อัญญสมาราเจตสิก เป็นเจตสิกที่ประกอบด้วยจิต ปรุงแต่งจิตได้ทั่วไปทั้งที่เป็นจิตอกุศล จิตกุศล วิบาก และกิริยา ซึ่งมีอยู่ ๑๓ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้…
๑. สัพพจิตตสาธาณเจตสิก ๗
๒.ปกิณณกเจตสิก ๖
๑.สัพพจิตตสาธาณะเจตสิก
หมายถึงเจตสิกที่ประกอบด้วยจิต ปรุงแต่งจิตได้ทั่วไปทั้งหมด คือ จิตทุกดวงจะมีสัพพจิตตสาธาณเจตสิกประกอบไปเสมอ ดูภาพประกอบระหว่างจิตกับเจตสิก ดังนี้…
ผัสสะเจตสิก
๑.จิตของคนเราและสัตว์ทั้งหลายนั้น ถ้าไม่มีผัสสะเจตสิกเป็นผู้รับกระทบอารมณ์ความรู้สึกเห็น ความรู้สึกได้ยิน ความรู้สึกต่อกลิ่น ความรู้สึกต่อรส ความรู้สึกสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง และความรู้สึกคิดนึกดีใจ เสียใจก็เกิดขึ้นไม่ได้
๒. ความรูสึกดีใจ เสียใจ สุขใจ ทุกข์ใจ หรือเฉยๆ ก็มาจากผัสสะเจตสิกเป็นผู้รับกระทบอารมณ์นี่เอง ถ้าไม่มีผัสสะเจตสิกเสีย ความรู้สึกดีใจเสียใจก็คงไม่มี แต่เราห้ามการกระทบอารมณ์ของผัสสะเจตสิกไม่ได้
๓. เราห้ามการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัส และห้ามการคิดนึกไม่ได้ เพราะผัสสะเจตสิกเป็นตัวรับกระทบเมื่อมีอารมณ์ปรากฏผัสสะก็กระทบทันที แต่เราห้ามใจไม่ให้คิดไปในทางอกุศลในทางบาปได้
๔. คนอื่นหรือสิ่งอื่นไม่ได้ทำให้เราดีใจหรือเสียใจ ผู้ที่ทำให้เราดีใจหรือเสียใจที่แท้จริงก็คือ ผัสสะเจตสิกนี่เอง ต่อไปนี้ถ้าสุขใจหรือดีใจ เราก็ต้องขอบคุณผัสสะเจตสิกที่รับกระทบอารมณ์ที่ดี ๆ แต่ถ้าทุกข์ใจหรือเสียใจ ก็ต้องโทษผัสสะเจตสิกที่รับอารมณ์ที่ไม่มี
[1]เวทนา ๖ (การเสวยอารมณ์) ได้แก่
๑. จักขุสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางตา)
๒. โสตสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางหู)
๓. ฆานสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางจมูก)
๔. ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ( เวทนาเกิดจากสัมผัสทางลิ้น)
๕. กายสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางกาย)
๖. มโนสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางใจ)
เวทนาเจตสิก
๑. ความสุข ความทุกข์ ความดีใจ ความเสียใจ หรือการรู้สึกเฉย ๆ นั้น เป็นหน้าที่ของเวทนาที่เสวยอารมณ์ให้กับจิต เราไม่ได้ดีใจ เราไม่ได้เสียใจ แต่เวทนากับจิตเป็นผู้ดีใจ เป็นผู้เสียใจ เราไม่ได้เป็นสุข เราไม่ได้เป็นทุกข์ เวทนากับจิตต่างหากที่เป็นสุขเป็นทุกข์
