วิเคราะห์จิตและเจตสิกที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
พระอภิธรรมเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร
หลักพระอภิธรรมว่ากันจริงๆแล้วก็คือเรียนส่วนประกอบของตัวเราและสรรพสิ่งทั้งหลายนั่นเองซึ่งตัวเราหรือสรรพสิ่งทั้งหลายมีส่วนประกอบ๒ส่วนคือนาม (จิตและเจตสิก)และรูปส่วนนิพพานไม่ใช่รูปและนามและไม่มีอยู่ในตัวเราแต่เป็นอารมณ์ที่พ้นจากกิเลสและขันธ์ทั้งหลาย พระอริยบุคคลเท่านั้นที่จะสัมผัสพระนิพพานได้ดังนั้นพระอภิธรรมเมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วมีความสำคัญอยู่๕เรื่องคือ
๑. จิตธรรมชาติรู้ที่อารมณ์(อารมณ์คือธรรมชาติที่จิตเข้าไปรู้)มีจำนวน๘๙หรือ๑๒๑
๒. เจตสิกธรรมชาติที่ประกอบปรุงแต่งจิตมี๕๒
๓. รูป ธรรมชาติที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงด้วยความเย้นความร้อนมี๒๘
๔. นิพพานธรรมชาติที่ดับกิเลสดับขันธ์มี๑เป็นอารมณ์ภายนอก[1]
๕. บัญญัติสมมติขึ้นเพื่อสื่อสารให้เกิดความเข้าใจกันตามโวหารของ
ชาวโลก
จิตและเจตสิกรวมเรียกว่านามหรือจิตใจ ส่วนรูปก็คือ ส่วนประกอบที่เป็นร่างกายเราและสัตว์ทั้งหลาย จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระอภิธรรมจะได้ให้คุณประโยชน์แก่ชีวิตอย่างไร เพราะยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้จักตนเอง เข้าใจตนเอง และสามารถแก้ไขปัญหาให้กับตนเองได้ การเรียนพระอภิธรรม ช่วยให้ได้ประโยชน์ดังนี้
- รู้จักจิตของตนเองและผู้อื่น
- รู้จิตทั้งหมดทุกประเภททั้งฝ่ายดีและไม่ดี
- รู้จักภาวะของจิตที่ถูกปรุงแต่งด้วยเจตสิก
- รู้จักเจตสิกที่ประกอบปรุงแต่งจิต
- อ่านจิตใจของตนและผู้อื่นได้
- รู้ส่วนประกอบของร่างกาย
- รู้สาเหตุของการเกิดจิตเจตสิกและรูป
- รู้กฎแห่งกรรมที่ทำให้คนและสัตว์มีลักษณะแตกต่างกัน
- รู้จักปฏิบัติตนให้ห่างไกลจากกิเลส
- อ่านกิเลสออกบอกกิเลสถูกปลูกกุศลได้
- ปฏิบัติธรรมจะไม่ผิดสภาวะทั้งสมถะและวิปัสสนา
- เลือกทางเดินของชีวิตใหม่ได้ด้วยการปฏิบัติถูก
เมื่อรู้จักส่วนประกอบของตัวเองดีแล้วจะไม่ได้หลงตัวเองไม่หลงคนอื่นรูตามความจริงของนามรูปว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาทำให้เบาใจขึ้นไม่ต้องแบกโลกให้หนักอกหนักใจเพราะความไม่รู้จักรูปไม่รู้จักนามจึงหลงตัวลืมตนยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราเป็นของเราตลอดมาทำให้มีแต่ทุกข์หาความสงบสุขไม่ได้
พระอภิธรรมไม่ใช่ธรรมะส่วนเกินไม่ใช่ธรรมะของเทวดาเท่านั้นเป็น
