มหาธี
อาจารย์ ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

พระอภิธรรมว่าด้วยเรื่องอะไร


 

  โครงการธรรมศึกษาวิจัย

พระอภิธรรมว่าด้วยเรื่องอะไร

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

การศึกษา  พระอภิธรรมว่าด้วยเรื่องอะไร ช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อให้การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยเรื่องอะไร

เป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทที่ ๑

พระอภิธรรมว่าด้วยเรื่องอะไร

พระอภิธรรมปิฎกแสดงในเรื่องอะไร  ? 

  “พระอภิธรรมปิฎก  เป็นธรรมที่แสดงปรมัตถสัจจะ  คือปราศจากการสมมุติ  เป็นเนื้อความที่แท้จริงแท้แน่นอนไม่มีการแปรปรวนกลับกลอก  ไม่ว่าเวลาไหน  หรือในที่ใด  ทั้งไม่เกี่ยวกับบุคคล  สัตว์  หรือสิ่งของ  ทั้งสิ้น

  พระอภิธรรม  แสดงถึงเรื่องอะไร ?

  “พระอภิธรรมนั้นเป็นธรรมที่แสดงถึงความจริง  ๒  ประเภท  คือ  ปรมัตถธรรม  กับบัญญัติธรรม

ปรมัตถธรรม  ได้แก่ความจริงที่ไม่มีการแปรปรวน  หรือไม่มีความ

วิปริตด้วยประการใด ๆ มีอยู่  ๔  ประการ  คือ  จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน

บัญญัติธรรม  เป็นสิ่งที่บัญญัติหรือสมมติขึ้นมา  เพื่อที่จะได้เรียกชื่อได้ถูกต้องตามความนิยมของคนหมู่หนึ่งหรือประเทศหนึ่ง

  [บุญมี  เมธางกูร,  และบุษกร  เมธางกูร.  คู่มือการศึกษา  พระอภิธรรมธัมมัตถสังคหะ  ปริจเฉทที่ ๑  ตอนที่ ๑  จิตปรมัตถ์,  หน้า  ๙-๑๑] 

ความหมายของพระอภิธรรม 

  แสดงความหมายได้เป็น ๕ นัย[1]ได้แก 

  ๑. มีความหมายว่า “เจริญ” คือมีนัยอันกว้างขวาง (พิศดาร) “วุฑฺฒิมนฺโต” เป็นไปในความหมายว่าเจริญหรือทวีคูณ  นั้นหมายถึงข้อธรรม ในคัมภีร์อภิธรรม นั้นหมายถึงข้อธรรมในคัมภีร์พระอภิธรรมนั้นๆประดุจการกำหนดวัน  แต่ละข้อล้วนมีเนื้อความอันกว้างขวาง 

  ๒. มีความหมายว่า “กำหนดหมาย” คือกำหนดหมายข้อธรรมแห่งพระอภิธรรมนั้นแม้จะมีอรรถกว้างขวางลึกซึ้งอย่างไร ก็ย่อมหมายลงได้ว่าอย่างนั้นๆ ประดุจการกำหนดวัน เดือนปี อันหมุนเวียนอยู่ หรือดวงจิตอันเกิดขึ้นมากดวง แต่ก็ย่อมกำหนดได้ว่ามีรูปเป็นอารมณ์ หรือมีเสียงเป็นอารมณ์เป็นต้น ตรงกับคำบาลีว่า “สลฺลกฺขณา”

  ๓. มีความหมายว่า “ควรแก่บูชา” เพราะแยกธรรมออกเป็นเสกขธรรมอเสกขธรรมและ โลกุตตรธรรมข้อธรรมแห่งอภิธรรมนั้นจึงควรบูชา นักปราชญ์ควรบูชาแท้ดุจจอม จักรพรรดิที่พระราชาทั้งหลายต้องบูชาเสกขธรรม อเสกขธรรมโลกุตตรธรรมก็เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติธรรม ควรบูชาแท้เหมือนกัน ตรงกับคำบาลีว่า “ปูชิตา”

๔. มีความหมายว่า “ กำหนดตัด ” ข้อธรรมแห่งพระอภิธรรมนั้น ถึงจะสุขุม

เพียงไรก็ตาม ก็จำกัดความลงได้ว่าอย่างนั้นๆเช่น จำกัดลงไปว่าเป็นจิต เจตสิก รูป นิพพาน ผัสสะ เวทนา สัญญาเป็นต้นตรงกับคำบาลีว่า “ ปริจฉินนา”

 

  ๕. มีความหมายว่า “ อธิกา ”  มีเนื้อความอันยิ่งคือปรมัตถะได้แก่ข้อธรรมแห่งพระอภิธรรมนั้น สุขุมคัมภีรภาพ กว้างขวาง สูงยิ่งกว่าในคัมภีร์ทั้งหลายประดุจเปรียบกับว่า สิ่งนี้งามกว่าสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้งามยิ่ง ในพระอภิธรรมก็มี กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตรธรรม ยิ่งกว่ากันเป็นขั้นๆ หรือยิ่งโดยธรรมขันธ์ คือยิ่งกว่าพระวินัย ยิ่งกว่าพระสุตันตเป็นต้น

  ด้วยเหตุนั้นเพื่อความฉลาด ในอรรถแห่งพระอภิธรรม ท่านจึงประพันธ์คาถาไว้ว่า

ยํ เอตา วุฑฒิมนฺโต สลกขณา ปูชิตา ปริจฉินนา วุตตาธิกา จ ธมมา อภิธมโม เตน อกขาโต[2]

  ธรรมที่เจริญ ๑  ธรรมที่ควรกำหนดหมาย ๑ธรรมที่ควรบูชา ๑ธรรมกำหนด ( แยก ) ไว้ ๑และธรรมที่ยิ่ง ๑พระผู้มีพระภาคทรงเรียกอภิธรรม

  ความสำคัญของคัมภีร์พระอภิธรรม

  มูลเหตุของการเกิดพระอภิธรรม

  ในอัฏฐสาลินีอรรถกถา[3]ได้ขยายความไว้ว่าภายหลังที่พระบรมศาสดาทรงตรัสรู้ณโพธิบัลลังก์แล้ว…

  ในสัปดาห์ที่๔[4]ทรงเสด็จเข้าประทับในเรือนแก้ว (  รัตนฆระเจดีย์ ) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ( ทิศพายับของโพธิบัลลังก์ ) แล้วทรงกำหนดพิจารณาปกรณ์ทั้ง๗พระคัมภีร์เมื่อพระบรมศาสดาทรงกำหนดพิจารณาพระธัมมสังคณีอยู่ในเรือนแก้วนั้นพระรัศมียังมิได้พวยพุ่งออกจากพระสรีระถึงแม้เมื่อทรงกำหนดพิจารณาวิภังคปกรณ์ธาตุกถาปุคคลบัญญัติกถาวัตถุและยมกปกรณ์พระรัศมีทั้งหลายก็หาได้พวยพุ่งออกจากพระสรีระไม่แต่เมื่อพระบรมศาสดาทรงกำหนดพิจารณาหยั่งลงสู่ ( พระสมันตปัฏฐาน ) มหาปกรณ์เริ่มทรงกำหนดพิจารณา “ เหตุปจจโยอธิปติปจจโยฯลฯอวิคตปจจโย ” ดังนี้ในขณะนั้น  ทันทีที่พระบรมศาสดาทรงกำหนดพิจารณาสมันตปัฎฐาน๒๔  พระสัพพัญญตญาณก็ได้โอกาสหยั่งลงในมหาปกรณ์โดยเฉพาะแต่ทางเดียวเมื่อพระบรมศาสดาทรงกำหนดพิจารณาพระธรรมที่ละเอียดสุขุมตามสบายพระทัยด้วยพระสัพพัญญตญาณซึ่งได้โอกาสแล้วอย่างนี้พระรัศมีวรรณะ๖คือนีล ( เขียว ) เหลืองแดงขาวมัญเชฎฐ( หงสบาท )และปภัสสร ( เลื่อมพราย ) ก็พวยพุ่งออกจากพระสรีระ

  ที่กล่าวว่า “ พระปกรณ์ทั้ง๗พระคัมภีร์ ” นั้นหมายถึงพระอภิธรรม๗คัมภีร์พระอภิธรรมนั้นเปรียบเหมือนยอดไม้ถ้าใครได้ขึ้นไปบนยอดไม้ก็จะมองเห็นได้กว้างขวางกว่าอยู่ได้ต้นไม้เช่นการเรียนก็ไม่ควรเรียนแค่พระสูตรหรือพระวินัยเท่านั้นทั้งนี้เพราะพระอภิธรรมนั้นเป็นยอดแห่งธรรมเป็นแม่บทของธรรมทั้งปวงใครเรียนพระอภิธรรมได้แตกฉานแล้วสามารถอธิบายพระสูตรพระวินัยได้ชัดเจนเข้าถึงสภาวธรรมตามความเป็นจริงของชีวิตได้

  เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมมีความจำเป็นสำหรับพระภิกษุและพระภิกษุณีเป็นอย่างยิ่งดังที่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระมีความดำริว่า “ ไฉนหนอเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายพึงเป็นผู้รอบรู้พระอภิธรรมแล้วหยั่งญาณลงในฐานะทั้งหลายที่ละเอียดสุขุมแล้วเจริญวิปัสสนาพึงกระทำให้เห็นแจ้งซึ่งโลกุตตรธรรม”[5] นอกจากนี้การศึกษาพระอภิธรรมสำหรับพระภิกษุผู้อยู่ป่าก็มีความจำเป็นเช่นกันด้วยเหตุนี้ท่านพระสารีบุตรจึงได้แนะนำภิกษุผู้อยู่ป่ารูปหนึ่งว่า:

  “ อาวุโส , พระภิกษุผู้อยู่ป่าควรทำโยคะ ( ความเพียร ) ในอภิธรรมในอภิวินัย ,อาวุโสบุคคลทั้งหลายผู้ถามปัญหาในอภิธรรมในอภิวินัยกะพระภิกษุผู้อยู่ป่ามีอยู่ , อาวุโสถ้าพระภิกษุผู้อยู่ป่าถูกถามปัญหาในอภิธรรมในอภิวินัยและวิสัชนาไม่ได้จะมีคนทั้งหลายกล่าวตำหนิพระภิกษุผู้อยู่ป่านั้นว่ามีประโยชน์อะไรด้วยการสมัครใจอยู่ในป่าของท่านผู้อยู่ป่ารูปเดียวนี้วึ่งถูกถามปัญหาในอภิธรรมในอภิวินัยแล้วก็วิสัชนาไม่ได้

ดังนั้นพระภิกษุผู้อยู่ป่าควรทำความเพียร( โยคะ ) ในอภิวินัย ”[6]พระอภิธรรมเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสสอนถึงความจริงที่มีอยู่จริงๆซึ่งการแสดงธรรมที่เป็นความจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามี๒ประการคือ[7]

๑. สมมุติสัจจะทรงแสดงธรรมตามความเป็นจริงของสมมุติโวหารได้แก่พระสูตรพระวินัยปุคคลบัญญัติ

๒. ปรมัตถสัจจะทรงแสดงธรรมตามความเป็นจริงของสภาวะได้แก่พระอภิธรรมคัมภีร์เว้นปุคคลบัญญัติหรือได้แก่จิตเจตสิกรูปนิพพาน

ดังมีสาธกแสดงไว้ในมโนรถปูรณีอรรถกถาว่า

  “ทุเว  สจจานิ  อกขาสิ  สมพุทโธ  วทตํ  วโร

  สมมตึ  ปรมตถญจ  ตติยํนปลพภติ[8]

แปลว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเหนือปราชญ์ทั้งหลายทรงกล่าวถึงสัจจะ๒อย่างคือสมมติกับปรมัตถ์ไม่มีสัจจะที่๓

  ปรมัตถสัจจะมี๒ประการคือ

  ๑. สภาวะสัจจะ[9]  ธรรมที่เป็นจริงตามสภาวลักษณะได้แก่กุศลธรรมอกุศลธรรมเป็นต้นที่แสดงไว้ในพระอภิธรรมปิฎก

  ๒. อริยสัจจะ[10]  ธรรมที่เป็นจริงโดยเฉพาะพระอริยบุคคลทั้งหลายได้แก่อริยสัจจ์๔มีทุกขสัจจะเป็นต้นดังที่พระอนุรุทธาจารย์ได้แสดงเป็นใจความว่าตตถวุตตาภิธมมตถาเป็นต้น[11]

  ความหมายและความสำคัญของอภิธรรม

  พระอภิธรรมเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งรวบรวมไว้ในพระอภิธรรมปิฎก  เป็นหนึ่งในสามของพระไตรปิฎก(คือพระวินัย  พระสูตร  พระอภิธรรม)

  พระอภิธรรมเป็นการประมวลพุทธพจน์หมวดพระอภิธรรมคือหลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักสภาวธรรมล้วนๆไม่เกี่ยวด้วยบุคคลหรือเหตุการณ์แบ่งเป็น๗คัมภีร์[12]เรียกย่อหรือหัวใจว่าสํ  วิ  ธา  ปุ      ปคือ

๑. สังคณีหรือธัมมสังคณีรวมข้อธรรมเข้าเป็นหมวดหมู่แล้วอธิบายทีละ

ประเภทวิภังค์ยกหมวดธรรมสำคัญๆขึ้นตั้งเป็นหัวเรื่องแล้วแยกแยะออกอธิบายชี้แจงวินิจฉัยโดยละเอียด

๒. วิภังค์ ยกหมวดธรรมสำคัญๆ ขึ้นตั้งเป็นหัวเรื่อง แล้วแยกแยะออกอธิบาย ชี้แจงวินิจฉัยโดยละเอียด 

๓.  ธาตุกถาสงเคราะห์ข้อธรรมต่างๆเข้าในขันธ์อายตนะ  ธาตุ

๔. ปุคคลบัญญัติ บัญญัติความหมาย ของบุคคลประเภทต่างๆ ตามคุณธรรมที่มีอยู่ในบุคคลนั้นๆ

๕.กถาวัตถุแถลงวินิจฉัยทัศนะของนิกายต่างๆสมัยการสังคายนาครั้งที่๓

๖. ยมกยกหัวข้อธรรมขึ้นวินิจฉัยโดยตั้งคำถาม-ตอบกันเป็นคู่ๆ

๗. ปัฏฐานหรือมหาปกรณ์  อธิบายปัจจัย๒๔แสดงความสัมพันธ์เนื่องอาศัยกันแห่งธรรมทั้งหลายโดยพิศดาร[13]

    อธิธมฺมตถสงคหแปลว่าการรวบรวมจิตเจตสิตรูปนิพพานบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงทรงแสดงไว้ในอภิธรรม๗คัมภีร์  เรียกอย่างหนึ่งว่า…”อรรถกถานิ้วก้อย”[14]  คือย่อเรื่องอภิธรรมเป็นปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษาในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทกันอย่างกว้างขวางสรุปว่าอภิธรรมก็คือปรมัตถธรรมและบัญญัติ

  ปรมัตถธรรม คือ สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์  หรือสิ่งที่เป็นจริง  โดยความหมายสูงสุดมี ๔ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน

    บัญญัติธรรม  ได้แก่อรรถบัญญัติ  กับสัททบัญญัติ[15]  คือ  เนื้อความกับคำพูดที่ใช้สมมติกันขึ้น  แม้จะไม่ใช่ความจริงแต่ก็ไม่ขึ้นกับการเวลา

    พระอภิธัมมัตถสังคหะ  เป็นชื่อของตำราที่สรุปความมาจากอภิธรรม๗คัมภีร์โดยพระอนุรุทธาจารย์  เป็นผู้รวบรวมและอธิบายความหลังจากสัมมาสัมพุทธเจ้า  ปรินิพพานแล้วประมาณ๙00 ปีและเป็นตำราที่ใช้ศึกษาพระอภิธรรมในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

  พระอภิธรรมมัตถสังคหะ[16]  ที่พระอนุรุทธาจารย์[17]ได้รวบรวมขึ้นนั้น  เปรียบเหมือนบันไดที่จะก้าวขึ้นสู่การศึกษา  ชั้นคัมภีร์พระอภิธรรมปิฏกทั้ง๗คัมภีร์  คือถ้าใครได้เรียนพระอภิธัมมัตถสังคหะจบแล้วก็จะศึกษาคัมภีร์ต่างๆในพระอภิธรรมปิฎกได้ง่ายและเข้าใจได้ดี(คำว่า “พระอภิธัมมัตถสังคหะ”มาจากคำว่าอภิธรรม+อัตถะ+สัง+คหะ

อภิธรรม  แปลว่า    ธรรมอันประเสริฐยิ่ง  ธรรมที่มีอยู่จริงๆได้แก่พระอภิธรรมปิฎก๗  คัมภีร์ 

อัตถะ  แปลว่า  เนื้อความ  เนื้อหา  หรือใจความ  ของพระอภิธรรมทั้ง๗คัมภีร์

สัง  แปลว่า  โดยย่อ

คหะ  แปลว่า  รวบรวม

  เมื่อรวมกันได้แล้ว  “อภิธัมมัตถสังคห  แปลว่าแสดงการรวบรวมเนื้อความจากพระอภิธรรมปิฎกโดยย่อได้แก้จิตเจตสิกรูปนิพพานและบัญญัติ) พระอนุรุทธาจารย์เป็นผู้รวบรวมขึ้นมานั้นมี๙หมวดหรือ๙ปริเฉทแต่ละปริเฉท  มีเนื้อความโดยย่อดังนี้

๒.๑.๓. พระอภิธัมมัตถสังคห    ปริเฉท

ปริเฉทที่จิตปรมัตถ์  เป็นการรวบรวมเรื่องจิตทั้งหมดทุกภพภูมิมาไว้ในปริเฉทนี้ได้เรียนรู้ทั้งหมด๘๙หรือ๑๒๙เช่นจิตกุศลจิตอกุศลจิตที่เป็นผลบุญจิตที่เป็นผลบาปและจิตที่เป็นกริยา

ปริเฉทที่เจตสิกปรมัตถ์เป็นการรวบรวมเรื่องของเจตสิกปรมัตถ์  ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ประกอบกับจิต  ปรุงแต่งจิต  ทำให้จิตรู้สึกนึกคิดแตกต่างกันทั้งหมด๕๒การศึกษาปริเฉทนี้จะทำให้รู้ส่วนประกอบปรุงแต่งของจิตใจอย่างละเอียด

ปริเฉทที่ปกิณณกสังคหะเป็นการรวบรวมจิตและเจตสิกสงเคราะห์จิตและเจตสิกลงในเวทนาเหตุกิจทวารอารมณ์และวัตถุซึ่งเป็นฐานอันสำคัญที่จะก้าวไปสู่การเรียนรู้ปริจเฉทสูงๆเช่นเรื่องของวิถีจิต  เรื่องของเหตุปัจจัยเป็นต้น

ปริเฉทที่วิถีสังคหะ  เป็นการแสดงการทำงานของจิตและเจตสิกในขณะรับอารมณ์ทางปัญจทวารและทางมโนทวาร  เช่นเห็นครั้งหนึ่ง  มีขบวนการของจิตและเจตสิกเกิดต่อเนื่องกันอย่างไรคิดชอบใจคิดไม่ชอบใจมีกระบวนการทำงานของจิตแล้วเจตสิกอย่างไรซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในปริจเฉทนี้

ปริเฉทที่วิถีมุตตสังคหะเป็นการรวบรวมจิตที่เจตสิกทำงานเกี่ยวข้องกับกรรมกฎแห่งกรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วนทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลธรรมและภพภูมิอันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทั้ง๓๑ภูมิ

ปริจเฉทที่รูปสังคหะเป็นการรวบรวมเรื่องรูปทั้งหมดมาไว้ให้ศึกษาในจำนวนรูปทั้งหมดก็คือส่วนประกอบของร่างกายมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายรูปทั้งหมดมี๒๘รูปในแต่ละรูปมีชื่อเรียกว่าอย่างไรมีลักษณะอย่างไรเกิดขึ้นมาจากสมุฎฐานอะไรทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย

  ปริจเฉทที่ ๗ สมุจยสังคหะ เป็นการรวบรวมจิต เจตสิก รูป นิพพาน สงเคราะห์ลงเป็นหมวดหมู่แห่งธรรมที่เป็นไปเพื่อตรัสรู้ หมวดหมู่แห่งอกุศลมี ๙ กอง หมวดหมู่แห่งธรรมทั้งหลายปนกัน และการจำแนกธรรมโดยความเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ และอริยสัจจ์ ๔ เป็นต้น

  ปริจเฉทที่ปัฏฐานสังคหะเป็นการรวบรวมจิตเจตสิกและทำหน้าที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันและกันและหลักปฎิจจสมุปบาทคือธรรมที่เป็นเหตุผลต่อเนื่องกันไม่ขาดสายธรรมที่เป็นเหตุมีเท่าไรธรรมที่เป็นผลมีเท่าไรอะไรบ้างเป็นต้น

  ปริจเฉทที่กัมมฏฐานสังคหะเป็นการรวบรวมเรื่องของการปฏิบัติทั้งสมาชิกและวิปัสสนามาไว้ในที่นี้จะศึกษาเรื่องสมาธิได้อย่างถี่ถ้วนทั้ง๔๐  แบบเรียนรู้ถึงการปฏิบัติจนได้ฌานอภิญญาการแสดงฤทธิ์ต่างๆตลอดจนมรรคผลนิพพาน

  หลักอภิธรรมทั้ง๙ปริจเฉทที่กล่าวมานี้เปรียบเหมือนเป็นสารบัญของพระอภิธัมมัตถสังคหะเพื่อชี้ให้เห็นว่าพระอภิธรรมนั้นคืออะไรมีเนื้อความโดยย่อเป็นอย่างไร[18]



วิ.อ.(บาลี)๑/๑๙. ทวิช เปล่งวิทยา(พ.อ.), คบธรรม (คลังปริยัติธรรม ๑-๒-๓ ธัมมานุกรม,(กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์เลี่ยงเซียงเจริญ,๒๕๑๘)หน้า ๘๓๘-๘๓๙.

[2] มหามกุฎราชวิทยาลัย , พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ภาค ๑ ธรรมสังคณีและอรรถกถา,พิมพ์ เนื่องในวโรกาสครบ ๒๐๐ปีแห่งราชวงศ์จักรี กรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๕๒๕, ( กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๓) หน้า ๔๕-๔๖

[3] อภิ.สง อ. ( บาลี ) ๘๒

[4] วิ.อ. ( บาลี ) ๓/๔/๘

[5] ม.อ. ๒/๓๔๕.

[6] ม.ม. ( ไทย ) ๑๓/๒๑๙ /๑๙๙ อนึ่ง คำอภิธรรมและอภิวินัย หมายถึง พระอภิธรรมปิฎกและพระวินัยปิฎก;ม.มู.อ. ( บาลี )  ๓/๑๗๕

[7] อง.เอกก.อ. ( บาลี ) ๑/๑๗๐/๘๖-๘๗, อภิ.มูลฎีกา ๒/๕๗;อง.เอกก. อ. ( บาลี ) ๑/๘๖;อง.เอกก.( ไทย ) ๑/๑/๑๘๕;ที.สี อ. ๑/๔๓๙-๔๔๓/๓๑๗;ที.สี อ. ( ไทย ) ๑/๒/๒๐๓

[8] อง.เอกก.อ. ( บาลี ) ๑/๗๔

[9] อง.เอกก.อ. ( บาลี ) ๑/๑๗๐/๑๕๐

[10] อภิ.สง ( บาลี ) ๔๖/๓๐๑-๓๐๒

[11] พระสัทธัมมโชติ ธัมมาจริยะ,ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ ๑,๒,๖  จิต เจตสิก รูป นิพพาน หลักสูตรชั้นอภิธรรมิกตรี,พิมพ์ครั้งที่ ๗ , ( กรุงเทพ ฯ:สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร, ๒๕๓๖ ) หน้า ๓-๕

[12] อภิสง .อ. ( บาลี ) ๗-๙;อภิ.สง. ( ไทย) ๓๔/( ๑๐ )

  [13] พระเทพเทวี (ประยุกธ์ ปยุตุโต),  พจนานุกรมศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์,พิมพ์ครั้งที่ ๗ (กรุงเทพ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย,๒๕๓๖), หน้า ๗๗–๗๘.

  [14] สงคหฏีกา (บาลี)(บทนำ)(๒๕).

  [15] พระสัทธัมมโชติกะธัมมาจริยะ, ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ ๑ ๒ ๖ จิต เจตสิก รูป นิพพาน หลักสูตร จูฟัอภิธรรมมิกตรี,พิมพ์ครั้งที่ ๗,(กรุงเทพ : สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร,๒๕๓๖),หน้า ๗๗–๗๘.

  [16] ทวิช เปล่งวิทยา (พ.อ) คบธรรม(คลังปริยัติธรรม ๑-๒-๓)ธัมมานุกรม,(กรุงเทพ : โรงพิมพ์เลี่ยงเซียง จงเจริญ, ๒๕๑๘) น. ๘๓๙–๘๔๐

[17]ระวัติโดยย่อพระอนุรุทธาจารย์ คือ ท่านเป็นพระเถระที่สำคัญองค์หนึ่ง  เป็นชาวเมืองกาวิญกัญจิ  ในแคว้นมัทราชทางภาคใต้ของประเทศอินเดีย  เป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดตุมูลโสมาราม  ได้ไปศึกษาพระอภิธรรมปิฏกในเมืองอนุราธบุรี ประเทศลังกา  จนแตกฉาน มีชื่อเสียงโด่งดังว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญในอภิธรรมปิฏกในพระอภิธรรมปิฏกในยุคนั้น

    อุบาสกแห่งวัดตุมูลโสมาราม  ชื่อว่านัมพระอุบาสก  เป็นผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ได้อาราธนาให้พระอนุรุทธาจารย์  รวบรวมพระอภิธรรมปิฏกที่ละเอียดลึกซึ้งนั้น  ให้สั้นแลัง่ายต่อการศึกษาจดจำ  เพื่อประโยชน์แก่ชนรุ่นหลังจะได้เรียนพระอภิธรรมกันได้ง่ายขึ้น พระอนุรุทธาจารย์จึงรับอาราธนา  และรวบรวมโดยอาศัยบาลีอรรถกา ฎีกา และอนุฎีกา อันเป็นหลักฐานที่สำคัญ ในทางพระพุทธศาสนาจนสำเร็จ ให้ชื่อตำราที่รวบรวมนี้ว่า”พระอภิธัมมัตถสังคห” เป็นตำราที่ขึ้นชื่อลือนาม  เป็นที่ยอมรับนับถือ  ในวงการศึกษาของพระพุทธศาสนานับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ;

    ขุนสรรพกิจโกศล(โกวิท ปัทมะสุนทร), คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริเฉจที่ ๑ ,(กรุงเทพ โรงพิมพ์อำพลพิทยา, ๒๕๑๑) ,หน้า ๕.

[18] ทวิช เปล่งวิทยา (พ.อ.) คบธรรม. หน้า ๘๓๙-๘๔๐

หมายเลขบันทึก: 512788เขียนเมื่อ 20 ธันวาคม 2012 11:34 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 ธันวาคม 2012 11:34 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (9)

 

วิเคราะห์จิตและเจตสิกที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

  พระอภิธรรมเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร

  หลักพระอภิธรรมว่ากันจริงๆแล้วก็คือเรียนส่วนประกอบของตัวเราและสรรพสิ่งทั้งหลายนั่นเองซึ่งตัวเราหรือสรรพสิ่งทั้งหลายมีส่วนประกอบ๒ส่วนคือนาม (จิตและเจตสิก)และรูปส่วนนิพพานไม่ใช่รูปและนามและไม่มีอยู่ในตัวเราแต่เป็นอารมณ์ที่พ้นจากกิเลสและขันธ์ทั้งหลาย  พระอริยบุคคลเท่านั้นที่จะสัมผัสพระนิพพานได้ดังนั้นพระอภิธรรมเมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วมีความสำคัญอยู่๕เรื่องคือ

  ๑. จิตธรรมชาติรู้ที่อารมณ์(อารมณ์คือธรรมชาติที่จิตเข้าไปรู้)มีจำนวน๘๙หรือ๑๒๑

  ๒. เจตสิกธรรมชาติที่ประกอบปรุงแต่งจิตมี๕๒

  ๓. รูป  ธรรมชาติที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงด้วยความเย้นความร้อนมี๒๘

  ๔. นิพพานธรรมชาติที่ดับกิเลสดับขันธ์มี๑เป็นอารมณ์ภายนอก[1]

    ๕. บัญญัติสมมติขึ้นเพื่อสื่อสารให้เกิดความเข้าใจกันตามโวหารของ 

ชาวโลก

  จิตและเจตสิกรวมเรียกว่านามหรือจิตใจ ส่วนรูปก็คือ ส่วนประกอบที่เป็นร่างกายเราและสัตว์ทั้งหลาย จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระอภิธรรมจะได้ให้คุณประโยชน์แก่ชีวิตอย่างไร เพราะยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้จักตนเอง เข้าใจตนเอง และสามารถแก้ไขปัญหาให้กับตนเองได้ การเรียนพระอภิธรรม ช่วยให้ได้ประโยชน์ดังนี้

-  รู้จักจิตของตนเองและผู้อื่น

-  รู้จิตทั้งหมดทุกประเภททั้งฝ่ายดีและไม่ดี

-  รู้จักภาวะของจิตที่ถูกปรุงแต่งด้วยเจตสิก

-  รู้จักเจตสิกที่ประกอบปรุงแต่งจิต

-  อ่านจิตใจของตนและผู้อื่นได้

-  รู้ส่วนประกอบของร่างกาย

-  รู้สาเหตุของการเกิดจิตเจตสิกและรูป

-  รู้กฎแห่งกรรมที่ทำให้คนและสัตว์มีลักษณะแตกต่างกัน

-  รู้จักปฏิบัติตนให้ห่างไกลจากกิเลส

-  อ่านกิเลสออกบอกกิเลสถูกปลูกกุศลได้

-  ปฏิบัติธรรมจะไม่ผิดสภาวะทั้งสมถะและวิปัสสนา

-  เลือกทางเดินของชีวิตใหม่ได้ด้วยการปฏิบัติถูก

  เมื่อรู้จักส่วนประกอบของตัวเองดีแล้วจะไม่ได้หลงตัวเองไม่หลงคนอื่นรูตามความจริงของนามรูปว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาทำให้เบาใจขึ้นไม่ต้องแบกโลกให้หนักอกหนักใจเพราะความไม่รู้จักรูปไม่รู้จักนามจึงหลงตัวลืมตนยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราเป็นของเราตลอดมาทำให้มีแต่ทุกข์หาความสงบสุขไม่ได้

  พระอภิธรรมไม่ใช่ธรรมะส่วนเกินไม่ใช่ธรรมะของเทวดาเท่านั้นเป็น

พุทธพจน์โดยตรงเป็นธรรมะของมนุษย์เทวดาและสัตว์ทั้งหลายด้วยทั้งนี้เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น

  พระอภิธรรมกับพฤติกรรมของจิตและเจตสิกในชีวิตประจำวัน

  ชีวิตประกอบด้วยโลก๒โลกคือรูปกับนามรูปรูปเป็นโลกทางวัตถุ  นามเป็นโลกทางจิต  ได้แก่จิตและเจตสิกพระพุทธองค์ทรงแสดงว่าร่างกายของคนเราและสัตว์ทั้งหลายประกอบไปด้วยขันธ์๕ได้แก่รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณหรือรูปกับนาม  ซึ่งรูปจะหมายถึงธรรมชาติที่แตกดับเสื่อมสลายไปด้วยความเย็น  ความร้อนมีส่วนประกอบ๒๘ธาตุดินน้ำลมไฟเป็นต้นเวทนาคือธรรมชาติที่เสวยอารมณ์มี๑สัญญาคือธรรมชาติที่จำได้หมายรู้มี๑สังขารคือธรรมชาติทีปรุงแต่งให้รู้อารมณ์ต่างๆมี๕๐ทั้งเวทนาสัญญาสังขารเป็นเจตสิกประกอบปรุงแต่งให้รู้อารมณ์ต่างๆมี๕๒วิญญาณก็คือจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์มี๘๙หรือ๑๒๑แต่โดยสภาวะลักษณะการรู้อารมณ์แล้วมี๑สิ่งเหล่านี้คือพระอภิธรรมที่มีอยู่ในคนเราและสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายวาจาใจก็เนื่องด้วยจิตเจตสิกและรูปในชีวิตประจำวัน 

  ปรมัตถธรรมที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน

  มีความสำคัญอยู่๔ประการคือ

  ๑. จิต  ธรรมชาติรู้ที่อารมณ์(อารมณ์คือธรรมชาติที่จิตเข้าไปรู้)มีจำนวน๘๙หรือ๑๒๑

  ๒. เจตสิกธรรมชาติที่ประกอบปรุงแต่งจิตมี๕๒

  ๓. รูป  ธรรมชาติที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงด้วยความเย้นความร้อนมี๒๘

  ๔. นิพพานธรรมชาติที่ดับกิเลสดับขันธ์มี๑เป็นอารมณ์ภายนอก[2]

ปรมัตถธรรมมีลักษณะอย่างไร ?

ปรมัตถธรรมมีสามัญลักษณะหรือที่เรียกว่าไตรลักษณ์  เป็นธรรมชาติประจำตัว  คือ  “อนิจจลักษณะ ...เป็นลักษณะที่ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน  ไม่มีความมั่นคง  ต้องเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่เสมอ,  ทุกขลักษณะ  ...เป็นลักษณะที่ทนไม่ได้  หรืออยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  ต้องเสื่อมสลายไป,  อนัตตลักษณะ  ...เป็นลักษณะที่ว่างเปล่าจากตัวตน  คือไม่ใช่คน  ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่สิ่งของ  ทั้งไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร

  ปรมัตถธรรมโดยย่อนั้นมีอยู่ ๔ ประการ  คือ  จิต  เจตสิก  รูป  และนิพพาน;  จิต  เจตสิก  รูป  ทั้ง  ๓  นี้  เป็นสามัญลักษณะ  เพราะประกอบไปด้วย  อนิจจลักษณะ  ทุกขลักษณะ  อนัตตลักษณะ  ...  นิพพานนั้น  ไม่ได้อยู่ในลักษณะครบทั้ง  ๓  ประการ  คือมีสามัญลักษณะเพียงอย่างเดียว  คืออนัตตลักษณะเท่านั้น

จิตคืออะไร ? 

  “จิตเป็นธรรมชาติรู้อารมณ์  คือ  ได้รับอารมณ์อยู่เสมอจึงเรียกว่ารู้อารมณ์

  “การรับรู้อารมณ์นี้  แบ่งการรู้ออกได้  ๓  แบบ  คือ

๑.  การรู้แบบสัญญารู้  คือรู้โดยอาศัยการกำหนดจดจำเอาไว้  เช่นจำได้ว่า  สีขาว  สีดำ  ผู้หญิง  ผู้ชาย  เป็นต้น

๒.  การรู้แบบปัญญารู้  คือการรู้ตามความเป็นจริง  เช่นรู้ว่า  สิ่งไหนดี  สิ่งไหน

ไม่ดี  สิ่งดีย่อมมีประโยชน์  สิ่งไม่ดีย่อมมีโทษ  คือรู้เพื่อทำลาย  ความเห็นผิด  เรียกว่า  ปัญญารู้

๓.  การรู้แบบวิญญาณรู้  คือรู้ว่าได้มีการรับอารมณ์อยู่เสมอตามทวารต่าง ๆ

ได้แก่  เห็น  ได้ยิน  ได้กลิ่น  รู้รส  รู้สึกถูกต้อง  และรู้คิดนึก

การรู้อารมณ์ของจิต  จึงเป็นการรู้แบบวิญญาณรู้นั่นเอง  เพราะคำว่าจิตหรือ

วิญญาณ  มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน

ลักษณาการของจิต

  “จิตเป็นสังขตธรรม  คือเป็นธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่งโดยอำนาจแห่งปัจจัย  ๔  คือ  มีกรรม  จิต  อุตุ  และอาหาร 

  ดังกล่าวมาแล้ว  จิตมีสภาวะที่เป็นสามัญลักษณะหรือไตรลักษณะ ...  จิตจึงมีอาการ  เกิด-ดับ  สืบต่อเนื่องกันไปเป็นสาย  และการเกิดดับสืบต่อนี้รวดเร็วมาก  มีอนุมานว่า  ชั่งลัดนิ้วมือเดียว  จิตเกิดดับถึงแสนโกฏิขณะ

  ...  ในธรรมบท  ภาค  ๒  ได้แสดงถึงสภาพของจิตไว้ดังนี้

  ทูรงฺคมํ  เอกจรํ  อสรีรํ  คุหาสยํ

  เย  จิตฺตํ  สญฺญเมสสนฺติ  โมกฺขนฺติ  มารพนฺธนา

  แปลว่า  ชนทั้งหลายใดจักระวังจิต  ซึ่งไปไกล  ไปเดี่ยว  ไม่มีสรีระ  มีคูหาเป็นที่อาศัยไว้ได้  ชนทั้งหลายนั้นจะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร

  จิตมีอำนาจกระทำความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายให้วิจิตรต่าง ๆ  มีอำนาจที่จะทำให้ธรรมชาติทั้งหลายเป็นไปโดยวิจิตรไ  ๖ ประการ  คือ๑

“๑.วิจิตรโดยการกระทำ  หมายความว่า  วัตถุสิ่งของทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในโลก  และความประพฤติเป็นไปของสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น  ย่อมมีทั้งงดงาม  แปลกประหลาด  น่าพิศวง  และน่าสยดสยอง

๒.วิจิตรด้วยตนเอง  หมายถึงสภาพของจิตนั่นเอง  มีความเป็นไปอย่างน่า

พิศวงนานาประการ  มีทั้งจิตที่เป็น  อกุศล  กุศล  วิบาก  และกิริยา  เช่น  จิตมีราคะ  จิตมีโทสะ  และจิตที่ฟุ้งซ่าน  หรือจิตที่มีศรัทธา  ปัญญา  และจิตที่สงบ  เป็นต้น

  ๓.  วิจิตรในการสั่งสมกรรมและกิเลส  หมายถึง  กรรมคือการกระทำ  และกิเลสเครื่องทำให้จิตใจเศร้าหมอง  ที่ปรากฏขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำนั้น  เพราะมีการสั่งสมไว้ในจิตรมาแล้วแต่อดีต  ครั้นมาได้รับอารมณ์ใหม่ในปัจจุบัน ก็จะสนับสนุนกรรมและกิเลสให้ปรากฏขึ้นมาใหม่  และจะเก็บสั่งสมไว้ต่อไปอีก

  ๔.  วิจิตรในการรักษาวิบาก  ที่กรรมและกิเลสได้สั่งสมไว้  หมายถึง  กรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่จิตได้ก่อให้เกิดขึ้น  ผลของกรรม  คือวิบากย่อมไม่สูญหายไปไหน  แม้กรรมนั้นจะเล็กน้อย  หรือได้กระทำมาแล้วช้านานปานใดก็ตาม  ผลแห่งกรรม  คือวิบากนั้น  จะติดตามไปให้ต้องได้รับผลเมื่อถึงโอกาส

  ๕.  วิจิตในการสั่งสมสันดานตนเอง  หมายถึง  จิตก่อให้เกิดการกระทำอย่างใดขึ้นก็ตาม  เมื่อได้กระทำอยู่เสมอ ๆ เป็นนิตย์แล้ว  ย่อมจะติดเป็นนิสัยหรือเป็นสันดาน  ทำให้เกิดความชำนาญในการกระทำอย่างนั้นเรื่อย ๆ ไป  ทั้งนี้  เพราะเมื่อจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป  และทำให้จิตดวงใหม่เกิดสืบต่ออยู่เรื่อย ๆ ไป  จิตดวงเก่าที่ดับไปนั้น  ย่อมส่งมอบกิจการงานให้จิตดวงใหม่โดยไม่ขาดสาย ในลักษณะที่เป็นอนันตรปัจจัย  และอาเสวนปัจจัย  เป็นต้น

  ๖.  วิจิตรด้วยอารมณ์ต่าง ๆ  หมายถึง  จิตยอมรับอารมณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ  คือประเดี๋ยวเห็น  ได้ยิน  ได้กลิ่น  รู้รส  เป็นต้น  สับเปลี่ยนเวียนวนอยู่ในอารมณ์ทั้ง  ๖  มีรูปารมณ์บ้าง  สัททารมณ์บ้าง  คันธารมณ์บ้าง  เป็นต้น

  ฉะนั้น  จึงเห็นได้ว่า  สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหมดที่วิจิตรพิสดารนั้นเพราะอำนาจแห่งจิต  คือมีจิตเป็นผู้กระทำให้วิจิตร  ...  สัตว์ทั้งหลายที่วิจิตรนั้นเพราะกำเนิดวิจิตร  กำเนิดวิจิตรเพราะการกระทำกุศล  อกุศล  วิจิตร  การกระทำวิจิตรเพราะตัณหา  คือความยินดีติดใจวิจิตร  ตัณหาวิจิตรเพราะสัญญาวิจิตร  สัญญาวิจิตร  เพราะจิตสั่งสมวิจิตร  ...