๒.ที่เราดีใจ เสียใจที่แท้จริงไม่ใช่เรา และเราจริง ๆ ก็ไม่มี มีแต่จิตกับอารมณ์เท่านั้น ที่รู้ว่าสุข รู้ว่าทุกข์ นอกจากจิตกับอารมณ์เสียแล้ว ไม่มีอะไรเลย
เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะมายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรากันเพื่ออะไร
สัญญาเจตสิก
[2]สัญญา ๖ (ความกำหนดได้หมายรู้ , ความหมายรู้อารมณ์ , ความจำได้หมายรู้)[3] รูปสัญญา , สัททสัญญา , คันธสัญญา , รสสัญญา , โผฏฐัพพสัญญ , ธัมมสัญญา
สัญญา ๑๐ (ความกำหนดหมาย , แนวความคิดความเข้าใจสำหรับใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกรรมฐาน)
๑.อนิจจสัญญา (ไม่เที่ยง)
๒. อนัตตสัญญา (ไม่มีตัวตน)
๓.อสุภสัญญา (ความไม่งาม)
๔.อาทีนวสัญญา (โทษแห่งกาม)
๕.ปหานสัญญา(ละอกุศลและบาปธรรม)
๖.วิราคสัญญา(อริยมรรคเป็นธรรมอันสงบ)
๗.นิโรธาญญา(อริยผลเป็นธรรมอันสงบประณีต)
๘. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา (ความไม่น่าเพลิดเพลินในโลก)
๙.สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา (ไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง)
๑๐.อานาปานสติ (กำหนดลมหายใจเข้าออก)
๑. ธรรมชาติที่ทำหน้าที่จำก็คือ “สัญญาเจตสิก” ธรรมชาติที่ทำหน้าที่รู้ว่าจำได้ก็คือจิตระหว่างจิตกับสัญญาเจตสิกจะเกิดร่วมกัน แยกออกจากกันไม่ได้เมื่อมีจิตก็ต้องมีสัญญาเจตสิกเสมอไป
๒.ความจำได้ เช่น อ่านหนังสือเที่ยวเดียวก็จำได้แม่นยำ ใครพูดที่ไหนก็จำได้ จำสีต่าง ๆ ได้ จำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ เหล่านี้เป็นสภาพของสัญญาเจตสิก ไม่ใช่ปัญญา
๓. คนที่จำอะไรไม่ค่อนได้นั้น ไม่ใช่ปัญญาไม่ดี แต่เป็นเพราะสัญญาไม่ดีนั่นเอง การที่จะทำให้มีความจำดีนั้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง เช่น
๑. สุขภาพร่างกายดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน รวมเรียกว่า พลานามัยสมบูรณ์
๒. ไม่เป็นคนโกรธง่าย มีจิตใจหนักแน่น ไม่ฟุ้งซ่าน
๓. มีสมาธิจิตดี
๔.ใส่ใจต่อการอ่าน การฟัง การคิด และคิดถึงสิ่งนั้นบ่อยๆ
๕. ฝึกเป็นคนมีระเบียบในการอ่าน การฟัง และการคิดอย่างมีระบบ ถ้าฝึกฝนอย่างนี้อยู่บ่อยๆจะเป็นคนที่มีความจำดี
เจตนาเจตสิก
๑. ความตั้งใจของเรานั้น ประกอบด้วยธรรมชาติ ๒ อย่าง ประชุมกัน คือจิตและเจตนาเจตสิก