พุทธพจน์โดยตรงเป็นธรรมะของมนุษย์เทวดาและสัตว์ทั้งหลายด้วยทั้งนี้เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
พระอภิธรรมกับพฤติกรรมของจิตและเจตสิกในชีวิตประจำวัน
ชีวิตประกอบด้วยโลก๒โลกคือรูปกับนามรูปรูปเป็นโลกทางวัตถุ นามเป็นโลกทางจิต ได้แก่จิตและเจตสิกพระพุทธองค์ทรงแสดงว่าร่างกายของคนเราและสัตว์ทั้งหลายประกอบไปด้วยขันธ์๕ได้แก่รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณหรือรูปกับนาม ซึ่งรูปจะหมายถึงธรรมชาติที่แตกดับเสื่อมสลายไปด้วยความเย็น ความร้อนมีส่วนประกอบ๒๘ธาตุดินน้ำลมไฟเป็นต้นเวทนาคือธรรมชาติที่เสวยอารมณ์มี๑สัญญาคือธรรมชาติที่จำได้หมายรู้มี๑สังขารคือธรรมชาติทีปรุงแต่งให้รู้อารมณ์ต่างๆมี๕๐ทั้งเวทนาสัญญาสังขารเป็นเจตสิกประกอบปรุงแต่งให้รู้อารมณ์ต่างๆมี๕๒วิญญาณก็คือจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์มี๘๙หรือ๑๒๑แต่โดยสภาวะลักษณะการรู้อารมณ์แล้วมี๑สิ่งเหล่านี้คือพระอภิธรรมที่มีอยู่ในคนเราและสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายวาจาใจก็เนื่องด้วยจิตเจตสิกและรูปในชีวิตประจำวัน
ปรมัตถธรรมที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน
มีความสำคัญอยู่๔ประการคือ
๑. จิต ธรรมชาติรู้ที่อารมณ์(อารมณ์คือธรรมชาติที่จิตเข้าไปรู้)มีจำนวน๘๙หรือ๑๒๑
๒. เจตสิกธรรมชาติที่ประกอบปรุงแต่งจิตมี๕๒
๓. รูป ธรรมชาติที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงด้วยความเย้นความร้อนมี๒๘
๔. นิพพานธรรมชาติที่ดับกิเลสดับขันธ์มี๑เป็นอารมณ์ภายนอก[2]
ปรมัตถธรรมมีลักษณะอย่างไร ?
ปรมัตถธรรมมีสามัญลักษณะหรือที่เรียกว่าไตรลักษณ์ เป็นธรรมชาติประจำตัว คือ “อนิจจลักษณะ ...เป็นลักษณะที่ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีความมั่นคง ต้องเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่เสมอ, ทุกขลักษณะ ...เป็นลักษณะที่ทนไม่ได้ หรืออยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องเสื่อมสลายไป, อนัตตลักษณะ ...เป็นลักษณะที่ว่างเปล่าจากตัวตน คือไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งของ ทั้งไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
ปรมัตถธรรมโดยย่อนั้นมีอยู่ ๔ ประการ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน; จิต เจตสิก รูป ทั้ง ๓ นี้ เป็นสามัญลักษณะ เพราะประกอบไปด้วย อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตตลักษณะ ... นิพพานนั้น ไม่ได้อยู่ในลักษณะครบทั้ง ๓ ประการ คือมีสามัญลักษณะเพียงอย่างเดียว คืออนัตตลักษณะเท่านั้น”
จิตคืออะไร ?