  แผนผังจิต

อกุศลจิต

กิเลสกับปุถุชน

เพื่อความเข้าใจความหมายของกิเลสจะนำเสนอข้อความตามหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฎก อรรถกถา  และตามตำราเล่มอื่นๆ  พอสังเขป  ดังต่อไปนี้

ในพระไตรปิฎก  พระพุทธเจ้าทรงให้ความหมายของกิเลสในนัยยะที่หลากหลายในที่ต่างๆบางแห่ง  ทรงนิยามความหมายของกิเลส  ๓ ประการ  คือ  ความโลภ  ความโกรธ  และความหลงว่าเป็นศัตรูภายใน[3] 

พจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ให้ความว่า    เครื่องทำให้ใจเศร้าหมอง  ได้แก่  โลภ  โกรธ  หลง  เช่น  ยังตัดกิเลสไม่ได้  กิเลสหนา  กิริยามารยาท  ในคำว่า  กิเลสหยาบ  ”[4]

พระธรรมปิฎก  (ป.อ.ปยุตโต)  ให้ความหมายว่า  “ สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง  ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด  ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์  [5]

พุทธทาสภิกขุ  ให้ความหมายว่า    ความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูก็ตาม  เป็นของกูก็ตาม  นี่แหละคือ  แม่บทของกิเลสทั้งปวง  [6]

พ.อ.ปิ่น  มุทุกันต์  ให้ความหมายว่า    คำว่ากิเลสตรงกับคำว่าโรค  กิเลสเป็นโรคของจิตหมายถึงสิ่งที่ทำให้จิตเสื่อมโทรมนั่นเอง  ”[7]

สุชีพ  ปุญญานุภาพ  ให้ความหมายว่า    คือความไม่ดีไม่งาม  หรือความเศร้าหมองในจิตใจ  อันกล่าวโดยย่อ  ได้แก่  ความโลภ  ความโกรธ  และความหลง  [8]

ดร. เดือน  คำดี  ให้ความหมายว่า  “ สภาวะที่ทำให้จิตเศร้าหมอง  หรือเป็นเครื่องสกัดกั้นไม่ให้ถึงความบริสุทธิ์สะอาดในกาย  วาจา  และใจ[9]

จากคำนิยามความหมายของคำว่า    กิเลส  ”  ข้างต้นนี้  สรุปได้ว่า  กิเลส  หมายถึง  สภาพที่เป็นเหตุให้จิตใจเศร้าหมอง  เป็นสภาพขัดขวางต่อความเจริญทางด้านจิตใจ  และเป็นสภาพทำให้จิตใจขาดความเป็นปกติ มี  ๓  อย่าง  คือ  ความโลภ  ความโกรธ  และความหลง  ความจริง  ตามธรรมชาติดั้งเดิมของจิตนั้นมีความบริสุทธิ์เป็นปกติ  แต่ต่อมาถูกกิเลสทำให้เศร้าหมองไม่บริสุทธิ์  ดังพุทธพจน์ที่ว่า  ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส ถูกกิเลสที่จรมาทำให้เศร้าหมอง  ”[10] 

มีหลายศัพท์ที่มีความหมายเดียวกันกับกิเลสหรือไวพจน์ของกิเลส  เช่น  คำว่า  ตัณหา  โอฆะ  สังโยชน์  คันถะ  โยคะ  อาสวะ  เป็นต้น  คำเหล่านี้เรียกตามอาการที่ปรากฏของกิเลส จิตลักษณะนี้จึงชื่อว่า อกุศลจิต ซึ่งเมื่อแยกสภาวะธรรมตามจิตจะมีดังนี้

  โลภมูลจิต  หมายความว่า  จิตที่เกิดขึ้นโดยมีอกุศลเจตสิกประกอบ  และมีโลภเจตสิกนำ

  โลภมูลจิต  เป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความโลภเป็นเหตุ  กล่าวคือ  เพราะความยินดีอยากได้และติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ  จิตประเภทนี้จึงปรากฏขึ้น

โลภมูลจิต  เป็นจิตที่สร้างด้วยโลภะ  คือความอยากได้  หรือความปรารถนาในอารมณ์ที่น่ายินดีพอใจ  เมื่อสร้างเหตุขึ้นแล้วผลก็ย่อมปรากฏขึ้นเพราะอาศัยเหตุนั้นเป็นธรรมดา  และผลที่จะปรากฏขึ้นเพราะอาศัยเหตุโลภะหรือผลที่เกิดโลภมูลจิตนั้น  ท่านแสดงว่า  สมัยใดมนุษย์มีสันดานมากไปด้วยความโลภ  สมัยนั้นย่อมเกิดทุพฺภิกฺขนฺตราย  คืออันตรายที่เกิดจากความแร้นแค้น  ข้าวยากหมากแพง  เป็นเหตุให้เกิดความหิวโหยอดอยากเข้าครอบงำ  จนพากันล้มตายลงเป็นอันมาก  สรรพทุกข์ต่าง ๆ จะปรากฏแก่มหาชนอย่างหาประมาณมิได้  นี้เป็นผลปัจจุบันที่เกิดจากอำนาจของโลภมูลจิต  แต่สำหรับผลที่จะเกิดจากโลภะในอนาคตนั้นท่านแสดงไว้ว่า  สัตว์ทั้งหลายโดยมาก  ย่อมไปเกิดเป็นเปรตบ้าง  เป็นอสุรกายบ้าง  ตามอำนาจแห่งโลภะอันมีความอยากได้เป็นมูลฐาน

พระพุทธองค์ทรงแสดงว่าร่างกายของคนเราและสัตว์ทั้งหลายประกอบไปด้วยขันธ์๕ได้แก่รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณสรุปรวมเป็นรูปกับนามนั่นเองซึ่งรูปจะหมายถึงธรรมชาติที่แตกดับเสื่อมสลายไปด้วยความเย็นความร้อนมีส่วนประกอบ๒๘มีธาตุดินน้ำลมไฟเป็นต้นเวทนาคือธรรมชาติที่เสวยอารมณ์มี๑สัญญาคือธรรมชาติที่จำได้หมายรู้มี๑สังขารคือธรรมชาติที่ปรุงแต่งให้รู้อารมณ์ต่างๆมี๕๐ทั้งเวทนาสัญญาสังขารเป็นเจตสิกประกอบปรุงแต่งให้รู้อารมณ์ต่างๆมี๕๒วิญญาณก็คือจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์มี๘๙หรือ๑๒๑แต่โดยสภาวะลักษณะการณู้อารมณ์แล้วมี๑สิ่งเหล่านี้คือพระอภิธรรมที่มีอยู่ในคนเราและสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายวาจาใจก็เนื่องด้วยจิตเจตสิกและรูปในชีวิตประจำวันในงานสารนิพนธ์นี้ได้นำธรรมชาติซึ่งเป็นความจริงที่มีในคนเรามาวิเคราะห์และนำเสนอในที่นี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจในเรื่องการสร้างความเข้าใจพื้นฐานเรื่องปรมัตถธรรมในพระอภิธรรมคือจิตเจตสิกรูปและนิพพานในพระอภิธรรมดังนี้

.โลภมูลจิต  คืออะไร

  โลภมูลจิต  คือจิตที่มีโลภะเจตสิกเป็นมูล  เป็นรากเหง้า  หรือจิตที่มีความโลภความต้องการในลักษณะของความติดใจในอารมณ์เป็นเหตุ  เป็นรากเหง้าความติดใจ  ความต้องการให้อารมณ์ที่ประสบนั้นให้มาตอบสนองความต้องการ  หรือความเห็นแก่ตัว ไม่ยอมเสียสละ  ไม่ยอมแบ่งปันต่างๆ  เหล่านี้  ล้วนเป็นลักษณะของโลภะมูลจิต ทั้งสิ้น

  ธรรมชาติของโลภะจิตนั้น  เมื่อเกิดขึ้นกับใครๆแล้ว  จะแสดงความต้องการให้อารมณ์ที่ประสบนั้นมาตอบสนองความต้องการ  ถ้าต่างคนต่างต้องการในอารมณ์เดียวกัน  ก็จะเกิดการแย่งชิงกัน  แล้วในที่สุดก็จะกลับกลายเป็นความโกรธความไม่พอใจของฝ่ายพ่ายแพ้  เมื่อแย่งชิงเขาไม่ได้หรือไม่ทันก็จะเกิดปองร้ายกัน  ทำร้ายซึ่งกันและกัน  อันเนื่องมาจากผลประโยชน์ขัดกัน  แท้จริงก็คือมีโลภะมีความเห็นแก่ตัว  ไม่ยอมเสียสละแบ่งปันกันนั่นเอง

โลภมูลจิตมี  ๘ดวง  ซึ่งแต่ละดวงมีลักษณะแตกต่างกันดังต่อไปนี้

  โลภจิตดวงที่  1  และดวงที่ 2

  ผู้ที่มีจิตเป็นโลภดวงที่  1  จะมีความรู้สึกปรารถนา  ต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ตอบสนองความต้องการ  ในขณะที่มีความปรารถนา  หรือต้องการนั้น  จะรู้สึกดีใจปลื้มใจ  เบิกบานใจ  สดชื่น แจ่มใส  ร่าเริง อย่างเห็นได้ชัดเรียกตามภาษาธรรมะว่า  “โสมนัส”  ในขณะที่จิตใจเป็นโสมนัสนั้น  มีความเห็นผิด  ในสิ่งที่ต้องการนั้น  คือเห็นสิ่งที่เป็นบาปว่าไม่เป็นบาป  เห็นสิ่งที่เป็นบุญว่าเป็นบาป  เห็นสิ่งที่ผิดว่าถูก  เห็นสิ่งที่ถูกว่าผิดอยู่ในขณะนั้น

  ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างนี้  ถ้าเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นชักชวนก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่  1  ถ้าเกิดขึ้นโดยมีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นชักชวน  ก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่ ๒

  โลภมูลจิตดวงที่  3 และดวงที่ ๔

  ผู้ที่มีจิตเป็นโลภดวงที่  3  จะมีความรู้สึกปรารถนาต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ตอบสนองความต้องการใน  ขณะที่มีความปรารถนา  หรือต้องการนั้น  จะรู้สึกดีใจปลื้มใจ  สดชื่น  แจ่มใส ร่าเริง  อย่างเห็นได้ชัด  เรียกว่า  “โสมนัส”  ในขณะที่จิตเป็นโสมนัสนั้น  ไม่มีความเห็นผิดในอารมณ์ที่ต้องการ รู้สิ่งถูกว่าถูก  รู้สิ่งผิดว่าผิด  แต่มีความต้องการในอารมณ์ให้มาตอบสนองความต้องการ

  ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างนี้  ถ้าเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นมาชักจูงก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่  3  แต่ถ้าเกิดขึ้นโดยมีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นมาชักจูง  ก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่  ๔

  โลภมูลจิตดวงที่  ๕  และดวงที่  ๖

  ผู้ที่มีจิตเป็นโลภดวงที่    นี้  จะมีความรู้สึกปรารถนาต้องการในอารมณ์  สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาตอบสนองความต้องการ  ในขณะที่มีความปรารถนาหรือต้องการนั้น  จะไม่รู้สึกดีใจ  ไม่ปลื้มใจ  ไม่สดชื่นแจ่มใส  จะมีความรู้สึกเฉยๆ  เรียกตามภาษาธรรมว่า  ”อุเบกขา”  แต่ไม่ได้หมายความว่าวางเฉย  เฉยในที่นี้หมายถึง  “เฉยเอา  เฉยต้องการ

  ในขณะที่จิตเป็นอุเบกขานั้น  มีความเห็นผิดในอารมณ์ที่ตนปรารถนาต้องการนั่นคือเห็นสิ่งที่เป็นบาปว่าไม่เป็นบาป  เห็นสิ่งที่เป็นบุญว่าไม่เป็นบุญ  เห็นสิ่งที่ผิดว่าถูกเห็นสิ่งที่ถูกว่าผิด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างนี้  ถ้าเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นชักชวนก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่  ๕  ถ้าเกิดขึ้นโดยมีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นชักชวน  ก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่ ๖

โลภมูลจิตดวงที่  ๗  และดวงที่  ๘

  ผู้ที่มีจิตเป็นโลภดวงที  ๗  นั้น  จะมีความรู้สึกปรารถนาต้องการในอารมณ์ให้มาตอบสนองความต้องการ  ในขณะที่มีความปรารถนาหรือต้องการนั้น  จะรู้สึกเฉย  ๆ  ไม่ถึงกับปลื้ม  หรือดีใจเรียกตามภาษาธรรมว่า “อุเบกขา “ ในขณะที่จิตเป็นอุเบกขานั้น  ไม่ได้หมายความว่าวางเฉยไม่ต้องการอะไร  เฉยในที่นี้หมายถึงเฉยเอาเฉยแบบมีความต้องการอยู่ในใจ

  ในขณะที่จิตเป็นอุเบกขานั้น  ไม่มีความเห็นในอารมณ์ที่ตนปรารถนาหรือต้องการในอารมณ์ให้มาตอบสนองความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างนี้ถ้าเกิดข้นโดยไม่มีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นชักจูงก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่๗ถ้าเกิดขึ้นโดยมีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นชักจูง ก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่ ๘

  เราทั้งหลายลองพิจารณาว่า  โลภมูลจิตทั้ง ๘  ดวงนี้  มีดวงไหนเกิดแก่เรามากที่สุด  และระวังเอาไว้ด้วยว่า  อย่าให้โลภนำเราเข้าถึงทุจริตเป็นอันขาด  เพราะถ้าเราปล่อยให้โลภมูลจิต[11]มีอำนาจนำเราเข้าถึงทุจริตได้แล้วส่วนมากจะไปเกิดเป็นเปรต  เป็นอสุรกาย  ซึ่งมีหลักฐานแสดงไว้อย่าชัดเจนว่า

  เยภุย.เยน  หิ  สต.ตา  คณ.หาย  เปตวิสเย  อุป.ปช.ชน.ติ  แปลว่า  สัตว์ทั้งหลายโดยมากย่อมไปเกิดเป็นเปรต  เป็นอสุกาย  ด้วยอำนาจแห่งโลภ  อันมีความอยาก  ความเห็นแก่ตัวเป็นฐาน



[1] วิภาวินี. (บาลี) ๒/๖๙, ๒/๑๖๕,๒/๓๔๙.

[2] วิภาวินี. (บาลี) ๒/๖๙, ๒/๑๖๕,๒/๓๔๙.

[3]ขุ.ม.  (บาลี)  ๒๙/๗๒๘/๓๒๐

[4]ราชบัณฑิตยสถาน  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.  ๒๕๒๕,  พิมพ์ครั้งที่๖  (กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์  ๒๕๒๖)  หน้า ๑๐๐

[5] พระธรรมปิฎก  (ป.อ.ป.ยุตฺโต)  พจนานุกรมพุทธศาสตร์  ฉบับประมวลธรรม,  พิมพ์ครั้งที่  ๘  (กรุงเทพฯ :  มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย,  ๒๕๓๘)  หน้า  ๓๔๐

[6] พุทธทาสภิกขุ,  แก่นพุทธศาสตร์,  (กรุงเทพฯ : ธรรมสภา  ๒๕๔๐)  หน้า ๑๘

[7] พ.อ.ปิ่น  มุทุกันต์พุทธศาสตร์  ภาค ๒,  (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย,  ๒๕๓๒)  หน้า  ๒๒๖

[8] สุชีพ  ปุญญานุภาพประวัติศาสตร์ศาสนา,  พิมพ์ครั้งที่๕  (กรุงเทพฯ :  อมรการพิมพ์  ๒๕๓๕)  หน้า  ๒๒๖   

[9] เดือน  คำดี  พุทธปรัชญา,  (กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง  เฮ้าส์,  ๒๕๓๔)  หน้า  ๗๔

[10] องฺ.ปญฺจก.  (บาลี)  ๒๐/๕๐/๑๐

[11] เหตุให้เกิดโบภมูลจิต[11]  (๑)  ปฏิสนธิมาด้ายกรรมที่มีโลภเป็นบริวาร  (๒)  จุติมาจากภพที่มีโลภมาก (๓)  ได้ประสบอารมณ์ที่ดีอยู่เสมอ (๔) ได้เห็นสิ่งที่เป็นที่ชอบใจ

 

โทสมูลจิต  คืออะไร?

  โทสมูลจิต  คือจิตที่มีโทสะเจตสิกเป็นมูล  เป็นรากเง่า  หรือจิตที่มีความโกรธความไม่พอใจ  ความประทุษร้ายในอารมณ์  เป็นมูล  เป็นรากเง่านั่นเอง

  ธรรมชาติของโทสะมูลจิตนั้น  เมื่อเกิดขึ้นกับใคร  ๆ แล้วจะรู้สึกแสดงความโกรธขึ้นมาทันที  ในขั้นนี้จะปรากฏออกมาทางสีหน้า  สายตา  อากัปกิริยาต่าง  ๆ เห็นได้เด่นชัด  และเมื่อความโกรธปรากฏมากขึ้น  ๆ  ก็จะถึงขั้นประทุษร้ายทำลายต่ออารมณ์ได้ทันที  โทสะมูลจิตเป็นธรรมชาติฝ่ายนามธรรมที่หยาบ  ปรากฏชัดเห็นได้ง่าย  มีโทษมาก  เผาผลาญจิตใจ  และร่างกายให้เร่าร้อนเป็นสมุฏฐานให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้มาก  เช่นโรคกระเพาะ  โรคหัวใจ  โรคประสาท  โรคความดัน และที่สำคัญที่สุดก็คือทำให้แก่เร็ว  ใบหน้าซีดเซียวเหี่ยวย่นหมดราศี  ผู้ที่ปรารถนาความงาม  และความไม่มีโรค  จะต้องระวังอย่าให้โทสะมูลจิตเข้าครอบงำ  อย่าเป็นทาสของโทสะ  อย่าปล่อยให้โทสะเป็นผู้นำการทำการพูดและความคิดเป็นอันขาด  พึงเห็นโทสะเหมือนไฟที่เผาไหม้ตัวเราไว้เสมอ

  โทสมูลจิตมี  2 ดวง  ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้

โทสมูลจิต 2

1.  โทมนัสสสหคตัง ปฏิฆสัมปยุตตัง  อสังขาริกัง

โทสะมูลจิตดวงที่  1 เกิดพร้อมด้วยความเสียใจ  ประกอบด้วยความโกรธ  เกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งชักชวน

2.  โทมนัสสสหคตัง  ปฏิฆสัมปยุตตัง  สสังขาริกัง 

โทสะมูลจิตดวงที่  2  เกิดพร้อมด้วยความเสียใจ  ประกอบด้วยความโกรธ  เกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักชวน

ลักษณะทั่วไปของโทสะมูลจิต[1]

  ความปรากฏของโทสะมูลจิตที่รู้ได้ก็คือ

-  ความไม่พอใจ

-  ความขุ่นเคืองอยู่ในใจ

-  ความโกรธ ความอาฆาต

-  ความปองร้าย ผูกเวร จองเวร

-  การสาบแช่ง การด่า การนินทา การพูด เสียดสีทิ่มแงให้เจ็บใจ

-  ตกใจ หวาดผวา ประหม่า ฯลฯ

ทั้งหมดนี้เป็นอาการปรากฏของโทสะมูลจิตนั่นเอง

  เราได้รู้จักโทสะมูลจิตแล้วว่าเป็นจิตที่ไม่ดีไม่งามเป็นจิตที่เร่าร้อนเผาผลาญจิตใจให้ไม่มีความสงบสุข เป็นเหตุผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่แล้วก็จะกำเริบยิ่งขึ้น ถ้ายังไม่เป็นก็จะเริ่มเป็นต่อไป จึงไม่ควรเลยที่จะปล่อยให้โทสะมีอำนาจเป็นผู้นำ จึงควรระมัดระวังรักษาจิตของตนอย่าให้อำนาจของโทสะครอบงำได้ ถ้าใครตกอยู่ใต้อำนาจของโทสะ ก็จะเป็นทาสของโทสะ คนที่ตกอยู่ในอำนาจของโทสะหรือเป็นทาสของโทสะ เวลาจะคิดสิ่งใดก็คิดด้วยโทสะ เวลาจะพูดก็พูดด้วยโทสะ เวลาจะทำอะไรก็ทำด้วยโทสะ ถ้าใครเป็นเช่นนี้ก็จะตกอยู่ในห้วงแห่งอันตรายของชีวิต เพราะอำนาจของโทสะนั้นนำไปเกิดเป็นสัตว์นรกได้ ซึ่งมีบาลีเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า

  โทเสน หิ จณฑาตตาย โสสทิส นิรย  อุปปชชนติ ฯ

  แปลว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมไปเกิดในนรก ด้วยอำนาจแห่งโทสะ อันเป็นที่ทรมานสัตว์ ให้เร่าร้อนเช่นเดียวกันกับโทสะที่ดุร้าย เผาผลาญหัวใจอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

  โทสะจึงเป็นธรรมที่ควรละ ควรทำลายให้หมดไปด้วยการ

-  ให้อภัย

-  ศึกษาในเรื่องเมตตาให้มาก ๆ

-  แผ่เมตตาไว้เนือง ๆ

-  ศึกษาเรื่องหลักแห่งกรรมให้เข้าใจ

-  มีปัญญาเห็นโทษของโทสะให้มาก

-  มีกัลยาณมิตรที่ประกอบไปด้วยเมตตา

-  ฟังถ้อยคำที่สบายหู พูดด้วยคำพูดที่สบายใจ ไม่ทุกข์ใจ เป็นต้น

โมหมูลจิตคืออะไร

โมหมูลจิต คือ จิตที่มี “โมหเจตสิก” เป็นมูล เป็นรากเง่า หรือจิตที่มีความไม่รู้

ความเป็นจริง ในอารมณ์เป็นมูล เป็นรากเง่า และความไม่รู้ในที่นี้หมายถึงไม่รู้เหตุผลตามความเป็นจริง หลงอยู่ในทางบาป ทางอกุศล

-  ไม่รู้สิ่งเป็นทุกข์คือไม่รู้ในทุกข์

-  ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์

-  ไม่รู้ความดับทุกข์

-  ไม่รู้ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

-  ไม่รู้เหตุให้เกิดบุญ

-  ไม่รู้เหตุให้เกิดบาป

-  ไม่รู้ผลบุญ ไม่รู้ผลบาป

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้อธิบายว่า โมหะนี้เป็นรากเหง้าของอกุศลทั้งหลายเป็น

เหตุให้เกิดโลภะโทสะได้ด้วย โมหะจิต หรือโมหมูลจิต มี ๒ ดวง

  โมหมูลจิต ๒

  ๑.อุเบกขาสหคตัง วิจิกิจฉาสัมปยุตตัง

  โมหมูลจิตดวงที่ ๑ เกิดพร้อมก้วยความเฉย ๆ ประกอบด้วยความสงสัย[2]

  ๒. อุเบกขาสหคตัง อุทธัจจสัมปยุตตัง

  โมหมูลจิตดวงที่ ๒ เกิดพร้อมด้วยความเฉย ๆ ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน

  เป็นที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ในโมหมูลจิตทั้ง ๒ ดวง ไม่มีทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด ประกอบ และไม่มีปฏิฆะ คือความโกรธประกอบ ทั้งนี้เพราะโมหมูลจิตเป็นจิตเว้นจากความกำหนัดและความขัดเคืองมีแต่ความไม่รู้ คือ โมหะเป็นมูลอย่างเดียวเท่านั้น จึงไม่มีทิฏฐิและปฏิฆะประกอบ

    อกุศลจิต ๑๒[3] ซึ่งประกอบด้วย โลภมูลจิต ๘ โทสะมูลจิต ๒ และโมหะมูลจิต ๒ เป็นจิตฝ่ายชั่ว ฝ่ายบาป มีผลเป็นทุกข์ เกิดได้ง่ายในบุคคลและสัตว์ทั้งหลาย

  .อเหตุกจิต คืออะไร

  อเหตุกจิต คือจิตที่ไม่มีเหตุ ๖ ประกอบ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๑๘ ดวง ในแต่ละดวง จะทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป แต่จะไม่เกี่ยวข้องกันกับความเป็นกุศลหรืออกุศล จะเกี่ยวข้องกับผลของกุศลและอกุศล เพราะไม่มีเหตุของกุศล หรือเหตุของอกุศล ประกอบเช่น

  ๑.ไม่มีโลภะเหตุ  ที่จะทำให้เกิดความยินดีติดใจ

  ๒.ไม่มีโทสะเหตุ  ที่จะให้เกิดความโกรธประทุษร้าย

  ๓.ไม่มีโมหะเหตุ  ที่จะให้เกิดความหลงไม่รู้จริง

  ๔.ไม่มีอโลภะเหตุ  ที่จะให้เกิดความไม่ยินดีติดใจ

  ๕.ไม่มีอโทสะเหตุ   ที่จะให้เกิดความไม่โกรธ

  ๖.ไม่มีอโมหะเหตุ   ที่จะให้เกิดความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริง

  เมื่อไม่มีเหตุ ๖ ประกอบเช่นนี้ จึงเป็นจิตที่ไม่ใช่จิตบาปไม่ใช่จิตบุญ แต่เป็นจิตที่เป็นผลของบาป เป็นผลของบุญและเป็นกิริยารวมอยู่ด้วย

  การทำงานของอเหตุกจิต

  เมื่ออารมณ์ปรากฏขึ้น ปัญจทวาราวัชชจิตจะเกิดขึ้นเพื่อพิจารณาว่าอารมณ์ปรากฏที่ทวารไหน เช่น…

  ถ้าเป็นรูปารมณ์คือ รูป สี ต่าง ๆ ปรากฏที่ทางตา ปัญจทวาราวัชชนะจะให้จักขุวิญญาณเกิดต่อจากตนเองทำห้าที่เห็นแล้วดับไป จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของสัมปฏิจฉนะจะทำหน้าที่รับการเห็นแล้วดับไป จากนั้นเป็นหน้าที่ของสันตีรณะจะทำหน้าที่พิจารณาการเห็นที่สัมปฏิจฉนะรับมา จากนั้นก็เป็นหน้าที่มโนทวาราวัชชนจิต ทำหน้าที่ตัดสินการเห็นอกุศลเกิดหรือกุศลเกิดเพื่อเสพอารมณ์ต่อจากตนเองแล้วดับไป จากนั้นเป็นหน้าที่อกุศลจิตทำหน้าที่เสพอารมณ์เกิดติดต่อกันไปอีก ๗ ขณะ

  ถ้าเป็นสัททารมณ์ คือ เสียงปรากฏทางหู ปัญจทวาราวัชชนะให้โสตวิญญาณเกิดต่อจากตนเองแล้วดับไป โสตวิญญาณจะเกิดทำหน้าที่ได้ยินแล้วดับไป จากนั้นมโนทวาราวัชชนะจะทำหน้าที่ตัดสินการได้ยิน ให้อกุศลหรือกุศลทำหน้าที่เสพอารมณ์เกิดต่อจากตนเองแล้วดับไป จากนั้นอกุศลจิตหรือกุศลจิตจะทำหน้าที่เสพอารมณ์เกิดต่อกันไปอีก ๗ ขณะแล้วดับไป

เหตุนั้นมี ๒ อย่างคือ

  ๑.สัปยุตตเหตุ คือเหตุที่ประกอบกับจิต ได้แก่เหตุ ๖ คือ โลภะเหตุ โทสะเหตุ ฌมหะเหตุ และอโลภะเหตุ อโทสะเหตุ อโมหะเหตุ

  ๒.อุปปัตติเหตุ คือเหตุที่ทำให้จิตเกิดขึ้นซึ่งมีต่าง ๆ กันดังนี้

  ๑. เหตุให้เกิดจักขุวิญญาณ มีประสาทตาดี มีนัยน์ตาดี มีรูป คือ สีต่าง ๆ มีแสงสว่าง มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชชนะ)

  ๒.เหตุให้เกิดโสตวิญญาณ มีประสาทหูดี มีเสียง มีช่องว่างของหู (มีอากาศ) มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชชนะ)

  ๓.เหตุให้เกิดฆานวิญญาณ มีประสาทจมูกดี มีกลิ่น มีธาตุลม มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชชนะ)

  ๔.เหตุให้เกิดชิวหาวิญญาณ มีประสาทลิ้นดี มีรส มีธาตุน้ำ มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชชนะ)

  ๕.เหตุให้เกิดกายวิญญาณ มีประสาทกายดี มีแข็ง อ่อน หย่อน ตึง มีปฐวีธาตุที่มีลักษณะแข็ง มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชชนะ)

๓.มหากุศลคืออะไร ?

  มหากุศลจิตคือ[4] จิตที่ดีงามมีผลเป็นความสุข เมื่อไรมีมหากุศลจิตเกิดในตัวเรา เมื่อจะรู้สึกมีความสุข ใบหน้าแจ่มใส่ กิริยาวาจาก็เป็นไปในทางที่งามมีความเรียบร้อยถ้อยคำในการพูดเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจนุ่มนวล มีความไพเราะไม่กระด้างระคายเคืองหู ทางร่างกายก็จะไม่เบียดเบียนใครให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อน  พฤติกรรมทางจิตใจก็จะเต็มไปด้วยความเสียสละ มีความเมตตาอารี ไม่เบียดเบียนใคร

  ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า มหากุศลจิต เป็นจิตที่เกี่ยวข้องกับการทำบุญ ทำกุศล ถ้ามหากุศลจิตเกิดเมื่อไร เมื่อนั้นก็เป็นบุญกุศล เช่นเดียวกับอกุศล ถ้าอกุศลเกิดเมื่อไร เมื่อนั้นก็เป็นบาปเป็นอกุศล เป็นบุญหรือบาป เป็นที่จิตใจ เพราะจิตใจเป็นผู้สั่งให้เกิดการทำบาป ให้เกิดการทำบุญ กายและวาจาเป็นไปตามอำนาจ จิตสั่งกายไม่ดีเป็นบาปวาจาไม่ดีเป็นบาป เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ระวัง จิต สำรวมจิต อย่าให้เกิดบาป เกิดอกุศล มหากุศล ได้แก่ บุญกิริยาวัตถุ๑๐และกุศลกรรมบท๑๐เป็นต้น

 

มหากุศลจิตดวงที่ ๑ กับดวงที่ ๒

  ในการทำบุญทำกุศลจะต้องทำด้วยมหากุศลจิต ถ้าไม่มีมหากุศลจิตเกิดขึ้นก็จะคิดทำบุญทำกุศลไม่ได้ เมื่อมหากุศลจิตดวงที่ เกิดขึ้น จิตใจจะมีความรู้สึก ปลาบปลื้มใจสดชื่น แจ่มใสเบิกบานใจ ดีใจ ภาษาธรรมเรียกว่า “ โสมนัส” ในขณะที่จิตเป็นโสมนัสนั้นก็มีปัญญาประกอบด้วยคือรู้ความเป็นจริงในเรื่องของกรรม – ผลกรรม รู้แจ้งแก่ใจว่าทำกุศลนั้นมีผลเป็นความสุข รู้ว่ากำลังสร้างเหตุแห่งความดี เหตุแห่งความสุขรู้แจ้งว่าทำดีต้องได้ดี มีความมั่นใจในกุศลที่ทำ

หรือรู้แจ้งว่าทำบุญกุศลเพื่อลดกิเลส  ทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบจากกิเลสรู้แจ้งว่ากำลังกำหนดดูรูปนามอะไรอยู่ (ถ้าเจริญวิปัสสนา) ความรู้สึกที่เป็นมหากุศลเกิดพร้อมด้วยโสมนัส ประกอบด้วยปัญญา เกิดขึ้นโดยไม่มีใครชักชวนหรือไม่มีสิ่งชักชวน ก็จัดเป็นมหากุศลจิตดวงที่ ๑ ถ้าเกิดขึ้นโดยมีใครชักชวนหรือมีสิ่งชักชวน ก็เป็นมหากุศลจิตดวงที่ ๒

  มหากุศลจิตดวงที่ ๓ กับดวงที่ ๔

  เมื่อมหากุศลจิต ดวงที่ ๓ เกิดขึ้น จิตใจจะมีความรู้สึกสดชื่นแจ่มใสปลาบปลื้มใจ เบิกบานใจ  ดีใจ  ภาษาธรรมเรียกว่า “โสมนัส” ในขณะที่จิตเป็นโสมนัสต่อการทำบุญทำกุศลนั้น  ไม่มีปัญญาประกอบ เพราะไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจในเรื่องของบาป – บุญ ไม่เข้าใจเรื่อง กรรม – ผลของกรรม ไม่รู้จักเหตุแห่งความสุข เหตุแห่งความทุกข์ และไม่รู้ว่าการทำบุญทำกุศลนั้นทำเพื่อลดกิเลส ละกิเลส ไม่รู้เรื่องสมาธิไม่รู้เรื่องวิปัสสนา  ไม่รู้เรื่องรูปนามใด ๆ เรียกว่าไม่ประกอบด้วยปัญญา

  แต่มีศรัทธาต่อการที่จะทำบุญทำกุศล มีความเคารพเลื่อมใสในการทำบุญทำกุศล ความรู้สึกดีใจต่อการบุญ การกุศล ไม่ประกอบด้วยปัญญา ถ้าหากมหากุศลดวงนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีคนชักชวนหรือไม่มีสิ่งชักชวน ก็เป็นมหากุศลจิตดวงที่ ๓ ถ้าเกิดขึ้นโดยมีคนชักชวนหรือมีสิ่งชักชวน ก็เป็นมหากุศลจิตดวงที่ ๔

  มหากุศลจิตดวงที่ ๕ และดวงที่ ๖

  เมื่อมหากุศลจิตดวงที่ ๕ เกิด จะมีความรู้สึกเฉย ๆ ไม่ปลาบปลื้มใจ ไม่สดชื่นแจ่มใส ไม่เบิกบานใจ รู้ศึกเป็นกลาง ๆ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ภาษาธรรมเรียกว่า “อุเบกขา” แต่ในขณะที่จิตเป็นอุเบกขานั้น ก็มีปัญญาประกอบด้วย คือใจเป็นกลางที่ประกอบด้วยปัญญา รู้ความเป็นจริงในเรื่องของกรรม – ผลกรรม รู้แจ้งแก่ใจว่ากำลังสร้างเหตุแห่งความดี เหตุแห่งความสุข มั่นใจในกุศลที่ทำว่าดีต้องได้ดี

  หรือรู้แจ้งว่าทำบุญกุศลเพื่อลดกิเลส ทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบจากนิวรณ์ รู้แจ้งว่ากำลังกำหนดนามรูปอยู่ (ถ้าเจริญวิปัสสนา) ความรู้สึกที่เป็นมหากุศลเกิดพร้อมด้วยอุเบกขา ประกอบด้วยปัญญาเช่นนี้ ถ้าเกิดขึ้นโดยไม่มีใครชักชวนหรือไม่มีสิ่งชักชวนก็เป็นมหากุศลจิตดวงที่ ๕ ถ้าเกิดขึ้นโดยมีใครชักชวน หรือมีสิ่งชักชวนก็เป็นมหากุศลจิตดวงที่ ๖

มหากุศลจิตดวงที่ ๗ และดวงที่ ๘

  ผู้ที่ทำบุญ ทำกุศลด้วยมหากุศลจิตดวงที่ ๗ นั้น จะมีความรู้สึกเฉย ๆ ไม่สดชื่น ไม่แจ่มใส ไม่ร่าเริง มีจิตใจเป็นกลาง ๆ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ภาษาธรรมเรียกว่า “อุเบกขา” ในขณะที่จิตเป็นอุเบกขานั้น ก็ไม่มีปัญญาประกอบ คือไม่รู้แจ้งว่าบุญที่ทำในครั้งนี้จะมีผลเป็นอย่างไร ไม่รู้แจ้งในเรื่อง ของกรรม – ผลกรรม ไม่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องของทาน ศีล สมาธิ วิปัสสนา ทำบุญ ทำกุศลก็ทำตาม ๆ เขาไป หรือทำตามประเพณี ไม่ทราบเหตุของบุญกุศลว่ามีผลเป็นอย่าง ทำไปด้วยศรัทธาไม่มีปัญญาประกอบ