๒. ความตั้งใจต่อการกระทำ ต่อการพูด และต่อการคิด เป็นตัวกรรม ถ้าเราตั้งใจกระทำในทางที่ดี ตั้งใจต่อการพูดที่ดี ละตั้งใจต่อการคิดที่ดีมีประโยชน์ ก็จัดว่าเป็นกุศลธรรมคือกรรมดี แต่ถ้าตั้งใจกระทำในทางที่ไม่ดี ตั้งใจต่อการพูดที่ไม่ดี และตั้งใจต่อการคิดที่ไม่ดี ก็จัดเป็นอกุศลกรรม
๓. บาปหรือบุญอยู่ที่เจตนาคือความตั้งใจนี่เอง ไม่มีใครทำบาปให้เราได้ และไม่มีใครทำบุญให้เราได้ นอกจากเราเป็นผู้ทำเอง และเป็นผู้รับผลของบาป ผลของบุญเอง
เอกัคคตาเจตสิก
๑. ตัวการที่ทำให้จิตเป็นสมาธิก็คือ “เอกัคคตาเจตสิก” นี่เอง นอกจากนี้ เอกัคคตาเจตสิก ยังเป็นปัจจัยให้เกิดความจำดีอีกด้วย
๒. สาเหตุที่จิตรู้อารมณ์หลายอย่างไม่ได้ในขณะจิตเดียว ก็เพราะมีเอกัคคตาเป็นผู้ประกอบปรุงแต่ง ดังนั้นคนที่มีจิตเดียวก็ต้องมีอารมณ์เดียว ที่จิตฟุ้งซ่านนั้นก็เพราะ จิตเกิดดับหลายดวง และแต่ละดวงก็มีอารมณ์คนละอย่าง จึงรู้สึกว่าฟุ้งซ่าน
ชีวิตินทรียเจตสิก
๑. ชีวิตที่แท้จริงนั้นคืออะไร อยู่ที่ไหน
๒. คนเรานั้นมีชีวิตอยู่ ๒ ชนิดคือชิตที่เป็นรูป และชีวิตที่เป็นนาม
๓. ชีวิตกับจิตใจนั้นคนละอย่างกันไม่ใช่อย่างเดียวกัน แต่เมื่อมีชีวิต ก็มีจิตใจด้วย และเมื่อมีจิตใจก็ต้องมีชีวิตด้วย
มนสิการเจตสิก
๑. ในขณะที่ประสบกับอารมณ์แต่ละครั้งนั้น ถ้าหากขาดการโยนิโสมนสิการ จิตของเราก็จะเป็นอกุศลไปทันที ในทางตรงกันข้ามถ้าหากใส่ใจในอารมณ์โดยแยบคาย ก็เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลจิต เกิดปัญญาได้ตลอดเวลา
๒. ตัวการที่เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาก็คือ การใส่ใจในอารมณ์อันแยบคาย พิจรณาอารมณ์ตามสภาพของความเป็นจริง องค์ธรรมนั้นได้แก่ “มนสิการเจตสิก” ที่ในมหากุศลญานสัมปยุตนั่นเอง
๒. ปกิณณก[4] เจตสิก ๖
ปกิณณกเจตสิก หมายถึงกลุ่มเจตสิกที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตได้ไม่ทั่วไปทั้งหมดคือ ประกอบได้บ้าง ไม่ได้บ้างในจิตทั่วไปทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๖ ดวง คือ .....
๑. วิตกเจตสิก ๒. วิจารเจตสิก ๓. อธิโมกขเจตสิก ๔. วิริยะเจตสิก
๕. ปีติเจตสิก ๖. ฉันทะเจตสิก
ในแต่ละดวงนี้ มีคำอธิบายดังนี้
วิตกเจตสิก
๑. สาเหตุที่ทำให้เราคิดถึงสิ่งต่างๆ ได้นั้น ก็เพราะมีวิตกยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ที่เราคิดถึงนั่นเอง
๒. อาการที่คิดเป็นจิต เรื่องราวที่คิดหรือสิ่งต่างๆ ที่คิดเป็นอารมณ์ แต่การที่จิตจะคิดถึงอารมณ์ต่างๆ ได้นั้น ก็เพราะมีวิตกเจตสิกเป็นผ็ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์
วิจารเจตสิก