“จิตเป็นธรรมชาติรู้อารมณ์ คือ ได้รับอารมณ์อยู่เสมอจึงเรียกว่ารู้อารมณ์”
“การรับรู้อารมณ์นี้ แบ่งการรู้ออกได้ ๓ แบบ คือ
๑. การรู้แบบสัญญารู้ คือรู้โดยอาศัยการกำหนดจดจำเอาไว้ เช่นจำได้ว่า สีขาว สีดำ ผู้หญิง ผู้ชาย เป็นต้น
๒. การรู้แบบปัญญารู้ คือการรู้ตามความเป็นจริง เช่นรู้ว่า สิ่งไหนดี สิ่งไหน
ไม่ดี สิ่งดีย่อมมีประโยชน์ สิ่งไม่ดีย่อมมีโทษ คือรู้เพื่อทำลาย ความเห็นผิด เรียกว่า ปัญญารู้
๓. การรู้แบบวิญญาณรู้ คือรู้ว่าได้มีการรับอารมณ์อยู่เสมอตามทวารต่าง ๆ
ได้แก่ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สึกถูกต้อง และรู้คิดนึก
การรู้อารมณ์ของจิต จึงเป็นการรู้แบบวิญญาณรู้นั่นเอง เพราะคำว่าจิตหรือ
วิญญาณ มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน”
ลักษณาการของจิต
“จิตเป็นสังขตธรรม คือเป็นธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่งโดยอำนาจแห่งปัจจัย ๔ คือ มีกรรม จิต อุตุ และอาหาร
ดังกล่าวมาแล้ว จิตมีสภาวะที่เป็นสามัญลักษณะหรือไตรลักษณะ ... จิตจึงมีอาการ เกิด-ดับ สืบต่อเนื่องกันไปเป็นสาย และการเกิดดับสืบต่อนี้รวดเร็วมาก มีอนุมานว่า ชั่งลัดนิ้วมือเดียว จิตเกิดดับถึงแสนโกฏิขณะ
... ในธรรมบท ภาค ๒ ได้แสดงถึงสภาพของจิตไว้ดังนี้
ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา
แปลว่า ชนทั้งหลายใดจักระวังจิต ซึ่งไปไกล ไปเดี่ยว ไม่มีสรีระ มีคูหาเป็นที่อาศัยไว้ได้ ชนทั้งหลายนั้นจะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร”
จิตมีอำนาจกระทำความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายให้วิจิตรต่าง ๆ มีอำนาจที่จะทำให้ธรรมชาติทั้งหลายเป็นไปโดยวิจิตรไ ๖ ประการ คือ๑
“๑.วิจิตรโดยการกระทำ หมายความว่า วัตถุสิ่งของทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในโลก และความประพฤติเป็นไปของสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น ย่อมมีทั้งงดงาม แปลกประหลาด น่าพิศวง และน่าสยดสยอง
๒.วิจิตรด้วยตนเอง หมายถึงสภาพของจิตนั่นเอง มีความเป็นไปอย่างน่า
พิศวงนานาประการ มีทั้งจิตที่เป็น อกุศล กุศล วิบาก และกิริยา เช่น จิตมีราคะ จิตมีโทสะ และจิตที่ฟุ้งซ่าน หรือจิตที่มีศรัทธา ปัญญา และจิตที่สงบ เป็นต้น
๓. วิจิตรในการสั่งสมกรรมและกิเลส หมายถึง กรรมคือการกระทำ และกิเลสเครื่องทำให้จิตใจเศร้าหมอง ที่ปรากฏขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำนั้น เพราะมีการสั่งสมไว้ในจิตรมาแล้วแต่อดีต ครั้นมาได้รับอารมณ์ใหม่ในปัจจุบัน ก็จะสนับสนุนกรรมและกิเลสให้ปรากฏขึ้นมาใหม่ และจะเก็บสั่งสมไว้ต่อไปอีก
๔. วิจิตรในการรักษาวิบาก ที่กรรมและกิเลสได้สั่งสมไว้ หมายถึง กรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่จิตได้ก่อให้เกิดขึ้น ผลของกรรม คือวิบากย่อมไม่สูญหายไปไหน แม้กรรมนั้นจะเล็กน้อย หรือได้กระทำมาแล้วช้านานปานใดก็ตาม ผลแห่งกรรม คือวิบากนั้น จะติดตามไปให้ต้องได้รับผลเมื่อถึงโอกาส
๕. วิจิตในการสั่งสมสันดานตนเอง หมายถึง จิตก่อให้เกิดการกระทำอย่างใดขึ้นก็ตาม เมื่อได้กระทำอยู่เสมอ ๆ เป็นนิตย์แล้ว ย่อมจะติดเป็นนิสัยหรือเป็นสันดาน ทำให้เกิดความชำนาญในการกระทำอย่างนั้นเรื่อย ๆ ไป ทั้งนี้ เพราะเมื่อจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป และทำให้จิตดวงใหม่เกิดสืบต่ออยู่เรื่อย ๆ ไป จิตดวงเก่าที่ดับไปนั้น ย่อมส่งมอบกิจการงานให้จิตดวงใหม่โดยไม่ขาดสาย ในลักษณะที่เป็นอนันตรปัจจัย และอาเสวนปัจจัย เป็นต้น
๖. วิจิตรด้วยอารมณ์ต่าง ๆ หมายถึง จิตยอมรับอารมณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ คือประเดี๋ยวเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส เป็นต้น สับเปลี่ยนเวียนวนอยู่ในอารมณ์ทั้ง ๖ มีรูปารมณ์บ้าง สัททารมณ์บ้าง คันธารมณ์บ้าง เป็นต้น
ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหมดที่วิจิตรพิสดารนั้นเพราะอำนาจแห่งจิต คือมีจิตเป็นผู้กระทำให้วิจิตร ... สัตว์ทั้งหลายที่วิจิตรนั้นเพราะกำเนิดวิจิตร กำเนิดวิจิตรเพราะการกระทำกุศล อกุศล วิจิตร การกระทำวิจิตรเพราะตัณหา คือความยินดีติดใจวิจิตร ตัณหาวิจิตรเพราะสัญญาวิจิตร สัญญาวิจิตร เพราะจิตสั่งสมวิจิตร ...”