  ในขณะที่ทำกุศลครั้งนั้น ถ้าไม่มีผู้อื่นชักชวน หรือไม่มีสิ่งอื่นชักชวน ก็จัดเป็นมหากุศลดวงที่ ๗ แต่ถ้าทำด้วยอาศัยผู้อื่น หรือสิ่งอื่นชักชวน ก็เป็นมหากุศลดวงที่ ๘

  ๔. มหาวิบาก

  มหาวิบาก คือผลของมหากุศลจิต เป็นจิตที่เป็นผลของมหากุศลจิตกล่าวคือ เมื่อทำกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒๐ นั้น จะต้องทำด้วยอำนาจจิตมหากุศลดวงใดดวงหนึ่ง เมื่อมหากุศลจิตนี้

ทำงานในการทำบุญกุศลนั้น ๆ ดับไปแล้วก็จะมีผล ๒ อย่าง คือ มีผลที่ประกอบด้วยเหตุ และมีผลที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ

  มหาวิบาก ๘

  ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจในมหากุศลก่อนว่า  ทุครั้งที่มหากุศลเกิด  จะเกี่ยวข้องกันกับการกระทำที่เป็นกุศล ๓ ทาง คือ

  ๑.  ทางกายเรียก กายสุจริต

  ๒. ทางวาจาเรียก วจีสุจริต

  ๓. ทางใจ  เรียก มโนสุจริต

แต่มหาวิบากจิต จะไม่เกี่ยวข้องกับอาการที่เป็นกุศลดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำไม่เกี่ยวข้องกับการพูด และไม่เกี่ยวข้องกับการนึก  การคิด  มหาวิบากจะทำหน้าที่เป็นผลของมหากุศลจิต  ๔อย่าง คือ

๑.ทำหน้าที่เกิดในภพใหม่  เรียกว่า “ปฏิสนธิ” การกำเนิดในภพใหม่ของมหาวิบากนี้ จะเกิดในสุคติภูมิ  เช่น มนุษย์ หรือเทวดา ๖ ชั้น แล้วแต่กำลังของกุศลที่ทำไว้

๒.ทำหน้าที่รักษาภพชาติที่ดำรงอยู่นั้นไว้ เรียกว่า “ภวังค์” การทำหน้าที่เป็นภวังค์ของมหาวิบากจิตนี้ เมื่อเกิดต่อเนื่องกันมาก ๆ จะปรากฏเป็นอาการหลับสนิทไม่ฝัน นอกจากจะปรากฏเป็นอาการหลับสนิทแล้วยังทำหน้าที่เป็นทวารให้กับจิตอื่น ๆ ได้อีกด้วย

๓.ทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะ เรียกว่า “ตทาลัมพนะ” คือเมื่ออารมณ์แรงปรากฏชัดมาก การรับอารมณ์ของชวนะจิตจะรับไม่หมด จึงต้องมี “วิบากจิต” มาทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจาก ชวนะอีก ๒ ขณะ 

๔.  ทำหน้าที่สิ้นภพชาติ  เรียกว่า  “จุติ”  คือตายจากภพชาตินี้

  หน้าที่ของมหาวิบาก  ๘  จะทำหน้าที่อย่างนี้  จะเห็นได้ว่า  ผลของมหากุศลเรียกว่า “มหาวิบาก”  เป็นตัวนำภพชาติที่ดี  มีความสุข  การทำบุญกุศล  จึงเท่ากับการทำภพชาติใหม่ที่ดีความสุขเอาไว้  ถ้าไม่ทำบุญทำกุศลเอาไว้  ก็จะไม่มีภพชาติใหม่ที่ดีมีความสุข  เมื่อภพใหม่ที่ดีมีความสุขไม่มีก็จะมีแต่ภพใหม่ที่ไม่ดี

 

  ความปรากฏของมหาวิบากในการกำเนิด  จะมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้

  ๑.  เกิดด้วยมหาวิบากดวงที่  ๑  จะเป็นคนที่จิตใจแจ่มใสร่าเริงยิ้มง่าย  เป็นคนมีปัญญาเฉลียวฉลาด  มีจิตใจเด็ดเดี่ยว  ตัดสินใจฉับพลันไม่ย่อท้อ  ไม่ลังเล

  ๒.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่  ๒  จะเป็นคนที่มีจิตใจแจ่มใสร่าเริงยิ้มง่าย  เป็นคนมีปัญญาฉลาด  แต่ไม่เด็ดเดี่ยว  ตัดสินใจฉับพลันไม่ได้  มีความย่อท้อ  ลังเล

  ๓.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่  ๓  จะเป็นคนที่มีจิตใจแจ่มใสร่าเริงยิ้มง่าย  ไม่มีปัญญาไม่เฉลียวฉลาด  กล้าตัดสินใจไม่ย่อท้อ  ไม่ลังเล

  ๔.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่  ๔  จะเป็นคนที่มีจิตใจแจ่มใสร่าเริงยิ้มง่าย  ไม่ประกอบด้วยปัญญา  ไม่เฉลียวฉลาด  มีจิตใจไม่เด็ดเดี่ยว  ไม่กล้าตัดสินใจ  ท้อแท้  ลังเล 

  ๕.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่ ๕ จะเป็นคนที่มีจิตใจ สุขุม เฉย ๆ ไม่ร่าเริงแจ่มใส ยิ้มยาก แต่มีปัญญา เฉลียวฉลาด มีจิตใจเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจได้อย่างฉับพลัน ไม่ย่อท้อไม่ลังเล

    ๖.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่ ๖ จะเป็นคนที่มีนิสัยจิตใจสุขุม เฉย ๆ ไม่ร่าเริงแจ่มใส แต่ประกอบด้วยปัญญา มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีจิตใจไม่เด็ดเดี่ยว ไม่กล้าตัดสินใจอย่างฉับพลัน มีความลังเล

    ๗.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่ ๗ จะเป็นคนมีจิตใจเฉย ๆ ไม่ร่าเริงแจ่มใส ยิ้มยาก ไม่มีปัญญา ไม่เฉลียวฉลาด แต่มีจิตใจเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจอย่างฉับพลันได้ ไม่ย่อท้อ ไม่ลังเล

    ๘.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่ ๘ จะเป็นคนที่มีจิตใจเฉย ๆ ไม่ร่าเริงแจ่มใส ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นคนที่ไม่มีความเฉลียวฉลาด ไม่กล้าตัดสินใจอย่างฉับพลันมีความลังเล ท้อถอย

    หลักการเข้าใจของมหาวิบากก็คือ ทำมหากุศลด้วยจิตดวงไหน ก็จะมีผลเป็นมหาวิบากดวงนั้น ทำมหากุศลด้วยโสมนัส ก็จะมีวิบากเป็นโสมนัส ทำมหากุศลประกอบด้วยปัญญา ก็จะมีวิบากประกอบด้วยปัญญา ทำมหากุศลด้วยใจเด็ดเดี่ยวเป็นอสังขาริก (ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดชักชวน) ก็จะมีมหาวิบากที่เด็ดเดี่ยวเป็นอสังขาริก ดังนั้นจึงต้องระวังในการสร้างเหตุคือบุญกุศล ควรพิจารณาไตร่ตรองให้เกิดปัญญา เสียก่อน และทำด้วยความรื่นเริงแจ่มใส

 



  [1]เหตุให้เกิดโ ทสมูลจิต (๑) มีอัธยาศัยเป็นคนมักโกรธ (๒) มีความคิดไม่สุขุม (๓) เป็นผู้มีการศึกษาน้อย (๔) ได้ประสบการณ์กับอารมณ์ที่ไม่ดี (๕) ได้ประสบกับอาฆาตวัตถุ ๑๐ ประการ

  [2] “วิจิกิจฉา” ความสังัสยในธรรม ๘ ประการได้แก่ สังสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา ๓ (ศีล สมาธิ ปัญญา) ขันธ์ อายตนะ ธาตุ ในอดีต ในอนาคต ทั้งในอดีตและในอนาคต  ในปฎิจจสมุปบาทธรรม ;

  ขุนสรรพกิจโกศล (โกวิท ปัทมะสุนทร) , คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๒, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อำพลพิทยา, ๒๕๐๕) , หน้า ๒๖-๒๗.

[3]   อกุศลจิต ๑๒ เกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุ ๕ ประการคือ (๑) ไม่ได้สร้ งสมบุญไว้แต่ปางก่อน (๒) อยู่ในประเทศที่ไม่มีสัปบุรุษ (๓) ไม่คบหาสมาคมกับสัปบุรุษ (๔) ไม่ได้ฟังธรรมของสัปบุรุษ (๕) ตั้งตนไว้ผิด เหตุทั้ง ๕ ประการนี้ จัดเป็นอดีตกรรมเสีย ๑ คือข้อ ๑ ส่วนข้อ ๒-๕ จัดเป็นปัจจุบันกรรม ;

  ขุนสรรพกิจโกศล (โกวิท ปัทมะสุนทร) , คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑,หน้า ๒๐-๒๑.

[4] ที.อ. (บาลี) ๓/๒๔๖ , สงฺคห. (บาลี) ๒๙

 

. มหากิริยาจิต ๘

  มหากริยาจิต เป็นจิตของพระอรหันต์ผู้หมดจดจากกิเลสแล้ว แต่ก็ยังมีการรับรู้อารมณ์อยู่ เพราะขันธ์ยังไม่นิพพานนิพพานแต่กิเลส ความเป็นอยู่ของพระอรหันต์จึงมีจิตที่ยังเกี่ยวข้องกันกับอารมณ์อยู่เสมอ แต่จิตที่เกี่ยวข้องกันกับอารมณ์ของพระอรหันต์นั้น ไม่มีผลที่จะเป็นวิบากหรือให้เกิดวิบากทั้งในส่วนกุศลหรืออกุศล ซึ่งจะทำให้เกิดภพชาติใหม่ต่อไป พระอรหันต์จึงมีจิตที่ชื่อว่า “มหากิริยาจิต” ทำหน้าที่เสพอารมณ์ เรียกตามภาษาธรรมว่า “ชวนะ” คือทำหน้าที่คิดนึกหรือรู้สึกต่ออารมณ์นั่นเอง

  โดยปกติจิตที่ทำหน้าที่คิด นึก หรือรู้สึกของคนเราและสัตว์ทั้งหลายนั้นจะมีจิตอยู่ ๒ ประเภทคือ อกุศลจิต กับกุศลจิต ทั้งอกุศลและกุศลจิตเมื่อเกิดขึ้นเสพอารมณ์คือ ทำหน้าที่ชวนะแล้วก็มีวิบากคือผลเกิดขึ้น เมื่อมีวิบากเกิดขึ้น วิบากนี้ก็จะทำหน้าที่เกิดในภพชาติใหม่ต่อไป ถ้าเป็นวิบากของอกุศลก็จะนำเกิดในอบายภูมิ ๔ ถ้าเป็นวิบากของกุศล ก็จะนำเกิดในสุคติภูมิ

  แต่พระอรหันต์ไม่เป็นอย่างนั้น การเสพอารมณ์หรือ ชวนะของพระอรหันต์ไม่ใช่จิตกุศลหรืออกุศล แต่เป็นจิตท่ปราศจากกิเลสแล้ว เรียกจิตนั้นว่า “มหากิริยาจิต” เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป โดยปราศจากผลใด ๆ ความเป็นอยู่ของพระอรหันต์ จึงไม่มีจิตกุศลหรืออกุศล แต่เป็นมหากิริยาจิต เป็นจิตที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่ออนุเคราะห์ แก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลายฝ่ายเดียว เพื่อจะเทศนาสั่งสอนสืบทอดพระพุทธศาสนาและเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ แก่ผู้ทำบุญกับพระอรหันต์เท่านั้น

  ความเป็นอยู่ของพระอรหันต์ และภารกิจของพระอรหันต์ บางครั้งก็ใช้ปัญญาประกอบ บางครั้งก็ไม่ใช้ปัญญาประกอบ จึงมีจิตแตกต่างกันถึง ๘ ดวง

  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ภารกิจของพระอรหันต์บางครั้งก็ประกอบด้วยปัญญาบางครั้งก็ไม่ประกอบด้วยปัญญา ในที่นี้หมายความว่า ปัญญาที่จะทำหน้าที่ประหารกิเลสนั้นไม่มีแล้ว เพราะกิเลสได้ถูกประหารโดยมัคคญาณไปหมดแล้ว ส่วนปัญญาที่ใช้พิจารณาสภาพธรรมนั้นยังมิอยู่ เช่น ในขณะที่แสดงธรรม เมื่อกล่าวถึงสภาพธรรม สภาวธรรมเหตุปัจจัย สติปัฏฐาน ฯลฯ เป็นต้น ปัญญาที่จะต้องใช้พิจาณาสภาพธรรมเหล่านี้เพื่อแสดงธรรมยังต้องมีอยู่

  เพราะฉะนั้น พระอรหันต์มีความเป็นอยู่โดยมีปัญญาประกอบด้วยก็ได้ ไม่มีปัญญาประกอบด้วยก็ได้ และการไม่มีปัญญาประกอบในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าพระอรหันต์โง่ไม่รู้ความเป็นจริง แต่หมายถึงการเกี่ยวข้องกับอารมณ์ บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องมีปัญญาประกอบ บางครั้งก็จำเป็นต้องมีปัญญาประกอบนั่นเอง ทั้งนี้เพราะปราศจากโมหกิเลสแล้วนั่นเอง

  ภาวจิตของพระอรหันต์ บางครั้งก็เป็นโสมนัส บางครั้งก็เป็นอุเบกขาทั้งนี้ก็ขอให้เข้าใจว่า ความเป็นโสมนัสและอุเบกขา ของจิตพระอรหันต์นั้นไม่เหมือนจิตปุถุชนอย่างเรา จิตปุถุชนอย่างเรามีโสมนัสยังมีอนุสัยกิเลส มีอุเบกขาที่ยังมีอนุสัยกิเลสส่วนพระอรหันต์ไม่มีอนุสัยกิเลสปราศจากกิเลส หมดจดจากกิเลสแล้ว

  เพราะฉะนั้นภาวจิตของพระอรหันต์ ถ้าจะเป็นโสมนัส ก็ให้เข้าใจว่าเป็นโสมนัสที่ปราศจากกิเลส เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ปรารถนาดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอนุสัยกิเลสซ่อนอยู่ภายใน ถ้าจะเป็นอุเบกขา ก็เป็นอุเบกขาที่ปราศจากอนุสัยกิเลส

  ส่วนการเกิดขึ้นของจิตพระอรหันต์ คือมหากิริยาจิตที่เกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักชวนหรือไม่มีสิ่งชักชวนนั้น เป็นภาวจิตที่ปราศจากอนุสัยกิเลสเช่นกัน ไม่เหมือนปุถุชนหรือสัตว์ทั้งหลาย ที่ยังมีอนุสัยกิเลสอยู่

  สรุปแล้วภาวจิตของพระอรหันต์ เป็นจิตที่ดีงาม เช่นเดียวกับมหากุศลจิตจะต่างกันตรงที่ มหากุศลจิตเกิดขึ้นกับปุถุชนและสัตว์ทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มีวิบากทำให้มีภพชาติใหม่ต่อไป

  ส่วนมหากิริยาจิต ซึ่งเป็นจิตของพระอรหันต์ เกิดขึ้นกับพระอรหันต์เท่านั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีผล ไม่มีวิบากที่จะทำให้เกิดภพชาติใหม่ต่อไปนั่นเอง 

  . รูปาวจรจิต ๑๕

  รูปาวจรจิต คืออะไร ?

  รูปาวจรจิต คือจิตที่เข้าถึงความเป็นฌาน จิตที่เพ่งอารมณ์เข้าถึงความเป็นฌาน จิตที่เผาปฏิปักษธรรมคือนิวรณ์ให้สงบลงด้วยอำนาจของฌาน หรือจิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปภูมิ ส่วนมากก็เรียกว่า…รูปาวจรจิต

  คือความเพ่งอารมณ์ในขณะทำสมาธิ เช่น เพ่งกสิณเป็นต้น จิตจะมีความสงบมากขึ้น ๆ ในความสงบจิตขณะเพ่งอารมณ์ มีกสิณเป็นต้นนั้น เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ และความสงบของจิตที่เรียกว่าสมาธินี้มี ๓ ระดับด้วยกันคือ

  ๑.  ขณิกสมาธิ ได้แก่จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวเป็นสมาธิได้ชั่วขณะหนึ่ง ๆ

  ๒. อุปจารสมาธิ ได้แก่จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิได้นานจนถึงฌาน ใกล้ที่จะถึงฌาน

  ๓.  อัปปนาสมาธิ ได้แก่จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว จนเข้าถึงฌานเป็นฌานจิต

  เพราะฉะนั้น รูปาวจรจิตจึงหมายถึงจิตประเภทที่ ๓ คือจิตที่เข้าถึงความเป็นอัปปนาสมาธิ เป็นฌานจิตนั่นเอง และรูปาวจรจิตนี้มี ๑๕ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ :-

  ๑.  รูปาวจรกุศลจิต มี ๕

  ๒. รูปาวจรวิบากจิต มี ๕

๓.  รูปาวจรกิริยาจิต มี ๕

 

  อธิบายคำว่าฌาน

  คำว่า ฌานเป็นชื่อของจิตอันเกิดจากการทำสมาธิจนเข้าถึงอัปปนาดังกล่าวแล้วข้างต้น บางแห่งก็เรียกว่า ฌานจิตแปลว่าจิตที่ประกอบด้วยฌาน หรือเข้าถึงฌาน สถาพของฌานจิตก็คือ ทำหน้าที่เพิ่งอารมณ์ที่เป็นปฏิภาคนิมิต อันเกิดจากการเพิ่งมีกสิณ เป็นต้น

  ในอัฏฐสาลินีอรรถกถา ได้อธิบายคำว่า “ฌาน” ไว้ว่า อารมฺมณูปนิชฺฌานโต ปจฺจนิกฌานปนโต วาฌานํ แปลว่า ธรรมชาตินั้นเรียกว่า ฌาน

  นั่นก็หมายถึงภาวะของจิตที่ทำกิจเพ่งอารมณ์ด้วย เผานิวรณ์ไปด้วย ก็เรียกจิตนั้น ว่า “ฌาน” และอารมณ์ที่จะถูกเพ่งไปด้วย การเผานิวรณ์ก็จะบังเกิดขึ้นด้วยพร้อม ๆ กัน อย่างนี้ก็ต้องหมายถึง ปฏิภาคนิมิตอารมณ์เท่านั้น อารมณ์อื่น ๆ ก็ไม่สามารถเป็นไปได้

  ในปรมัตถทีปนีฎีกา กล่าวไว้ว่า ฌาเนน สมฺปยุตฺตํ จิตฺตนฺติ ฌานจิตฺตํ แปลว่าจิตใดที่ประกอบด้วยฌาน จิตนั้นเรียกว่า ฌานจิต

  ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ หรือขัดขวางในการเพ่งอารมณ์ ไม่สามารถให้เข้าถึงฌาน ทำให้ฌานจิตเกิดไม่ได้ ธรรมนั้นมีชื่อเรียกว่า “นิวรณ์”

  นิวรณ์ ๕[1]

  .  กามฉันทนิวรณ์ คือความยินดีติดใจในกามคุณอารมณ์ ความปรารถนาต้องการติดในใจอารมณ์ มีรูป เสียง กลิ่น รส และการสัมผัสในความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นต้น

  . พยาปาทนิวรณ์คือความไม่พอใจ ความโกรธครุ่นคิดปองร้าย ความอาฆาตพยาบาทจองเวร จิตใจเดือดพล่านอยู่กับความโกรธ เป็นต้น

  . ถีนมิทธนิวรณ์คือความเกียจคร้าน หดหู่ท้อถอย ผลัดวันผลัดเวลา ไม่ใส่ใจต่อการที่จะเพ่งอารมณ์ จิตใจท้อถอยคลายความใส่ใจในอารมณ์

  . อุทธัจจะกุกกุจจะนิวรณ์คือความฟุ้งซ่านรำคาญใจ จิตใจเลื่อนลอยซัดส่ายอยู่เรื่อย ๆ เหมือนน้ำที่ถูกลมกระพือพัดให้กระเพื่อมอยู่เสมอ หาความสงบนิ่งไม่ได้

  .  วิจิกิจฉานิวรณ์คือความลังเลสงสัย ความไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ในอารมณ์นั้น

  ทั้ง ๕ ข้อนี้ แม้เพียงข้อใด ข้อหนึ่งก็สามารถทำให้ฌานเกิดไม่ได้ จึงจัดว่าเป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อฌาน ต่อมัคผลนิพพานด้วย

รูปาวจรวิบาก ๕

  จิตที่เป็นผลของฌานก็เรียกว่า วิบากฌานคือ รูปาวจรกุศลเกิดขึ้น  ก็จะมีรูปาวจรวิบากซึ่งเป็นผลของรูปาวจรกุศลนั่นเอง เหมือนกับมหากุศลจิตเกิดขึ้น  ก็จะมีมหาวิบาก ซึ่งเป็นผลของมหากุศล รอโอกาสที่จะให้ผลอยู่  รูปาจรวิบากก็เช่นเดียวกัน เมื่อรูปาวจรกุศลดวงที่ ๑ เกิดขึ้น ก็จะมีรูปาวจรวิบากดวงที่ ๑ เกิดขึ้น ก็จะมีรูปาวจรวิบากดวงที่ ๑ รอโอกาสส่งผลอยู่

  รูปาวจรวิบาก มี ๕ ดวง ในแต่ละดวงทำกิจ 3 อย่าง คือ

๑. ปฏิสนธิในชั้นพรหมภูมิ

  ๒. ทำกิจภวังค์

  ๓. จุติ คือสิ้นภพชาติ

รูปาวจรกิริยาจิต ๕

  รูปาวจรกิริยาจิต เป็นจิตของพระอรหันต์ ที่เข้าฌาน คือ รูปฌาน ถ้าจะกล่าวดันแบบเข้าใจง่ายๆ รูปาวจรกุศลนั่นเองที่เกิดกับพระอรหันต์ แล้วก็เรียกรูปาวจรกุศลที่เกิดกับพระอรหันต์นั้นว่า “รูปาวจรกิริยาถ้าเกิดกับปุถุชน หรือพระอริยบุคคลเบื้องต้น ก็เรียกว่า รูปาวจรกุศลและต่างกันตรงที่รูปาวจรกุศลที่เกิด  กับปุถุชนหรือพระอริยะบุคคลเบื้องต้น เช่นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ก็มีผลให้เกิดในรูปพรหมภูมิได้อีก ส่วนรูปาวจรที่เกิดกับพระอรหันต์ แล้วเรียกว่า รูปาวจรกิริยาจิต นั้น ไม่มีผลที่จะให้เกิดในพรหมใดๆอีกต่อไป รูปาวจรมี ๕ ดวง

. อรูปาวจรจิต[2]

  อรูปาวจรจิต หมายถึงจิตที่เข้าถึงอรูปฌาน ได้แก่ฌานที่ทำให้เกิดโดยปราศจากรูป คือ ไม่มีรูป มีแต่นามอย่างเดียว จิตที่เข้าถึงอรูปฌาน จึงเรียกว่า อรูปาวจรจิต และอรูปาวจรจิตจะเกิดขึ้นได้นั้น ก็ต้องอาศัยการทำรูปฌานให้เกิดขึ้นก่อนตั้งแต่ที่ ๑ ถึง ๔ เมื่อได้ฌานที่ ๔ แล้วจึงจะทำอรูปฌานให้เกิดขึ้นได้

  ผู้ที่ทำสมาธิจนได้ฌาน และทำฌานให้เกิดขึ้นถึงฌานที่ ๔ นั้น จะมีปัญญามาก แต่เป็นปัญญาในขั้นโลกีย์ คือ ไม่สามารถนำตนให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ ทั้งนี้เพราะถอนอัตตาคือความเห็นว่า เป็นตัวตนออกไม่ได้ยังยึดมั่นว่าเป็นเรา เป็นตัวเรา เป็นของเราอยู่ ซึ่งไม่เหมือนกับการเจริญวิปัสสนา สามารถที่จะถอนตัณหาคือความยึดมั่นออกเสียได้

  การปฏิบัติจิตในทางสมาธิ ซึ่งเรียกว่า “ สมถกัมมัฏฐาน ” นั้นกระทำได้อย่างมากที่สุดก็ถึงอรูปฌาน ๔ เท่านั้น และผลของอรูปฌาน ๔ ก็คือ นำเกิดเป็นอรูปพรหม คือ เป็นพรหมโดยไม่มีรูป มีแต่นามอย่างเดียวเมื่อหมดอายุขัยของอรูปพรหมแล้ว ก็ต้องกลับมาเกิดเป็นเทวดา เป็นมนุษย์อีก เมื่อประมาณทำบาปอกุศลก็ต้องไปเกิดในทุคติ คือ เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย หรือเดรัจฉาน ได้อีก จึงเท่ากับไม่พ้นจากทุกข์นั่นเอง ซึ่งไม่เหมือนกับการเจริญวิปัสสนา เมื่อเจริญได้ถึงอรหัตตมัคอรหัตตผลแล้ว เมื่อดับขันธ์ ( ตาย ) ก็เข้าสู่นิพพานไปเลย

  การฝึกจิตด้วยการทำสมาธิจนได้ฌาน และการทำฌานที่ ๑ ถึง ฌานที่ ๕ ทำฌานที่ ๕ ให้เข้าถึงอรูปฌานจึงเปรียบเหมือนเดินทางอ้อม และก็ไม่ถึงทางพ้นทุกข์อีกด้วย เพียงเห็นทุกข์เท่านั้นเอง

  การแสวงหาทางพ้นทุกข์ ได้มีมาก่อนที่พรุพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้น เช่น นักบวชฤาษี นักพรต เป็นต้น ได้ปฏิบัติจิตโดยทำสมาธิจนได้ฌาน ได้อรูปฌานก็ไม่สามารถเข้าถึงซึ่งความพ้นทุกข์ได้ ต่อเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น แล้วแสดงทางปฏิบัติ ที่จะให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ ได้แก่ อริยสัจ ๔ ทางพ้นทุกข์จึงเกิดขึ้นในโลก

  การปฏิบัติของนักบวชนอกพุทธศาสนา หรือในพุทธศาสนาก็ตาม ถ้าทำสมาธิเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ก็ไม่สามารถเข้าถึงความพ้นทุกข์เช่นกัน จะเห็นแต่ทุกข์แต่ไม่เห็นทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ เช่น นักบวช นักพรต ในสมัยพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น เมื่อทำสมาธิจนได้ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๕ แล้ว

จะมีปัญญาแก่กล้า มองเห็นทุกข์ จึงแสวงหาทางพ้นทุกข์ แต่การแสวงหาทางพ้นทุกข์ในครั้งนั้น ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างหา เพราะยังไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก การเห็นความทุกข์และการแสวงหาทางพ้นทุกข์ในครั้งนั้น จึงมี ๒ สาย คือ

  สายที่ ๑ เมื่อได้ปัญจมฌานแล้ว มองเห็นความทุกข์ของจิตใจ มองเห็นความยุ่งยากของจิตใจ ต้องคอยสำรวมระวัง จิตใจต้องคอยรับอารมณ์อยู่เสมอ จะมีความสุขก็เฉพาะอยู่ในฌานเท่านั้น ออกจากฌานแล้วก็พบแต่ความวุ่นวาย เดี๋ยวฟุ้งซ่านไปที่โน้น ไปที่นี่ ไม่มีวันหยุดหย่อน มองเห็นจิตใจเป็นตัวทุกข์ ซึ่งไม่เหมือนกับกาย ไม่ต้องรับรู้อะไร ไม่ต้องคิด ไม่ต้องนึก ไม่ต้องฟุ้งซ่าน ไม่ต้องดีใจ ไม่ต้องเสียใจ มองเห็นกายเป็นความสุข มองเห็นใจเป็นความทุกข์  จึงปรารถนากาย ต้องการร่างกาย ไม่ต้องการมีจิตใจ

  ผู้ที่ฝึกจิตจนได้ปัญจมฌานแล้วนี้ พลังจิตจะมีมาก เมื่อมีเจตนาต้องการอะไรย่อมทำให้เกิดสมปรารถนาได้ จึงตั้งหน้าหาทางพ้นทุกข์จากการมีจิตใจ โดยการกำหนดจิตไม่ต้องการจิตเห็นโทษของการมีจิต ต้องการมีแต่รูปเพียงอย่างเดียว เจตนานี้มีอำนาจมีพลัง เมื่อสิ้นอายุแล้ว ก็ไปเกิดเป็นพรหมที่มีแต่รูปเพียงอย่างเดียว  เรียกว่า “ อสัญญสัตตพรหม ” เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “ พรหมลูกฟัก ” คือ มีแต่ร่างกาย ไม่มีจิตใจมีอายุยืนมากถึง …. ..มหากัปป์ เมื่อหมดอายุขัยแล้ว ก็กลับมาเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ มีร่างกายมีจิตใจเหมือนเดิม

  สายที่ ๒ เมื่อได้ปัญจมฌานแล้ว มองเห็นความทุกข์ของร่างกาย ต้องดูแลมาก เป็นที่ตั้งของความสกปรก เป็นที่เกิดของโรคภัยไข้เจ็บ ต้องบริหารมาก คอยเจ็บ คอยปวดอยู่เสมอ จะต้องคอยถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ทำความสะอาดอยู่เสมอ ยุ่งยากต่อการบำรุงรักษา ซึ่งไม่เหมือนกับจิตใจ มีแต่ความสุข ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่เคล็ดขัดยอก

  มองเห็นกายเป็นทุกข์ มองเห็นจิตเป็นสุข จึงปรารถนาจิตใจ ไม่ปรารถนากาย ไม่ต้องการมีร่างกาย มองเห็นว่ามีร่างกายมีความทุกข์ ถ้าไม่มีร่างกายมีความสุข จึงหาทางพ้นจากทุกข์ คือ พ้นจากการมีร่างกาย

  ในการแสวงหาทางพ้นทุกข์ เพราะมองเห็นร่างกายเป็นตัวทุกข์นี่เอง จึงกำหนดจิตถอนออกจากกาย โดยการปฏิบัติทางสมาธิจิตในปัญจมฌาน ด้วยการทำอรูปฌานให้เกิดขึ้นอีก ๔ ฌาน[3]

  การปฏิบัติทางจิตในสายสมาธิ หรือ สมถกัมมัฏฐาน มีสูงสุดเพียงแค่นี้ จะปฏิบัติต่อไปอีกไม่ได้แล้ว คือมีรูปฌาน ๕ อรูปฌาน ๔ รวมเรียกว่าสมาบัติ๙ ถ้านับรูปฌาน ๔ ตามนัยแห่งพระสูตร ก็จะเป็นรูปฌาน ๔อรูปฌาน ๔รวมเรียกว่า สมาบัติ ๘นั่นเอง

  ทั้งสมาบัติ ๙หรือ สมาบัติ ๘พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ได้เคยศึกษามาแล้วในสำนักของดาบสทั้ง๒ ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ไม่ใช่ทางตรัสรู้ จึงอำลาจากดาบสทั้ง๒ มาแสวงหาทางพ้นทุกข์ด้วยพระองค์เองจนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

  เพราะฉะนั้น การปฏิบัติทางจิตในสายสมาธิเพียงอย่างเดียวนั้น จึงไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ต้องเจริญสติปัฏฐาน

หรือเรียกว่า วิปัสสนา เท่านั้น จึงจะเป็นทางพ้นทุกข์ ถึงซึ่งสันติสุข คือ พระนิพพานได้[4]

  . โลกุตตรจิต- ๔๐

  โลกุตตรจิต คือ จิตที่มีอารมณ์อยู่เหนือการเกิดดับ พ้นจากการเกิดดับและอารมณ์ที่อยู่เหนือการเกิดดับพ้นจากการเกิดดับในที่นี้ คือ “ นิพพาน ” เพราะฉะนั้นจิตใดที่มีอารมณ์เป็นนิพพานจิตนั้นจึงเรียกว่า “ โลกุตตรจิต ”[5]

อธิบาย

โลกุตตรจิตนั้นมี ๒คือ มัคคจิต กับ ผลจิต[6]

  มัคคจิตนั้นมี ๔ คือ  ผลจิตนั้นมี๔ คือ

  - โสดาปัตติมัค  - โสดาปัตติผล

  - สกทาคามิมัค  - สกทาคามิผล

  - อนาคามิมัค  - อนาคามิผล

  - อรหัตตมัค    - อรหัตตผล

  มัคคจิต ๔ นั้นเป็นชาติกุศลเพราะมีกิจหน้าที่ประหารกิเลส

    การประหารกิเลสนั้นมี ๓ ระดับ คือ[7]

  . ตทังคปหาน ประหารได้ชั่วคราว ได้แก่กิเลสอย่างหยาบ[8]คือ

วิติกมกิเลสประหารด้วยมหากุศล

  .วิกขัมภนปหาน ประหารด้วยการข่มไว้ได้แก่ กิเลสอย่างกลาง[9]  คือปริยุฎฐานกิเลสประหารด้วยมหัคคตกุศลจิต

  . สมุจเฉทปหานประหารได้เด็ดขาด ได้แก่กิเลสอย่างละเอียด[10]คือ อนุสัยกิเลสต้องประหารด้วยมัคคจิต

ฉะนั้น มัคคจิต ๔ จึงประหารกิเลสอย่างละเอียดคือ อนุสัยกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานเป็นการทำลายกิเลสโดยสิ้นเชิงไม่มีส่วนเหลือเช่น

  โสดาปัตติมัค  ประหารโลภทิฎฐิคตสัมปยุต ๔ และโมโหวิจิกิจฉาสัมปยุต

  สกทาคามิมัคกิเลสที่เหลือให้มีกำลังเบาบางลง

  อนาคามิมัคประหารโทสมูลจิต๒

  อรหัตตมัค  ประหารโลภทิฎฐิคตวิปปยุต๔และโมหอุทธัจจสัมปยุต ๑

  เมื่อมัคคจิตเกิดขึ้น ๔ ครั้ง อกุศลจิตทั้ง ๑๒ ก็ถูกทำลายหมดไม่มีส่วนเหลือ ผู้ที่มีมัคคจิต เกิดขึ้นครบทั้ง ๔ ครั้ง จึงเป็นผู้ที่หมดจากกิเลส เรียกว่า “พระอรหันต์” แปลว่า ผู้หมดจากกิเลส ผู้ไกลจากกิเลส

  ส่วนผลจิต ๔ เป็นชาติวิบาก คือ เป็นผลของโลกุตตรกุศล ทำหน้าที่เสวยผลของการประหารกิเลส อีกที่หนึ่ง  จำง่าย ๆ ว่า มัคคจิตเป็นกุศล ผลจิตเป็นวิบาก

  การเกิดขึ้นของมัคคจิต ในบุคคลหนึ่ง ๆ จะเกิดขึ้น ได้เพียงครั้งเดียว เช่น เมื่อโสดาปัตติมัค เกิดขึ้นแล้วก็จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป แม้จะต้องตายไปเกิดอีกสักกีชาติก็ตาม โสดาปัตติมัคก็จะไม่เกิดอีกเป็นอันขาด ทั้งนี้เพราะกิเลสที่โสดาปัตติมัคจะต้องประหารนั้น ไม่มีอีกแล้วนั่นเอง

  การเกิดขึ้นของโลกุตตรจิต

  โลกุตตรจิต จะเกิดขึ้นได้นั้นต้องอาศัยการปฏิบัติธรรม คือ เจริญสติปัฏฐาน มีสติ มีปัญญา มีความเพียรแก่กล้า จนกระทั่งมีรูป มีนามเป็นอารมณ์ เป็นฌานขั้นที่ ๑ เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ หนทางที่จะให้ถึงซึ่งพระนิพพานนั้น จะต้องเริ่มที่เจริญสติปัฏฐาน และสติปัฏฐานที่ถูกต้องนั้น จะต้องมีนามรูปเป็นอารมณ์ เมื่อมีนามรูปเป็นอารมณ์ได้แล้ว จึงเข้าถึงทางๆไปสู่นิพพาน

  พฤติกรรมของเจตสิกในชีวิตประจำวัน

  คำว่า “ เจตสิก” เป็นชื่อของธรรมชาติฝ่ายนามธรรมชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิต ทำให้จิตมีความสามารถในการรู้อารมณ์ได้ต่าง ๆ นานา

  ธรรมชาติของจิต เป็นประธานในการรู้อารมณ์ แต่การรู้อารมณ์ของจิตจะมีได้นั้นต้องอาศัยเจตสิกประกอบปรุงแต่ง ถ้าไม่มีเจตสิกประกอบปรุงแต่งจิต จิตก็ไม่สามรถรู้อารมณ์ได้ ดังนั้น จิตกับเจตสิกจึงเป็นธรรมชาติที่ต้องอิงอาศัยกัน ปราศจากกันไม่ได้ กล่าวคือ “มีจิตอย่างเดียวก็รู้อารมณ์ไม่ได้ หรือมีเจตสิกอย่างเดียวก็รู้อารมณ์ไม่ได้”

  ธรรมชาติที่มีชื่อว่า “เจตสิก” นั้น มีความจำกัดไว้ ๔ ประการ[11] คือ…

  ๑. เอกุปปาท  เกิดพร้อมกับจิต

  ๒.เอกนิโรธ  ดับพร้อมกับจิต

  ๓. เอกวตถุก  อาศัยที่เกิดที่เดียวกันกับจิต

  ๔. เอกาลมพน  รู้อารมณ์เดียวกันกับจิต

  ถ้าหากมีไม่ครบ ๔ ประการ ก็ไม่เรียกว่า “เจตสิก” ดังนั้นการที่จะเรียกว่า เจตสิกได้นั้น จึงต้องมีข้อจำกัดไว้ดังกล่าวแล้ว

  ความสำคัญของเจตสิก

  ธรรมชาติที่เป็นนามธรรม ถูกกำหนดเรียกว่า “เจตสิก” นั้นมีทั้งหมด ๕๒ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ดังนี้

  ๑. เป็น “อัญญสมานา” คือ ประกอบได้ทั่วไปทั้งจิตที่ดีงาม และจิตที่ไม่ดีงาม มีทั้งหมด ๑๓ มีผัสสเจตสิก เป็นต้น

  ๒. เป็น “อกุศล” คือ ประกอบได้ในอกุศลจิตเท่านั้นมีทั้งหมด ๑๔ มีโมหะเจตสิกเป็นต้น

  ๓. เป็น “โสภณะ” คือ ประกอบได้ในกุศลจิตทั้งหมด มี ๒๕ มีสัทธาเจตสิก เป็นต้น

  ดังนั้น คำว่า “เจตสิก” จึงหมายถึงนามธรรมที่ทำหน้าที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ทำให้จิตรู้อารมณ์ รู้สึกเป็นไปตามอำนาจของนามธรรมนั้น ๆ[12] เช่น

  จิตจะเห็นได้ จะได้ยินได้ จะรู้กลิ่นได้  จะรู้รสได้ จะรู้ว่าเย็นหรือร้อนได้ จะรู้ว่าชอบ ไม่ชอบ เฉย ๆ หรืออยากได้ ไม่อยากได้ ฯลฯ ก็ต่อเมื่อมี “เจตสิก” ประกอบปรุงแต่ง

  ดังนั้น “เจตสิก” จึงหมายถึง ธรรมชาติที่ทำหน้าที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้รู้อารมณ์ ปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกนึกคิดแตกต่างกัน ส่วนจิตเป็นธรรมชาติที่ถูกเจตสิกประกอบกรุงแต่ง การเกิดขึ้นของจิตต้องมีเจตสิกประกอบปรุงแต่ง และเจตสิกจะเกิดขึ้นโดยปราศจากจิตก็ไม่ได้รวมแล้วทั้งจิตและเจตสิกจะปราศจากกันไม่ได้ จะต่างกันตรงที่จิตแต่ละดวงมีเจตสิกประกอบได้มากบ้างน้อยบ้าง และเจตสิกก็ประกอบกับจิตบางประเภทก็ประกอบได้ บางประเภทประกอบไม่ได้



[1] อง. ปญฺจก (บาลี) ๒๒/๕๑/๗๒ : อภิ.วิ. (บาลี) ๓๕/๙๘๓/๕๑๐

[2] อภิ.สงฺ.อ.(บาลี) ๑/๑๙๒/๕๔๖–๕๗๒( มมร ): ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์, อภิธัมมัตตสังคหะและอภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา ฉบับแปลเป็นภาษาไทย ปริเฉทที่ ๑ จิตตสังคหวิภาค ( กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มูลนิธิ ภูมิพโลกภิกขุ,๒๕๒๕),หน้า๙๔ - ๑๐๐.