๑. การที่เราครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ นั้นได้นาน คิดแล้วก็คิดอีกเพราะ มีวิจารประคองจิตไว้นั่นเอง
๒. ภาวะของจิตที่คิดไปในเรื่องราวต่างๆ เป็นเรื่องราวของจิตกับเจตสิกทำงานร่วมกันไม่ใช่เราเป็นผู้คิด แต่จิตกับเจตสิกเป็นผู้คิดพิจารณา ซึ่งก็จะทำให้เรารู้ความจริงของธรรมชาติถอนอัตตาที่สำคัญว่าเป็นตัวตนเสียได้
อธิโมกขเจตสิก
๑. การตัดสินใจที่เกิดขึ้นแก่เรา และสัตว์ทั้งหลายทุกๆครั้งนั้นเป็นธรรมชาติของอธิโมกขที่ประกอบกับจิต
๒. การตัดสินใจผิดนั้นเป็นเพราะมีจิตเป็นอกุศล หรือที่เป็นผลของอกุศล โดยมีอธิโมกขเป็นตัวการประกอบปรุงแต่ง จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดตัดสินใจผิด
๓. อธิโมกขเจตสิกนั้นประกอบปรุงแต่งในจิตที่ดี ก็ก่อให้เกดการตัดสินใจในการทำความดี ถ้าประกอบในจิตที่ไม่ดีเช่นอกุศลจิต ก็ก่อให้เกิดการตัดสินใจทำความชั่ว
วิริยเจตสิก
๑. ความเพียรองค์ธรรม ได้แก่ “วิริยะเจตสิก”
๒. ความเพียรนั้นมี ๒ อย่าง คือ เพียรในทางที่ถูก กับเพียรในทางที่ผิด
ปิติเจตสิก
๑. ในขณะที่จิตใจหดหู่เหงาหงอยนั้น เพราะขาดปิติประกอบปรุงแต่งนั่นเอง
๒. เครื่องสำอางในทางธรรมก็คือ ปิติเจตสิกนี่เอง
๓. ถ้าต้องการให้ร่ายกายไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ต้องการให้ความชราไม่ปรากฏ ผิวพรรณสดสวยอยู่เสมอ ต้องทำให้ปิติเจตสิกเกิดขึ้นได้เสมอๆ
ฉันทเจตสิก
๑. ความรู้สึกพอใจที่ปรากฏอยู่นี้ เป็นธรรมชาติของฉันทเจตสิกที่ประกอบกับจิต
๒. ความอยากไม่ใช่ลักษณะของตัณหาเสมอไป เช่นอยากทำงานให้เสร็จ อยากพูดให้เข้าใจ อยากไปให้ถึง อยากทำบุญ อยากให้ทาน อยากทำความสะอาดโบสถ์ วิหาร ลานเจดีย์ เป็นต้นลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะของฉันทะนั่นเอง
๓. ความพอใจกับความติดใจนั้นไม่เหมือนกัน และมีองค์ธรรมต่างกัน
อกุศลเจตสิก
คำว่าอกุศลเจตสิก หมายถึงเจตสิกที่ประกอบกับจิต ทำให้มีความรู้สึกเป็นไปในทางอกุศลรู้สึกเป็นไปในทางบาป ไม่ดีไม่งาม เป็นเหตุให้เกิดการทำบาป ทำทุจริตเป็นเหตุให้เกิด
ทุกข์ เกิดความเดือดร้อนทั้งชาตินี้และชาติหน้า ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๑๔ ประเภท แบ่งออกเป็น ๕ กลุ่ม
ดังนี้[5] โมจตุกะ ๔, โลติกะ ๓,โทจตุกะ ๔,ถีทุกะ ๒,วิจิกิจฉา ๑
โมหะเจตสิก
โมหะเจตสิกคือธรรมชาติที่ไม่รู้ความจริงของอารมณ์ ทำหน้าที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิต ทำให้ร็สึกมืดบอดลุ่มหลงไปในทางที่ผิด ทำให้จิตไม่รู้ความจริงของอารมณ์ ก่อให้เกิดความโง่เขลาต่อสภาวธรรมทั้งหลาย คือ ไม่รู้ธรรม ๘ ประการ คือ