แผนผังจิต
อกุศลจิต
กิเลสกับปุถุชน
เพื่อความเข้าใจความหมายของกิเลสจะนำเสนอข้อความตามหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฎก อรรถกถา และตามตำราเล่มอื่นๆ พอสังเขป ดังต่อไปนี้
ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าทรงให้ความหมายของกิเลสในนัยยะที่หลากหลายในที่ต่างๆบางแห่ง ทรงนิยามความหมายของกิเลส ๓ ประการ คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลงว่าเป็นศัตรูภายใน[3]
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความว่า “ เครื่องทำให้ใจเศร้าหมอง ได้แก่ โลภ โกรธ หลง เช่น ยังตัดกิเลสไม่ได้ กิเลสหนา กิริยามารยาท ในคำว่า กิเลสหยาบ ”[4]
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ให้ความหมายว่า “ สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ ”[5]
พุทธทาสภิกขุ ให้ความหมายว่า “ ความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูก็ตาม เป็นของกูก็ตาม นี่แหละคือ แม่บทของกิเลสทั้งปวง ”[6]
พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ ให้ความหมายว่า “ คำว่ากิเลสตรงกับคำว่าโรค กิเลสเป็นโรคของจิตหมายถึงสิ่งที่ทำให้จิตเสื่อมโทรมนั่นเอง ”[7]
สุชีพ ปุญญานุภาพ ให้ความหมายว่า “ คือความไม่ดีไม่งาม หรือความเศร้าหมองในจิตใจ อันกล่าวโดยย่อ ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ” [8]
ดร. เดือน คำดี ให้ความหมายว่า “ สภาวะที่ทำให้จิตเศร้าหมอง หรือเป็นเครื่องสกัดกั้นไม่ให้ถึงความบริสุทธิ์สะอาดในกาย วาจา และใจ[9]
จากคำนิยามความหมายของคำว่า “ กิเลส ” ข้างต้นนี้ สรุปได้ว่า กิเลส หมายถึง สภาพที่เป็นเหตุให้จิตใจเศร้าหมอง เป็นสภาพขัดขวางต่อความเจริญทางด้านจิตใจ และเป็นสภาพทำให้จิตใจขาดความเป็นปกติ มี ๓ อย่าง คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ความจริง ตามธรรมชาติดั้งเดิมของจิตนั้นมีความบริสุทธิ์เป็นปกติ แต่ต่อมาถูกกิเลสทำให้เศร้าหมองไม่บริสุทธิ์ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส ถูกกิเลสที่จรมาทำให้เศร้าหมอง ”[10]
มีหลายศัพท์ที่มีความหมายเดียวกันกับกิเลสหรือไวพจน์ของกิเลส เช่น คำว่า ตัณหา โอฆะ สังโยชน์ คันถะ โยคะ อาสวะ เป็นต้น คำเหล่านี้เรียกตามอาการที่ปรากฏของกิเลส จิตลักษณะนี้จึงชื่อว่า อกุศลจิต ซึ่งเมื่อแยกสภาวะธรรมตามจิตจะมีดังนี้
โลภมูลจิต หมายความว่า จิตที่เกิดขึ้นโดยมีอกุศลเจตสิกประกอบ และมีโลภเจตสิกนำ
โลภมูลจิต เป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความโลภเป็นเหตุ กล่าวคือ เพราะความยินดีอยากได้และติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ จิตประเภทนี้จึงปรากฏขึ้น