[3] ที.ปา. ( บาลี ) ๑๑/๒๓๕/๒๓๕ ; สํ.สฬา. ( บาลี ) ๑๘/๕๑๙/๓๒๖. วรรณสิทธิ์ ไวทยะเสวี, คู่มือการศึกษา พระอภิธัมมัตตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑ จิตปรมัตถ์, พิมพ์ครั้งที่๕, ( กรุงเทพฯ : พัฒนวิทย์การพิมพ์, ๒๕๓๐ ), หน้า๑๒๓ - ๑๓๑.

[4] พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมจริยะ, ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ ๑-๒-๖ จิต เจตสิก รูป นิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ ๗ ( กรุงเทพฯ :

สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร, ๒๕๓๖ ), หน้า๑

[5] สรรค์ชัย พรหมฤาษี, เอกสารการเรียนอภิธรรมทางไปรษณีย์ บทที่ ๘, ( กรุงเทพฯ :พิมพ์คอมพิวเตอร์,๒๕๓๖),หน้า ๑-๖.

[6] สงฺคห. ๑-๖ ; พระเทพเวที ( ประยุทธ์ ปยุตฺโต ) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่๗ ( ซ้ำ )

( กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ), หน้า ๓๓๘ - ๓๓๙.

[7] ทวิช เปล่งวิทยา ( พ.อ. ) คบธรรม, หน้า ๓๐ ; วิสุทฺธิ. ( บาลี ) ๒/๘๔๘/๓๗๙–๓๘๐ ; ขุ.ป. ( ไทย ) ๓๑/๒๔/๓๔.

[8] กิเลสอย่างหยาบ ได้แก่ กายทุจริต,วจีทุจริต,มโนทุจริต

[9] กิเลสอย่างกลาง ได้แก่ กามวิตก,พยาบาทวิตก,วิหิงสาวิตก

[10] กิเลสอย่างละเอียด ได้แก่ ความวิตกถึงญาติ, ชนบท อมรเทพ ความวิตกอันประกอบด้วยความเป็นผู้เอ็นดูผู้อื่น,ลาภ,สักการะ,สรรเสริญ,ความไม่ถูกดูหมิ่น

[11] อภิ.สงฺคห.(บาลี)๑/๑/๗.

[12] อภิ.สงฺ.(ไทย)๓๔/๑๑/๑๔

 

อัญญสมาราเจตสิก เป็นเจตสิกที่ประกอบด้วยจิต ปรุงแต่งจิตได้ทั่วไปทั้งที่เป็นจิตอกุศล จิตกุศล วิบาก และกิริยา ซึ่งมีอยู่ ๑๓ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้…

  ๑. สัพพจิตตสาธาณเจตสิก ๗

  ๒.ปกิณณกเจตสิก   

๑.สัพพจิตตสาธาณะเจตสิก

  หมายถึงเจตสิกที่ประกอบด้วยจิต ปรุงแต่งจิตได้ทั่วไปทั้งหมด คือ จิตทุกดวงจะมีสัพพจิตตสาธาณเจตสิกประกอบไปเสมอ ดูภาพประกอบระหว่างจิตกับเจตสิก ดังนี้…


ผัสสะเจตสิก

  ๑.จิตของคนเราและสัตว์ทั้งหลายนั้น ถ้าไม่มีผัสสะเจตสิกเป็นผู้รับกระทบอารมณ์ความรู้สึกเห็น ความรู้สึกได้ยิน ความรู้สึกต่อกลิ่น ความรู้สึกต่อรส ความรู้สึกสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง และความรู้สึกคิดนึกดีใจ เสียใจก็เกิดขึ้นไม่ได้

  ๒. ความรูสึกดีใจ เสียใจ สุขใจ ทุกข์ใจ หรือเฉยๆ ก็มาจากผัสสะเจตสิกเป็นผู้รับกระทบอารมณ์นี่เอง ถ้าไม่มีผัสสะเจตสิกเสีย ความรู้สึกดีใจเสียใจก็คงไม่มี แต่เราห้ามการกระทบอารมณ์ของผัสสะเจตสิกไม่ได้

  ๓. เราห้ามการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัส และห้ามการคิดนึกไม่ได้ เพราะผัสสะเจตสิกเป็นตัวรับกระทบเมื่อมีอารมณ์ปรากฏผัสสะก็กระทบทันที แต่เราห้ามใจไม่ให้คิดไปในทางอกุศลในทางบาปได้

  ๔. คนอื่นหรือสิ่งอื่นไม่ได้ทำให้เราดีใจหรือเสียใจ ผู้ที่ทำให้เราดีใจหรือเสียใจที่แท้จริงก็คือ ผัสสะเจตสิกนี่เอง ต่อไปนี้ถ้าสุขใจหรือดีใจ เราก็ต้องขอบคุณผัสสะเจตสิกที่รับกระทบอารมณ์ที่ดี ๆ แต่ถ้าทุกข์ใจหรือเสียใจ ก็ต้องโทษผัสสะเจตสิกที่รับอารมณ์ที่ไม่มี

  [1]เวทนา ๖ (การเสวยอารมณ์) ได้แก่

  ๑. จักขุสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางตา)

  ๒. โสตสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางหู)

  ๓. ฆานสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางจมูก)

  ๔. ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ( เวทนาเกิดจากสัมผัสทางลิ้น)

  ๕. กายสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางกาย)

  ๖. มโนสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางใจ)

เวทนาเจตสิก

  ๑. ความสุข ความทุกข์ ความดีใจ ความเสียใจ หรือการรู้สึกเฉย ๆ  นั้น เป็นหน้าที่ของเวทนาที่เสวยอารมณ์ให้กับจิต เราไม่ได้ดีใจ เราไม่ได้เสียใจ แต่เวทนากับจิตเป็นผู้ดีใจ เป็นผู้เสียใจ เราไม่ได้เป็นสุข เราไม่ได้เป็นทุกข์ เวทนากับจิตต่างหากที่เป็นสุขเป็นทุกข์

  ๒.ที่เราดีใจ เสียใจที่แท้จริงไม่ใช่เรา และเราจริง ๆ ก็ไม่มี มีแต่จิตกับอารมณ์เท่านั้น ที่รู้ว่าสุข รู้ว่าทุกข์ นอกจากจิตกับอารมณ์เสียแล้ว ไม่มีอะไรเลย

  เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะมายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรากันเพื่ออะไร

สัญญาเจตสิก

  [2]สัญญา ๖ (ความกำหนดได้หมายรู้ , ความหมายรู้อารมณ์ , ความจำได้หมายรู้)[3] รูปสัญญา , สัททสัญญา , คันธสัญญา , รสสัญญา , โผฏฐัพพสัญญ , ธัมมสัญญา

  สัญญา ๑๐ (ความกำหนดหมาย , แนวความคิดความเข้าใจสำหรับใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกรรมฐาน)

๑.อนิจจสัญญา  (ไม่เที่ยง) 

๒. อนัตตสัญญา (ไม่มีตัวตน)

๓.อสุภสัญญา (ความไม่งาม) 

๔.อาทีนวสัญญา (โทษแห่งกาม)

๕.ปหานสัญญา(ละอกุศลและบาปธรรม) 

๖.วิราคสัญญา(อริยมรรคเป็นธรรมอันสงบ)

๗.นิโรธาญญา(อริยผลเป็นธรรมอันสงบประณีต)

๘. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา (ความไม่น่าเพลิดเพลินในโลก)

๙.สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา (ไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง)

๑๐.อานาปานสติ (กำหนดลมหายใจเข้าออก)

  ๑. ธรรมชาติที่ทำหน้าที่จำก็คือ “สัญญาเจตสิก” ธรรมชาติที่ทำหน้าที่รู้ว่าจำได้ก็คือจิตระหว่างจิตกับสัญญาเจตสิกจะเกิดร่วมกัน แยกออกจากกันไม่ได้เมื่อมีจิตก็ต้องมีสัญญาเจตสิกเสมอไป

  ๒.ความจำได้ เช่น อ่านหนังสือเที่ยวเดียวก็จำได้แม่นยำ ใครพูดที่ไหนก็จำได้ จำสีต่าง ๆ ได้ จำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ เหล่านี้เป็นสภาพของสัญญาเจตสิก ไม่ใช่ปัญญา

  ๓. คนที่จำอะไรไม่ค่อนได้นั้น ไม่ใช่ปัญญาไม่ดี แต่เป็นเพราะสัญญาไม่ดีนั่นเอง การที่จะทำให้มีความจำดีนั้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง เช่น

  ๑. สุขภาพร่างกายดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน รวมเรียกว่า พลานามัยสมบูรณ์

  ๒. ไม่เป็นคนโกรธง่าย มีจิตใจหนักแน่น ไม่ฟุ้งซ่าน

  ๓. มีสมาธิจิตดี

  ๔.ใส่ใจต่อการอ่าน การฟัง การคิด และคิดถึงสิ่งนั้นบ่อยๆ

  ๕. ฝึกเป็นคนมีระเบียบในการอ่าน การฟัง และการคิดอย่างมีระบบ ถ้าฝึกฝนอย่างนี้อยู่บ่อยๆจะเป็นคนที่มีความจำดี

เจตนาเจตสิก

  ๑. ความตั้งใจของเรานั้น ประกอบด้วยธรรมชาติ ๒ อย่าง ประชุมกัน คือจิตและเจตนาเจตสิก

  ๒. ความตั้งใจต่อการกระทำ ต่อการพูด และต่อการคิด เป็นตัวกรรม ถ้าเราตั้งใจกระทำในทางที่ดี ตั้งใจต่อการพูดที่ดี ละตั้งใจต่อการคิดที่ดีมีประโยชน์ ก็จัดว่าเป็นกุศลธรรมคือกรรมดี แต่ถ้าตั้งใจกระทำในทางที่ไม่ดี ตั้งใจต่อการพูดที่ไม่ดี และตั้งใจต่อการคิดที่ไม่ดี ก็จัดเป็นอกุศลกรรม

  ๓. บาปหรือบุญอยู่ที่เจตนาคือความตั้งใจนี่เอง ไม่มีใครทำบาปให้เราได้ และไม่มีใครทำบุญให้เราได้ นอกจากเราเป็นผู้ทำเอง และเป็นผู้รับผลของบาป ผลของบุญเอง

เอกัคคตาเจตสิก

  ๑. ตัวการที่ทำให้จิตเป็นสมาธิก็คือ “เอกัคคตาเจตสิก” นี่เอง นอกจากนี้ เอกัคคตาเจตสิก ยังเป็นปัจจัยให้เกิดความจำดีอีกด้วย

  ๒. สาเหตุที่จิตรู้อารมณ์หลายอย่างไม่ได้ในขณะจิตเดียว ก็เพราะมีเอกัคคตาเป็นผู้ประกอบปรุงแต่ง ดังนั้นคนที่มีจิตเดียวก็ต้องมีอารมณ์เดียว ที่จิตฟุ้งซ่านนั้นก็เพราะ จิตเกิดดับหลายดวง และแต่ละดวงก็มีอารมณ์คนละอย่าง จึงรู้สึกว่าฟุ้งซ่าน

ชีวิตินทรียเจตสิก

  ๑. ชีวิตที่แท้จริงนั้นคืออะไร อยู่ที่ไหน

  ๒. คนเรานั้นมีชีวิตอยู่ ๒ ชนิดคือชิตที่เป็นรูป และชีวิตที่เป็นนาม

  ๓. ชีวิตกับจิตใจนั้นคนละอย่างกันไม่ใช่อย่างเดียวกัน แต่เมื่อมีชีวิต ก็มีจิตใจด้วย และเมื่อมีจิตใจก็ต้องมีชีวิตด้วย

มนสิการเจตสิก

  ๑. ในขณะที่ประสบกับอารมณ์แต่ละครั้งนั้น ถ้าหากขาดการโยนิโสมนสิการ จิตของเราก็จะเป็นอกุศลไปทันที ในทางตรงกันข้ามถ้าหากใส่ใจในอารมณ์โดยแยบคาย ก็เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลจิต เกิดปัญญาได้ตลอดเวลา

  ๒. ตัวการที่เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาก็คือ การใส่ใจในอารมณ์อันแยบคาย พิจรณาอารมณ์ตามสภาพของความเป็นจริง องค์ธรรมนั้นได้แก่ “มนสิการเจตสิก”  ที่ในมหากุศลญานสัมปยุตนั่นเอง

  ๒. ปกิณณก[4] เจตสิก ๖ 

  ปกิณณกเจตสิก  หมายถึงกลุ่มเจตสิกที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตได้ไม่ทั่วไปทั้งหมดคือ ประกอบได้บ้าง ไม่ได้บ้างในจิตทั่วไปทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๖ ดวง คือ .....

    ๑. วิตกเจตสิก  ๒. วิจารเจตสิก  ๓. อธิโมกขเจตสิก  ๔. วิริยะเจตสิก

    ๕. ปีติเจตสิก  ๖. ฉันทะเจตสิก

  ในแต่ละดวงนี้ มีคำอธิบายดังนี้

วิตกเจตสิก

  ๑. สาเหตุที่ทำให้เราคิดถึงสิ่งต่างๆ ได้นั้น ก็เพราะมีวิตกยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ที่เราคิดถึงนั่นเอง

  ๒. อาการที่คิดเป็นจิต เรื่องราวที่คิดหรือสิ่งต่างๆ ที่คิดเป็นอารมณ์ แต่การที่จิตจะคิดถึงอารมณ์ต่างๆ ได้นั้น ก็เพราะมีวิตกเจตสิกเป็นผ็ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์

วิจารเจตสิก

  ๑. การที่เราครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ นั้นได้นาน คิดแล้วก็คิดอีกเพราะ มีวิจารประคองจิตไว้นั่นเอง

    ๒. ภาวะของจิตที่คิดไปในเรื่องราวต่างๆ เป็นเรื่องราวของจิตกับเจตสิกทำงานร่วมกันไม่ใช่เราเป็นผู้คิด แต่จิตกับเจตสิกเป็นผู้คิดพิจารณา ซึ่งก็จะทำให้เรารู้ความจริงของธรรมชาติถอนอัตตาที่สำคัญว่าเป็นตัวตนเสียได้

อธิโมกขเจตสิก

    ๑. การตัดสินใจที่เกิดขึ้นแก่เรา และสัตว์ทั้งหลายทุกๆครั้งนั้นเป็นธรรมชาติของอธิโมกขที่ประกอบกับจิต

  ๒. การตัดสินใจผิดนั้นเป็นเพราะมีจิตเป็นอกุศล หรือที่เป็นผลของอกุศล โดยมีอธิโมกขเป็นตัวการประกอบปรุงแต่ง จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดตัดสินใจผิด

  ๓. อธิโมกขเจตสิกนั้นประกอบปรุงแต่งในจิตที่ดี ก็ก่อให้เกดการตัดสินใจในการทำความดี ถ้าประกอบในจิตที่ไม่ดีเช่นอกุศลจิต ก็ก่อให้เกิดการตัดสินใจทำความชั่ว

วิริยเจตสิก

    ๑. ความเพียรองค์ธรรม ได้แก่ “วิริยะเจตสิก”

    ๒. ความเพียรนั้นมี ๒ อย่าง คือ เพียรในทางที่ถูก กับเพียรในทางที่ผิด

ปิติเจตสิก

  ๑. ในขณะที่จิตใจหดหู่เหงาหงอยนั้น เพราะขาดปิติประกอบปรุงแต่งนั่นเอง

  ๒. เครื่องสำอางในทางธรรมก็คือ ปิติเจตสิกนี่เอง

    ๓. ถ้าต้องการให้ร่ายกายไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ต้องการให้ความชราไม่ปรากฏ ผิวพรรณสดสวยอยู่เสมอ ต้องทำให้ปิติเจตสิกเกิดขึ้นได้เสมอๆ

ฉันทเจตสิก

  ๑. ความรู้สึกพอใจที่ปรากฏอยู่นี้ เป็นธรรมชาติของฉันทเจตสิกที่ประกอบกับจิต

  ๒. ความอยากไม่ใช่ลักษณะของตัณหาเสมอไป เช่นอยากทำงานให้เสร็จ อยากพูดให้เข้าใจ อยากไปให้ถึง อยากทำบุญ อยากให้ทาน อยากทำความสะอาดโบสถ์ วิหาร ลานเจดีย์ เป็นต้นลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะของฉันทะนั่นเอง

  ๓. ความพอใจกับความติดใจนั้นไม่เหมือนกัน และมีองค์ธรรมต่างกัน

อกุศลเจตสิก

คำว่าอกุศลเจตสิก หมายถึงเจตสิกที่ประกอบกับจิต ทำให้มีความรู้สึกเป็นไปในทางอกุศลรู้สึกเป็นไปในทางบาป ไม่ดีไม่งาม เป็นเหตุให้เกิดการทำบาป ทำทุจริตเป็นเหตุให้เกิด

ทุกข์ เกิดความเดือดร้อนทั้งชาตินี้และชาติหน้า ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๑๔ ประเภท แบ่งออกเป็น ๕ กลุ่ม

ดังนี้[5]  โมจตุกะ ๔, โลติกะ ๓,โทจตุกะ ๔,ถีทุกะ ๒,วิจิกิจฉา ๑

โมหะเจตสิก

  โมหะเจตสิกคือธรรมชาติที่ไม่รู้ความจริงของอารมณ์ ทำหน้าที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิต ทำให้ร็สึกมืดบอดลุ่มหลงไปในทางที่ผิด ทำให้จิตไม่รู้ความจริงของอารมณ์ ก่อให้เกิดความโง่เขลาต่อสภาวธรรมทั้งหลาย คือ ไม่รู้ธรรม ๘ ประการ คือ

  ๑. ไม่รู้จักทุกข์

  ๒. ไม่รู้เหตุที่ทำให้เกิดทุก

  ๓. ไม่รู้ความดับทุกข์

  ๔. ไม่รู้หนทางที่จะปฎิบัติให้ถึงซึ่งความดับทุกข์

  ๕. ไม่รู้ขันธ์, อายตนะธาตุที่เป็นอดีต (ชาติก่อน)

  ๖. ไม่รู้ขันธ์, อายตนะธาตุที่เป็นอนาคต (ชาติหน้า)

  ๗. ไม่รู้ขันธ์, อายตนะธาตุที่เป็นอดีตและอนาคต (ทั้งชาติก่อนและชาติหน้า)

  ๘. ไม่รู้จักในธรรมที่เป็นเหตุ ให้เกิดผลต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย

    เรียกว่า “ปฎิจจสมุปบาท”

  โมหะเจตสิก เป็นธรรมะฝ่ายอกุศล ฝ่ายบาป เป็นเหตุให้เกิดบาป เกิดอกุศลเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งชาตินี้และชาติหน้าเป็นธรรมที่ไม่ควรเสพและทำลายได้ด้วยกานปฏิบัติตนดังนี้

  ๑. หมั่นทำบุญกุศล

  ๒. อยู่ในประเทศที่มีสัปบุรุษ (ผู้รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า)

  ๓. สามคมกับสัปบุรุษ

  ๔. ฟังธรรม หรือศึกษาธรรมะจากสัปบุรุษ

  ๕. ปฏิบัติตามสัปบุรุษ คือ ต้องตนไว้ในทางที่ชอบด้วยสุจริต[6]

อหิริกะเจตสิก

  ๑.ความรู้สึกไม่ละอายต่อการทำบาปทุจริตนั้น เป็นเพราะมีอหิริกะเจตสิกประกอบอยู่ในจิตนั้น

  ๒.ความรูสึกไม่ละอายต่อบาปนั้น เป็นจิตฝ่ายอกุศล ไม่ดี ไม่งาม มีความทุกข์เป็นผล

  ๓.การไม่ละอายต่อบาปทุจริต การไม่เกรงกลัวต่อผลบาททุจริต ก็คือการไม่รักตนเอง ไม่เคารพตนเอง

อโนตตัปปะเจตสิก

  ๑.การไม่กลัวต่อบาป ไม่กลัวต่อผลของบาป เป็นเพราะมีอโนตตัปปะเจตสิกประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต

  ๒.ความรู้สึกไม่กลัวต่อบาปต่ออกุศลนั้นเป็นจิตฝ่ายบาปฝ่ายอกุศลมีผลเป็นทุกข์ภายหน้า

  ๓.การที่ไม่รู้สึกกลัวต่อบาปไม่รู้สึกกลัวต่อผลของบาปนั้น มีโมหะเจตสิกเกิดร่วมอยู่ด้วย จึงทำให้ไม่รู้สึกกลัวต่อบาป

อุทธัจจะเจตสิก

  ๑.การที่จิตฟุ้งซ่าน ซัดส่ายไปมานั้นเป็นเพราะจิตนั้นมีอุทธัจจะประกอบ

  ๒.การที่จิตฟุ้งซ่าน ซัดส่ายเป็นอกุศลจิต เป็นจิตที่ไม่ดี มีผลเป็นทุกข์ ให้เกิดทุกข์

  ๓.ความฟุ้งซ่าน นั้นเป็นอันตรายต่อสมาธิเป็นปฏิปักษ์กับสมาธิ

  ๔.ความฟุ้งซ่านนั้น ไม่อาจนำปฏิสนธิ (เกิด) ในอบายภูมิได้ เหมือนอย่างอกุศลจิตอื่น ๆ ๑๑ ดวง เพราะอุทธัจจะสัมปยุตแห่งอกุศลจิตมีกำลังอำนาจน้อยประมวลกรรมไว้ได้อ่อน

โลภะเจตสิก

  ๑.จิตใจของคนเราและสัตว์ทั้งหลายมีความเห็นแก่ตัว ไม่ยอมเสียสละ ไม่ยอมบริจาค เกิดจากมีโลภะเจตสิกประกอบอยู่ในจิตใจ

  ๒.ภาวะจิตที่มีความต้องการอยากได้ในลักษณะติดใจ หลงใหล คลั่งไคล้ใฝ่ฝัน แท้จริงเกิดจากโลภะเจตสิกนั่นเอง

  ๓.เป็นองค์ธรรมของตัณหา ๓ (กามตัณหา , ภวตัณหา , วิภวตัณหา)

  ๔.เหตุให้เกิดความทุกข์ใจ เร่าร้อนใจอันเนื่องมาจาก ติดใจอยากได้ถึงกับยอมทำบาปทุจริตนั้น อันเนื่องมาจากตัณหาหรือโลภะเจตสิกนั่นเอง

  ธรรมตัณหา , ธรรมราคะ , ธรรมนันทิคือความยินดีติดใจในการเจริญกรรมฐาน ไม่ถือว่าเป็นบาป

ทิฏฐิเจตสิก

  ๑.การที่เราคิดเอาเองว่า บุญไม่มี บาปไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี ชาติหน้าไม่มี ตายแล้วสูญ แล้วยึดถือว่าถูกต้องนั้น  เกิดจากทิฏฐิเจตสิกประกอบกับจิตปรุงแต่งจิตให้มีความคิดเห็น เช่นนั้น

  ๒.ความเป็นไปของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทำบาปทำอกุศลโดยไม่ห่วงชีวิตในภายหน้า จะต้องทุกข์ลำบากเพราะมาจากสาเหตุที่ยึดถือว่าชาติหน้าไม่มี บุญไม่มี บาปไม่มีนี่เอง

  ๓.ผู้ที่สอนให้ไม่เชื่อชาติหน้า  สอนให้ถือปัจจุบันชาติอย่างเดียวเท่านั้นมีความเห็นผิด ประกอบอยู่ในจิตใจของเขา

มานะเจตสิก

  ๑.ความเย่อหยิ่งทนงตนนั้น เกิดจากการมีมานะเจตสิกประกอบปรุงแต่งจิต ทำให้จิตมีความรู้สึกเย่อหยิ่งทนงตน

  ๒.การยกตนข่มผู้อื่น การอวดดื้อถือรั้น หรือการโอ้อวดนั้น เป็นมานะเป็นธรรมฝ่ายอกุศล เป็นธรรมที่ไม่ควรเสพ ไม่ควรเจริญ เป็นธรรมที่ควรลดควรละและควรทำลายให้หมดไปจากจิตใจ

โทสะเจตสิก

  โทสเจตสิก คือธรรมชาติที่เป็นความโกรธ ความไม่พอใจ ไม่ชอบใจในอารมณ์ ทั้ง ๖ เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ทำให้จิตมีความรู้สึกเป็นไปในลักษณะไม่พอใจประทุษร้าย

  เมื่อใดจิตถูกปรุงแต่งด้วยโทสเจตสิก จิตจะรู้สึกแสดงอาการหยาบกระด้าง เร่าร้อน เผาทำลาย ประทุษร้าย ไม่ชอบใจ เสียใจ กลุ้มใจ เกลียด กลัว ตกใจ มุ่งร้ายทำลาย อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการของจิตที่ถูกปรุงแต่งด้วยโทสเจตสิก

  มีความดุร้ายหยาบกระด้าง  เหมือนอสรพิษที่ถูกตี

  มีการเผาที่อาศัยของตน  เหมือนไปไหม้บ้าน

  มีความกระสับกระส่ายพลุ่งพล่าน  เหมือนถูกวางยาพิษ

  มีการประทุษร้ายตนและผู้อื่น  เหมือนศัตรูที่ได้โอกาส

  มีวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต

  เหตุใกล้ให้เกิดโทสะ ซึ่งเรียกว่า อาฆาตวัตถุนั้น มี ๑๐ ประการ คือ

  ๑.อาฆาตเขา เพราะถือว่า เขาได้ทำความพินาศเสียหายแก่เรา

  ๒.อาฆาตเขา เพราะคิดว่า เขากำลังทำความพินาศเสียหายแก่เรา

  ๓.อาฆาตเขา เพราะคิดว่า เขาจักทำความพินาศเสียหายแก่เรา

  ๔. อาฆาตเขา เพราะคิดว่าเขาได้ทำความพินาศเสียหายแก่คนที่เรารักเราชอบ

  ๕. อาฆาตเขา เพราะคิดว่า เขากำลังทำความพินาศเสียหายแก่คนที่เรารักเราชอบ

  ๖.อาฆาตเขา เพราะคิดว่า เขาจักทำความพินาศเสียหายแก่คนที่เรารักเราชอบ

  ๗.อาฆาตเขา เพราะคิดว่า เขาได้ทำคุณประโยชน์แก่คนที่เราเกลียดเราชัง

  ๘.อาฆาตเขา เพราะคิดว่าเขากำลังทำคุณประโยชน์แก่คนที่เราเกลียดเราชัง

  ๙.อาฆาตเขา เพราะคิดว่า เขาจักทำคุณประโยชน์แก่คนที่เราเกลียดเราชัง

  ๑๐.อาฆาตเกิดขึ้นในฐานะอันไม่สมควร เช่น โกรธเกิดขึ้นเมื่อเดินสะดุดสิ่งของหรือเหยียบขวากหนามเป็นต้น เราได้เรียนรู้อะไรจาก “โทสเจตสิก”

  ๑.ธรรมชาติที่ทำให้รู้สึกโกรธ รู้สึกไม่พอใจนั้น คือโทสเจตสิก ไม่ใช่ผู้อื่นหรือสิ่งอื่นทำให้

  ๒.ธรรมชาติที่เผาจิตใจ ให้เร่าร้อนนั้นก็คือ โทสะเจตสิก

  ๓.อาการหยาบกระด้าง ความกลุ้มใจ เกลียด กลัว หรือตกใจเป็นอการของโทสเจตสิกที่มีโทสเจตสิกประกอบกรุงแต่งให้เป็นไปนั่นเอง

  การแก้ไขการลดโทสะนั้นก็คือ ตั้งใจและปรารถนาดีต่อทุก ๆ คนและสัตว์ทั้งหลายบ่อย ๆ ที่เราเรียกว่าแผ่เมตตานั่นเอง จะช่วยละและละโทสะได้



[1] สํ.สฬา.(บาลี)๑๘/๔๓๔/๒๘๗.

[2] ที.ปา.๑๑/๓๐๙/๒๕๕:อง.ฉกก.๒๒/๓๓๔/๔๖๑.

[3] ม.มู(ไทย)๑๒/๔๕๐/๔๙

[4] ปกิณณก = เบ็ดเคล็ด,เล็กๆน้อยๆ (ประมวลศัพท์ศาสนา น. ๓๐๒)

  ๑. วิตก = ความตรึกอารมณ์ (ประมวลธรรม น. ๓๒๖)

  ๒. วิจาร = ความตรองหรือพิจารณาอารมณ์ (ประมวลธรรม น. ๓๕๖)

  ๓. อธิโมกข์ = ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า, ความปลงใจหรือปักใจในอารมณ์ (ประมวลธรรม น. ๓๒๖)

  ๔. วิริยะ =  ความเพียรคือขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายามเข้มแข็ง (ประมวลธรรม น. ๓๒๖)

  ๕. ปิติ = อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย (ประมวลธรรม น. ๑๘๖)

  ๖. ฉันทะ = ความพอใจ คือความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะกระทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนา จะทำให้ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป (ประมวลธรรม น. ๑๘๖)

[5] โกวิท  ปัทมะสุนทร (ขุนสรรพกิจโกศล), ตู่มือการศึกษาเจตสิกปรมัตถ์ พระอภิธรรมมัตถสังคหะปริจเฉทที่ ๒, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อำพลพิทยา, ๒๕๐๕),หน้า ๑๔-๑๖

[6] สรรค์ชัย พรหมฤๅษี, คู่มือประกอบการศึกษาสภาวกรรม ๗๒, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖), หน้า ๑๕-๑๖

 

อิสสาเจตสิก

  อิสสาเจตสิก คือธรรมชาติที่มีความไม่ยินดี ความริษยาในสมบัติของผู้อื่นเป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิตให้รู้สึกไม่ยินดีในลักษณะมีความอิจฉาริษยาในการได้ลาภ ได้ยศ ได้ชื่อเสียงของผู้อื่น หรือเมื่อผู้อื่นได้ดีมีความสุข ก็รู้สึกไม่ยินดีด้วย นอกจากไม่ยินดีด้วยแล้ว ยังแสดงความไม่พอใจออกมาอีกด้วย นี่คือเอกลักษณ์ของ “อิสสา เจตสิก”

  การประกอบของอิสสาเจตสิกนี้ จะประกอบอยู่ในโทสมูลจิตเท่านั้น ไม่ประกอบกับจิตอื่น ดังนั้น อิสสาเจตสิกจึงมีความรู้สึกไม่พอใจในสมบัติของผู้อื่น รู้สึกไม่พอใจใจเมื่อผู้อื่นได้ลาภได้ยศ ได้เลื่อนชั้น ได้ปรับเงินเดือน หรือได้รับคำยกย่องชมเชยรวมอยู่ด้วย

  พระพุทธองค์ตรัสว่า “บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้มีใจริษยา ประทุษร้าย ผูกความริษยา ในลาภสักการะ ความเคารพนับถือ การกราบไหว้ และการบูชาของบุคคลอื่น เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายไปแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาก นรกกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใด ๆ เขาก็จะเป็นผู้มีอำนาจน้อย

  ลักษณะทั่วไปของ อิสสาเจตสิก” ก็คือ

  มีการริษยาในสมบัติของผู้อื่น

  ไม่ชอบใจในการมั่งมีของผู้อื่น

  มีการเบือนหน้าหนีจากสมบัติของผู้อื่น

  มีสมบัติของผู้อื่นเป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

เราได้อะไรจากการรู้เรื่อง “อิสสาเจตสิก”

  ๑.ความไม่พอใจกับการมั่งมีของผู้อื่น เป็นเพราะมีอิสสาเจตสิกประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ทำให้จิตมีความรู้สึกเป็นไปเช่นนั้น

  ๒.การแสดงความไม่พอใจในสมบัติของผู้อื่น เช่น เขาได้ลาภ ได้ยศ ได้เงินทอง ได้ทรัพย์สมบัตินั้น เป็นอกุศล เป็นความเศร้าหมองแห่งจิต จิตในขณะนั้นเป็นอกุศลไม่ดีไม่งาม

  ๓.การแก้ไขหรือลดละนั้นก็คือ หมั่นเจริญมุทิตาไว้บ่อย ๆ ได้แก่ หมั่นแสดงความรู้สึกยินดีในเมื่อผู้อื่นเขาได้ดีไว้บ่อย ๆ ก็จะสามารถช่วยลดละความอิสสาให้ห่างออกไปจากจิตใจได้

  ริษยา = อิสสา= ไม่พอใจ ด้วยเห็นว่าผู้อื่นนั้นไม่ควรจะมีย่อมมีโทษ ถ้าเป็นเพียงความไม่พอใจ ด้วยเห็นว่าไม่ใช่ของตนเองแล้ว ก็ไม่มีโทษ

  อิสสาสังโยชน์=ภาวะที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของสัตว์ย่อมผูกพันธ์ ไว้ใน

ภพน้อยภพใหญ่

มัจฉริยเจตสิก

๑.  การที่เรารู้สึกตระหนี่เหนียวแน่นนั้น  เป็นเพราะมีมัจฉริยเจตสิกประกอบกับจิตปรุงแต่งจิตให้รู้สึกเช่นนั้น

๒. ความรู้สึกหวงแหน  ไม่ยอมเผื่อแผ่นั้น  เป็นธรรมฝ่ายอกุศล  เป็นธรรมที่ไม่ดีไม่งามมีผลเป็นความทุกข์

๓.  การมีสมบัติเป็นของตนก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้ถ้ามีมัจฉริยะเข้าประกอบในจิตใจ

การแก้ไขหรือลดละนั้นก็คือ  หมั่นทำทานบริจาคทาน  รู้จักเสียสละแบ่งปันจะช่วยให้มัจฉริยะลดลงได้

กุกกุจจะเจตสิก

  ๑.  คนทำชั่วแล้วนั้นจะหาความสุขทางด้านจิตใจไม่ได้  เพราะกุกกุจจะทำหน้าที่ประกอบกับจิต  ปรุงแต่งจิตให้เกิดความเร่าร้อนใจ  กระวนกระวายใจกระสับกระส่ายใจอยู่ตลอดเวลา

  ๒. คนที่ทำบาป  ทำความชั่วนั้น  ไม่เพียงจะเร่าร้อนใจเท่านั้น  อำนาจจิตยังแสดงพฤติกรรมออกมาทางร่างกายให้เห็นได้ชัดว่า  มีความทุกข์ใจ  กระวนกระวายใจ  มือ  เท้า  ปาก  คอ  มักจะอยู่ในระดับไม่ปกติ  เช่นคนทำความชั่วเมื่อเจอกับตำรวจหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมือง  ก็จะรู้สึกกระสับกระส่าย  กระวนกระวาย  มือเท้าสั่น  จนตำรวจสงสัยในพฤติกรรมที่ผิดปกติ  แล้วถูกจับไปสอบสวนเป็นต้น

  ๓.  ความดีที่ไม่ได้ทำ  หมดโอกาสที่จะทำ  ก็เป็นปัจจัยให้เกิดความเร่าร้อนใจ  ไม่พอใจตนเองได้

ถีนเจตสิกและมิทธเจตสิก

  ๑.  ความหดหู่ท้อถอย  เป็นอาการของจิตที่มีถีนะและมิทธเจตสิกประกอบปรุงแต่ง

  ๒.ตัวการที่ทำให้เกิดความขี้เกียจคร้านต่อหน้าที่การงานนั้นมีสาเหตุอันเนื่องมาจากถีนะและมิทธเจตสิก

  ๓. ถีนะและมิทธะเป็นเจตสิกฝ่ายอกุศล  ทำหน้าที่สกัดกั้นคุณความดีที่จะเกิดก็ไม่ได้เกิด

  ๔. ความง่วงเหงาหาวนอน  นอกเวลานอนนั้น  มีสาเหตุเนื่องมาจากถีนะและมิทธเจตสิกด้วย

วิจิกิจฉาเจตสิก

  ๑. ความสงสัย  ลังเลใจ  ไม่แน่ใจนั้น  อันเนื่องมาจากวิจิกิจฉา  เจตสิกที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิตให้เป็นไป

  ๒. ความสงสัยที่จัดว่าเป็นอกุศลนั้น  ต้องหมายถึงสงสัยในธรรม  ๘  ประการเท่านั้นเพราะเป็นเหตุแห่งการขาดคารวะนอบน้อม

  ๓. ความสงสัยในธรรม  ๘  ประการ (สงสัยในพระรัตนตรัย , ขันธ์ , อายตนะ , ธาตุ ในอดีต  อนาคต  ทั้งอดีตและอนาคต  ตลอดถึงปฎิจจสมุปบาท)  นั้นจะเกิดขึ้นกับคนที่มีโมหจิตเท่านั้นสำหรับคนที่มีปัญญาจะไม่ปรากฏเลย

  เมื่อได้ศึกษาถึงเรื่องของอกุศลเจตสิก มาครบ ๑๔ ดวงแล้ว พอเข้าใจได้บ้างว่า  ภาวจิตใจของคนเราและสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปในทางบาปทางทุจริต  สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง  สังคม  ประเทศชาติ  ตลอดจนทั่วโลกนั้นก็เนื่องมาจากอกุศลลเจตสิกนี้เอง  ที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิต  ทำให้จิตของคนเราและสัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามอำนาจของเจตสิกที่ประกอบปรุงแต่งขึ้น

โสภณเจตสิก ๒๕

โสภณเจตสิก  ๒๕  แบ่งออกเป็น  ๔  กลุ่มย่อยคือ . .