๑. ไม่รู้จักทุกข์
๒. ไม่รู้เหตุที่ทำให้เกิดทุก
๓. ไม่รู้ความดับทุกข์
๔. ไม่รู้หนทางที่จะปฎิบัติให้ถึงซึ่งความดับทุกข์
๕. ไม่รู้ขันธ์, อายตนะธาตุที่เป็นอดีต (ชาติก่อน)
๖. ไม่รู้ขันธ์, อายตนะธาตุที่เป็นอนาคต (ชาติหน้า)
๗. ไม่รู้ขันธ์, อายตนะธาตุที่เป็นอดีตและอนาคต (ทั้งชาติก่อนและชาติหน้า)
๘. ไม่รู้จักในธรรมที่เป็นเหตุ ให้เกิดผลต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย
เรียกว่า “ปฎิจจสมุปบาท”
โมหะเจตสิก เป็นธรรมะฝ่ายอกุศล ฝ่ายบาป เป็นเหตุให้เกิดบาป เกิดอกุศลเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งชาตินี้และชาติหน้าเป็นธรรมที่ไม่ควรเสพและทำลายได้ด้วยกานปฏิบัติตนดังนี้
๑. หมั่นทำบุญกุศล
๒. อยู่ในประเทศที่มีสัปบุรุษ (ผู้รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า)
๓. สามคมกับสัปบุรุษ
๔. ฟังธรรม หรือศึกษาธรรมะจากสัปบุรุษ
๕. ปฏิบัติตามสัปบุรุษ คือ ต้องตนไว้ในทางที่ชอบด้วยสุจริต[6]
อหิริกะเจตสิก
๑.ความรู้สึกไม่ละอายต่อการทำบาปทุจริตนั้น เป็นเพราะมีอหิริกะเจตสิกประกอบอยู่ในจิตนั้น
๒.ความรูสึกไม่ละอายต่อบาปนั้น เป็นจิตฝ่ายอกุศล ไม่ดี ไม่งาม มีความทุกข์เป็นผล
๓.การไม่ละอายต่อบาปทุจริต การไม่เกรงกลัวต่อผลบาททุจริต ก็คือการไม่รักตนเอง ไม่เคารพตนเอง
อโนตตัปปะเจตสิก
๑.การไม่กลัวต่อบาป ไม่กลัวต่อผลของบาป เป็นเพราะมีอโนตตัปปะเจตสิกประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต
๒.ความรู้สึกไม่กลัวต่อบาปต่ออกุศลนั้นเป็นจิตฝ่ายบาปฝ่ายอกุศลมีผลเป็นทุกข์ภายหน้า
๓.การที่ไม่รู้สึกกลัวต่อบาปไม่รู้สึกกลัวต่อผลของบาปนั้น มีโมหะเจตสิกเกิดร่วมอยู่ด้วย จึงทำให้ไม่รู้สึกกลัวต่อบาป
อุทธัจจะเจตสิก
๑.การที่จิตฟุ้งซ่าน ซัดส่ายไปมานั้นเป็นเพราะจิตนั้นมีอุทธัจจะประกอบ
๒.การที่จิตฟุ้งซ่าน ซัดส่ายเป็นอกุศลจิต เป็นจิตที่ไม่ดี มีผลเป็นทุกข์ ให้เกิดทุกข์
๓.ความฟุ้งซ่าน นั้นเป็นอันตรายต่อสมาธิเป็นปฏิปักษ์กับสมาธิ
๔.ความฟุ้งซ่านนั้น ไม่อาจนำปฏิสนธิ (เกิด) ในอบายภูมิได้ เหมือนอย่างอกุศลจิตอื่น ๆ ๑๑ ดวง เพราะอุทธัจจะสัมปยุตแห่งอกุศลจิตมีกำลังอำนาจน้อยประมวลกรรมไว้ได้อ่อน
โลภะเจตสิก
๑.จิตใจของคนเราและสัตว์ทั้งหลายมีความเห็นแก่ตัว ไม่ยอมเสียสละ ไม่ยอมบริจาค เกิดจากมีโลภะเจตสิกประกอบอยู่ในจิตใจ