โลภมูลจิต เป็นจิตที่สร้างด้วยโลภะ คือความอยากได้ หรือความปรารถนาในอารมณ์ที่น่ายินดีพอใจ เมื่อสร้างเหตุขึ้นแล้วผลก็ย่อมปรากฏขึ้นเพราะอาศัยเหตุนั้นเป็นธรรมดา และผลที่จะปรากฏขึ้นเพราะอาศัยเหตุโลภะหรือผลที่เกิดโลภมูลจิตนั้น ท่านแสดงว่า สมัยใดมนุษย์มีสันดานมากไปด้วยความโลภ สมัยนั้นย่อมเกิดทุพฺภิกฺขนฺตราย คืออันตรายที่เกิดจากความแร้นแค้น ข้าวยากหมากแพง เป็นเหตุให้เกิดความหิวโหยอดอยากเข้าครอบงำ จนพากันล้มตายลงเป็นอันมาก สรรพทุกข์ต่าง ๆ จะปรากฏแก่มหาชนอย่างหาประมาณมิได้ นี้เป็นผลปัจจุบันที่เกิดจากอำนาจของโลภมูลจิต แต่สำหรับผลที่จะเกิดจากโลภะในอนาคตนั้นท่านแสดงไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายโดยมาก ย่อมไปเกิดเป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง ตามอำนาจแห่งโลภะอันมีความอยากได้เป็นมูลฐาน
พระพุทธองค์ทรงแสดงว่าร่างกายของคนเราและสัตว์ทั้งหลายประกอบไปด้วยขันธ์๕ได้แก่รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณสรุปรวมเป็นรูปกับนามนั่นเองซึ่งรูปจะหมายถึงธรรมชาติที่แตกดับเสื่อมสลายไปด้วยความเย็นความร้อนมีส่วนประกอบ๒๘มีธาตุดินน้ำลมไฟเป็นต้นเวทนาคือธรรมชาติที่เสวยอารมณ์มี๑สัญญาคือธรรมชาติที่จำได้หมายรู้มี๑สังขารคือธรรมชาติที่ปรุงแต่งให้รู้อารมณ์ต่างๆมี๕๐ทั้งเวทนาสัญญาสังขารเป็นเจตสิกประกอบปรุงแต่งให้รู้อารมณ์ต่างๆมี๕๒วิญญาณก็คือจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์มี๘๙หรือ๑๒๑แต่โดยสภาวะลักษณะการณู้อารมณ์แล้วมี๑สิ่งเหล่านี้คือพระอภิธรรมที่มีอยู่ในคนเราและสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายวาจาใจก็เนื่องด้วยจิตเจตสิกและรูปในชีวิตประจำวันในงานสารนิพนธ์นี้ได้นำธรรมชาติซึ่งเป็นความจริงที่มีในคนเรามาวิเคราะห์และนำเสนอในที่นี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจในเรื่องการสร้างความเข้าใจพื้นฐานเรื่องปรมัตถธรรมในพระอภิธรรมคือจิตเจตสิกรูปและนิพพานในพระอภิธรรมดังนี้
.โลภมูลจิต คืออะไร
โลภมูลจิต คือจิตที่มีโลภะเจตสิกเป็นมูล เป็นรากเหง้า หรือจิตที่มีความโลภความต้องการในลักษณะของความติดใจในอารมณ์เป็นเหตุ เป็นรากเหง้าความติดใจ ความต้องการให้อารมณ์ที่ประสบนั้นให้มาตอบสนองความต้องการ หรือความเห็นแก่ตัว ไม่ยอมเสียสละ ไม่ยอมแบ่งปันต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นลักษณะของโลภะมูลจิต ทั้งสิ้น
ธรรมชาติของโลภะจิตนั้น เมื่อเกิดขึ้นกับใครๆแล้ว จะแสดงความต้องการให้อารมณ์ที่ประสบนั้นมาตอบสนองความต้องการ ถ้าต่างคนต่างต้องการในอารมณ์เดียวกัน ก็จะเกิดการแย่งชิงกัน แล้วในที่สุดก็จะกลับกลายเป็นความโกรธความไม่พอใจของฝ่ายพ่ายแพ้ เมื่อแย่งชิงเขาไม่ได้หรือไม่ทันก็จะเกิดปองร้ายกัน ทำร้ายซึ่งกันและกัน อันเนื่องมาจากผลประโยชน์ขัดกัน แท้จริงก็คือมีโลภะมีความเห็นแก่ตัว ไม่ยอมเสียสละแบ่งปันกันนั่นเอง