๑.  โสภณสาธารณเจตสิก  ๑๙

๒.  วิรตีเจตสิก  ๓

๓.  อัปปมัญญาเจตสิก  ๒

๔.  ปัญญินทรีย์เจตสิก  ๑

รวมเป็น  ๔  กลุ่ม  ในแต่ละกลุ่มจะได้ศึกษากันต่อไป

“โสภณสาธารณเจตสิก”  ซึ่งแปลว่า  เจตสิกที่ดีงาม  ประกอบกับจิตที่ดีงาม  (โสภณจิต) โดยทั่วไปทั้งหมด ซึ่งมีอยู่  ๑๙ ดวง ได้แก่ สัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ ตัตตรมัชฌัตตา  กายปัสสัทฺธิ  จิตตปัสสัทธิ  กายลหุตา  จิตลหุตา  กายกัมมัญญตา  กายปาคุญญตา  จิตปาคุญญตา  กายุชุกตา  จิตตุชุกตา

สัทธาเจตสิก

  สัทธาเจตสิก  คือ  ธรรมชาติที่เชื่อ  เลื่อมใส  เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่ประกอบกับจิต  ปรุงแต่งจิต  ทำให้จิตมีความรู้สึกเชื่อ  เลื่อมใส  เมื่อจิตถูกปรุงแต่ง  ด้วยสัทธาเจตสิกแล้ว  รู้สึกน้อมใจเชื่อ  รู้สึกเคารพเลื่อมใส  รับฟัง  เชื่อฟัง  มีใจคล้อยตามมีใจอ่อนน้อม  ไม่มีปฏิกิริยาหยาบกระด้าง  หรือคัดค้าน  มีความเชื่อถือในอารมณ์อันดี  มีความขุ่นมัวเป็นอาการปรากฏ

  การประกอบปรุงแต่งของสัทธาเจตสิกนั้น  จะประกอบปรุงแต่งกับจิตที่ดีงามที่เป็นกุศลเท่านั้น  ไม่ประกอบกับจิตฝ่ายอกุศลหรือจิตที่ไม่ดีงาม  ลักษณะของสัทธาเจตสิก  ที่ประกอบกับจิตนั้น มี  ๒  อย่าง คือ  สัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา กับ สัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา

  สัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา  หมายถึงความเชื่อ  ความเลื่อมใสที่มีเหตุผล  เข้าถึงเหตุผลเช่น  เชื่อเรื่องกรรม  เชื่อผลของกรรม  เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน  เชื่อว่า  ทำดี  ได้ดี  ทำชั่ว  ได้ชั่ว  เชื่อในความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

  ส่วนสัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญานั้น  หมายถึงความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล  ไม่เข้าถึงเหตุผล  เชื่ออย่างงมงาย  เชื่อโดยความพอใจของตนเอง  เชื่อตามความคิดของตัวเอง

  เหตุอันเป็นที่ตั้งแห่งสัทธาเลื่อมใสนั้น มี ๔ อย่าง คือ

๑.  สัทธาเลื่อมใสเพราะ  เห็นรูปสมบัติสวยงาม

๒.  สัทธาเลื่อมใสเพราะ  เห็นความประพฤติเรียบร้อยเคร่งครัดในธรรมวินัย

๓.  สัทธาเลื่อมใสเพราะ  ได้ฟังชื่อเสียงเขาลือว่าดีอย่างนั้น  อย่างนี้

๔.  สัทธาเลื่อมใสเพราะ  ได้ฟังธรรม  ศึกษาธรรม  ของผู้ฉลาดในการชี้แจงเหตุผล

เราได้อะไรจากการรู้เรื่อง สัทธาเจตสิก

๑.  ความเชื่อ  ความเลื่อมใสนั้น  เป็นลักษณะของสัทธาที่เกิดพร้อมกับจิตที่ดีงาม จิตกุศล

  ๒.  ความรู้สึกเชื่อ  เลื่อมใสนั้น  เป็นไปพร้อมด้วยปัญญาได้  ไม่มีปัญญาประกอบก็ได้ และการเชื่อโดยไม่มีเหตุผล  ไม่เข้าถึงเหตุผล เชื่ออย่างงมงายนั้นอาจหลงผิด  คิดผิด มีความทุกข์ เศร้าใจ  เสียใจภายหลังได้

สติเจตสิก

  สติเจตสิก  คือ  ธรรมชาติที่ระลึกได้ในอารมณ์ที่เป็นกุศล  เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิต  ทำให้จิตเป็นไปในทางกุศล  รู้สึกเป็นไปในทางที่งาม  ระลึกได้ในทางกุศล  รู้สึกต่ออารมณ์ที่เป็นกุศล  หักห้ามใจ  ยับยั้งชั่งใจ  ไม่ให้จิตตกไปในทางอกุศล  สติเจตสิกนี้คล้ายๆกับคอยดึงจิตเข้าหาอารมณ์ที่เป็นกุศล ที่ดีงาม เช่น

  ระลึกให้ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบทที่  ๑๐  คือ ไม่ฆ่าสัตว์  ไม่ลักทรัพย์  ไม่ผิดในกาม  ไม่พูดปด  ไม่พูดคำหยาบ  ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ  ไม่เพ่งเล็งอยากได้ในสมบัติของผู้อื่น ไม่โกรธ  ไม่ประทุษร้าย และไม่หลงผิด  ไม่เห็นผิดเพี้ยน

  ระลึกให้ตั้งอยู่ในทางบุญ  ๑๐  คือ การบริจาคทาน  การรักษาศีล  การเจริญภาวนา  การคารวะอ่อนน้อมต่อผู้ทรงคุณวุฒิ  การช่วยเหลือกิจการอันเป็นกุศล  การอุทิศส่วนกุศล  การอนุโมทนา ส่วนกุศล การฟังธรรม การแสดงธรรม และการทำความเข้าใจตรงกับความเป็นจริง

  สติ  (Mindfulness)  ,  คือความตามระลึก  ความหวนระลึก  กิริยาที่ระลึก  ความทรงจำ  ความไม่เลือนหาย  ความไม่ลืม  ความระลึกชอบ

  สติเจตสิก  คือ  ธรรมชาติที่มีความระลึกได้ในอารมณ์  และให้สังวรอยู่กับกุศลธรรมเป็นลักษณะ  มีอรรถโดยเฉพาะ  (ลักขณาทิจตุกะ)  ๔  ประการ  คือ

  อปิลาปนลกขณา  มีความระลึกได้ในอารมณ์เนืองๆ  เป็นลักษณะ

  อสมโมหนสา  มีความไม่หลงลืม    เป็นกิจ

  อารกขปจจุปฏฐานา(วา)  มีการรักษาอารมณ์  เป็นผล(หรือ)

  วิสยาภิมุขภาวปจจุปฐานา มีความจดจ่อต่ออารมณ์  เป็นผล

  ถิรสญญา ปทฎฐานา(วา)  มีความจำอันมั่นคง  เป็นเหตุใกล้(หรือ) 

  กายาทิสติปฏฐาน ปทฏฐานา  มีสติปัฏฐาน ๔  คือ กาย , เวทนา , จิต ,ธรรมเป็นเหตุใกล้ 

  เราได้อะไรจากการรู้เรื่อง สติเจตสิก

  ๑.  จิตจะตกไปในอกุศลก็เพราะขาดสติ  จิตเป็นกุศลได้ก็เพราะว่ามีสติ

  ๒.  สติเป็นธรรมที่ควรเจริญไว้เสมอ  เพราะช่วยลดความประมาท  โดยภาวนาว่า  ระวัง ระวัง  ระวัง

  ๓.  สติปัฏฐาน  ๔  เมื่อเจริญให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อพ้นความทุกข์

สติมีลักษณะ ๒ ประการ ดังที่แสดงในมิลินท์ปัญหา คือ

  ๑.สติที่ประกอบกับโสภณจิตโดยทั่วไป ในขณะระลึกรู้อารมณ์ที่อดีตสัญญาเก็บจำไว้ตามนัยปฏิบัติด้วยอปิลาลักขณาสติ ได้แก่ สติที่เตือนให้ระลึกไปในธรรมทั้งหลายว่า ธรรมนี้ดี สิ่งนั้นชั่ว สิ่งนี้เป็นประโยชน์ สิ่งนั้นไม่เป็นประโยชน์ ธรรมสิ่งนี้เป็นสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น

  ๒.สติที่กระทำความรู้สึกตัวขณะกำหนดรูปนามตามความจริงในการเจริญสติปัฏฐานตามนียปฏิบัติด้วยอุปคัณหณลักขณาสติ ได้แก่ สติที่ชักชวนให้ถือเอาคติในธรรมอันดี ย่อมระลึกว่า ธรรมสิ่งนี้มีอุปการะ ธรรมสิ่งนี้มิได้มีอุปการะ นำออกเสียซึ่งธรรมมิได้เป็นประโยชน์ มิได้เป็นอุปการ ถือเอาแต่ธรรมที่เป็นประโยชน์ ธรรมที่เป็นอุปการะ เป็นต้น

หิริและโอตัปปะเจตสิก

  ๑.จิตที่เว้นจากบาป ไม่กระทำบาป จิตนี้ละอายต่อบาป เพราะกลัวผลของบาปนั้น เนื่องมาจากมีเจตสิกดวงนี้ ประกอบปรุงแต่ง

  ๒.หิริกับโอตัปปะ นั้น ประกอบร่วมกับจิต ปรุงแต่งจิตในฝ่ายโสภณจิตเท่านั้น

  ๓.หิริโอตัปปะนั้น เปรียบเหมือนผู้เป็นนายประตูสวรรค์ที่ทำหน้าที่เชื้อเชิญอาคันตุกะสู่สุคติ เพราะเป็นผู้ปฏิเสธการทำบาปทุจริตนั่นเอง

อโลภเจตสิก

  ๑.จิตของคนที่มีความเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่หวงแหน เป็นต้นนั้น เป็นเพราะมีอโลภเจตสิกเข้ามาประกอบปรุงแต่ง

  ๒.อโลภเจตสิก เป็นธรรมที่ควรเจริญ เป็นธรรมที่ควรมีไว้ในตน

  ๓.อโลภเจตสิก เป็นธรรมที่ดีงาม ฝ่ายกุศลนำประโยชน์มาให้คือ ความสุข

อโทสเจตสิก

  ๑.ความไม่โกรธ ไม่ปองร้าย มีความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายนั้น เป็นเพราะมีอโทสเจตสิกประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้มีความรู้สึกเช่นนั้น

  ๒.การแผ่เมตตานั้นก็คือ แผ่ความปรารถนาดี และความปรารถนาดีนั้นก็คือ ความไม่โรธ ความไม่อาฆาต ความไม่ประทุษร้ายนั่นเอง

  ๓.ภาวจิตที่มีความร่มเย็นเป็นสุข ไม่เร่าร้อนแห่งจิตนั้น เกิดจากอโทสเจตสิกปรุงแต่งให้กับจิตมีความรู้สึกเป็นไป

ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก

  ๑.ความยุติธรรมที่แท้จริงก็คือ จิตที่เป็นกุศล จิตที่ดีงาม เพราะจิตที่เป็นกุศล หรือจิตที่ดีงามนั้น มีตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิกประกอบอยู่

  ๒.จะหาความยุติธรรมในหมู่โจร หรือในหมู่อกุศลนั้นไม่ได้

  ๓.ธรรมชาติที่ทำหน้าที่ ควบคุมสภาวธรรมให้เสมอภาคไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น ก็คือ ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก

กายปัสสัทธิเจตสิกและจิตตปัสสทธิเจตสิก

  ๑.ภาวะของจิตนั้นมีหน้าที่เบา แต่ชั่งหรือวัดไม่ได้ แต่มีความไม่หนักใจ มีความเบาใจ ดังนั้น ธรรมชาติที่ทำให้เกิดความเบาใจ ไม่หนักใจก็คือ กายลหุตากับจิตตลหุตานั่นเอง

  ๒.ธรรมชาติที่ทำให้เกิดความเบาใจนั้น คือ จิตที่เป็นโสภณะโดยมีกายลหุตา และจิตตลหุตา ประกอบปรุงแต่งทำให้รู้สึกเบา ปลอดโปร่งเบิกบานใจ

กายมุทุตาเจตสิกและจิตตมุทุตาเจตสิก

  ๑.ภาวะของจิตที่มีความอ่อนโยน อ่อนน้อมนั้นเพราะเนื่องมาจากเจตสิกที่ชื่อว่า กายมุทุตาและจิตตมุทุตา ประกอบปรุงแต่ง

  ๒.ความอ่อนโยน อ่อนน้อมนั้นเป็นจิตที่ดีงามเพราะมีกายมุทุตา และจิตตมุทุตาประกอบปรุงแต่งกายกัมมัญญตาเจตสิกและจิตตกัมมัญญตาเจตสิก

  ๑.ภาวจิตที่ควรแก่การงานกุศลนั้น จะต้องมีกายกัมมัญญตราและจิตตกัมมัญญตาประกอบปรุงแต่งจิต

  ๒.การปฏิบัติธรรมนั้น ต้องเป็นจิตทึ่เป็นโสภณะเท่านั้น เพราะมีความควรแก่การงานของจิตประกอบอยู่

กายปาคุญญตาเจตสิกและจตตปาคุญญตาเจตสิก

  ๑.ภาวจิต ที่เกิดความคล่องแคล่วในการกุศลนั้นเป็นเพราะมีเจตสิกที่มีชื่อว่า กายปาคุญญตาและจิตตปาคุญญตา  ประกอบปรุงแต่ง

  ๒.ความคล่องแคล่วของการงานกุศลต้องเป็นจิตฝ่ายโสภณะเท่านั้น

กายุชุกตาเจตสิกและจิตตุชุกตาเจตสิก

  ๑.ภาวะที่ซื่อตรง ก็ต้องมีเจตสิกประกอบปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกซื่อตรง

  ๒.ภาวะจิตที่ซื่อตรงนั้น จะมีโสภณจิตเท่านั้น

๑.วิรตีเจตสิก ๓ ได้แก่ สัมมาวาจาเจตสิก ๑ สัมมากัมมันตเจตสิก ๑ สัมมาอาชีวเจตสิก ๑

  ๒.อัปปปัญญาเจตสิก ๒ ได้แก่ กรุณาเจตสิก ๑ มุทิตาเจตสิก ๑

  ๓.ปัญญินทรีย์เจตสิก ๑ ได้แก่ ปัญญาเจตสิก

เจตสิกทั้ง ๓ กลุ่มนี้ จะได้อธิบายโดยสังเขปตามลำดับไปดังนี้ …

สัมมาวาจาเจตสิก

  ๑.ภาวะจิตที่รู้สึกงดเว้นไม่กล่าววจีทุจริตนั้น เป็นเพราะมีสัมมาวาจาเจตสิกประกอบอยู่กับจิตนั้น

  ๒.พูดดีมีประโยชน์ก็เป็นสัมมาวาจา ไม่พูดแต่มีจิตงดเว้นจากวจีทุจริตก็เป็นสัมมาวาจา จะงดเว้นโดยเตรียมการ ตั้งใจไว้ก่อน หรือโดยอัตโนมัติก็จัดเป็นสัมมาวาจา

  ๓.ในระหว่างที่ไม่ได้ตั้งใจงดเว้นคือ ไม่ได้สมาทานด้วยวาจาหรือใจไว้ก่อน ไม่มีเจตนาสัมมาวาจา และยังไม่ได้ประสบอารมณ์ที่ควรแก่การกล่าววจีทุจริตนั้น ถือว่ายังไม่มีศีลในข้อมุสาวาท (พูดเท็จ) ,ปิสุณาวาท (พูดส่อเสียด) ,ผรุสวาท (พูดคำหยาบ) ,สัมผัปปลาป (พูดเพ้อเจ้อ) ต่อเมื่อประสบอารมณ์ที่ควรกล่าวทุจริตแล้วเกิดการงดเว้น วิรตีสัมมาวาจา (วาจาชอบ) จึงจะถือได้ว่ามีศีล

  ๔.เพื่อความไม่ประมาท เพื่อความเป็นผู้มีศีลเสมอ และเพื่อให้เป็นอารมณ์ของกัมมัฏฐานในข้อ “สีลานุสสติ” จึงควรสมาทานศีล (เจตนาสัมมาวาจา) ให้มีไว้เสมอทุกวันหรือ ๓ วัน ๗ วัน จะเป็นบุญติดตัวอยู่เสมอ

สัมมากัมมันตเจตสิก

  ๑.ภาวะจิตที่รู้สึกงดเว้นการทำบาปทางกายนั้น มีเจตนาชื่อว่า สัมมากัมมันตเจตสิก ประกอบปรุงแต่งร่วมอยู่ด้วย จึงมีความรู้สึกเช่นนั้น

  ๒.สัมมากัมมันตเจตสิกนั้น เป็นผู้กำกับมิให้ล่วงทุจริตเป็นองค์สำคัญของศีล

  ๓.ในระหว่างที่ไม่ได้ตั้งใจงดเว้น คือ ไม่มีเจตนาสัมมากัมมันตะและยังไม่ประกอบกับอารมณืที่ควรแก่การทำทุจริต ก็ถือว่ายังไม่มีศีลเช่นเดียวกับข้อสัมมาวาจาที่กล่าวมาแล้ว จึงควรสมาทานไว้เสมอทุกวันหรือ ๓ วัน ๗ วัน เพื่อความสมบูรณ์แห่งศีล ,เพื่อไม่ประมาทและเพื่อเป็นอารมณ์ของกัมมัฏฐานในข้อ “สีลานุสสติ” ดังกล่าวแล้ว

สัมมาอาชีวเจตสิก

  ๑.ภาวจิตที่มีความรู้สึกงดเว้นจากการงานอาชีพทุจริตนั้น เพราะมีเจตสิกที่ชื่อว่า สัมมาอาชีวเจตสิก ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตรวมอยู่ด้วย

  ๒.กายทุจริตที่ไม่เกี่ยวกับอาชีพก็มี และวจีทุจริตที่เกี่ยวกับอาชีพก็มี แต่กายทุจริตและวจีทุจริตที่เกี่ยวกับอาชีพ มีสัมมาอาชีวเจตสิกเป็นผู้กำกับมิให้ล่วงละเมิด

  เพราะฉะนั้น สัมมาอาชีวะเจตสิกประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต เพื่อให้งดเว้นจากกายทุจริต ๓ และวจีทุจริต ๔ ที่เกี่ยวกับอาชีพเท่านั้น ถ้าไม่เกี่ยวกับอาชีพสัมมาวาจาเจตสิกและสัมมากัมมันตเจตสิก ก็จะทำหน้าที่ควบคุมโดยหน้าที่ของตนเอง เช่นการพูดปดที่ไม่เป็นไปเพื่อการเลี้ยงชีพก็เป็นหน้าที่ของสัมมาวาจาเจตสิกทำให้เกิดการงดเว้นหรือการฆ่าสัตว์ เช่น มด, ยุง หรือสัตว์ร้ายฆ่าและทิ้ง ไม่ได้เอามาบริโภคหรือซื้อขาย ก็เป็นหน้าที่ของสัมมาอาชีวเจตสิกทำให้เกิดการงดเว้น แต่ถ้าเป็นการฆ่าเพื่อมาบริโภคหรือซื้อขายก็เป็นหน้าที่ของสัมมาอาชีวะเจตสิก ทำให้เกิดการงดเว้น

  อนึ่งการปฏิบัติธรรมคือ สมาธิหรือวิปัสสนา ก็มีสัมมาอาชีวเจตสิกประกอบด้วยเพราะ การทำสมาธิหรือวิปัสสนาไม่ได้เบียดเบียนชีวิตของตนเองและผู้อื่นแต่เป็นการทำให้ชีวิตของตนเองเข้าถึงความสงบ ความสุขและความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงการปฏิบัติธรรมจึงเป็นสัมมาอาชีวะด้วยประการทั้งปวง

กรุณาเจตสิก

  ๑.ภาวจิตที่มีความสงสาร เมื่อเห็นคนหรือสัตว์ทั้งหลายกำลังมีทุกข์ หรือจะได้รับความทุกข์ในภายภาคหน้า เป็นกรุณาเจตสิกที่เกิดขึ้นกับจิต ทำให้จิตมีความรู้สึกเช่นนั้น

  ๒.กรุณาเจตสิกเป็นธรรมฝ่ายดีงาม ประกอบปรุงแต่งจิตที่ดีงามเท่านั้น เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เกิดความสงสารขึ้นจะเป็นใครก็ตาม ภาวจิตใจในขณะนั้น เป็นมหากุศลเป็นจิตที่ดีงาม

  ๓.กรุณาหรือความสงสารแก่ผู้ที่มีทุกข์ หรือจะได้รับความทุกข์นั้น เป็นธรรมที่ควรหยิบยื่นให้แก่กันและกัน คือ ฝึกใจให้เป็นคนสงสารผู้อื่นบ้าง เห็นใจผู้อื่นบ้างตามโอกาสอันควร แต่ต้องระวังอย่าให้ความทุกข์ของคนอื่นมาเป็นความทุกข์ของเรา ให้เป็นเพียงสงสารและคิดช่วยหรือหาทางช่วยให้พ้นจากทุกข์นั้น ๆ ถ้ามองเห็นทางช่วยได้ก็ช่วย ถ้าพิจารณาเห็นแล้วว่าช่วยไม่ได้ สุดวิสัยหรือสุดกำลังที่จะช่วยได้ ก็พิจารณาว่าเป็นกรรมของสัตว์ไป อย่าปล่อยให้ใจเศร้าทุกข์หรือหมองเพราะความทุกข์ของผู้อื่นเป็นต้นเหตุแทนที่จะเกิดความกรุณาซึ่งเป็นกุศล ก็จะกลายเป็นทุกข์โทมนัสซึ่งเป็นอกุศลไป

  ๔.การแผ่เมตตาก็คือความปรารถนาดีไปให้ผู้อื่นและสัตว์ทั้งหลาย การแผ่กรุณาก็คือแผ่ความกรุณาสงสารไปให้ผู้อื่นและสัตว์ทั้งหลาย ระวังอย่าให้ความทุกข์โทมนัสเกิดขึ้นกับจิตใจของเรา จะกลายเป็นความเศร้าแทนที่จะเกิดเป็นกุศล ก็กลายเป็นเกิดอกุศลแก่ตนเอง

มุทิตาเจตสิก

  ๑. ภาวจิตที่มีความพลอยยินดีกับผู้อื่นได้ดีมีความสุขนั้น  เป็นเพราะมีมุทิตาเจตสิกประกอบกับจิตที่ปรุงแต่งจิตให้มีความรู้สึกเช่นนั้น

  ๒. ความรู้สึกพลอยยินดีกับผู้อื่นได้ดีมีความสุขนั้น เป็นจิตที่ดีงาม  เพราะมุทิตาเจตสิกประกอบกับจิตที่ดีงามเท่านั้น  ทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกพลอยยินดีกับผู้อื่นในเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี  จึงรู้และเข้าใจได้ว่า เรามีจิตเป็นโสภณะ เรามีจิตที่ดีงาม

  ๓. ความพลอยยินดี  เป็นลักษณะของมุทิตาเจตสิก  ที่เกิดขึ้นกับจิตปรุงแต่งจิต  แต่พึงเข้าใจไว้ด้วยว่าความยินดีที่เป็นไปกับโลภะ เช่น ต้องการให้เขาตอบสนองความต้องการของตนโดยคิดว่าเมื่อเขาได้ดีแล้วเราจะได้ให้เขาช่วยเหลือเรา, เราจะได้อาศัยเขาบ้าง หรือความยินดีที่ไปกับโทสะ เช่น คนที่เราเกลียดที่เราไม่ชอบ หรือคนที่ไม่ถูกกันเข้าถึงความวิบัติแล้วก็เกิดความยินดีอย่างนี้ไม่ใช่ลักษณะของมุทิตาเจตสิกแต่เป็นลักษณะของฉันทะเจตสิกในโลภมูลจิต และฉันทเจตสิกในโทสมูลจิต ซึ่งเป็นลักษณะใกล้เคียงกันปัญญินทรีย์๑[1]



[1] สรรค์ชัย พรหมฤาษี คู่มือการศึกษาสภาวธรรม ๗๒ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.๒๕๓๖).หน้า ๒๕-๒๖

 

ปัญญาเจตสิก

  ปัญญาเจตสิก คือ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิต ทำให้จิตรู้แจ้งตามความเป็นจริง รู้ในเหตุผลของความเป็นจริง รู้ความเป็นจริงของสภาวะธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้นธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิตทำหน้าที่รู้แจ้งตามความเป็นจริง ธรรมชาตินั้นชื่อว่า“ปัญญาเจตสิก”  การรู้นั้นมี ๓ อย่างคือ

๑.  การรู้อารมณ์ของจิตโดยตรงมี ๖ ทาง คือ

  ๑.รู้สึกเห็นรูป (รูปารมณ์)

      ๒.รู้สึกได้ยินเสียง (สัททารมณ์)

    ๓.รู้สึกได้กลิ่น (คันธารมณ์)

    ๔.รู้สึกรู้รส (รสารมณ์)

    ๕.รู้สึกต่อการสัมผัส (โผฏฐัพพารมณ์)

    ๖.รู้สึกตามธรรมชาติที่ประกอบปรุงแต่ง (ธัมมารมณ์)

  ๒.การรู้อารมณ์ของจิตตาสัญญาที่ประกอบปรุงแต่ง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จิตรู้สึกไปตามสัญญาที่ประกอบปรุงแต่ง คือสัญญาเจตสิก มีหน้าที่จำหมายอารมณ์ไว้จิตก็รู้สึกไปตามสัญญาที่จำไว้ เรียนอะไรก็จำได้ “การจำ”เป็นหน้าที่ของ สัญญาเจตสิกที่เกิดร่วมกัน 

  เพราะฉะนั้น การเรียนเก่ง จำได้แม่นยำ อ่านหนังสือเที่ยวเดียวก็จำได้ ครูอาจารย์สอนอย่างไร จำได้หมด จำชื่อคนได้มาก จำสิ่งของได้มาก ทั้งวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ต่างๆเหล่านี้เกิดจากจิตรู้ตามสัญญา ไม่ใช่มีปัญญาดีอย่างที่เรากล่าวกันเป็นการพูดไปตามโวหารของชาวโลกที่กำหนดขึ้น บัญญัติขึ้น ยังไม่ตรงกับความเป็นจริงของสภาวะธรรม

  ๓.การรู้อารมณ์ของจิต ตามปัญญาประกอบปรุงแต่งหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “จิตรู้สึกไปตามปัญญาที่ประกอบปรุงแต่ง” คือปัญญาเจตสิก มีหน้าที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงของอารมณ์แต่ปัญญาเจตสิกไม่ได้เป็นประธานในการรับรู้อารมณ์ จิตต่างหากที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรับรู้อารมณ์ ฉะนั้นการรู้แจ้งตามความเป็นจริงของอารมณ์จึงเป็นหน้าที่ของจิตที่รู้ตามปัญญาเจตสิกประกอบปรุงแต่งโดยมีสัญญาเจตสิกร่วมด้วย เราเรียกจิตที่มีปัญญาประกอบปรุงแต่งว่า “ญาณสัมปยุต” ซึ่งแปลว่า จิตที่ประกอบด้วยปัญญาถ้าเป็นจิตที่ไม่มีปัญญาประกอบปรุงแต่ง และเป็นจิตฝ่ายกุศล เราก็เรียกว่า “ญาณวิปยุต” แปลว่า จิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา

  เพราะฉะนั้นจิตที่ประกอบด้วยปัญญา  จึงหมายถึงจิตที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงของสภาวะทั้งหลายนี้

  ๑.ปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงในเรื่องของกรรมและผลของกรรม ซึ่งเรียกว่า “กัมมสกตาปัญญา” มี ๑๐ อย่าง คือ

  ๑.อตฺถิ  ทินฺนํ  ปัญญารู้แจ้งว่า  ทานที่ให้แล้วมีผล

  ๒.อตฺถิ  ยิฎฐํ    ปัญญารู้แจ้งว่า  การบูชามีผล

  ๓.อตฺถิ  หุตํ    ปัญญารู้แจ้งว่า  การบวงสรวงเทวดามีผล

  ๔.อตฺถิ  กมฺมานํ ผลํ วิปาโก    ปัญญารู้แจ้งว่า  ผลของกรรมดีและชั่วมี

  ๕.อตฺถิ อยํ โลโก      ปัญญารู้แจ้งว่า  โลกนี้มีผู้จะมาเกิดนั้นมี

  ๖.อตฺถิ ปโร โลโก  ปัญญารู้แจ้งว่า  โลกหน้ามีผู้จะไปเกิดนั้นมี

  ๗.อตฺถิ มาตา  ปัญญารู้แจ้งว่าทำดีหรือชั่วต่อมารดา ย่อมได้รับผล

  ๘.อตฺ ปิตา  ปัญญารู้แจ้งว่า  ทำดีหรือชั่วต่อบิดา ย่อมได้รับผล

  ๙.อตฺถิ สตฺต โอปปาติกา  ปัญญารู้แจ้งว่าสัตว์ที่อุบัติด้วยโอปปาติกานั้นมี

  ๑๐อตฺถิ โลเก สมณพฺรหฺมณา สมฺมาปฏิปนฺนา ปัญญารู้แจ้งว่าสมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี รู้แจ้งด้วยตนเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ตามนั้นมีอยู่[1]

  ทั้ง ๑๐ ประกอบนี้ เป็นปัญญาในระดับต้น ซึ่งเรียกว่ากัมมัสสกตาปัญญา รู้ตามความเป็นจริงของสัตว์โลก รู้ตามความเป็นจริงของกรรม และผลของกรรม

  ๒.ปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงของรูป-นาม และรู้สภาวะของรูปนาม ซึ่งเรียกว่า “วิปัสสนาปัญญา” เป็นการรู้ตามสภาวะปรมัตถ์ รู้การเกิดของรูปนาม รู้การดับไปของรูปนามปัญญาในระดับนี้เกิดจากการศึกษาในสภาวปรมัตถ์ และการเจริญสติปัฏฐาน

  ๓..ปัญญาที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงของพระนิพพาน เป็นสภาวปรมัตถ์ ในระดับ

โลกุตตรเป็นปัญญาชั้นสูงสุดที่สามารถดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง ปัญญาในระดับนี้ เกิดจากการเจริญสติปัฏฐานถึงขั้นมัคคญาณ คือ มัคค์ ๔  ผล ๔

  ปัญญาทั้ง ๓ ระดับนี้ จะมีได้ก็ต่อเมื่อมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก แล้วแสดงธรรมไว้ให้เราได้ศึกษาได้รู้ตามความเป็นจริง ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้แสดงธรรมไว้ให้เราได้ศึกษากันเราไม่สามารถรู้ธรรมตามความเป็นจริงได้เลย  เพราะฉะนั้น การที่จะมีปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงได้นั้น จึงอาศัยหลักปฏิบัติ ดังนี้

  ๑.มีศรัทธาเลื่อมใสในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

  ๒.ฟังธรรมหรือเรียนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

  ๓.พิจารณาไตร่ตรองตามเหตุผลที่ได้ฟังมาเรียนมา ให้เกิดความเข้าใจในเหตุผลและหลักปฏิบัติตามนัยแห่งพระไตรปิฎกและอรรถกถาจารย์

  ๔.ปฏิบัติตามที่ได้ฟังหรือศึกษามาอย่างถูกต้องและเข้าใจ

  เมื่อมีปัญญาแล้วก็นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าปัญญาเป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งปวง ทั้งนี้เพราะปัญญา ทำให้เกิดการรู้แจ้งตามความเป็นจริงรู้ทางที่เป็นบุญเป็นบาป รู้ว่านี่เป็นผลบุญผลบาป รู้ว่านี่คือทางให้เกิดทุกข์ รู้ว่านี่คือทุกข์ รู้ว่านี้คือเหตุให้เกิดทุกข์ นี้คือความดับทุกข์ รู้ว่านี้คือทางปฏิบัติที่จะทำให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์หรือดับทุกข์

เราได้รับอะไรจากการรู้เรื่อง ปัญญาเจตสิก

  ๑.จิตรู้ สัญญารู้ และปัญญารู้ไม่เหมือนกัน

  ๒.ที่เราว่าคนนี้คนนั้น ปัญญาดี อ่านหนังสือเที่ยวเดียวจำได้หมด ฟังเที่ยวเดียวจำได้นั้น แท้จริงเป็นโวหารการพูดของชาวโลกพูดกันเท่านั้น เมื่อกล่าวโดยอลค์ธรรมหรือสภาวปรมัตถ์แล้วได้แก่สัญญาเจตสิกดีเท่านั้นเองไม่ใช่ปัญญาดีตามที่กล่าวกัน[2]

  ๓.ชีวิตของเราและสัตว์ทั้งหลาย ถ้าขาดปัญญาคือ ไม่มีปัญญาประกอบอยู่ในจิตใจ จะมีแต่ความมืดมนไม่รู้ความเป็นจริง ย่อมนำชีวิตดำเนินไปทางที่ผิดๆได้อย่างง่ายดาย

  ๔.ชีวิตของคนเราและสัตว์ทั้งหลาย ถ้าไม่มีปัญญาประกอบอยู่ในจิตใจจะประสบกับความเห็นผิด เห็นผิดเป็นชอบ เห็นถูกว่าผิด จะนำชีวิตของตนเองไปสู่อุบายซึ่งเป็นภัยของชีวิตอย่างแน่นอน[3]

  .  รูปปรมัตถ์  คือ  รูปจริงที่มีอยู่จริงๆ โดยสภาวะ  โดยธรรมชาติ  ใครได้เรียนรู้  ได้ศึกษา  ได้กระทบได้สัมผัส  จะมีความรู้สึกเหมือนกันหมด  เพื่อความเข้าใจง่ายและให้เห็นชัดระหว่างรูปปรมัตถ์กับรูปบัญญัติ  ดังตัวอย่างดังนี้

ถ้าเราเอาไฟมาจี้ที่แขนของคน ๕ คน ซึ่งเป็นชาติต่างๆ  ถามว่า  แต่ละคนจะมีความร้อนเหมือนกันหรือไม่  แน่นอนทุกคนจะมีความรู้สึกตรงกันเหมือนกัน  นั่นคือ  “จริงที่มีอยู่จริง”  ส่วนคำอุทานหรือคำที่พูด แสดงความรู้สึกออกมานั้น จะไม่เหมือนกัน  ถ้าเป็นคนไทยก็บอกว่าร้อน  ชาติอื่นๆก็ออกเสียงอุทานเป็นภาษาของชาติตนเอง

ความรู้สึกที่เหมือนกันตรงนั่นแหละเป็น  “ปรมัตถ์”  ส่วนการสื่อสารความหมายออกมา  เป็นภาษาเสียงนั้นเป็น  “บัญญัติ”  และไฟที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นหนึ่งใน  รูปปรมัตถ์  คือ  เตโชธาตินั่นเองโดยจะมีธาตุอีก ๓ ชนิด ประกอบ ได้แก่  ปฐวี  วาโย  อาโป  เป็น[4]

ประเภทของรูป

รูปสังคหะ  (Analysis  of  matter)  คือ  รูปทั้งหลายสงเคราะห์เป็นหมวดไว้ในพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์มี๑๑ หมวด เมื่อกล่าวโดยหัวข้อแล้วพระอนุรุทธาจารย์ท่านได้รจนาไว้ในพระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่๖ สงเคราะห์ไว้เป็น ๕ นัย

สงเคราะห์รูป๒๘ เป็น ๕ นัย ได้แก่

นัยที่๑ รูปสมุทเทส  เป็นการแสดงรูปธรรมโดยสังเขปเพื่อให้วิเสสลักษณะของรูปแต่ละรูป เพื่อทราบถึงลักษณะ

นัยที่ ๒ รูปวิภาค  เป็นการแสดงรูปธรรมโดยพิสดาร โดยจำแนกเป็นพวกๆ

นัยที่๓ รูปสมุฎฐาน  เป็นการแสดงสมุฎฐาน๔ ที่ให้เกิดรูป

นัยที่ ๔ รูปกลาป  เป็นการแสดงรูปที่รวมกันอยู่เป็นกลุ่มก้อนมีจักขุ เป็นต้น

นัยที่ ๕ รูปปวัตติกมะ  เป็นการแสดงการเกิดดับหรือความเป็นไปของรูปธรรม โดยความเป็น  ไปของรูปธรรม โดยความแตกต่างกันแห่งภพ กาล ภูมิ

    จะขอยกตัวอย่างเพียงนัยที่ ๑ เท่านั้น คือ

นัยที่ ๑ รูปสมุทเทส คือ รูปธรรม มี ๑๑ ประเภท รวมมี ๒๘ รูป

ประเภทของรูป  จำนวนรูป

๑.  มหาภูตรูป ๔ ได้แก่  ๑. ปฐวี คือ ธรรมชาติที่ทรงภาวะความแข็งหรืออ่อน

    ๒. อาโป คือ ธรรมชาติที่ทรงภาวะเกาะกุมหรือไหล

  ๓. เตโช คือธรรมชาติที่ทรงภาวะการร้อนหรือเย็น

  ๔.วาโย คือ ธรรมชาติทรงภาวะไหว, การเคร่งตึง

๒. ปสาทรูป ๕ได้แก่ ๕. จักขุปสาทรูป คือประสาทตาเป็นที่ตั้งแห่งจักขุวิญญาณ

  ๖. โสตปสาทรูป คือประสาทหูเป็นที่ตั้งแห่งโสตวิญญาณ

  ๗. ฆานปสาทรูป คือประสาทจมูกเป็นที่ตั้งแห่งฆานวิญญาณ

  ๘. ชิวหาปสาทรูป คือ ประสาทลิ้นเป็นที่ตั้งแห่งชิวหาวิญญาณ

  ๙. กายปสาทรูป คือ ประสาทกายเป็นที่ตั้งแห่งกายวิญญาณ

๓.  โคจรรูป ๔  ได้แก่  ๑๐. วัณณะ คือ สีที่กระทบจักขุปสาทรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณ

    ๑๑. สัททะ คือ เสียงที่กระทบโสตปสาทรูปจึงเกิดโสตวิญญาณ

    ๑๒. คันธะ คือ กลิ่นที่กระทบฆานปสาทรูปจึงเกิดฆานวิญญาณ

    ๑๓. รสะ คือ รสที่กระทบชิวหาปสาทรูปจึงเกิดชิวหาวิญญาณ

๔.  ภาวรูป ๒ได้แก่๑๔. อิตถีภาวรูปคือรูปที่แสดงให้รู้สภาพความเป็นหญิง

    ๑๕. ปุริสภาวรูปคือ ณูปที่แสดงให้รู้สภาพความเป็นชาย

๕.  หทยรูป ๑ได้แก่๑๖.  หทยรูป คือน้ำเลี้ยงหัวใจโตเท่าเมล็ดบุนนาคอยู่ภายในเนื้อหัวใจ

๖.  ชีวิตรูป ๑ ได้แก่ ๑๗. ชีวิตรูป คือ รูปที่รักษากัมมชรูปให้ดำรงอยู่ได้

๗.  อาหารรูป ๑ได้แก่๑๘.  อาหารรูป หรือ โอชา คือ กพฬีการาหาร(คำข้าว)

๘.  ปริเฉทรูป ๑  ได้แก่ ๑๙.  ปริเฉทรูป หรือกาสรูป คือ ช่องว่างระหว่างรูปกับรูป

๙.  วิญญัติรูป ๒ ได้แก่ ๒๐. กายวิญญัติรูป คือ การไหวกายให้ผู้อื่นรู้ความหมาย

    ๒๑. วจีวิญญัติรูป คือ การกล่าววาจาให้ผู้อื่นรู้ความหมาย

๑๐.  วิการรูป ๓  ได้แก่๒๒. ลหุตารูปคือรูปที่มีความเบาเป็นลักษณะ

    ๒๓.  มุทุตารูป คือ รูปที่มีความอ่อนเป็นลักษณะ

    ๒๔.  กัมมัญญตารูป คือรูปที่มีการควรของสิ่งมีชีวิต

๑๑.  ลักขณรูป ๔ ได้แก่๒๕. อุปจยรูปคือรูปที่เกิดขึ้นในขณะแรกที่ปฎิสนธิ

    ๒๖. สันตติรูป คือ รูปที่เจริญขยายตัวสืบต่อแห่งรูป

  ๒๗. ชรตารูป คือ รูปที่เสื่อมโทรมแก่คร่ำคร่า

    ๒๘. อนิจจตารูป คือ รูปที่แตกดับสูญสิ้นไป

  ตั้งแต่ปสาทรูปถึงลักขณรูปมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า อุปาทายรูป ๒๔

  ตั้งแต่มหาภูตรูปถึงอาหารรูปมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า นิปผันรูป ๑๘

  ตั้งแต่ปริจเฉทรูปถึงลักขณรูปมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า อนิปผันรูป๑๐

  ส่วนรูปที่ไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้เรียกว่า อวินิพโภครูป ๘ ได้แก่ปฐวี, อาโป,เตโช,วาโย, วัณณะ,คันธะ,รสะ,โอชา, และ ปฐวี,เตโช,วาโย,วัณณะ,สัททะ,คันธะ,รสะ,เรียกวิสยรูป ๗ วิสยรูป ๗กับปสาทรูป๕ รวมเป็น ๑๒เรียก โอฬาริรูป ๑๒ ส่วนรูปที่เหลืออีก ๑๖ รูป เป็นรูปที่ละเอียดเรียกว่า สุขุมรูป ๑๖ ไม่สามารถจะรู้ได้ทางปัจจทวาร (คือ ตาหู จมูกลิ้นกาย ) เพราะรู้ได้ทางมโนทวาร (คือ ทางใจ) นอกจากนี้ยังเรียกว่า ทุเรรูป คือ รูปไกลหรืออัปปฎฆรูป คือ รูปที่กระทบไม่ได้ได้แก่ อาโป อิตถีภาวปุริสภาวหทยชีวิต อาหาร ปริจเฉท กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา อุปจย สันตติ ชรตาอนิจจตา

ความสำคัญของรูป

  หลักพระอภิธรรมล้วน ๆ ว่าด้วยรูป

  รูปที่มีอยู่ในวิทยาการทางโลก โดยเฉพาะวิชาฟิซิกส์ ศึกษาเรื่องสสารและพลังงาน แม้จะเป็นวิทยาการที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เราแต่ยังเป็นความรู้โดยอ้อม ไม่ใช่เป็นความรู้โดยตรงเพราะยังไม่สามารถจะเข้าถึงสภาวะแก่นแท้ของรูปได้ และยังมิได้เป็นไปเพื่อความสุขที่แท้จริงของชีวิตอย่างจริงจัง ผิดกับวิทยาการเรื่อง “รูป” ที่มีอยู่ในพระอภิธรรม ซึ่งเป็นวิทยาการเพื่อความพ้นทุกข์ของชีวิตอย่างแท้จริง  เป็นการเสริมความเข้าใจในเรื่องสสารและพลังงานในทางโลก ให้กระจ่างยิ่งขึ้นด้วย

  มีวิทยาการว่าด้วยเรื่อง “รูป” หลายเรื่องที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปิดเผยนักวิทยาศาสตร์ปุถุชนทางโลกได้ค้นพบภายหลัง เช่นความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของรูปที่มีชีวิตโลกกลมไม่ใช่โลกแบน โลกไม่ใช้ศูนย์กลางของจักรวาลเรื่องของสสารและพลังงาน เป็นต้น

  นอกจากนั้นพระพุทธองค์ยังทรงประทานให้เราทราบถึงความรู้เรื่องรูป ที่นักวิทยาศาสตร์ปุถุชนทางโลกยังค้นไปไม่ถึงเช่นรูปอันเกิดจากอำนาจกรรมในอดีต รูปละเอียดที่ตาเปล่าของมนุษย์มองไม่เห็น ซึ่งเป็นร่างกายของสัตว์นรก เปรต ตลอดจนเทวดา  พรหม เป็นต้นและที่สำคัญที่สุดในบรรดาความรู้เรื่องรูปเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

รูปคืออะไร

  ๑. รูปในความหมายของ “สมมติสัจจะ” คือ ความจริงตามสมมุติของชาวโลกเช่น รูปร่าง พระสงฆ์๙ รูป เป็นต้น

  ๒. “รูปในความหมายของ “ปรมัตถสัจจะ” คือ ความจริงที่เข้าถึงสภาวแก่นแท้ของธรรมชาติเป็นความจริงขั้นสูงสุดพระพุทธองค์ทรงให้ความหมายของ “รูป” ไว้ว่า รูปคือธรรมชาติที่ผันแปรแตกสลายไปด้วยความร้อน หรือความเย็นพิเศษ( รุปปนลกขณํ)

  รูปเป็นหนึ่งในปรมัตถธรรมทั้ง ๔ อันได้แก่ จิตปรมัตถ์ เจตสิกปรมัตถ์ รูปปรมัตถ์และนิพพานปรมัตถ์

ตัวอย่างเรื่อง ปรมาณู

  คำว่า “ปรมาณู” คนเราทั่วไปมักเข้าใจว่า เป็นคำของวิทยาศาสตร์ทางโลกเขา ความจริงแล้วคำนี้เป็นคำของพุทธศาสนา และนักวิทยาศาสตร์ทางโลก เอาไปใช้ต่างหาก

  หากพิจารณาตามศัพธ์ของคำว่า “ปรมณู” มาจากคำ ๒คำ คือ ปรม+อณู อณูคอรูปที่เล็กละเอียดส่วนคำว่า “ปรม”  ในที่นี้คืออย่างยิ่ง รวมความว่า “ปรมาณู” หมายถึง สิ่งที่เล็กละเอียดอย่างยิ่งแบ่งเป็น๒ประเภท คือ

  ๑. ปรมาณูในทางโลกหรือทางวิทยาศาสตร์

  ๒. ปรมาณูในทางพุทธศาสนา

  ๑. ปรมาณูในทางโลก ประกอบด้วยอีเล็คตรอน (Electron) โปรตอน (Protron) และนิวตรอน (Newtron)  โดยที่อีเล็คตรอน ซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบ วิ่งรอบๆ นิวเคลีย (Nucleus ) ซึ่งประกอบด้วยโปรตรอนและนิวตรอนโปรตรอนมีประจุไฟฟ้าบวก ส่วนนิวตรอนเป็นกลางคือไม่มีประจุไฟฟ้าบวกหรือลบ นักวิทยาศาสตร์ปุถุชนทางโลกถือว่า ทุกปรมณูไม่อยู่คงที่ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีเสถียรภาพ (Unstability)  ซึ่งเข้าหลักอนิจจัง ในทางพระพุทธศาสนา

เมื่อก่อนทางโลก  เขาถือว่า ปรมาณูหรืออะตอมดังกล่าวไม่สามารถแยกออกไปได้  แต่ต่อมามีการทดลองพิสูจน์  เรื่องของระเบิดปรมาณูหรือนิวเคลียร์  ซึ่งเกิดจากการแยกตัวขององค์ประกอบปรมาณูนี้  เพราะเมื่อปรมาณูแยกตัวออก  ก็จะมีพลังงานที่มีปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain  reaction)  อันเป็นพลังงานนิวเคลียร์

๒. ปรมาณูในพระพุทธศาสนา  ใน 1 ปรมาณูมีขนาด 1 ในแปดสิบสองล้าน  ส่วนเศษของเมล็ดข้าวเปลือก  ด้วยเหตุนี้  หนึ่งปรมาณูมีขนาดเล็กมากๆสัมผัสกายก็ไม่ได้  มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น  เพราะแสงไม่สามารถสะท้อนให้มากระทบกับตาเรา  เพื่อเกิดการเห็นได้  ในหนึ่งปรมาณูนี้  ยังมีรูปปรมัตถ์ต่างๆประชุมกัน

มีข้อหน้าสังเกตว่า  รูปร่างของสัตว์นรก  เปรต  เทวดา  พรหม  ซึ่งทางธรรม  เรียกว่า”โอปปาติกะ”เป็นร่างกายปรมาณู  คือ  ร่างกายละเอียด  มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น  แต่รู้ได้ทางใจ  โดยผ่านสมาธิ  หรือการสะกดจิต

หนึ่งปรมาณูในพระพุทธศาสนาดังกล่าว ยังสามารถแบ่งย่อยลงไปอีก จนไปเจาะถึงสถาวะแก่นแท้ของปรมัตถ์  และจะมีกลุ่มรูปปรมัตถ์ให้ออกจากกันได้ กลุ่มรูปปรมัตถ์เล็กที่สุด  และไม่สามารถแยกออกจากกันได้นี้ ทางธรรมเรียกว่า

อวินิพโภครูปซึ่งมีรูปปรมัตถ์ 8 รูป  คือ  ปฐวี  อาโป  เตโช  วาโย  วรรณะ  รสะ  โอชะ  และ  คันธะ  ไม่ว่ารูปใดๆต้องมี  อวินิพโภครูป  เป็นส่วนเล็กที่สุดประกอบด้วยเสมอ



[1] เรื่องเดียวกันหน้า ๒๖-๒๗

[2] สรรค์ชัยพรหมฤาษี,เอกสารการเรียนพระอภิธรรมทางไปรษณีย์,บทเรียนที่ ๑๓,  หน้า ๗-๙

[3] เรื่องเดียวกัน หน้า ๓

[4] สรรค์ชัย  พรหมฤาษีเอกสารประกอบการเรียนพระอภิธรรมทางไปรษณีย์ บทที่ ๑๔ ปริเฉทที่ ๖  รูปปรมัตถ์, (กรุงเทพฯ : เอกสารคอมพิวเตอร์ , ๒๕๓๗) , หน้า ๑-๓.

 

รูปปรมัตถ์ประชุมกันอย่างไร

ไม่มีรูปปรมัตถ์ประเภทใดประเภทหนึ่ง  ที่จะอยู่โดดเดี่ยวลำพัง  โดยไม่อยู่รวมกับรูปปรมัตถ์ประเภทอื่น ๆรูปปรมาณูต่าง ๆ มาประชุมกัน  จึงทำให้มีสิ่งของต่างๆในโลก

การประชุมของรูปปรมัตถ์ที่เป็นกลุ่มๆแต่ละกลุ่มทางธรรมเรียกว่า”กลาปะ”ลักษระของรูปกลาปะหรือกลุ่มรูป  คือ  เกิดพร้อมกัน  และอยู่ที่เดียวกัน  การประชุมของกลุ่มรูปปรมัตถ์เหล่านี้  เป็นรูปหยาบ  คนเราทั่วไปมักคุ้นเคย  ยังมีกลุ่มรูปแต่ละกลุ่มที่ละเอียดอ่อน  ที่สัมผัสกายไม่ได้  ตาเปล่าก็มองไม่เห็น  เมื่อกลุ่มรูปละเอียดเหล่านี้มาประชุมกันซึ่งไม่เบียดเสียดหนาแน่นเหมีอนกลุ่มที่เรามองเห็น  ในกรณีนี้คนเราทั่วไปไม่คุ้นเคย  นักวิทยาศาสตร์ปุถุชนทางโลก  ก็ยังไม่คุ้นเคย  คุ้นเคยแต่รูปกายที่หยาบ  ผิดกับพุทธวิทยาศาสตร์ของพระพุทธองค์ ผู้มีพระสัพพัญญุตญาณได้ อธิบายการประชุมของกลุ่มรูปปรมัตถ์ที่หยาบและละเอียด

กลุ่มรูปต่างๆ ที่มาประชุมกัน  ไม่ติดกันเป็นพืด  แต่มีช่องว่าง  ระหว่างกลุ่มรูปที่ทางธรรมะเรียกว่า “ปริจเฉทรูป” ซึ่งเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้คนพบภายหลัง

รูปเกิดจากอำนาจอะไร

รูปปรมัตถ์มาจาก ๔ สมุฎฐาน ดังนี้ คือ

๑.  เกิดจากอำนาจกรรม  (กัมมชรูป)  เช่น  ประสาท  ตา  ประสาทหู  ประสาทจมูก  ประสาทลิ้น  ประสาทกาย  หทยวัตถุ  อันเป็นที่ตั้งของจิตต่าง ๆ รูปที่แสดงความเป็นเพศหญิงหรือชายเป็นต้น

๒. เกิดจากอำนาจจิต  (จิตตชรูป) เช่น  เสียงพูด  สีหน้าท่าทาง  รูปยืน  รูปเดิน  รูปนั่ง  รูปนอน  ลมหายใจเข้าออก  เป็นต้น

๓.  เกิดจากอำนาจอาหาร  (อาหารชรูป)  อาหารที่เรารับประทานสามารถทำให้เกิดรูปอันเกิดจากอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายของเราให้ดำรงอยู่ได้  เป็นต้น

๔.  เกิดจากอำนาจอุตุ  (อุตชรูป)  อุตุคือความร้อน หรือความเย็น  อุตุนี้สามารถทำให้เกิดรูปต่าง ๆ เช่น เป็นไข้ตัวร้อน[1] 

รูปกับนาม

ความสัมพันธ์กันระหว่างรูปกับนาม

  เมื่อประกอบรวมอะไหล่ อุปกรณ์เครื่องยนต์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน การเรียกว่า”รถ” ย่อมมีได้ ฉันใด  เมื่อรวมองค์ประกอบต่างๆ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเข้าด้วยกัน  การบัญญัติเรียกว่า”คน หรือ สัตว์” ย่อมมีได้ ฉันนั้น[2] เหมือนกับการบัญญัติเรียกว่า”คน หรือ สัตว์”เป็นสิ่งที่เกิดจากส่วนประกอบ ๕ อย่าง เรียกว่าเบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ ๕  องค์ประกอบของขันธ์ ๕ นั้น[3]มีคำอธิบายดังนี้  ๑. รูปขันธ์ คือ ส่วนที่เป็นรูปทั้งหมด ได้แก่มหาภูตรูป ๔

และอุปาทายรูป ๒๔คำว่ารูปนั้น หมายถึง สิ่งที่เสื่อมสลาย ผุพัง แตกดับด้วยความร้อน ความเย็น เป็นต้น รูปทั้งหมด แยกอธิบายโดยสังเขปได้ ดังนี้ คือ

๑) มหาภูตรูป ๔  คือรูปที่สามารถแปรสภาพเป็นสิ่งต่าง ๆได้อีกมากมาย  เรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า ธาตุ ๔ ได้แก่ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ

๒) อุปาทายรูป  (รูปอาศัยหรือรูปที่สืบเนื่องมาจากมหาภูตรูป คือ เป็นรูปส่วนย่อยที่มีองค์ประกอบของธาตุ ๔ รวมอยู่ด้วย) มี ๒๔ รูป คือ

- ประสาทรูปทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย (จักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท และกายปสาท)

- โคจรรูป หรือ วิสยรูป(อารมณ์) ๔ คือ รูป เสียง กลิ่น รส (โผฎฐัพพะ ไม่นับ

เพราะตรงกันกับปฐวีธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ)

- อิตถีภาวะ ความเป็นหญิงที่มีอยู่ทั่วร่างกาย (สมัยปัจจุบันเทียบได้กับ โครโมโซม x)

- ปุริสภาวะ ความเป็นชายที่มีอยู่ทั่วร่างกาย (สมัยปัจจุบันเทียบได้กับโครโมโซม y)

- ที่ตั้งของวิญญาณ (หทัยวัตถุ)[4]

- การแสดงให้รู้ความหมายทางกาย เช่น คำพูดสนทนา เป็นต้น (วจีวิญญัติ)

- ชีวิตินทรีย์ (ส่วนที่เชื่อมโยงรูปต่างๆ ให้รวมกัน ไม่ให้กระจัดกระจาย)

- ปริเฉทรูป (ช่องว่างที่มีอยู่ทั่วไปในร่างกาย เช่น ช่องหู เป็นต้น)

- ความเบาของรูป (รูปสฺส สหุตา) ความยืดหยุ่นของรูป (รูปสฺส มุทุตา) ภาวะที่ควรแก่การงานของรูป (รูปสฺส สนฺตติ) ความเสื่อมตัว (ชรตา) ความสลายตัว (อนิจฺจตา) และอาหาร (หมายถึงโอชาที่เซลล์ดูดกินเข้าไป)

๒. เวทนาขันธ์[5] คือส่วนที่เป็นความรู้สึก เป็นธรรมชาติที่เสวย อารมณ์ เช่น ความรู้สึกสบาย ไม่สบาย ดีใจ เสียใจ หรือเฉยๆ แบ่งเป็น ๓ คือ สุข (ทางกายหรือทางใจก็ตาม) ทุกข์ (ทางกายหรือทางใจก็ตาม) อทุกขมสุข (ไม่ทุกข์ไม่สุข คือ เฉยๆ  บางทีเรียกว่า อุเบกขา อีกอย่างหนึ่ง แบ่งเป็น ๕ คือ สุข (ทางกาย) ทุกข์ (ทางกาย) โสมนัส (ดีใจ) โทมนัส (เสียใจ) อุเบกขา (เฉยๆ หรือ ความรู้สึกธรรมดา ไม่ประทับใจเป็นกลางๆ) แบ่งตามทางที่เกิดเป็น ๖ คือ เวทนาเกิดจากสัมผัสทางจักขุ (ตา) ทางโสตะ (หู) ทางฆานะ (จมูก) ทางชิวหา (ลิ้น) ทางกาย (กาย) และทางมโน (ใจ)

  ๓. สัญญาขันธ์ ส่วนที่เป็นตัวกำหนดหมาย ทำให้รู้ถึงความต่างและความเหมือนกันในสิ่งที่สัมผัสว่าเป็นอรไร เช่น เป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของว่ามีลักษณะอย่างไร ดีหรือไม่ดี หอมหรือเหม็น เป็นของเราหรือของเขา เป็นต้น แบ่งเป็น ๖ ตามทางแห่งการรับรู้ คือ[6]

(๑)รูปสัญญา ความหมายรู้รูป เช่นว่า สีดำ สีแดง สีเขียว หรือผอม เป็นต้น

(๒)สัททสัญญา ความหมายรู้เสียง เช่นว่า ดัง เบา ทุ้ม แหลม เป็นต้น

(๓)คันธสัญญา ความหมายรู้กลิ่น เช่นว่า หอม เหม็น เป็นต้น

(๔)  รสสัญญา ความหมายรู้รส เช่นว่า หวาน เค็ม เผ็ด เป็นต้น

(๕) โผฏฐัพพสัญญา ความหมายรู้ทางกาย เช่นว่า อ่อนนุ่ม แข็ง หยาบกระด้าง ละเอียด ร้อน เย็น อุ่น เป็นต้น

  (๖) ธัมมสัญญา ความหมายรู้อารมณ์ทางใจ เช่นว่า พอใจ ไม่พอใจ งาม น่าเกลียด เที่ยง ไม่เที่ยง เป็นต้น

  ๔. สังขารขันธ์ ส่วนของเจตนา คือ การปรุงแต่งอารมณ์ หมายถึงธรรมชาติที่มีการประสม เป็นความคิดปรุงแต่งเกี่ยวกับอารมณ์นั้นๆ หรือสิ่งต่างๆ เช่น ดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ อยากได้ หรือ ไม่อยากได้ รัก หรือเกลียด ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ[7]

  ๕.วิญญาณขันธ์ ส่วนที่รู้อารมณ์ หรือธรรมชาติที่รู้แจ้งอารมณ์ต่างๆ เช่น เห็นรูป ได้ยินเสียง เป็นต้น

  เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ขันธ์ ๕ ย่อลงเป็น ๒ ส่วน คือ รูปกับนาม รูปเป็นฝ่ายวัตถุ ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ต่างๆ เช่น เห็น ได้ยิน เป็นต้นได้ ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเป็นฝ่ายนาม คือเป็นสิ่งที่รู้อารมณ์ เช่น เห็น ได้ยิน เป็นต้นได้ รูปเป็นธรรมชาติที่ไม่น้อมไปสู่อารมณ์ส่วนนามเป็นธรรมช่าติที่น้อมไปสู่อารมณ์ ดังนั้น นามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณจึงมีธรรมชาติเป็นอย่างเดียวกัน คือธรรมชาติเป็นตัวยืนหรือเป็นฐานทางเดินให้แก่นามขันธ์ที่เหลือ คือ เวทนา สัญญาและสังขาร ถ้าไม่มีวิญญาณแล้ว เวทนา สัญญา และสังขารจะมีไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน วิญญาณไม่อาจมีโดยไม่มีเวทนา สัญญา และสังขาร วิญญาณไม่อาจดำรงรังอยู่อย่างเดี่ยวๆ ในรูปของเชิงเดี่ยวได้ แต่ต้องมีเวทนา สัญญา และสังขารเข้าผสม การมองจากแง่นี้ ทำให้เห็นว่าเวทนา สัญญา และสังขารเป็นลักษณะหรือคุณสมบัติของวิญญาณแต่ละลักษณะไป  เช่น  วิญญาณหรือจิตที่เสวยอารมณ์  มีสุขหรือมีทุกข์  จำอารมณ์  ปรุงแต่งอารมณ์  มีโกรธ  หรือ  มีเมตตา  เป็นต้น เพราะอาศัยการประกอบกันอย่างเหมาะสมของขันธ์ 5 นี้เอง ชีวิตจึงมี

ขึ้นได้ องค์ประกอบของชีวิต เมื่อพูดอีกนัยหนึ่งก็คือกายและวิญญาณ กายและวิญญาณนี้มีธรรมชาติแตกต่างกัน  กายไม่ใช่วิญญาณ  และวิญญาณไม่ใช่กาย

  แม้พระพุทธศาสนามีทัศนะว่า  กายและวิญญาณนั้นมีธรรมชาติเตกต่างกันก็จริง  แต่ถือว่า กายและวิญญาณทั้งสองนั้น  ต่างก็มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด  กล่าวคือ  ต่างก็อิงอาศัยเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันเป็นไป  เมื่ออย่างหนึ่งผิดปกติ  อีกอย่างก็ต้องพลอยผิดปกติไปด้วย  หรือถ้าฝ่ายหนึ่งถูกทำลาย  อีกฝ่ายก็ต้องถูกทำลายไปด้วย ดังข้อความที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า “รูปและนาม(กายกับวิญญาณ) เป็นของคู่กัน ทั้งคู่อาศัยกันและกัน เมื่ออย่างหนึ่งแตกสลาย ก็แตกสลายทั้งคู่ตามปัจจัย”[8] ตามข้อความนี้แสดงให้รู้ว่า ทั้งกายและวิญญาณแม้จะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ก็เป็นปัจจัยของกัน  กายก็เป็นปัจจัยแก่วิญญาณ  วิญญาณก็เป็นปัจจัยแก่กาย  ทั้งสองอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้  เพราะเมื่อกายมีปัญหาใช้การไม่ได้  วิญญาณก็ไม่สามารถอาศัยแสดงออกได้  หรือเมื่อวิญญาณดับ (เช่น ตาย จุติวิญญาณ)  ร่างกายก็ไม่สามารถสืบต่อไปได้  ดังข้ออุปมาที่ว่า

ไม้อ้อ 2 กำตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกัน  ฉันใด  เพราะนามรูปเป็นปัจจัย  จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ฯลฯ  ฉันนั้น 

ไม้อ้อ 2 กำ  ถ้าเอาออกเสียกำหนึ่ง  อีกกำหนึ่งย่อมล้ม ถ้าดึงอีกกำหนึ่งออก  อีกกำหนึ่งก็ล้ม  ฉันใด  เพราะนามรูปดับ  วิญญาณก็ดับ เพราะวิญญาณดับนามรูปก็ดับฯลฯ ฉันนั้น[9] เปรียบเสมือนคนขับรถกับรถ  รถนั้นถ้าไม่มีคนขับก็ไม่สมารถจะขับเคลื่อนได้  หรือมีแต่คนขับไม่มีรถก็ไม่สำเร็จประโยชน์ ต้องอาศัยทั้งคนขับรถและรถ การไปสู่จุดหมายปลายทางจึงจะเป็นไปได้  ฉันใด  วิญญาณเปรียบเสมือนคนขับ  รถเปรียบเสมือนร่างกายก็ฉันนั้นเหมือนกัน

  แม้ว่าทั้งกายและวิญญาณอาศัยกันและกันจึงจะสามารถทำหน้าที่ต่างๆ ได้  แต่ถึงกระนั้น  วิญญาณก็มีอำนาจเหนือกาย คือ วิญญาณเป็นผู้สั่งการ กายเป็นผู้ทำตามอำนาจของวิญญาณดังนั้น ร่างกายถ้าไม่มีวิญญาณอาศัยอยู่  กายย่อมดำรงอยู่ไม่ได้  ต้องตาย และ จะถูกทอดทิ้ง  เหมือนท่อนไม้ที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้  ดังพุทธพจน์ว่า

  อจิรํ  วตยํ กาโย  ปฐวึ  อธิเสสฺสติ

  ฉุฑฺโฑ  อเปตวิญฺญาโณ  นิรตฺถํว  กลิงฺครํ

  ร่างกายนี้ไม่นานนัก  จักนอนทับถมแผ่นดิน

  เมื่อปราศจากวิญญาณแล้วก็ถูกทอดทิ้ง

เหมือนท่อนไม้ใช้ประโยชน์ไม่ได้[10]

ตามหลักพุทธพจน์นี้  จะเห็นได้ว่า กายจะดำรงอยู่ได้ มีการเคลื่อนไหวอิริยาบถต่างๆ ได้  ก็ต่อเมื่อยังมีวิญญาณอาศัยอยู่  ถ้าไม่มีวิญญาณ  กายก็ไม่มีความหมายทำอะไรไม่ได้  มีแต่จะเน่าเปื่อยผุพังในที่สุด

รูปกับนามเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต คือ

  กายและวิญญาณหรือรูปและนามนี้จะดำรงอยู่ได้  ต้องได้รับอาหาร 4 หมายถึง เครื่องค้ำจุนชีวิตหรือปัจจัยหล่อเลี้ยงร่างกายและใจ  ทำให้เกิดกำลัง  ความสืบต่อ  เจริญเติบโต  และมีพัฒนาการได้[11] คือ

1.กวฬิงการาหาร  อาหารหยาบที่บริโภคเป็นคำๆ หมายถึง อาหารสามัญ

ที่บริโภคกันโดยทั่วไป เช่น ข้าว เนื้อ ผลไม้ เป็นต้น  โอชะของอาหารก็จะถูกดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย

  2. ผัสสาหาร  อาหารคือผัสสะ  ได้แก่  การบรรจบแห่งอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้นกาย และวิญญาณ  อายตนะภายนอก คือ รูปารมณ์  สัททารมณ์  คันธารมณ์  รสารมณ์  โผฎฐัพพารมณ์  และธรรมารมณ์  การรับรู้อารมณ์ก็จะเกิดขึ้นตามทวารนั้นๆ  และเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา  พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายเกิดขึ้นตามมา  สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้วิญญาณแสดงบทบาทออกมาทางกาย วาจา  และใจ

  3.มโนสัญเจตนาหาร  คือ  ความมุ่งหวัง ความจงใจ  หรือเจตนา  อันเป็นปัจจัยของการคิดพูด ทำ ซึ่งเรียกว่า กรรม  เป็นตัวชักนำมาซึ่งภพ  คือให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย มโนสัญเจตนาหาร  เป็นความตั้งใจที่อยากจะมีชีวิตอยู่  ความตั้งใจนี้  ทำให้การมีภพชาติไม่มีสิ้นสุด  และเป็นพลังผลักดันให้กระทำสิ่งต่างๆ ในชีวิต  ความสำเร็จต่างๆ  ก็เป็นผลมาจากอาหารชนิดนี้

  4.วิญญาณาหาร  คือวิญญาณที่เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป  เป็นผู้วางรากฐานให้กับชีวิตในทุกชาติที่เกิด  และเป็นตัวทำให้เกิดความรู้สุข ทุกข์และไม่สุขไม่ทุกข์  และมีความเกี่ยวเนื่องกับปัญญาอย่างใกล้ชิดจนไม่สมารถแยกออกจากกันได้

  กวฬิงการาหารทำให้ร่างกายทรงตัวอยู่ได้ ผัสสาหาร ทำหน้าที่ให้วิญญาณเกิดยึดเหนี่ยวให้มีความรู้สึกต่อสิ่งแวดล้อบรอบตัว  มโนสัญเจตนาหาร  ความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว เป็นแรงผลักดันอย่างสำคัญ[12] ทำให้เกิดเจตนา  คือการปรุงแต่งอารมณ์ทางใจ  เป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น  หรือเลวลง  ซึ่งการกระทำที่ทำให้มีการสืบต่อชีวิตอันเนื่องมาจากกรรม  และวิญญาณหารเป็นตัวทำให้เกิดการรับรู้ต่างๆ  วิญญาณกับร่างกายมีหน้าที่แตกต่างกัน  แต่จะประสานกันทำให้มีองค์กรรมเป็นหน่วยเดียวกัน  เมื่อไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันกระบวนการการเกิดขึ้นของนามรูปตามความเป็นจริง ก็จะทำให้เกิดอวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน และกรรมอันเป็นเหตุปัจจัยทำให้ชีวิตนี้เวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด และเมื่อมีองค์ประกอบครบทั้ง  4  การเป็นไปแห่งนามรูป(กายและวิญญาณ)ย่อมทรงตัวอยู่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยหล่อเลี้ยงนามรูป  ให้มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตามวัฎจักรของกรรม

  ความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างสัญญา-วิญญาณ-ปัญญา

  สัญญา  วิญญาณและปัญญา  เป็นเรื่องของความรู้ทั้ง 3 อย่าง  แต่เป็นองค์ธรรมต่างข้อกันและอยู่คนละขันธ์  สัญญาเป็นขันธ์หนึ่ง  วิญญาณเป็นขันธ์หนึ่ง  ปัญญาอยู่ในฝ่ายสังขารก็เป็นอีกขันธ์หนึ่ง  ความแตกต่างระหว่างสัญญา  วิญญาณ  และปัญญานั้น  มีคำอธิบายดังนี้

  สัญญา (Perception) คือความจำ ความหมายรู้ การกำหนดรู้ หรือการกำหนดรู้อาการของอารมณ์ เช่น ลักษณะ ทรวดทรง สี สัณฐาน ฯลฯ  ตลอดจนชื่อเรียก  และสมมติบัญญัติต่างๆ ว่าเขียว ขาว ดำ แดง ดัง เบา ทุ้ม แหลม กังวาน อ้วน ผอม โต๊ะ ปากกา หมู หมา ปลา แมว คน เรา เขาท่าน เป็นต้น  การหมายรู้หรือการกำหนดรู้นี้  อาศัยการจับเผชิญ หรือ การเทียบเคียงระหว่างประสบการณ์ หรือ ความรู้เก่ากับประสบการณ์ หรือความรู้ใหม่ ถ้าประสบการณ์ใหม่ตรงกับประสบการเก่า  เช่น  พบเห็นคนหรือ สิ่งของที่เคยรู้จักแล้ว  ได้ยินเสียงที่เคยได้ยินแล้ว  ดังตัวอย่างนาย ก. รู้จักนายเขียว ต่อมาอีกเดือนหนึ่ง นาย ก. เห็นนายเขียวอีก  และรู้ว่าคนที่เขาเห็นนั้นคือนายเขียว  อย่างนี้เรียกว่า จำได้[13] กล่าวโดยสรุปสัญญา  ก็คือ  กระบวนการเก็บ รวบรวม และสั่งสมข้อมูลของการเรียนรู้ และวัตถุดิบสำหรับความคิดเพราะเป็นคุณสมบัติของวิญญาณ

  ปัญญา (wisdom or understanding)  แปลกันมาว่า ความรอบรู้  เติมเข้าไปอีกว่าความรู้ทั่ว ความรู้ชัด คือรู้ทั่วถึงความจริง หรือรู้ตรงตามความเป็นจริง ท่านขยายความกันออกไปต่างๆ เช่นว่า รู้เหตุรู้ผล รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ควรไม่ควร รู้คุณรู้โทษ รู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รู้เท่าทันสังขาร รู้องค์ประกอบ รู้เหตุปัจจัย รู้ที่ไปที่มา รู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย รู้ตามความเป็นจริง รู้ถ่องแท้ เข้าใจถ่องแท้ รู้เข้าใจสภาวะ รู้คิด รู้พิจารณา รู้วินิจฉัย[14]  กล่าวโดยสรุป ปัญญาก็คือความเข้าใจสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง  เป็นการมองทะลุสภาวะหรือมองทะลุปัญหา

  วิญญาณ (Consciousness) แปลว่า การรู้แจ้งอารมณ์ หรือการรู้อารมณ์ได้หลายทาง เช่นการเห็น การได้ยิน การรู้กลิ่น การรู้รส การรู้สึกสัมผัส และความรู้นึกคิด วิญญาณในความหมายนี้เป็นวิญญาณที่กำลังทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ทางวิถี (ไม่ใช่ ภวังควิญญาณ) เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย  เมื่อไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด เช่น ในที่มืด แม้ลืมตาก็มองไม่เห็น เรียกว่า จักขุวิญญาณไม่เกิด แต่ก็ยังมีความรู้สึกนึกคิดเป็นปกติ การรับรู้แบบวิญญาณนี้เป็นเพียงแค่รู้อารมณ์เฉยๆยังไม่มีการตีความหมายใดๆ

  ความแตกต่างระหว่างความรู้ระดับวิญญาณและสัญญา คือ วิญญาณเป็นความรู้ระดับการรับรู้  ส่วนขั้นที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เป็นขั้นสัญญา แต่ความรู้ทั้งสองระดับก็มีความต่อเนื่องกันมากเช่น ผู้หญิงเดินมา เมื่อเห็นเป็นวิญญาณ เมื่อรู้ว่าเป็นผู้หญิงรูปร่าง หน้าตาอย่างไร ใส่เสื้ออะไรเป็นต้น เป็นขั้นแยกแยะให้เห็นความแตกต่าง เรียกว่า เป็นสัญญา[15]

  เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัญญากับสัญญา  ปัญญาช่วยเสริมสัญญาและวิญญาณช่วยขยายขอบเขตของวิญญาณให้กว้างขวางออกไปและลึกซึ้งยิ่งขึ้น  สองทางให้สัญญามีสิ่งกำหนดหมายรวมเก็บได้มากขึ้นเพราะเมื่อเข้าใจเพียงใด  รู้รับรู้และกำหนดหมายในวิสัยแห่งความเข้าใจเพียงนั้น  เหมือนคิดโจทย์เลขคณิตข้อหนึ่ง  เมื่อยังคิดไม่ออก ก็ไม่มีอะไรให้รับรู้และกำหนดหมายต่อไปได้ ต่อเมื่อเข้าใจ คิดแก้ปัญหาได้แล้ว ก็มีเรื่องให้รับรู้และกำหนดหมายต่อไปอีก

  ปัญญา ตรงข้ามกับโมหะ แปลว่า ความหลง  ความไม่รู้ ความเข้าใจผิด สัญญาและวิญญาณหาตรงข้ามกับโมหะไม่  อาจกลายเป็นเหยื่อของโมหะไปด้วยซ้ำ เพราะเมื่อหลง  เข้าใจผิดไปอย่างใดก็รับรู้และกำหนดหมายเอาไว้ผิดๆ อย่างนั้น  ปัญญาช่วยแก้ไขให้วิญญาณและสัญญาเดิน ถูกทางสัญญา และ วิญญาณ  อาศัยอารมณ์ที่ปรากฏอยู่จึงทำงานไปได้ สร้างภาพเห็นภาพขึ้นไปจากอารมณ์นั้น  แต่ปัญญาเป็นฝ่ายจำนงต่ออารมณ์  ริเริ่มกระทำต่ออารมณ์ (เพราะอยู่ในหมวดสังขาร) เชื่อมโยงอารมณ์นั้น กับอารมณ์นี้ กับอารมณ์โน้นบ้าง พิเคราะห์ส่วนนั้นกับส่วนนี้กับส่วนโน้นของอารมณ์บ้าง เอาสัญญาอย่างโน้นอย่างนี้มาเชื่อมโยงกันพิเคราะห์ออกไปบ้าง

มองเห็นเหตุเห็นผล เห็นความสัมพันธ์ ตลอดถึงว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร หาเรื่องมาให้วิญญาณละสัญญารับรู้และกำหนดหมายเอาไว้อีก[16]

พระสารีบุตร  เคยตอบคำถามเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างวิญญาณกับปัญญาว่า คนมี ปัญญา  รู้ว่านี้ทุกข์  นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์  ส่วนวิญญาณ เป็น สภาวะรู้แจ้ง  คือ  รู้แบบแยกแยะว่าเป็นสุข รู้ว่าเป็นทุกข์ รู้ว่าไม่เป็นสุขไม่ใช่ทุกข์ แต่ทั้งปัญญาและวิญญาณนั้นก็เป็นองค์ธรรมที่ปนเคล้า หรือระคนกันอยู่ ไม่สามารถแยกแยะบัญญัติข้อแตกต่างกันได้ เพราะปัญญารู้ชัดสิ่งใด วิญญาณก็รู้แจ้งสิ่งนั้น  วิญญาณรู้แจ้งสิ่งใด  ปัญญาก็รู้ชัดสิ่งนั้น[17] ความรู้แจ้งหรือปัญญาญาณนี้เกิดจากความรู้ภายในโดยวิปัสสนาญาณ  อย่างไรก็ตาม  ความแตกต่างระหว่างปัญญาและวิญญาณ ก็คือปัญญาเป็นภาเวตัพธรรม  คือ เป็นสิ่งที่ฝึกอบรมทำให้เจริญขึ้น ให้เพิ่มพูนแก่กล้าขึ้น  ส่วนวิญญาณเป็นปริญไญยธรรม  คือ เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้หรือทำความรู้จักให้เข้าใจรู้เท่าทันสภาวะและลักษณะของมันตามความเป็นจริง[18]

  อนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างวิญญาณกับปัญญานั้น  มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด สมดังคำที่พระนาคเสน 

  ตอบพระเจ้ามิลินท์ที่ว่า วิญญาณ  ได้แก่  ความรู้แจ้ง ในเมื่อตาเห็นรูป เป็นต้น ปัญญา ได้แก่ความรอบรู้ ซึ่งเกิดแต่การได้พิจารณา  รูป  เสียง  กลิ่น รส  ที่วิญญาณได้รับรู้ไว้นั้นว่ามีเหตุผล อย่างไร[19]

  ในคัมภีร์รุ่นหลัง เช่น วิสุทธิมรรค[20] เป็นต้น  อธิบายความแตกต่างระหว่างสัญญาวิญญาณและปัญญาไว้ว่า สัญญาเพียงรู้จักอารมณ์ว่า เขียว  เหลือง  แดง เป็นต้น กล่าวคือ รู้อาการของอารมณ์ ไม่อาจให้เข้าถึงความเข้าใจลักษณะ คือ  อนิจจัง  ทุกขัง อนัตตาได้  วิญญาณรู้อารมณ์ว่าเขียว เหลือง แดง เป็นต้น ได้ด้วย ทำให้ถึงความเข้าใจลักษณะว่า  อนิจจัง  ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วย คือ เข้าใจตามที่ปัญญาบอก  แต่ไม่อาจส่งให้ถึงความบ่รากฎแห่งมรรค  คือ  ให้ตรัสรู้อริยสัจไม่ได้ ส่วนปัญญารู้ทั้งอารมณ์  ทั้งให้ถึงความเข้าใจลักษณะ และทั้งส่งให้ถึงความปรากฏขึ้นแห่งมรรค อุปมาเหมือนคน  ๓ คน  มองดูเหรียญกษาบ่ณ์  สัญญาเปรียบเหมือนเด็กยังไม่รู้เดียงสามองดูเหรียญแล้วรู้แต่รูปร่าง ยาว สั้น เหลี่ยม กลม สี และลวดลายแปลก ๆ สวยงามของเหรียญนั้น แต่ไม่รู้ว่าเป็นของที่เขาตกลงกันใช้เป็นสื่อการแลกเปลี่ยนซื้อขาย  วิญญาณเปรียบเสมือนชาวบ้านเห็นเหรียญแล้วรู้ทั้งรูปร่าง  ลวดลายและรู้ว่าใช้เป็นสื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ แต่ไม่รู้ซึ้งลงไปว่า เหรียญนี้แท้ เหรียญนี้ปลอม  มีโลหะอะไรผสมกี่ส่วน ปัญญาเปรียบเสมือนเหรัญญิกซึ่งรู้ทุกแง่ที่กล่าวมาแล้ว  และรู้ชำนาญจนกระทั่งว่า จะมองดูก็รู้ ฟังเสียงเคาะก็รู้ ดมชิม หรือเอามือชั่งดูก็รู้ รู้ตลอดไปถึงว่า เหรียญ  นี้ทำที่นั้น ๆ ผู้ชำนาญคนนั้นๆ ทำ อนึ่ง ปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไป  บางทีก็มีแต่สัญญาและวิญญาณหาได้มีปัญญาด้วยไม่ แต่เมื่อใดที่มีปัญญาเกิดร่วมด้วยกันกับสัญญาและวิญญาณ  คราวนั้นก็จากที่จะแยกให้เห็นความแตกต่างจากกันและกันตามเหตุผลที่กล่าวข้างต้นนั้น  แสดงให้เห็นว่า  สัญญา  วิญญาณ  และปัญญานั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ไม่สามารถจะแยกแยะออกจากกันได้  เพราะสัญญาและปัญญาเป็นเจตสิกหรือเป็นคุณสมบัติของวิญญาณเกิดดับพร้อมกันกับวิญญาณ  แต่ทั้งสัญญา  วิญญาณ  และปัญญามีความต่างกันในหน้าที่การทำงาน



[1] วินัย  อ.ศิวะกุล  พุทธวิทยาศาสตร์ประยุกต์  เพื่อความสุขขั้นสูงสุดของชีวิต  คู่มือการศึกษาพระอภิธรรม

ประยุกต์,พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ สุทธิสารการพิมพ์ ,๒๕๒๙), หน้า  ๑๗๕-๒๑๘

[2] แก้วชาย ธรรมชัย,ปัญหาพระเจ้ามิลินทร์, หน้า ๔๓.