๒.ภาวะจิตที่มีความต้องการอยากได้ในลักษณะติดใจ หลงใหล คลั่งไคล้ใฝ่ฝัน แท้จริงเกิดจากโลภะเจตสิกนั่นเอง
๓.เป็นองค์ธรรมของตัณหา ๓ (กามตัณหา , ภวตัณหา , วิภวตัณหา)
๔.เหตุให้เกิดความทุกข์ใจ เร่าร้อนใจอันเนื่องมาจาก ติดใจอยากได้ถึงกับยอมทำบาปทุจริตนั้น อันเนื่องมาจากตัณหาหรือโลภะเจตสิกนั่นเอง
ธรรมตัณหา , ธรรมราคะ , ธรรมนันทิคือความยินดีติดใจในการเจริญกรรมฐาน ไม่ถือว่าเป็นบาป
ทิฏฐิเจตสิก
๑.การที่เราคิดเอาเองว่า บุญไม่มี บาปไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี ชาติหน้าไม่มี ตายแล้วสูญ แล้วยึดถือว่าถูกต้องนั้น เกิดจากทิฏฐิเจตสิกประกอบกับจิตปรุงแต่งจิตให้มีความคิดเห็น เช่นนั้น
๒.ความเป็นไปของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทำบาปทำอกุศลโดยไม่ห่วงชีวิตในภายหน้า จะต้องทุกข์ลำบากเพราะมาจากสาเหตุที่ยึดถือว่าชาติหน้าไม่มี บุญไม่มี บาปไม่มีนี่เอง
๓.ผู้ที่สอนให้ไม่เชื่อชาติหน้า สอนให้ถือปัจจุบันชาติอย่างเดียวเท่านั้นมีความเห็นผิด ประกอบอยู่ในจิตใจของเขา
มานะเจตสิก
๑.ความเย่อหยิ่งทนงตนนั้น เกิดจากการมีมานะเจตสิกประกอบปรุงแต่งจิต ทำให้จิตมีความรู้สึกเย่อหยิ่งทนงตน
๒.การยกตนข่มผู้อื่น การอวดดื้อถือรั้น หรือการโอ้อวดนั้น เป็นมานะเป็นธรรมฝ่ายอกุศล เป็นธรรมที่ไม่ควรเสพ ไม่ควรเจริญ เป็นธรรมที่ควรลดควรละและควรทำลายให้หมดไปจากจิตใจ
โทสะเจตสิก
โทสเจตสิก คือธรรมชาติที่เป็นความโกรธ ความไม่พอใจ ไม่ชอบใจในอารมณ์ ทั้ง ๖ เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ทำให้จิตมีความรู้สึกเป็นไปในลักษณะไม่พอใจประทุษร้าย
เมื่อใดจิตถูกปรุงแต่งด้วยโทสเจตสิก จิตจะรู้สึกแสดงอาการหยาบกระด้าง เร่าร้อน เผาทำลาย ประทุษร้าย ไม่ชอบใจ เสียใจ กลุ้มใจ เกลียด กลัว ตกใจ มุ่งร้ายทำลาย อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการของจิตที่ถูกปรุงแต่งด้วยโทสเจตสิก
มีความดุร้ายหยาบกระด้าง เหมือนอสรพิษที่ถูกตี
มีการเผาที่อาศัยของตน เหมือนไปไหม้บ้าน
มีความกระสับกระส่ายพลุ่งพล่าน เหมือนถูกวางยาพิษ
มีการประทุษร้ายตนและผู้อื่น เหมือนศัตรูที่ได้โอกาส
มีวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต
เหตุใกล้ให้เกิดโทสะ ซึ่งเรียกว่า อาฆาตวัตถุนั้น มี ๑๐ ประการ คือ
๑.อาฆาตเขา เพราะถือว่า เขาได้ทำความพินาศเสียหายแก่เรา
๒.อาฆาตเขา เพราะคิดว่า เขากำลังทำความพินาศเสียหายแก่เรา
๓.อาฆาตเขา เพราะคิดว่า เขาจักทำความพินาศเสียหายแก่เรา
