗;อง.เอกก. อ. ( บาลี ) ๑/๘๖;อง.เอกก.( ไทย ) ๑/๑/๑๘๕;ที.สี อ. ๑/๔๓๙-๔๔๓/๓๑๗;ที.สี อ. ( ไทย ) ๑/๒/๒๐๓

[8] อง.เอกก.อ. ( บาลี ) ๑/๗๔

[9] อง.เอกก.อ. ( บาลี ) ๑/๑๗๐/๑๕๐

[10] อภิ.สง ( บาลี ) ๔๖/๓๐๑-๓๐๒

[11] พระสัทธัมมโชติ ธัมมาจริยะ,ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ ๑,๒,๖  จิต เจตสิก รูป นิพพาน หลักสูตรชั้นอภิธรรมิกตรี,พิมพ์ครั้งที่ ๗ , ( กรุงเทพ ฯ:สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร, ๒๕๓๖ ) หน้า ๓-๕

[12] อภิสง .อ. ( บาลี ) ๗-๙;อภิ.สง. ( ไทย) ๓๔/( ๑๐ )

  [13] พระเทพเทวี (ประยุกธ์ ปยุตุโต),  พจนานุกรมศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์,พิมพ์ครั้งที่ ๗ (กรุงเทพ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย,๒๕๓๖), หน้า ๗๗–๗๘.

  [14] สงคหฏีกา (บาลี)(บทนำ)(๒๕).

  [15] พระสัทธัมมโชติกะธัมมาจริยะ, ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ ๑ ๒ ๖ จิต เจตสิก รูป นิพพาน หลักสูตร จูฟัอภิธรรมมิกตรี,พิมพ์ครั้งที่ ๗,(กรุงเทพ : สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร,๒๕๓๖),หน้า ๗๗–๗๘.

  [16] ทวิช เปล่งวิทยา (พ.อ) คบธรรม(คลังปริยัติธรรม ๑-๒-๓)ธัมมานุกรม,(กรุงเทพ : โรงพิมพ์เลี่ยงเซียง จงเจริญ, ๒๕๑๘) น. ๘๓๙–๘๔๐

[17]ระวัติโดยย่อพระอนุรุทธาจารย์ คือ ท่านเป็นพระเถระที่สำคัญองค์หนึ่ง  เป็นชาวเมืองกาวิญกัญจิ  ในแคว้นมัทราชทางภาคใต้ของประเทศอินเดีย  เป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดตุมูลโสมาราม  ได้ไปศึกษาพระอภิธรรมปิฏกในเมืองอนุราธบุรี ประเทศลังกา  จนแตกฉาน มีชื่อเสียงโด่งดังว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญในอภิธรรมปิฏกในพระอภิธรรมปิฏกในยุคนั้น

    อุบาสกแห่งวัดตุมูลโสมาราม  ชื่อว่านัมพระอุบาสก  เป็นผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ได้อาราธนาให้พระอนุรุทธาจารย์  รวบรวมพระอภิธรรมปิฏกที่ละเอียดลึกซึ้งนั้น  ให้สั้นแลัง่ายต่อการศึกษาจดจำ  เพื่อประโยชน์แก่ชนรุ่นหลังจะได้เรียนพระอภิธรรมกันได้ง่ายขึ้น พระอนุรุทธาจารย์จึงรับอาราธนา  และรวบรวมโดยอาศัยบาลีอรรถกา ฎีกา และอนุฎีกา อันเป็นหลักฐานที่สำคัญ ในทางพระพุทธศาสนาจนสำเร็จ ให้ชื่อตำราที่รวบรวมนี้ว่า”พระอภิธัมมัตถสังคห” เป็นตำราที่ขึ้นชื่อลือนาม  เป็นที่ยอมรับนับถือ  ในวงการศึกษาของพระพุทธศาสนานับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ;

    ขุนสรรพกิจโกศล(โกวิท ปัทมะสุนทร), คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริเฉจที่ ๑ ,(กรุงเทพ โรงพิมพ์อำพลพิทยา, ๒๕๑๑) ,หน้า ๕.

[18] ทวิช เปล่งวิทยา (พ.อ.) คบธรรม. หน้า ๘๓๙-๘๔๐