[3] ขันธ์ ๕ เป็นข้อธรรมที่ปรากฎใน ที.ปา.๑๑/๓๐๕/๒๖๘.,๒๑๒/๓๐๓. สํ.นิ. ๑๖/๑๖/๒๔.; สํ.สฬา. ๑๘/๒๗๐/๓๐๓.

[4] ดูรายละเอียดใน พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ, ปรมัตถติกะ ปริเฉทที่๑-๒-๖จิต เจตสิก รูป นิพพาน,(กรุงเทพฯ:๒๕๓๖),หน้า ๗๕; บุญมี เมธางกูร,ชีวิตภายหลังความตาย,(กรุงเทพฯ:สุทธิสารการพิมพ์,๒๕๓๒),หน้า ๑๓๘-๑๔๖.

[5] พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺ โต). พุทธธรรม, หน้า ๓๐.

[6] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๐.

[7] พุทธโฆษาจารย์,วิสุทธิมรรค เล่ม ๓, แปลโดย พระเมธีกิตโยดม (พิณ กิตตฺปาโล) และ ธนิต อยู่โพธิ์. หน้า ๓๙.

[8] พระพุทธโฆษาจารย์,  วิสุทธิมรรคภาค 3  ตอนจบ, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2541), หน้า 19

[9] พระพุทธโฆษาจารย์,  วิสุทธิมรรคภาค 3  ตอน 1, หน้า 19

[10] ดูรายละเอียดในพระพุทธโฆษาจารย์,  พระธัมมปทัฏฐกถา  แปล  ภาค 2 , (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ็มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2537), หน้า 222-227.

[11] อภิ.สงฺ. (ไทย) 34/73/40.

[12] สมเด็จพระสังฆราชเมธังกร, โลกทีปกสาร, แปลโดย แย้ม  ประพัฒน์ทอง,(กรุงเทพฯ : ห้างหุ่นส่วนสามัญนิติบุคคล 

สหประชาพาณิชย์,2529) ,หน้า 4.

[13] พระธรรมปิฎก  (ประยุทธ์ ปยุตโต) พุทธธรรม, หน้า 17.

[14] เรื่องเดียวกัน, หน้า 21.

[15] พระเมธีธรรมาภรณ์(ประยูร  ธมฺมจิตฺโต) และเสถียรพงษ์ วรรณปก,  มณีแห่งปัญญา,  พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2536), หน้า 80

[16] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หน้า 23.

[17] วไลพร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม, จิตวิทาพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพฯ : ศูนย์การพิมพ์กรุงเทพ), หน้า ๑๓๓.

[18] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หน้า ๒๔.

[19] แก้วชาย ธรรมาชัย, ปัญหาพระเจ้ามิลินท์, หน้า ๙๔.

[20] พระพุทธโฆษาจารย์, วิสุทธิมรรค ภาค ๓ ,พิมพ์ครั้งที่ ๒ ,(กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย,๒๕๘๒), หน้า ๑.

 

อิทธิพลของรูปต่อนามและนามต่อรูป

๑.  อิทธิพลของรูปต่อนาม

ในชีวิตประจำวันของคนทั้งหลายต้องประสพกับปัญหาทุกข์มากมายต่าง ๆ กัน เช่น การเจ็บป่วย, ไม่มีกิน ไม่มีใช้, การพลัดพรากจากของรักหรือสิ่งอันเป็นที่รัก การประสพกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ไม่ชอบใจ การยึดมั่นถือมั่นในรูปนาม หรือขันธ์ ๕  เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งกายและใจคนจึงแสวงหาความสงบ สันติ ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา

  ทานและศีลเป็นกุศลที่นำไปเกิดในสุคติภูมิ  เป็นมนุษย์และเทวดาอุดมสมบูรณ์ด้วยความสุข มีโภคทรัพย์เกิดขึ้นแต่ก็ยังคงข้องติดอยู่ในสังสารวัฏฏ์  เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบสิ้นตลอดเวลาที่ยังมีการเกิด ตาย ว่ายเวียนอยู่ ย่อมต้องประสบกับความทุกข์อยู่จะพบกับความสุขได้  ไม่ว่าจะเกิดอยู่ในภพภูมิใด แม้ในสวรรค์ชั้นพรหมก็ยังต้องประสบกับทุกข์อยู่จะพบกับความสุข อันแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อได้พ้นออกไปจากทุกข์แล้ว พระองค์จึงได้ ทรงสอนการเจริญภาวนา  ให้ประพฤติปฏิบัติเป็นหนทางนำไปสู่การพ้นทุกข์ การเจริญภาวนานั้น  ได้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท  เรียกว่า สมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

  สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน มีความหมายแตกต่างกัน  แต่โดยมามักเข้าใจผิดนำมาใช้ปะปนกันอยู่เสมอ เช่น บางคราวก็กล่าวรวมกันไปว่า สมถะวิปัสสนาบางคราวก็ใช้เพียงว่าวิปัสสนา  ความหมายที่ใช้สมถะและวิปัสสนานั้น ก็มักมุ่งไปในทำนองทำฤทธิ์เดช หรือมองเห็นเหตุการณ์ทำนายทายทักต่าง  ๆ  ได้คล้ายมีอำนาจพิเศษเกิดขึ้นที่จิตใจ ถือว่าเป็นคุณวิเศษอย่างหนึ่ง และมักเข้าใจเลยไปถึงกับว่าเป็นลักษณะของคุณธรรมชั้นหนึ่งที่จะดำเนินไปถึงพระนิพพาน  เป็นเหตุให้หลงเข้าใจผิดในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ สมถะและวิปัสสนาที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนนั้น  ถ้าพิจารณาตามสายตาอย่างธรรมดาแล้วจะเห็นว่า  มิใช่พิธีกรรมที่ทำให้เกิดฤทธิ์อำนาจอย่างใด

  สมถะ คือ การกระทำจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวมุ่งไปทางความสงบระงับจากนิวรณ์ ส่วนวิปัสสนาก็คือการตามดูปรากฏการณ์ธรรมชาติเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นสภาวะความจริง มุ่งหมายความรู้หรือ

บทที่ ๒

นิพพานกับชีวิตประจำวัน

. จิตว่างกับจิตไม่ว่าง

  .. ความหมายและคำไวพจน์ของนิพพาน

  ความหมายของนิพพาน

  หลักคำสอนในพุทธศาสนาที่นับว่าสำคัญที่สุดคือนิพพาน นิพพานเป็นภาวะแห่งปรมัตถธรรมที่สูงสุดและเป็นอุดมคติแห่งชีวิตของพุทธศาสนิกชน คำสอนต่าง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสแสดงเป็นไปเพื่อการบรรลุนิพพานทั้งสิ้น เพื่อความเข้าใจความหมายของนิพพานจะได้นำเสนอข้อความตามหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฎก อรรถกถาและตามตำราเล่มอื่น  ๆ พอสังเขป  ดังต่อไปนี้

  คำว่า “นิพพาน” เป็นภาษาบาลีมาจาก นิ อุปสรรค  (แปลว่า พ้นไป หมดไป เลิก ไม่มี) วาน (แปลว่า พัดไป เป็นไป เครื่องรึงรัด)  หากใช้เป็นกิริยาของไฟ หรืออาการของไฟ แปลว่า  ดับไฟ ดับร้อน เย็นลง หากใช้เป็นกิริยาของจิตหมายถึงความเย็นใจ ไม่มีความกระวนกระวาย ไร้เครื่องเสียดแทง[12]

  ในภาษาสันสกฤตใช้คำว่า  “นิรวาน”  ซึ่งมาจากคำว่า นิร+วาน คำแรกมีความหมายเชิงปฏิเสธ ส่วนคำหลังเป็นชื่อของกิเลส ดังนั้น คำว่า “นิรวาน” จึงหมายถึงการดับกิเลส

  ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าทรงให้ความหมายของนิพพานไว้ว่า  “ภิกษุทั้งหลายภาวะอันไม่เกิด ไม่เป็น อันปัจจัยไม่ทำ ไม่ปรุงแต่ง มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย หากภาวะอันไม่เกิดไม่เป็นอันปัจจัยไม่ทำ ไม่ปรุงแต่ง จักไม่มีเลยการสลัดภาวะที่เกิด ที่เป็น อันปัจจัยทำ  ปรุงแต่ง จะไม่พึงปรากฏในโลกนี้เลย[13]

  พุทธทาสภิกขุ  ให้ความหมายว่า “นิพพาน คือ ตัคโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งความร้อนได้จริง”[14]

  พระนาคเสนเถระ  ให้ความหมายว่า “นิพพาน เป็นอนุปาทนียะ คือไม่เป็นที่ตั้งแห่งอุปทาน(ความยึดมั่น)”[15]

  ส่วนในคัมภีร์ปรมัตถทีปนี ให้ความหมายว่า “นิพพานนั้นเป็นที่ดับความเร่าร้อนที่เกิดจากวัฎทุกข์ทั้งหมด”[16]  พุทธพจน์บทหนึ่ง ให้ความหมายว่า “ดูกรราธะ ความสิ้นไปแห่งความอยากคือ นิพพาน”[17]พุทธพยต์บทนี้มุ่งแสดงความสิ้นไปแห่งความอยากคือตัณหาภายในใจว่าเป็นภาวะของนิพพาน

  เกี่ยวกับความหมายนิพพานนั้น ท่านแสดงไว้ ๔ นัย[18]คือ :

๑.  นัยปฏิเสธ เช่น นิพพานคือความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ , คือความสิ้นตัณหา , คือจุดจบแห่งทุกข์ , คือความไม่ตาย เป็นต้น 

๒.  นัยอุปมา  เช่น  นิพพานเป็นเหมือนภูมิภาคอันราบเรียบ น่ารื่นรมย์ , เหมือนไฟดับเพราะเชื้อเพลิงหมด เป็นต้น

๓.  นัยไวพจน์ เช่น คำว่า สงบ. ปณีต. บริสุทธิ์, เกษม, อุดม เป็นต้น

๔.  นัยบรรยายภาวะโดยตรง ดังพุทธพจน์ว่า “ภาวะที่พึงรู้ได้ มองไม่เห็นด้วยตา ไม่มีที่สิ้นสุด เข้าถึงได้ทุกด้าน ตรงนี้ อาโป ปฐวี เตโช และวาโย  ตั้งอยู่ไม่ได้ ตรงนี้ ยาว สั้น ละเอียด หยาบ งาม ไม่งาม ก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ตรงนี้ นามรูปดับสนิท ตรงนี้ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ[19] 

ในนัยนี้นั้น พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ให้ทัศนะว่า “แบบนี้มีน้อยแห่ง แต่เป็นที่สนใจของนักศึกษานักค้นคว้ามาก  โดยเฉพาะผู้ถือพุทธธรรมอย่างเป็นปรัชญาและมีการตีความกันไปต่าง ๆ ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันได้มาก[20]

การจำแนกนิพพานทั้ง ๔ นัยนี้ยึดตามหนังสือพระพุทธรรมเป็นแบบ  ส่วนในคัมภีร์อรรถกลาสมันตปาสาทิกา  (ภาค๑)  พระอรรถกถาจาร์ยใช้นัยปฏิเสธเป็นไวพจน์ของนิพพาน  เช่น  ความสิ้นไปแห่งตัณหา  (ตัณหักขโย )  ความสิ้นไปแห่งราคะ  (ราคักขโย)  เป็นต้น  ฉะนั้นจึงอาจรวมนัยปฏิเสธและนัยไวพจน์เข้าด้วยกัน

  การดับแห่งขันธ์นี้  ๕  ของพระอรหันต์  เปรียบเหมือนการดับของไฟที่หมดเชื้อ  จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าเกิดหรือไม่เกิด  มีหรือไม่มี  หากแต่เป็นเพียงความเป็นไปตามธรรมชาติแห่งปรมัตถธรรมเท่านั้น  หากมีคำถามว่า  นิพพานสูญ  กระนั้นหรือ ?  กรณีนี้  วัชระ  งามจิตรเจริญ  ให้คำตอบว่าเราจะเรียกนิพพานเป็นความสูญก็ไม่ถูก  เพราะไม่มีตัวตน  อะไรขาดสูญ  และการกล่าวว่า  นิพพานคือการขาดสูญของวิญญาญหรือขันธ์  ๕  จะกลายเป็นอุจเฉทวาทไป[21] จะเห็นได้ว่า  นิพพานมิได้อยู่ในฐานะแห่งความขาดสูญ  เพราะเหตุที่ไม่มีความมีตัวตนในนิพพานนั้น

  รวมความว่า นิพพานคือภาวะที่ใจมีอิสรภาพปราศจากเครื่องเศร้าหมองคือกิเลศและนิพพานคือจุดหมายสูงสุดของชีวิตตามหลักคำสอนในพุทธศาสนา

  ความคำไวพจน์ของนิพพาน

  แสดงนิพพาน  ๔๖  ชื่อ  คือ

  โมกฺโข  นิพพาน,โมกขธรรรม,นิพพานเป็นที่หลุดพ้นจึงชื่อโมกขะ ,นิพพานเป็นเครื่องหลุดพ้นจากราคะเป็นต้น จึงชื่อว่าโมกขะ  ผู้พ้นจากความเป็นผู้ต่ำและปานกลาง ชื่อว่าโมกขะ(ผู้หลุดพ้น) ทางไปสู่ความสงบ พระนิพพาน ทางอันประกอบด้วยสุขอันยิ่งมีอยู่  ด้วยการกล่าวคำสัจนี้  ขอทางดำเนินไปสู่พระนิพพาน  จงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า ภิกษุครั้นบวชแล้วควรแสวงหาโมกขธรรม

สักอย่างหนึ่ง,สัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหาโมกขธรรมย่อมมีอยู่

  นิโรโธ  นิพพาน, นิโรธธรรม, นิพพานเป็นที่ดับราคะเป็นต้น  จึงชื่อว่านิโรธะ,  นิพพานเป็นที่ปราศจากกิเลศ  จึงชื่อว่านิโรธะ  ความสิ้นไปแห่งตัณหา  ความปราศจากราคะ  ท่านเรียกว่า

  วัชระ  งามจิตรเจริญ ,  “ พัฒนาการของมโนทัศน์เรื่องอนัตตาในพุทธปรัชญาเถรวาท, พุทธศาสน์ศึกษา,ปีที่  ๖  ฉบับที่  ๒  (พฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๔๒)  :  ๓๒-๖๑.

  พระโมคคัลลานมหาเถระ , คัมภีร์อภิธานนัปปทีปิกาแปล  ฉบับนักศึกษา  คาถาที่ ๖-๗ แปลโดย พระมหาสมปอง มุทิโต  และชมรมนิรุตติศึกษา,  ( กรุงเทพฯ : พิมพ์ที่ชมรมนิรุตติศึกษา )  หน้า ๑-๙.

  อภิธาน.ฏีกา.  (บาลี )  ๑ / ๖ /  ๑๔.

  อภิธานวรรณนา.  (ไทย )  ๑ /๖ / ๑๙-๒๐.

  ขุ.อป.  (บาลี )  ๑๔ / ๑๘๘ / ๑๑๖.

  อภิธาน. ฏีกา. ( บาลี )  ๑ / ๖ /๑๔ . 

นิโรธะ[11]  อานนท์  รูปแลไม่เที่ยงถูกปัจจัยปรุงแต่ง  เกิดเพราะอาศัยเหตุปัจจัย  เป็นธรรมที่ต้องเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมอันปราศจากราคะ  เป็นธรรมดับราคะเป็นต้น  ท่านเรียกว่านิโรธะ[12]

  นิพฺพานํ  นิพพาน,ที่ที่พ้นจากตัณหาชื่อว่าวานะ ,  เพราะการพ้นจากตัณหาชื่อว่าวานะแล้วดับสนิท  หรือธรรมเครื่องดับไฟ  คือราคะเป็นต้น  ชื่อว่านิพพาน[13]  ธรรมอันเป็นเหตุสิ้นไปแห่งกิเลสทั้งปวง[14]  สภาพที่สงบจากสังขารธรรมทั้งปวง  สิ้นตัณหา ปราศจากราคะ  ดับราคะคือพระนิพพาน[15]

  ทีโป พระนิพพานที่สกัดกั้นห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร  ดุจเกาะสกัดกั้นกระแสคลื่นให้สงบไปฉะนั้น,  สถาวะที่สิ่งให้เห็นความปราศจากกิเลศเหมือนแสงประทีปส่องกำจัดความมืด  คือพระนิพพาน[16]

  ตณฺหกฺขโย  นิพพาน, ธรรมที่สิ้นตัณหา,  ชื่อว่าตัณหักขยะเพราะเป็นธรรมอันเป็นเหตุสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย,  ความสิ้นไปแห่งตัณหาชื่อว่าตัณหักขยะ  นิพพานเป็นที่สิ้นตัณหา  จึงชื่อว่าตัณหักขยะ[17]  จริงอยู่ราธะความสิ้นไปแห่งตัณหาคือพระนิพพาน[18]

  ปรํ  นิพพานชื่อว่าประเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อราคะเป็นต้น  หรือเพราะประเสิรฐสุด[19] 

  ตาณํ  นิพพาน,ธรรมเครื่องรักษา,นิพพานรักษาบุคคลจากอบายเป็นต้นจึงชื่อว่าตาณะ[20]

  เลณํ  นิพพาน, ธรรมเครื่องหลีกเร้น,ที่หลีกเร้นจากภัยในสงสาร,  นิพพานเป็นที่หลีก

เร้นจากความกลัวคือ  ภัยในสงสารจึงชื่อว่าเลณะ[21]  นิพฺพานํ  ตาณํ  เลณํ  สรณํ  ปรายนํ  อจฺจุตํ  อมตํ  ศัพท์ทั้งหมดนี้มีความหมายเหมือนกัน

  อรูปํ  นิพพาน,ธรรมที่ไม่มีรูปลักษณ์,  นิพพานไม่มีรูปร่างสัณฐาน  มีความยาวและสั้นเป็นต้น  จึงชื่อว่าอรูปะ[22]

  สนฺตํ นิพพาน,ธรรมเครื่องสงบ, นิพพานชื่อว่าสันตะเพราะทำให้ราคะเป็นต้นสงบลงได้[23]

  สจฺจํ  นิพพาน , นิพพานชื่อว่าสัจจะเพราะเป็นเหตุสิ้นไปแห่งราคะ  เพราะเป็นธรรมไม่[24]ผิดเพี้ยนจากความจริง  หรือเป็นธรรมนับเนื่องในสัจจะ  ๔[25]

  อนาลยํ  นิพพาน  ธรรมที่ปราศจากตัณหา นิพพานเป็นที่ไม่มีอาลัยคือตัณหาชื่อว่าอนาลยะ

  อสงฺขตํ  นิพพาน  อสังขตธรรม  ธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง  นิพพานไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งจึงชื่อว่าอสังขตะ[26]

  สิวํ นิพพาน  นิพพานกระทำความเกษมจึงชื่อว่าสิวะ, หรือพระนิพพานเป็นธรรม  ที่ผู้กลัวสงสารพึงเสพจึงชื่อว่าสิวะ[27]  นิพพานยังบุคคลให้เข้าไปสงบจึงชื่อว่าสิวะ  บรรลุพระนิพพานอันเป็นสันติสุข

  อมตํ  นิพพาน  อมตธรรม นิพพานเป็นที่ที่ไม่มีความตาย  หรือเมื่อบุคคลเข้าถึงนิพพานนี้แล้ว  ไม่มีความตาย  นิพพานจึงชื่อว่าอมตะ[28]  อมตศัพท์  เป็นไปในส่วนแห่งยันต์  อาหารทิพย์  ร่างกายที่ยังเคลื่อนไหว  ไข่แมลงวัน  พระนิพพาน  ทรัพย์  ปูนขาว  มีรูปเป็นอมโต  อมตาบ้าง  แปลว่าเถาบอระเพ็ด  และมะขามป้อม 

( นานตฺถสงฺคห )  อปฺปมาโท  อมตํ  ปทํ  ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย[29]

สุทุทฺทสิ นิพพาน  ธรรมที่ปุถุชนมองไม่เห็น ,เห็นได้ยาก  นิพพานชื่อว่าสุทุททสะเพราะเป็นธรรมที่มองเห็นได้ยาก[30]

ปรายณํ  นิพพาน  นิพพานอันพระอริยเจ้าผู้ประเสิรฐ  พึงเข้าถึงจึงชื่อว่าปรายณะ,ธรรมอื่นจากสงสารที่พระอริยะเจ้าพึงรู้ , หรือเพราะเป็นธรรมที่อยู่ของของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย

สรณํ นิพพาน  นิพพานเครื่องกำจัดกิเลศแต่ละระดับของมรรค  ๔  จึงชื่อว่าสรณะ,

นิพพานชื่อว่าสรณะเพราะ  เป็นธรรมที่อาศัยอยู่  ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย[31]

อนีติกํ  นิพพาน  นิพพานเป็นที่ไม่มีความชั่วร้าย  อันตราย และบ่วงจึงชื่อว่าถนีติกะ

ตัณหาที่นำสัตว์ไปสู่สงสารชื่อว่านีติ  นิพพานชื่อว่าอะนีติกะเพราะไม่มีตัณหาที่ชื่อนีติ[32]  ความดับขันธ์๕  ชื่อว่าอนีติกะและนิพพานะ[33]

อนาสวํ นิพพาน  นิพพานชื่อว่าอนาสวะ  เพราะไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ[34]

ธุวํ  นิพพาน  นิพพานชื่อว่าธุวะเพราะมีความหมายว่ามั่นคง  หรือนิพพานไปสู่มัคคารมณ์จึงชื่อว่าธุวะ[35]

อนิทสฺสนิ  นิพพาน  นิพพานชื่อว่าอนิทัสสนะ  เพราะเป็นสภาพที่มองไม่เห็น  นิพพานเป็นที่ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา  จึงชื่อว่าอนิทัสสนะ[36]

อกตํ นิพพาน  นิพพานชื่อว่าอกตะเพราะเป็นธรรม ที่ปัจจัยทำอะไรไม่ได้[37]  นิพพานไม่ถูกปัจจัยทั้งหลายกระทำ (ปรุงแต่งไม่ได้) จึงชื่อว่าอกตะ[38]

อปโลกิตํ นิพพาน  นิพพานถึงความเป็นธรรมไม่เลือนหาย  เพราะมีอยู่ตลอดกาล,หรือเป็นเครื่องรู้แจ้ง  นิพพานจึงชื่อว่าอปโลกิตะ  ธรรมที่ชาวโลกรู้ชื่อว่าโลกิตะ  ,  นิพพานชื่อว่าอปโลกิตะเพราะไม่เป็นธรรมที่ชาวโลกนั้นรู้ [39]  ไปและรู้แจ้ง,เพราะไม่เสื่อมนิพพานจึงชื่อว่าอปโลกิตะ[40]

นิปุณํ  นิพพาน  นิพพานชื่อว่านิปุณะเพราะละเอียดอ่อน, นิพพานเครื่องชำระกิเลศของมรรค ๔ ให้หมดจดจึงชื่อว่านิปุณะ[41]

อนนตํ นิพพาน. นิพพาน ไม่มีความเสื่อมสลายตลอดกาล จึงชื่อว่า อนันตะ[42]

อกขรํ  นิพพาน. ธรรมที่เสื่อมไปชื่อว่าขระ ได้แก่สังขตธรรม. นิพพานเป็นที่ไม่มีความเสื่อมเหล่านั้น จึงชื่อว่าอักขระ. นิพพานชื่อว่าอักขระเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อสังขตธรรม คือความเสื่อม[43] 

ทุกขกขโย นิพพาน. นิพพานชือว่าทุกขักขยะ เพราะเป็นเหตุสิ้นทุกข์ทั้งปวง[44]

อพยาพชฌํ นิพพาน. ธรรมที่เบียดเบียนว่าพยาพาธะ พยาพาธะนั้นแหละชื่อว่าพยาปาทะ ได้แก่ทุกขสัจ. ความเป็นธรรมที่เบียดเบียนนั้นชื่อว่าพยาพัชฌะ หมายความว่าทุกข์มีการเบียดเบียนเป็นต้น. นิพพานเป็นที่ที่ไม่มีทุกขสัจนั้น จึงชื่อว่า พยาพัชฌะ[45]นิพพานเป็นสุขในโลก[46]

วิวฏฏํ  นิพพาน. นิพพานชื่อว่าวิวัฏฏะ เพราะไม่มีกิเลสวัฏ  กัมมวัฏและวิปากวัฏ[47]

พึงทราบว่านิพพาน เป็นมูลเหตุแห่งโยนิโสมนสิการว่า เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ฯลฯ  การดับทุขขันธ์ทั้งสิ้นนี้มีอยู่อย่างนี้[48]

เขมํ นิพพาน. นิพพานชื่อว่าเขมะเพราะปราศจากภัย. นิพพานเป็นที่สิ้นราคัคคิเป็นต้นจึงชื่อว่าเขมะ[49]ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงปราถนานิพพานอันเกษม[50]

  อาโรคยปรมา ลาภา  นิพพานํ  สุขํ

  อฏฐงคิโก จ มคคานํ  เขมํ  อมตคามินํ

  ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งบรรดาทางอันให้ถึงอมตธรรม  ทางมีองค์แปดเป็นทางอันเกษม[51]

เกวลํ นิพพาน. นิพพานชื่อว่าเกวละ เพราะไม่ประกอบด้วยสังขาร[52]ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคนผู้มีความเพียรเหล่านั้น จะได้บรรลุอมตบทอันไม่มีสังขาร ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง อย่างแน่นอน[53]

อปวคโค นิพพาน. นิพพานที่เว้นจากสังขารชื่อว่าอปวัคคะ[54]

วิราโค  นิพพานที่ปราศจากราคะ[55]นิพพานปราศจากธรรมอันมีกิเลส[56]สภาวะระงับสังขารทั้งปวง สลัดออกซึ่งอุปธิทั้งปวง สิ้นตัณหา คลายกำหนัด ดับ สิ้นตัณหา[57]

ปณีตํ  นิพพาน.  นิพพานถึงความเป็นประธาน[58]พระพุทธเจ้าตรัสแสดงนิพพานว่า “ เอตํ สนตํ เอตํ ปณีตํ [59]

อจจุตํ นิพพาน. นิพพานเมื่อพระอริยเจ้าถึงแล้วไม่มีการเคลื่อน[60]ผู้บรรลุอมตบทอันปราศจากตัณหา ไม่มีเคลื่อนมีอยู่หรือ[61]นิพพานเป็นที่พึ่งพิง เป็นที่หลีกเร้น ที่ระลึก ที่มุ่งหมาย ที่ไม่เคลื่อน ที่ไม่ตาย[62]

  ปทํ นิพพาน. นิพพานชื่อว่าปทะ เพราะพระอริยเจ้าดำเนินไป[63]

  โยคกเขโม  นิพพาน. เป็นเครื่องสิ้นโยคะทั้ง ๔[64]ภิกษุทั้งหลาย  โพธิญาณเราบรรลุเพราะความไม่ประมาท นิพพานอันสิ้นโยคะอย่างยิ่งเราบรรลุเพราะความไม่ประมาท[65]

  ปารํ  นิพพาน.  นิพพานสามารถสงบความเร่าร้อนเพราะทุกข์ในสงสารจึงชื่อว่าปาระ,เพราะท่านกล่าวว่าให้ความเร่าร้อน เพราะทุกข์ในสงสารสงบลงได้, นิพพานไม่เป็นซี่ล้อแห่งสงสารวัฏจึงชื่อว่าปาระ

  มุตฺติ นิพพาน เพราะหลุดพ้นจากกิเลส นิพพานจึงชื่อว่ามุตติ เพราะตนหลุดพ้นจาก สรีระ และอินทรีย์ (ไม่มีตัวตน)[66]ความดับคือปราศจากราคะโดยไม่เหลือ ความสละ เพิกถอน พ้นละ จาตันหานั้น[67]

  สนฺติ นิพพาน นิพพานจึงชื่อว่าสันติ[68]ความสงบชื่อว่าสันติ[69]ผู้ถูกกิเลสกระทบแล้วไม่หวั่นไหวเป็นผู้สงบอย่างยิ่ง นิพพานไม่มีภัยจากที่ไหนเลย[70]

  วิสุทฺธิ นิพพาน นิพพานหมดจดจากมลทินที่มีราคะเป้นต้น จึงชื่อว่าสุทธิ[71]

  วิมุตฺติ นิพพาน พ้นจากสังขารทั้งปวง นิพพานจึงชื่อว่าวิมุตฺติ[72]

  อสงฺขตธาตุ นิพพาน นิพพานคือธาตุที่เป็นเพียงอสังขตะ เพราะไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวิตหรือเพราะทรงไว้ลักษณะอันสงบ จึงชื่อว่าอสังขตธาตุ[73] นิพพานอันไม่มีตัณหา นำมาซึ่งความสุขแน่นอน[74]

  สุทฺธิ นิพพาน นิพพานชำระสัตว์จากมลทินมีราคะเป็นต้น จึงชื่อว่าสุทธิ[75]

  นิพฺพุติ นิพพาน ตัณหาร้อยสัตว์ไว้เพราะไม่ให้ออกจากสงสาร จึงชื่อว่าวุติ นิพพานชื่อว่านิพพุติ เพราะออกจากจากตัณหานั้น[76]

  ในคัมภีร์เนตติ  เววนาหารวิภังค์ ท่านได้แสดงชื่อนิพพานไว้อีกเช่น อชาตํ อถูตํ อนุปทฺวํ อกตํ อโสกํ วิโสกํ อนุปสตฺตํ เป็นต้น

  ในสงฺยุตฺตนิกาย  สฬายตนวคฺค ทุติยอสงฺขตสํยุตฺต[77] ท่านรวบรวมชื่อนิพพานไว้เป็นคาถาว่า

  อลงฺขตํ อนตํ อนาสวํ  สจฺจญฺจ ปารํ นิปุณํ สุทุทสํ

  อช ชฺชรนฺตํ ธุวํ อปโลกิตํ  อนิทสฺสนํ นิปฺปปญฺจสนฺตํ 

    อมตํ ปณีตญฺจ สิวญฺจ เขมํ   ตณฺหกฺขโย อจฺฉริยญฺจ อพภุตํ

  อนีติกํ อนีติกธมฺมํ  นิพฺพานเมตํ สุคเตน เทสิตํ

  อพุยาปชฺโฌ วิราโค จ   สุทฺธิ มุตฺติ อนาลโย

  ทีโปลณญฺจ ตาณญฺจ  สรณญฺจ ปรายนํ



[12] องฺ.ติก. (บาลี) ๒๐/๔๙๗/๒๐๗ : อภิธานวรรณา (ไทย) ๑/๖/๒๐.

[13] ขุ.อ. (บาลี) ๒๕/๗๓/๒๑๓.

[14] พุทธทาสภิกขุ, ปณิธาน ๓ ประการ (กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, ๒๕๓๗), หน้า ๔๙.

[15] พระธรรมมหาวีรานุวัตา, มิลินทปัญหา ฉบับพร้อมอรรถกถา ฏีกา (กรุงเทพฯ: ลูก .ส. ธรรมภักดี. ๒๕๓๐), หน้า ๓๓๗.

[16] วิชิต มณไทวงศ์, อภิธัมมัตถสังคหทีปนี : จิตตปรมัตถ์ (กรุงเทพฯ: ส. พยุงยงค์, ๒๕๐๑), หน้า ๑๔-๑๕.

[17] ราหุล ดับบลิว, พระพุทธเจ้าสอนอะไร, แปลโดย ชูศักด์ ทิพย์เกษร และคณะ (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒), หน้า ๙๒.

[18] พระธรรมปิฏก(ป.อ.ปยุตโต), พุทธธรรม, หน้า ๒๓๒

[19] ที.สี. (ไทย) ๙/๔๙๙/๒๒๐.

[20] พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต), พุทธธรรม, หน้า ๒๓๓.

[11] วิ.หา.อ. ๑ / ๓๘ / ๒๒๗.

[12] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี) ๑๗/๒๑/๒๑.

[13] อภิธานวรรณนา. (ไทย )๑/๖/๒๐

[14] วิ.ม. (บาลี )  ๔/๗/๗.

[15] อภิธาน.ฏีกา . (บาลี)๑/๖/๑๔

[16] สํ.สฬา.อ. (บาลี) ๓/๓๗๗-๔๐๙/๑๗๔.

[17] สํ.ขนฺธวาร. (บาลี) ๑๗/๓๖๗/๒๓๓.

[18] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔

[19] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔

[20] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/ ๖/๑๔

[21] อภิ.ก.(บาลี) ๓๗/๔๔๕/๒๗๐.

[22] อภิธาน.ฏีกา . (บาลี )  ๑/๖/๑๔.อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔.

[23] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔

[24] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔

[25] อภิธาน.ฏีกา .(บาลี) ๑/๗/๑๕.

[26] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี) ๑/๗/๑๕.

[27] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี)  ๑/๗/๑๕

[28] ขุ.อป. (บาลี)  ๓๓/๑๒๓/๑๘๘.

[29] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี)  ๑/๗/๑๕

[30] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี)  ๑/๗/๑๕

[31] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี) ๑/๗/๑๕.