๔. อาฆาตเขา เพราะคิดว่าเขาได้ทำความพินาศเสียหายแก่คนที่เรารักเราชอบ
๕. อาฆาตเขา เพราะคิดว่า เขากำลังทำความพินาศเสียหายแก่คนที่เรารักเราชอบ
๖.อาฆาตเขา เพราะคิดว่า เขาจักทำความพินาศเสียหายแก่คนที่เรารักเราชอบ
๗.อาฆาตเขา เพราะคิดว่า เขาได้ทำคุณประโยชน์แก่คนที่เราเกลียดเราชัง
๘.อาฆาตเขา เพราะคิดว่าเขากำลังทำคุณประโยชน์แก่คนที่เราเกลียดเราชัง
๙.อาฆาตเขา เพราะคิดว่า เขาจักทำคุณประโยชน์แก่คนที่เราเกลียดเราชัง
๑๐.อาฆาตเกิดขึ้นในฐานะอันไม่สมควร เช่น โกรธเกิดขึ้นเมื่อเดินสะดุดสิ่งของหรือเหยียบขวากหนามเป็นต้น เราได้เรียนรู้อะไรจาก “โทสเจตสิก”
๑.ธรรมชาติที่ทำให้รู้สึกโกรธ รู้สึกไม่พอใจนั้น คือโทสเจตสิก ไม่ใช่ผู้อื่นหรือสิ่งอื่นทำให้
๒.ธรรมชาติที่เผาจิตใจ ให้เร่าร้อนนั้นก็คือ โทสะเจตสิก
๓.อาการหยาบกระด้าง ความกลุ้มใจ เกลียด กลัว หรือตกใจเป็นอการของโทสเจตสิกที่มีโทสเจตสิกประกอบกรุงแต่งให้เป็นไปนั่นเอง
การแก้ไขการลดโทสะนั้นก็คือ ตั้งใจและปรารถนาดีต่อทุก ๆ คนและสัตว์ทั้งหลายบ่อย ๆ ที่เราเรียกว่าแผ่เมตตานั่นเอง จะช่วยละและละโทสะได้
[1] สํ.สฬา.(บาลี)๑๘/๔๓๔/๒๘๗.
[2] ที.ปา.๑๑/๓๐๙/๒๕๕:อง.ฉกก.๒๒/๓๓๔/๔๖๑.
[3] ม.มู(ไทย)๑๒/๔๕๐/๔๙
[4] ปกิณณก = เบ็ดเคล็ด,เล็กๆน้อยๆ (ประมวลศัพท์ศาสนา น. ๓๐๒)
๑. วิตก = ความตรึกอารมณ์ (ประมวลธรรม น. ๓๒๖)
๒. วิจาร = ความตรองหรือพิจารณาอารมณ์ (ประมวลธรรม น. ๓๕๖)
๓. อธิโมกข์ = ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า, ความปลงใจหรือปักใจในอารมณ์ (ประมวลธรรม น. ๓๒๖)
๔. วิริยะ = ความเพียรคือขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายามเข้มแข็ง (ประมวลธรรม น. ๓๒๖)
๕. ปิติ = อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย (ประมวลธรรม น. ๑๘๖)
๖. ฉันทะ = ความพอใจ คือความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะกระทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนา จะทำให้ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป (ประมวลธรรม น. ๑๘๖)
[5] โกวิท ปัทมะสุนทร (ขุนสรรพกิจโกศล), ตู่มือการศึกษาเจตสิกปรมัตถ์ พระอภิธรรมมัตถสังคหะปริจเฉทที่ ๒, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อำพลพิทยา, ๒๕๐๕),หน้า ๑๔-๑๖
[6] สรรค์ชัย พรหมฤๅษี, คู่มือประกอบการศึกษาสภาวกรรม ๗๒, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖), หน้า ๑๕-๑๖