โลภมูลจิตมี ๘ดวง ซึ่งแต่ละดวงมีลักษณะแตกต่างกันดังต่อไปนี้
โลภจิตดวงที่ 1 และดวงที่ 2
ผู้ที่มีจิตเป็นโลภดวงที่ 1 จะมีความรู้สึกปรารถนา ต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ตอบสนองความต้องการ ในขณะที่มีความปรารถนา หรือต้องการนั้น จะรู้สึกดีใจปลื้มใจ เบิกบานใจ สดชื่น แจ่มใส ร่าเริง อย่างเห็นได้ชัดเรียกตามภาษาธรรมะว่า “โสมนัส” ในขณะที่จิตใจเป็นโสมนัสนั้น มีความเห็นผิด ในสิ่งที่ต้องการนั้น คือเห็นสิ่งที่เป็นบาปว่าไม่เป็นบาป เห็นสิ่งที่เป็นบุญว่าเป็นบาป เห็นสิ่งที่ผิดว่าถูก เห็นสิ่งที่ถูกว่าผิดอยู่ในขณะนั้น
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างนี้ ถ้าเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นชักชวนก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่ 1 ถ้าเกิดขึ้นโดยมีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นชักชวน ก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่ ๒
โลภมูลจิตดวงที่ 3 และดวงที่ ๔
ผู้ที่มีจิตเป็นโลภดวงที่ 3 จะมีความรู้สึกปรารถนาต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ตอบสนองความต้องการใน ขณะที่มีความปรารถนา หรือต้องการนั้น จะรู้สึกดีใจปลื้มใจ สดชื่น แจ่มใส ร่าเริง อย่างเห็นได้ชัด เรียกว่า “โสมนัส” ในขณะที่จิตเป็นโสมนัสนั้น ไม่มีความเห็นผิดในอารมณ์ที่ต้องการ รู้สิ่งถูกว่าถูก รู้สิ่งผิดว่าผิด แต่มีความต้องการในอารมณ์ให้มาตอบสนองความต้องการ
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างนี้ ถ้าเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นมาชักจูงก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่ 3 แต่ถ้าเกิดขึ้นโดยมีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นมาชักจูง ก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่ ๔
โลภมูลจิตดวงที่ ๕ และดวงที่ ๖
ผู้ที่มีจิตเป็นโลภดวงที่ ๕ นี้ จะมีความรู้สึกปรารถนาต้องการในอารมณ์ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาตอบสนองความต้องการ ในขณะที่มีความปรารถนาหรือต้องการนั้น จะไม่รู้สึกดีใจ ไม่ปลื้มใจ ไม่สดชื่นแจ่มใส จะมีความรู้สึกเฉยๆ เรียกตามภาษาธรรมว่า ”อุเบกขา” แต่ไม่ได้หมายความว่าวางเฉย เฉยในที่นี้หมายถึง “เฉยเอา เฉยต้องการ”
ในขณะที่จิตเป็นอุเบกขานั้น มีความเห็นผิดในอารมณ์ที่ตนปรารถนาต้องการนั่นคือเห็นสิ่งที่เป็นบาปว่าไม่เป็นบาป เห็นสิ่งที่เป็นบุญว่าไม่เป็นบุญ เห็นสิ่งที่ผิดว่าถูกเห็นสิ่งที่ถูกว่าผิด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างนี้ ถ้าเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นชักชวนก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่ ๕ ถ้าเกิดขึ้นโดยมีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นชักชวน ก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่ ๖
โลภมูลจิตดวงที่ ๗ และดวงที่ ๘
ผู้ที่มีจิตเป็นโลภดวงที ๗ นั้น จะมีความรู้สึกปรารถนาต้องการในอารมณ์ให้มาตอบสนองความต้องการ ในขณะที่มีความปรารถนาหรือต้องการนั้น จะรู้สึกเฉย ๆ ไม่ถึงกับปลื้ม หรือดีใจเรียกตามภาษาธรรมว่า “อุเบกขา “ ในขณะที่จิตเป็นอุเบกขานั้น ไม่ได้หมายความว่าวางเฉยไม่ต้องการอะไร เฉยในที่นี้หมายถึงเฉยเอาเฉยแบบมีความต้องการอยู่ในใจ
ในขณะที่จิตเป็นอุเบกขานั้น ไม่มีความเห็นในอารมณ์ที่ตนปรารถนาหรือต้องการในอารมณ์ให้มาตอบสนองความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างนี้ถ้าเกิดข้นโดยไม่มีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นชักจูงก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่๗ถ้าเกิดขึ้นโดยมีผู้อื่นหรือสิ่งอื่นชักจูง ก็จัดเป็นโลภมูลจิตดวงที่ ๘
เราทั้งหลายลองพิจารณาว่า โลภมูลจิตทั้ง ๘ ดวงนี้ มีดวงไหนเกิดแก่เรามากที่สุด และระวังเอาไว้ด้วยว่า อย่าให้โลภนำเราเข้าถึงทุจริตเป็นอันขาด เพราะถ้าเราปล่อยให้โลภมูลจิต[11]มีอำนาจนำเราเข้าถึงทุจริตได้แล้วส่วนมากจะไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย ซึ่งมีหลักฐานแสดงไว้อย่าชัดเจนว่า
เยภุย.เยน หิ สต.ตา คณ.หาย เปตวิสเย อุป.ปช.ชน.ติ แปลว่า สัตว์ทั้งหลายโดยมากย่อมไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุกาย ด้วยอำนาจแห่งโลภ อันมีความอยาก ความเห็นแก่ตัวเป็นฐาน
[1] วิภาวินี. (บาลี) ๒/๖๙, ๒/๑๖๕,๒/๓๔๙.
[2] วิภาวินี. (บาลี) ๒/๖๙, ๒/๑๖๕,๒/๓๔๙.
[3]ขุ.ม. (บาลี) ๒๙/๗๒๘/๓๒๐
[4]ราชบัณฑิตยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕, พิมพ์ครั้งที่๖ (กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์ ๒๕๒๖) หน้า ๑๐๐
[5] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ป.ยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๘ (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘) หน้า ๓๔๐
[6] พุทธทาสภิกขุ, แก่นพุทธศาสตร์, (กรุงเทพฯ : ธรรมสภา ๒๕๔๐) หน้า ๑๘
[7] พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์, พุทธศาสตร์ ภาค ๒, (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒) หน้า ๒๒๖
[8] สุชีพ ปุญญานุภาพ, ประวัติศาสตร์ศาสนา, พิมพ์ครั้งที่๕ (กรุงเทพฯ : อมรการพิมพ์ ๒๕๓๕) หน้า ๒๒๖
[9] เดือน คำดี พุทธปรัชญา, (กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์, ๒๕๓๔) หน้า ๗๔
[10] องฺ.ปญฺจก. (บาลี) ๒๐/๕๐/๑๐
[11] เหตุให้เกิดโบภมูลจิต[11] (๑) ปฏิสนธิมาด้ายกรรมที่มีโลภเป็นบริวาร (๒) จุติมาจากภพที่มีโลภมาก (๓) ได้ประสบอารมณ์ที่ดีอยู่เสมอ (๔) ได้เห็นสิ่งที่เป็นที่ชอบใจ