[32] ขุ.ป. (บาลี)  ๓๑/๗๓๕/๖๓๑

[33] อภิธาน.ฏีกา.  (บาลี)  ๑/๗/๑๕

[34] อภิธาน.ฏีกา.  (บาลี) ๑/๗/๑๕

[35] อภิธาน.ฏีกา.  (บาลี) ๑/๗/๑๕

[36] สํ.สฬา.(บาลี) ๑๘/๓๗๙-๔๐๘/๓๒๖.  สํ.สฬา.อ. (บาลี) ๓/๓๗๗-๔๐๙/๑๗๔.

[37] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี) ๑/๗/๑๕

[38] ขุ.ขุ.(บาลี)  ๒๕/๑๖๑/๒๐๘

[39] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๗/๑๕

[40] สํ.สา.อ.(บาลี) ๑๓/๓๖๖/๑๗๔

[41] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี) ๑/๗/๑๕.

[42] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๗/๑๕.

[43] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๗/๑๕

[44] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๘/๑๖

[45] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๘/๑๖

[46] วิ.ม. (บาลี) ๔/๕/๕.

[47] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๘/๑๖

[48] ม.อ.(บาลี) ๗/๑๕/๗๒

[49] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๘/๑๖

[50] ม.มู.(บาลี) ๑๒/๓๙๑/๔๒๑

[51] ม.ม. (บาลี) ๑๓/๒๘๖/๒๘๑

[52] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๘/๑๖

[53] ขุ.เปต. (บาลี) ๒๖/๑๑๗/๒๑๘

[54] อภิธาน.ฏีกา (บาลี) ๑/๘/๑๖. อปวัคคะ – ธรรมที่เว้นจากสังขารปรุงแต่ง เช่น นิพพานที่เว้นจากสังขารชื่อว่า อปวัคคะ, การกล่าวถือเอาเหตุว่านิพพานที่เว้นจากการบำรุงอินทรีย์ให้เอิบอิ่มและความสุขเกิดจากการเห็นหน้าบุตรชื่อว่า กามสุขัลลิกานุโยค , การถือเอาว่านิพพานเป็นธรรมเครื่องหลุดพ้น ชื่อว่า อปวัคคะ

[55] อภิธาน.ฏีกา (บาลี) ๑/๘/๑๖.

[56] ม.มู.

 

  ประเภทและความสำคัญของนิพพาน

  ประเภทของนิพพาน

  ตามหลักฐานให้คัมภีร์ทางพุทธศาสนา ท่านจำแนกนิพพานเป็น ๓ ประเภท ได้แก่นิพพานมี ๑ คือ พระนิพพานเมื่อว่าโดยสภาวะลักขณะแล้ว มีอย่างเดียวคือ “สันติลักขณะ”หมายถึงสงบจากกิเลสและขันธ์ทั้งหลาย

  นิพพานมี ๒ คือ ๑.สอุปาทิเลสนิพพาน  ๒. อนุปาทิเลสนิพพาน

  ๑. สอุปาทิเลสนิพพาน  คือ ภาวะที่อริยบุคคล บรรลุความเป็นพระอรหันต์ด้วยการดับกิเลสคือ โลภะ โทสะ และโมหะ อย่างเด็ดขาด พระอรหันต์ประเภทนี้เบญจขันธ์ยังดำรงอยู่และเป็นไปตามปกติ จึงต้องประสบกับอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ แต่ความยินดีและความยินร้ายหาเกิดขึ้นแก่ท่านไม่ มีพุทธพจน์รับรองว่า

  ภิกษุทั้งหลาย สอุปาทิเลสนิพพานธาตุเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันต์ผู้ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ วิบากและกัมมชรูปนี้แหละ  จึงได้ชื่อว่าอุปาทิเสส 

เมื่อว่าโดยบุคคลาธิษฐานแล้ว  ก็ได้แก่ร่างกายของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง

๒.  อนุปาทิเสสนิพพาน  คือ  ภาวะที่พระอริยบุคคลดับกิเลสและขันธ์  ๕  (วิบากและกัมมชรูป)ดับโดยไม่เหลือ  เป็นภาวะหลุดพ้นโดยปลอดภัยจากวัฎฎสังสารอย่างสิ้นเชิง  มีพุทธพจน์รับรองว่า ภิกษุทั้งหลาย อนุปาทิเสสนิพพานเป็นไฉน  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เป็นพระอรหันต์ผู้ขีณาสพ  อยู่จบพรหมจรรย์  ทำกิจที่ควรทำแล้ว  ปลงภาระลงได้แล้ว  บรรลุประโยชน์ตนแล้ว  สิ้นสังโยชน์ในภพแล้ว  เพราะรู้โดยชอบ  เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้นเป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้วจักดับเย็นภิกษุทั้งหลายนี้เราเรียกว่าอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ[1]

อนุปาทิเสสนิพพาน  จะเรียกว่าสัมปรายิกนิพพานก็ได้  เพราะพระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อปรินิพพานแล้ว  จึงเข้าถึงพระนิพพานนั้น

อุปาทิ  ศัพท์นี้มีความหมาย ๒ อย่าง  คือ หมายถึงเบญจขันธ์ก็ได้ หมายถึงกิเลสก็ได้[2] 

นิพพานมี ๓ คือ

๑.  สุญญตนิพพาน 

๒.  อนิมิตตนิพพาน

๓.  อัปปณิหิตนิพพาน

ในคัมภีร์อรรถกถาอภิธัมมัตถสังคหะ  เรียกการจำแนกอย่างนี้ว่า  เป็นการจำแนกตามปริยายแห่งเหตุ  และแสดงวิธีแบ่งอีกอย่างหนึ่งตามประเภทแห่งอาการบรรลุ  จึงเป็นนิพพาน  ๓  ประเภท[3]  โดยใช้คำว่า  วิโมกข์  ( ความหลุดพ้น )  เป็นไวพจน์ของนิพพานคือ

๑.  สุญญตวิโมกข์  คือ  ความหลุดพ้นด้วยการพิจารณาเห็นความว่างในนามรูป  โดยความเป็นอนัตตา  คือ  ว่างจากสัตว์  บุคล  ตัวตน เรา  เขา  หมายความว่า  ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น  สูญสิ้นจากกิเลสและขันธ์  ๕  ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว

๒.  อนิมิตตวิโมกข์  คือ  ความหลุดพ้นด้วยการพิจารณาความไม่มีนิมิตในนามรูป  โดยความเป็นอนิจจัง  คือ  ไม่ถือนิมิตในสัตว์  บุคคล  ตัวตน  เรา  เขา  หมายความว่า  ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น  ไม่มีนิมิตเครื่องหมาย  รูปร่างสัณฐาน  สีสรรวรรณะอย่างใดเลย

๓.  อัปปหิณิหิตวิโมกข์  คือ  ความหลุดพ้นด้วยการพิจารณาไม่ตั้งความปรารถนาในนามรูป  โดยความเป็นทุกขตา  คือ  พิจารณาเห็นความเป็นไปตามธรรมชาติแห่งสังขตธรรม  หมายความว่า  ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น  ไม่มีอารมณ์ที่น่าปรารถด้วยโลภะ  และไม่มีตัณหาที่เป็นตัวต้องการอยู่ในนิพพานนั้น  และนิพพานนั้นไม่ได้เกิดอยู่ภายในบุคคล  เป็นธรรมะภายนอกโดยส่วนเดียว  ผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์จะมีนิพพานเป็นอารมณ์

บางแห่งท่านจำแนกนิพพานออกอีกเป็น ๓ ประเภท[4]  คือ

๑.  สันทิฎฐิกนิพพาน  คือ  นิพพานที่เห็นได้เอง

๒.  ตทังคนิพพาน  คือ  นิพพานที่ดับกิเลสด้วยองค์ธรรมนั้นๆ

๓.  ทิฎฐธัมมนิพพาน คือ นิพพานในชาติปัจจุบันได้แก่สอุปาทิเสสนิพพาน

ความสำคัญของนิพพาน

ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ในโลกนี้  ความเกิดและความตายในคนหนึ่งๆ ที่ผ่านมาแล้วนั้นมากมาย  จนไม่สามารถจะคำนวณได้ว่า  เคยเกิดเคยตายมาแล้วเท่าไร  และต่อไปข้างหน้าความเกิดความตาย ก็จะมีต่อไปเรื่อยๆ  กำหนดไม่ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอาศัยตัณหา  คือความพอใจ  ติดใจ  ต้องการในอารมณ์ต่างๆ นั้นเอง  เป็นผู้เกี่ยวสัตว์ไว้ไม่ให้หลุดพ้น  จากความเกิดความตายไปได้  เหมือนหนึ่งช่างเย็บผ้า  ที่เอาผ้าหลายๆ ชิ้นมาเย็บให้ติดต่อกันฉันใด  ตัณหาก็เปรียบได้เหมือนช่างเย็บผ้า  คือเกี่ยวสัตว์ในภพเก่าให้ติดต่อกันกับภพใหม่เรื่อย ๆไป  ด้วยเหตุนี้แหละตัณหาจึงได้ชื้อว่า “วาน”

สำหรับพระนิพพานนั้น  เป็นธรรมชาติที่พ้นจากตัณหาไปแล้ว  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  นิวาน  คำว่า  วาน  เป็นชื่อของธรรมชาติที่ไม่ดี  แต่เมื่อมีคำว่า  นิ  ประกอบอยู่ข้างหน้าแล้วก็กลายเป็นชื่อของธรรมที่ดีที่สุดไป  เช่นเดียวกับผู้ที่ได้ชื่อว่า  พระขีณาสพ  คำว่า  ขีณาสพ  เมื่อแยกออกแล้วได้  ๒  บท  คือ  ขีณ  +  อาสว,  ขีณ  =  หมด  อาสว  =  ธรรมที่ไหลไปได้ใน ๓๑  ภูมิ  ได้แก่  โลภะ  ทิฎฐิ  โมหะ  ชื่ออาสวะเป็นชื่อที่ไม่ดี  แต่เมื่อเอาคำว่า  ขีณะ  เติมลงข้างหน้าแล้ว  กลายเป็นสิ่งที่ดีไป  ว่าโดยบุคคล  ได้แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย  มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น  ดังนี้[5]

ผู้ที่ไม่เข้าใจในสภาวะความเป็นอยู่ของพระนิพพานดีพอ  เมื่อได้ยินว่าพระนิพพานนั้นไม่มีความทุกข์กาย  ทุกข์ใจแต่ประการใด  มีแต่ความสุขล้วน ๆ เพราะเป็นธรรมที่พ้นจากโลก  เช่น  นี้แล้วก็เกิดความอยากได้พระนิพพาน  เพราะต้องการความสุขกายสุขใจ  ที่ไม่เกี่ยวกับโลก  และไม่ต้องการความเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  แต่คิดไม่ถึงว่า  สภาพความไม่เกิดของพระนิพพานนั้น  คืออะไร  ( ธรรมดาความสุขกาย  ความสุขใจจะเกิดขึ้นได้  โดยไม่เกี่ยวกับการเกิดเป็นมนุษย์  เทวดา  พรหม  ที่อยู่ในโลกนั้นไม่มี )  ฉะนั้นความปรารถนาของพระนิพพานของบุคคลจำพวกนี้  จัดเป็น “วิภวตัณหา”

จิตว่างกับจิตไม่ว่า (จากกิเลส)

นิพพานในชีวิตประจำวัน

ความเข้าใจเรื่องนิพพานอย่างถูกต้องนั้น  นับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน  เพราะว่าคนไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  ดังนั้นการศึกษาหลักคำสอนในพุทธศาสนาจนเข้าใจอย่างถูกต้องและนำมาปฏิบัติในการดำเนินชีวิตตามความเหมาะสมกับสถานภาพของตนเองจนวิถีชีวิตดำเนินไปได้ด้วยดี  มีความสุข  และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดนรวมจึงจะนับว่าเป็นชาวพุทธโดยสมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าคนไทยจะนับถือพุทธศาสนาป็นส่วนใหญ่ก็ตาม  แต่คนไทยเหล่านั้นโดยภาพรวมยังคงเป็นปุถุชนและขาดความเข้าใจหลักศาสนาธรรมอย่างเพียงพอเพื่อนำมาปฏิบัติจนสามารถบรรลุอรรถประโยชน์จากการปฏิบัติธรรมได้โดยดี  ความจริง  วิถีชีวิตของปุถุชนหรือผู้ยังมีกิเลสภายในใจจำนวนมากนั้น  ยังคงเป็นไปภายใต้กรอบกระแสแห่งกิเลสอยู่ตลอดเวลาพฤติกรรมต่างๆตามที่ปรากฏนั้นถูกบงการและควบคุมจากกิเลสภายในใจอีกชั้นหนึ่ง  ดังนั้น  กิเลสจึงมีอำนาจเหนือจิตใจและเป็นแกนกลางหรือฐานรองรับพฤติกรรมต่างๆของปุถุชนในขณะเดียวกัน

แม้ว่านิพพานจะอยู่ในฐานะหลักธรรมขั้นสูงสุดในพุทธศาสนา  โดยที่ภาวะของปุถุชนนั้นยังอยู่ไกลต่อการบรรลุนิพพานได้โดยตรงด้วยประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสในชีวิตปัจจุบันก็ตาม  แต่หลักการของนิพพานนั้นคงเป็นประโยชน์ต่อวิถีชีวิตของปุถุชนโดยอ้อมในอันหล่อเลี้ยงสภาพจิตใจ  คือช่วยลดระดับกระแสความรุ่มร้อนและรุนแรง  ความสับสน  ความตรึงเครียดทางอารมณ์ ฯลฯ  ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องประสบในการดำเนินชีวิตประจำวัน  ให้อยู่ในระดับเป็นปกติ  อันจะเป็นผลให้การดำเนินชีวิตเป็นไปได้ด้วยดีและมีความสุข  ดังนั้น  การทำความเข้าใจบทบาทของกิเลสและนิพพาน  จึงเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การดำเนินชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน

    บทสรุป

  การศึกษาเรื่องพระอภิธรรมที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งจะเกี่ยวกับเรื่องของจิต เจตสิก รูป รวมเรียกว่า รูป นาม หรือขันธ์ ๕ อันเป็น ส่วนประกอบของคนเราและสัตว์ทั้งหลาย แหล่งข้อมูล ส่วนใหญ่จะมาจากอภิธัมมัตถสังคหะ ที่พระอนุรุทธาจารย์ได้รวบรวมเรียบเรียงไว้จากพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์  งานวิจัยครั้งนี้ เป็นงานค้นคว้าทางเอกสาร แหล่งข้อมูลประกอบด้วยคือ พระไตรปิฎก อรรถกถา เป็นต้น และแหล่งทุติยภูมิ ได้แก่ นักปราชญ์รุ่นหลัง ๆ ที่แตกฉานในพระอภิธรรม

    พระอภิธรรมเป็น ๑ ใน ๓ ของพระไตรปิฎก คือ พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรมเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ประกอบด้วยส่วนที่เป็นปรมัตถธรรม  ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน แต่บัญญัติธรรมสมมติขึ้นเพื่อใช้ในการสื่อสารปรมัตถธรรมให้เข้าใจ ปรมัตถธรรมเป็นธรรมที่จริงแท้แน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ทนต่อการพิสูจน์ ทดลอง และสามารถนำพระอภิธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ได้แก่ จิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ อารมณ์เป็นธรรมชาติที่จิตเข้าไปรับรู้ เจตสิกเป็นธรรมชาติที่ประกอบปรุงแต่งจิตให้เกิดการรับรู้อารมณ์ต่างๆ รูปเป็นธรรมชาติที่รู้ไม่ได้ ผันแปรเปลี่ยนแปลงไปด้วยความเย็นและความร้อน นิพพานเป็นธรรมชาติที่ดับกิเลส (ความโลภ ความโกรธ ความหลง) และขันธ์ทั้งหลาย

  การศึกษาพระอภิธรรมทำให้เข้าใจเรื่องของพระอภิธรรม ดังนี้

    ๑. ทำให้เรารู้ความจริงเรื่องของจิตว่ามีจำนวน ๘๙ หรือ ๑๒๑ และมีหน้าที่การงานต่าง  ๆ เป็นสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจของคนและสัตว์ทั้งหลาย ในชีวิตประจำวัน ในฝ่ายอกุศล เช่น ความโลภแตกต่างกัน ๘ ลักษณะ คือ อยากได้ประกอบด้วยความเห็นผิด ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด อยากได้พร้อมกับความดีใจ หรือเฉยๆ มีสิ่งชักชวนหรือไม่มีสิ่งชักชวน ให้เกิดความโลภ

    ความโกรธก็มี ๒ ลักษณะ คือ โกรธขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักชวนหรือโกรธโดยมีสิ่งชักชวน

  ความหลง มี ๒ ลักษณะ คือ ความฟุ้งซ่านและความสงสัย

  พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องอริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทรงแสดงว่า ชีวิตทั้งหลายมีแต่ทุกข์ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ซึ่งมีสาเหตุ (สมุทัย) มาจากตัณหาหรือโลภะ ความยินดีติดใจ พอใจอยากใจ เมื่อได้สมใจแล้วก็อยากได้เพิ่มมากขึ้นไม่มีที่สุด เมื่อไม่ได้ก็เกิดโทสะ คือความโกรธไม่พอใจ ทั้งโลภะและโทสะเกิดจากมีโมหะหรืออวิชชา ไม่รู้ความจริงของชีวิต พระพุทธองค์ให้แก้ไขโลภะด้านการรู้จักเสียสละให้ทาน แก้ไขโทสะด้วยการเจริญเมตตา แก้ไขโมหะด้วยการเจริญปัญญา เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีจิตในการทำกุศล มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น จิตในการทำให้เกิดสมาธิจนได้ฌานเรียกว่า รูปาวจรจิต จิตในการทำให้เกิดอรูปฌาน ตลอดจนจิตในการเจริญวิปัสสนา จนได้มรรคผลนิพพาน และสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้

  ๒. ทำให้รู้ความจริงเรื่องเจตสิก ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีทั้งสิ้น ๕๒ จะประกอบปรุงแต่งจิต ให้เกิดการรู้อารมณ์ต่าง ๆ เช่น อิจฉาเจตสิก เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ใดแล้วจะทำให้ผู้นั้นเกิดความไม่พอใจในสมบัติ หรือคุณความดีของผู้อื่น พระพุทธองค์ทรงสอนให้มีมุทิตาเจตสิก คือพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีความสุข จึงเกิดมีการแสดงมุทิตาสักการะซึ่งกันและกันโดยเฉพาะพระเถระที่ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นตัวอย่างอันดีให้แก่สาธุชนทั้งหลาย

  ๓. ทำให้รู้ความจริงเรื่องรูปที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ คือ ร่างกายของเราประกอบด้วยรูปต่าง ๆ ๒๘ รูป มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นต้น เมื่อธาตุใดธาตุหนึ่งแปรปวนไป ย่อมก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ เมื่อใดที่จิตมีโลภะ โทสะ โมหะมาก ร่างกายก็พลอยเร่าร้อนไปด้วย อำนาจของกิเลส อาจก่อให้เกิดคำพูดหรือการกระทำที่ไม่ดีต่าง ๆ ได้ ความเป็นหญิงเป็นชายย่อมแตกต่างกันในอวัยวะทุกส่วนแม้แต่เส้นผม รูปร่างที่แตกต่างกันเนื่องจากจิตใจ จ่างกันทั้งเหตุในอดีตและปัจจุบันเป็นต้น

  ๔. ทำให้รูความจริงเรื่องนิพพาน ที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เมื่อมีโอกาสด้วยการใช้สติปัญญา ในการนำพาชีวิตให้พ้นจากกิเลส เพื่อสร้างสันติสุขให้แก่ตนเอง ครอบครัวสังคม ประเทศชาติ และแม้แต่การสร้างสันติภาพอย่างถาวรให้แก่โลก

  จากการศึกษาชีวิตมนุษย์จะพบประเด็นสำคัญของเรื่องราวดังต่อไปนี้

  พฤติกรรม (การกระทำทางรูปกาย) ของคนทั้งหลาย ในชีวิตประจำวัน ดังที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ได้แก่

  ๑. การฆาตกรรม ทำร้ายซึ่งกันและกัน ตลอดจนการฆ่าตัวตาย เกิดจากอำนาจของโทสมูลจิต ซึ่งมี โทสเจตสิก ประกอบปรุงแต่งเป็น อกุศลจิต  เป็นจิตที่ไม่ดี ไม่งาม ให้ผลความเป็นทุกข์

  ๒. การจี้ปล้น ลักขโมย ฉกชิงวิ่งราว การฉ้อราษฎร์บังหลวง คอรัปชั่น เกิดจากอำนาจของโลภเจตสิก ประกอบปรุงแต่งโลภมูลจิต ให้เกิดความอยากได้ ในทรัพย์สินของผู้อื่น ในทางมิชอบ

  ๓. การข่มขืน กระทำชำเรา การผิดลูก ภรรยาผู้อื่น  เกิดจากอำนาจของ โลภเจตสิก ประกอบปรุงแต่งโลภมูลจิต ให้เกิดความยินดี ติดใจ ชอบใจ อยากได้ในทางที่ผิด จากทำนองคลองธรรม บางรายมีผลก่อให้เกิดโรคเอดส์และโรคต่าง ๆ ตามมาได้

  ๔. การโกหก หลอกลวง พูดส่อเสียด ยุยงให้เขาแตกกัน พูดหยาบคายพูดเพ้อเจ้อ เหลวไหล ไร้สาระ แจ้งความเท็จ เป็นพยานเท็จ นินทาว่าร้าย สร้างความเสื่อมเสียให้ผู้อื่น การหมิ่นประมาทซึ่งกันและกัน เนื่องจากอำนาจของโลภะ หรือโทสเจตสิก ประกอบปรุงแต่งโลภมูลจิตหรือโทสมูลจิต ทำให้เกิดการแสดงออกทางวาจาที่ไม่ดี ไม่งาม ให้ผลเป็นทุกข์

  ๕. การค้า การเสพยาบ้า ยาอี ยาเสพติดต่าง ๆ แม้แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเนื่องจากคนขับดื่มสุราจนเมามาย ขาดสติควบคุม เป็นเหตุแห่งความประมาท การเมายาบ้าแล้วจี้เด็ก และผู้หญิงเป็นตัวประกัน และฆ่าบิดามารดา ครอบครัว เพระความมึนเมาจากยาเสพติด เป็นต้น เกิดขึ้นด้วยอำนาจของโลภเจตสิก ประกอบกรุงแต่งโลภมูลจิต ให้เกิดความยินดี ติดใจ ในรสชาติของสิ่งเหล่านั้น จนถอนตัวไม่ขึ้น

  สาเหตุทั้งหลายที่กล่าวข้างต้นเกิดจากการที่คนเหล่านั้นมีโมหะหรืออวิชชา เป็นพื้นฐาน เมื่อพบความจริงนี้ จึงสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ โดยการศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะการเข้าถึงเหตุผลหลักสัจธรรมในพระอภิธรรม

บรรณานุกรม

๑.ภาษาไทย

ก.  ข้อมูลปฐมภูมิ

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.พระไตรปิฎกภาษาบาลี. ฉบับมหาจุฬา เคปิฎกํ,กรุงเทพมหานคร; โรงพิมพ์มหาจุฬากรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๕ .

  . พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย  ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร

  ; โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๙.

  . มลินฺทปญฺหา.  กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์วิญญาณ, ๒๕๔0.

  . ฎีกาภาษาบาลี  ฉบับมหาจุฬาฎีกา. กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.

  . อรรถกถาภาษาบาลี  ฉบับมหาจุฬา  อฏฺกถา.กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย,๒๕๓๙ .มหามกุฎราชวิทยาลัย.วิสุทฺธิมคฺค  นาม  ปกรวิเสสสฺส  ปฐโม  ภาโค.กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๑.

  . วิสุทฺธิมคฺค  นาม  ปกรณวิเสสสฺส  ตติโย  ภาโค.  กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย,  ๒๕๓๑.

ข.  ข้อมูลทุติยภูมิ

๑. หนังสือทั่วไป

กิตติวุฑโฒ  ภิกขุ.อภิธรรมนำสุข  เล่ม ๑ และ ๒,กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์. ๒๕๒0

ขุนสรรพกิจโกศล ( โกวิท  ปัทมสุนทร ).คู่มือพระอภิธรรมมัตถสังคหะปริจเฉทที่ ๑,๒,๖, พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์วิธานพานิช, ๒๕๑๑.

ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์.อภิธรรมมัตถสังคหะและอภิธรรมมัตถวิภาวินีฎีกาฉบับแปลเป็นภาษาไทย ปริจเฉทที่ ๑,๒,๖ . กรุงเทพมหานคร; โรงพิมพ์มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ, ๒๕๒๕.

นาคะประทีป, พระอภิธรรมปิฎก  ภาดา, กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์เลี่ยงเซียง,๒๔๙๔.

บุญมี  เมธางกูร,ความมหัศจรรย์ของจิต.  กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์สุทธิสารการพิมพ์, ๒๕๒๑.

พระครูศรีโชติญาณ  ( แสวง  โชติปาโล ).จิตวิทยาแบบอภิธรรม. แปลจากภาษามคธ  และพม่า.กรุงเทพมหานคร ; วัดศรีประวัติ  อ.บางกรวย  จ.นนทบุรี  จัดพิมพ์,  ๒๕๔๑.

พระเทพเวที ( ประยุทธ์  ปยุตฺโต ).พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม.  พิมพ์ครั้งที่ ๗.  กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.

  . พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์ . พิมพ์ครั้งที่ ๗. กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖.

พระเทพวิสุทธิเมธี .หลักธรรมะสำหรับนักศึกษาของพุทธทาสภิกขุ.  กรุงเทพมหานคร ;  ส.น.ง  หนังสือธรรมบูชา, ๒๕๑๗.

พระธรรมปิฎก ( ป.อ.ปยุตฺโต ).ข้อคีดชีวิตทวนกระแส . กรุงเทพมหานคร ; บริษัท 

  สหธรรมิก  จำกัด. ๒๕๓๗ .

  . ธรรมนูญชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๑๓๖, ( กรุงเทพฯ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕ )

  . พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์.พิมพ์ครั้งที่ ๙. กรุงเทพมหานคร ; มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๗.

  .  พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๙.กรุงเทพมหานคร ; มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๗.

  .  พุทธธรรม. กรุงเทพมหานคร ; มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘.

  .  พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑.กรุงเทพมหานคร; บริษัท สหธรรมิก จำกัด. ๒๕๓๖.

  .  รากฐานพุทธจริยศาสตร์สำหรับสังคมไทยร่วมสมัย. กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง,๒๕๓๓.

  .  สถานการณ์พระพุทธศาสนาในกระแสไสยศาสตร์. กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์มูลนิธิพุทธธรรม. ๒๕๔0.

พระธรรมมหาวีรานุวัตร.มงคลัตถทีปนี  หรือ มงคลสูตร ภาคพิสดาร, กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์ส.ธรรมภักดี . ๒๕๔๑.

พระนิติเกษตรสุนทร.พระอภิธรรมสังเขปและธรรมบางประการที่น่าสนใจ. พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์สุทธิสารการพิมพ์, ๒๕๒๓.

พระปลัดขันธ์ อนาวิโล. คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมเบื้องต้น.กรุงเทพมหานคร ; โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, ๒๕๓๕.

  .  คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมเบื้องต้น.  กรุงเทพมหานคร ; พิมพ์ที่ สนองการพิมพ์.๒๕๒๖.

พระไพศาล  วิสาโล. พุทะศาสนากับคุณค่าร่วมสมัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มูลนิธิโกมลคีม

  ทอง, ๒๕๒๙.

พระมหานรงค์ศักดิ์  ฐิติญาโณ (ดร.). อภิธรรมปิฎก ๑,๒. กรุงเทพมหานคร : ๒๕๓๙.

พระมหาถวัลย์ ญาณจารี. คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, ๒๕๓๕.

พระโมคัลลานมหาเถระ  แปลโดยพระมหาสมปอง  มุทิโต และชมรมนิรุตินักศึกษา.  คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาแปลฉบับนักศึกษา. กรุงเทพมหานคร : เอกสารถ่ายเย็บเล่ม.

พระมหาแสวง โชติปาโล. สังคหบาลีแปล ๙ ปริเฉท. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.

พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ. สุราปริทัศน์ : วิธีและขั้นตอนการเลิกสุรา. กรุงเทพมหานคร :

  ธรรมสภา ๒๕๓๗.

พระมาณพ อุปสโม. เอกสารการเรียนอภิธรรมทางไปรษณีย์และทางวิทยุ, รายการพระอภิธรรมทางอากาศ. กรุงเทพมหานคร.

พระราชบรรณกิจ. คู่มือการศึกษาพระธัมมัตสังคหะ  ปริเฉทที่ ๑,๒,๖  พิมพ์ครั้งที่ ๓

  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์อาศรมอักษร, ๒๕๐๗.

พระราชวรมุนี (ประยูร  ธมมจิตโต). ขอบฟ้าแห่งความรู้. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐.

พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ประยุตโต). พุทธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๖ กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์มหา

  จุฬาลงกรณมหาราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.

พระศรีคัมภีร์ญาณ (ถวัลย์ ญาณจารี). อภิธัมมัตสังคห ๙ ปริเฉทเล่มที่ ๑ สำหรับประชาชนทั่วไป.กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพืวัฒนกิจพานิชย์ . ๒๕๔๐.

พระศรีวิสุธิกวี (พิพิจิตร ฐิตวณโณ). จิตวิทยาในพระอภิธรรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา

  มกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๒๘.

___________. จิตวิทยาตามแนวพุทธศาตร์  (พุทธจิตวิทยา) .  ภาคที่  ๒  (ตอนปลาย).

กรุงเทพมหานคร : เอกสารการอัดสำเนา  คณะอนุกรมการศึกษาและกำหนดหลักวิชาการจิตวิทยาตามแนวพุทธศาตร์, ๒๕๒๖.

พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ. ปรมัตถโชติกะ ปรเฉททื่ ๑,๒,๖ จิต เจตสิก รูป นิพพาน หลักสูตรชั้นจูฬอาภิธรรมมิกะตรี. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร, ๒๕๓๖.

พระอุบาลีณุคูปมาจารย์. พระอภิธรรมเจ็ดคัมภีรืสังเขป. กรุงเทพมหานคร : ห จ ก .มิตรเจริญการพิมพ์ ๒๕๔๑.

 

พระอธิการ  พรหมมาศ ธีรภทโท.  คู่มือการศึกษาปรมัตถธรรม  ๔  ชั้นจูฬอาอภิธรรมมิกะตรี อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.พิมพ์ครั้งที่ ๒.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ทิพย์วิสุทธ์ , ๒๕๓๙.

พุทธทาสภิขุ. การศึกษาคืออะไร. กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, ๒๕๒๑

____________. มหาวิทยาลัยต่อหางสุนัข. กรุงเทพมหานคร  : ธรรมบูชา, ๒๕๒๓.

____________.  ศึกษาตัวชีวิตคือการเลื่อนขั้นของตนเอง. กรุงเทพมหานคร : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๕.

มหามกุฎราชวิทยาลัย.  พระธรรมมปทัฏฐกถาแปล ภาค ๑.  พิมพ์ ครั้งที่  ๑๓.  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗.

____________. พระธัมมปทัฏฐกถาแปล ภาค ๒ พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์

มหามกุฎ ราชวิทยาลัย

____________. พระธัมมปทัฎฐกถาแปล  ภาค ๓ พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗.

มานิตเจริญ. พจนานุกรมไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์รวมสาสน์, ๒๕๒๘.

มูลนิธิสัทธัมมโชติกะ.ประวัติการศึกษาพระอภิธรรมและมูลนิธิสัทธรรมโชติกะ.  กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่  ก้าวหน้าการพิมพ์ , ๒๕๒๑.

ระวี  ภาวีไล.อภิธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่ .กรุงเทพมหานคร :  สำนักพิมพ์ดอกหญ้า . ๒๕๓๕.

ลาลูแบร์.  จดหมายเหตุลาลูแบร์ ฉบับสมบูรณ์ เล่ม ๑.  แปล โดย สันต์ โกมลบุตร , กรุงเทพมหานคร:  สำนักพิมพ์ก้าวหน้า , ๒๕๒๐.

วศิน อินทรสระ. วิธีสอนของพระพุทธเจ้า. กรุงเทพมหานคร : กมลการพิมพ์, ๒๕๒๖.

วรรณสิทธิ์  ไวทยเสวี. คู่มือการศึกษาพระพุทธศาสนาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่พัฒนวิทย์การพิมพ์, ๒๕๓๐.

___________.พระพุทธศาสนาเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร : สัมฤทธิ์การพิมพ์, ๒๕๒๖.

___________.คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมปริเฉทที่ ๑,๒,๖. กรุงเทพมหานคร :  โรงพิมพ์พัฒนวิทย์การพิมพ์, ๒๕๓๐. 

วไลพร ภวภูตานนท์ ณ  มหาสารคาม. จิตวิทยาพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : ศูยน์การพิมพ์กรุงเทพ.

ไว ปุลโยดม. เววจนาภิธรรม  เล่ม  ๑ ว่าด้วยจิต เจตสิก.  กรุงเทพมหานคร :  โรงพิมพ์ไพาลวิทยา,๒๕๑๓.

วิชีต มณไทวงศ์. อภิธัมมัตถสังคหทีปนี : จิตตปรมัตถ์. กรุงเทพฯ : ส. พยุพงศ์, ๒๕๐๑.

วินัย อัศว์ศิวะกุล. มาส้รางปัญหาในคำสวดมนต์พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ฉบับหลวงกันเถอะ. พิมพ์คร้งที่ ๒ กรุงเทพมหานคร : จัดทำโดยศูนย์พระไตรปิฎกศึกษา, ๒๕๔๓

วินัย อ.ศิวะกุล.แม่บทธรรมชาติ.กรุงเทพหมานคร : สำนักพิมพ์ อ.พ.พ., ๒๕๒๓

สรรค์ชัย พรหมฤาษี. คู่มือการศึกษาสภาวธรรม ๗๒. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕

_________.เอกสารการเรียนพระอภิธรรมทางไปรษณีย์ ของชมรมผู้ใฝ่ในธรรม. กรุงเทพมหานคร : เอกสารการพิมพ์,๒๕๓๗

_________.ความรู้เรื่องชีวิต. กรุงเทพมหานคร : ชวนการพิมพ์,๒๕๓๔.

สันต์ โกมลบุตร กฎหมายตราสมดวง เล่ม ๕, อ้างใน พระไพศาล วิสาโล,ประวัติศาสตร์การบริโภคสุราในประเทศไทย.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา,๒๕๐๖.

สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน ย่อความจากพระไตรปิฎก ฉบับภาษาบาลี ๔๕ เล่ม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ๒๕๓๙.

สุนทร ณ รังสี. พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณรชวิทยาลัย,๒๕๒๖.

สุมน อมรวิวัฒน์ . การสอนโดยการสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการ, กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์,๒๕๓๕

_________.สมบัตรทิพย์ของการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สถาบันมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๕

สุริยา  รัตนกุล และคณะ.อาหราแสลงโรคและบริโภคของกระเหรี่ยงสะกอ.นครปฐม : สถาบัน

  วิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท, มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๑.

เสถียร โกเศศ. ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพมหานคร บรรณคาร, ๒๕๑๕

เสถียรพงษ์ วรรณปก.สูตรสำเร็นแห่งชีวิต.กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์ พริ้นติ้งกรุ๊ฟ.๒๕๓๓

แสง จันทร์งาม (ศาสตราจารย์) และคณะ. พระไตรปิฎกสำหรับเยาวชน เล่มที่ ๙ (พระอภิธรรม)

กรุงเทพมหานคร : บ.โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, ๒๕๓๕.

ส.ศิวรักษ์. ปรัชญากับการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๔.

ส.สายเกษม พระอภิธรรมพิสดารภาค ๑,๒ พิมพ์ครั้งืที่ ๒ . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์บริษัทและคณะช่างจำกัด,๒๔๙๖

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. นวโกวาท.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย,๒๕๓๕.

__________. ธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๒ .กรุงเทพมหานค :โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒.

_________. วิสุทธิมรรคแปล ฉบับของมหามกุฏราชวิทยาลัย.กรุงเทพมหานคร .ซโรงพิมพ์มหา

มกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๑๖

_________. บทสร้างนิสัย.กรุงเทพมหานคร : ชวนการพิมพ์,๒๕๑๘.

_________.  มงคลยอดชีวิต. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา.๒๕๓๙.

สมเด็จพระสังฆราชจวนอุฎฐานยี. มงคลในพระพระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่๗. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กิตติวรรณ, ๒๕๓๘

สมพร ศรีวราทิตย์. พระอภิธัมมัตถสังคปริจเฉทที่ ๑,๒,๖ กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่พรศิวการพิมพ์,๒๕๓๑

สมภาร  พรมทา. พุทธศาสนากับปัญหาจริยธรรม.กรุงเทพมหานคร : สารมวลชน,๒๕๓๕

สนธิกาญจน์ ตันลิขิตตรานนท์. บันทึกพระอภิธัมทัตถสังคหะ ๙ ปริจเฉท.

อภิธรรม โชติกะวิทยาลัย.  อภิธรรมเป็นพุทธพจน์แท้และสำนวนภาษา ในคัมภีร์พุทธศาสนา.

  กรุงเทพการพิมพ์.พิมพ์ที่ก้าวหน้าการพิมพ์,๒๕๒๔.

อุทัยญาณธโร,พระมหา.วิถีแห่งกลไลแบบพุทธ.กรุงเทพฯ : ธรรมสาร,๒๕๓๙

อุบาสิกาแนบ มหานีรานนท์. บันทึกหัวข้อพระอภิธรรมปริจเฉทที่ ๑,๒,๖ พิมพ์ครั้งที่ ๕

  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาดไทย,๒๕๐๖.

๒.วิทยานิพนธ์

  จันทรัชนันท์ สิงหทัต. การศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิดเรื่องจิตในพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายานอินเดีย : ศึกษาเฉพาะกรณีพระสูตรพระอภิธรรม และลังกาวตารสูตร”

  วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาศาสนาเปรียบเทียบ บัณฑิตวิทยาลัย,มหาวิทยาลัยมหิดล,๒๕๓๙.

นงเยาว์  หนูไชยะ ณ กาฬสินธุ์. การศึกษาเชิงวิเคราะห์แนวคิดเรื่องมิจฉาทิฏฐิในพระพุทธศาสนาเถรวาท”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๔

พระมหาบรรพต เจโตวสี (สายสมบัติ). “การศึกษาเขิงวิเคราะห์วิญ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี