รูปปรมัตถ์ประชุมกันอย่างไร

ไม่มีรูปปรมัตถ์ประเภทใดประเภทหนึ่ง  ที่จะอยู่โดดเดี่ยวลำพัง  โดยไม่อยู่รวมกับรูปปรมัตถ์ประเภทอื่น ๆรูปปรมาณูต่าง ๆ มาประชุมกัน  จึงทำให้มีสิ่งของต่างๆในโลก

การประชุมของรูปปรมัตถ์ที่เป็นกลุ่มๆแต่ละกลุ่มทางธรรมเรียกว่า”กลาปะ”ลักษระของรูปกลาปะหรือกลุ่มรูป  คือ  เกิดพร้อมกัน  และอยู่ที่เดียวกัน  การประชุมของกลุ่มรูปปรมัตถ์เหล่านี้  เป็นรูปหยาบ  คนเราทั่วไปมักคุ้นเคย  ยังมีกลุ่มรูปแต่ละกลุ่มที่ละเอียดอ่อน  ที่สัมผัสกายไม่ได้  ตาเปล่าก็มองไม่เห็น  เมื่อกลุ่มรูปละเอียดเหล่านี้มาประชุมกันซึ่งไม่เบียดเสียดหนาแน่นเหมีอนกลุ่มที่เรามองเห็น  ในกรณีนี้คนเราทั่วไปไม่คุ้นเคย  นักวิทยาศาสตร์ปุถุชนทางโลก  ก็ยังไม่คุ้นเคย  คุ้นเคยแต่รูปกายที่หยาบ  ผิดกับพุทธวิทยาศาสตร์ของพระพุทธองค์ ผู้มีพระสัพพัญญุตญาณได้ อธิบายการประชุมของกลุ่มรูปปรมัตถ์ที่หยาบและละเอียด

กลุ่มรูปต่างๆ ที่มาประชุมกัน  ไม่ติดกันเป็นพืด  แต่มีช่องว่าง  ระหว่างกลุ่มรูปที่ทางธรรมะเรียกว่า “ปริจเฉทรูป” ซึ่งเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้คนพบภายหลัง

รูปเกิดจากอำนาจอะไร

รูปปรมัตถ์มาจาก ๔ สมุฎฐาน ดังนี้ คือ

๑.  เกิดจากอำนาจกรรม  (กัมมชรูป)  เช่น  ประสาท  ตา  ประสาทหู  ประสาทจมูก  ประสาทลิ้น  ประสาทกาย  หทยวัตถุ  อันเป็นที่ตั้งของจิตต่าง ๆ รูปที่แสดงความเป็นเพศหญิงหรือชายเป็นต้น

๒. เกิดจากอำนาจจิต  (จิตตชรูป) เช่น  เสียงพูด  สีหน้าท่าทาง  รูปยืน  รูปเดิน  รูปนั่ง  รูปนอน  ลมหายใจเข้าออก  เป็นต้น

๓.  เกิดจากอำนาจอาหาร  (อาหารชรูป)  อาหารที่เรารับประทานสามารถทำให้เกิดรูปอันเกิดจากอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายของเราให้ดำรงอยู่ได้  เป็นต้น

๔.  เกิดจากอำนาจอุตุ  (อุตชรูป)  อุตุคือความร้อน หรือความเย็น  อุตุนี้สามารถทำให้เกิดรูปต่าง ๆ เช่น เป็นไข้ตัวร้อน[1] 

รูปกับนาม

ความสัมพันธ์กันระหว่างรูปกับนาม

  เมื่อประกอบรวมอะไหล่ อุปกรณ์เครื่องยนต์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน การเรียกว่า”รถ” ย่อมมีได้ ฉันใด  เมื่อรวมองค์ประกอบต่างๆ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเข้าด้วยกัน  การบัญญัติเรียกว่า”คน หรือ สัตว์” ย่อมมีได้ ฉันนั้น[2] เหมือนกับการบัญญัติเรียกว่า”คน หรือ สัตว์”เป็นสิ่งที่เกิดจากส่วนประกอบ ๕ อย่าง เรียกว่าเบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ ๕  องค์ประกอบของขันธ์ ๕ นั้น[3]มีคำอธิบายดังนี้  ๑. รูปขันธ์ คือ ส่วนที่เป็นรูปทั้งหมด ได้แก่มหาภูตรูป ๔

และอุปาทายรูป ๒๔คำว่ารูปนั้น หมายถึง สิ่งที่เสื่อมสลาย ผุพัง แตกดับด้วยความร้อน ความเย็น เป็นต้น รูปทั้งหมด แยกอธิบายโดยสังเขปได้ ดังนี้ คือ

๑) มหาภูตรูป ๔  คือรูปที่สามารถแปรสภาพเป็นสิ่งต่าง ๆได้อีกมากมาย  เรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า ธาตุ ๔ ได้แก่ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ

๒) อุปาทายรูป  (รูปอาศัยหรือรูปที่สืบเนื่องมาจากมหาภูตรูป คือ เป็นรูปส่วนย่อยที่มีองค์ประกอบของธาตุ ๔ รวมอยู่ด้วย) มี ๒๔ รูป คือ

- ประสาทรูปทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย (จักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท และกายปสาท)

- โคจรรูป หรือ วิสยรูป(อารมณ์) ๔ คือ รูป เสียง กลิ่น รส (โผฎฐัพพะ ไม่นับ

เพราะตรงกันกับปฐวีธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ)

- อิตถีภาวะ ความเป็นหญิงที่มีอยู่ทั่วร่างกาย (สมัยปัจจุบันเทียบได้กับ โครโมโซม x)

- ปุริสภาวะ ความเป็นชายที่มีอยู่ทั่วร่างกาย (สมัยปัจจุบันเทียบได้กับโครโมโซม y)

- ที่ตั้งของวิญญาณ (หทัยวัตถุ)[4]

- การแสดงให้รู้ความหมายทางกาย เช่น คำพูดสนทนา เป็นต้น (วจีวิญญัติ)

- ชีวิตินทรีย์ (ส่วนที่เชื่อมโยงรูปต่างๆ ให้รวมกัน ไม่ให้กระจัดกระจาย)

- ปริเฉทรูป (ช่องว่างที่มีอยู่ทั่วไปในร่างกาย เช่น ช่องหู เป็นต้น)

- ความเบาของรูป (รูปสฺส สหุตา) ความยืดหยุ่นของรูป (รูปสฺส มุทุตา) ภาวะที่ควรแก่การงานของรูป (รูปสฺส สนฺตติ) ความเสื่อมตัว (ชรตา) ความสลายตัว (อนิจฺจตา) และอาหาร (หมายถึงโอชาที่เซลล์ดูดกินเข้าไป)

๒. เวทนาขันธ์[5] คือส่วนที่เป็นความรู้สึก เป็นธรรมชาติที่เสวย อารมณ์ เช่น ความรู้สึกสบาย ไม่สบาย ดีใจ เสียใจ หรือเฉยๆ แบ่งเป็น ๓ คือ สุข (ทางกายหรือทางใจก็ตาม) ทุกข์ (ทางกายหรือทางใจก็ตาม) อทุกขมสุข (ไม่ทุกข์ไม่สุข คือ เฉยๆ  บางทีเรียกว่า อุเบกขา อีกอย่างหนึ่ง แบ่งเป็น ๕ คือ สุข (ทางกาย) ทุกข์ (ทางกาย) โสมนัส (ดีใจ) โทมนัส (เสียใจ) อุเบกขา (เฉยๆ หรือ ความรู้สึกธรรมดา ไม่ประทับใจเป็นกลางๆ) แบ่งตามทางที่เกิดเป็น ๖ คือ เวทนาเกิดจากสัมผัสทางจักขุ (ตา) ทางโสตะ (หู) ทางฆานะ (จมูก) ทางชิวหา (ลิ้น) ทางกาย (กาย) และทางมโน (ใจ)

  ๓. สัญญาขันธ์ ส่วนที่เป็นตัวกำหนดหมาย ทำให้รู้ถึงความต่างและความเหมือนกันในสิ่งที่สัมผัสว่าเป็นอรไร เช่น เป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของว่ามีลักษณะอย่างไร ดีหรือไม่ดี หอมหรือเหม็น เป็นของเราหรือของเขา เป็นต้น แบ่งเป็น ๖ ตามทางแห่งการรับรู้ คือ[6]

(๑)รูปสัญญา ความหมายรู้รูป เช่นว่า สีดำ สีแดง สีเขียว หรือผอม เป็นต้น

(๒)สัททสัญญา ความหมายรู้เสียง เช่นว่า ดัง เบา ทุ้ม แหลม เป็นต้น

(๓)คันธสัญญา ความหมายรู้กลิ่น เช่นว่า หอม เหม็น เป็นต้น

(๔)  รสสัญญา ความหมายรู้รส เช่นว่า หวาน เค็ม เผ็ด เป็นต้น

(๕) โผฏฐัพพสัญญา ความหมายรู้ทางกาย เช่นว่า อ่อนนุ่ม แข็ง หยาบกระด้าง ละเอียด ร้อน เย็น อุ่น เป็นต้น

  (๖) ธัมมสัญญา ความหมายรู้อารมณ์ทางใจ เช่นว่า พอใจ ไม่พอใจ งาม น่าเกลียด เที่ยง ไม่เที่ยง เป็นต้น

  ๔. สังขารขันธ์ ส่วนของเจตนา คือ การปรุงแต่งอารมณ์ หมายถึงธรรมชาติที่มีการประสม เป็นความคิดปรุงแต่งเกี่ยวกับอารมณ์นั้นๆ หรือสิ่งต่างๆ เช่น ดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ อยากได้ หรือ ไม่อยากได้ รัก หรือเกลียด ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ[7]

  ๕.วิญญาณขันธ์ ส่วนที่รู้อารมณ์ หรือธรรมชาติที่รู้แจ้งอารมณ์ต่างๆ เช่น เห็นรูป ได้ยินเสียง เป็นต้น

  เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ขันธ์ ๕ ย่อลงเป็น ๒ ส่วน คือ รูปกับนาม รูปเป็นฝ่ายวัตถุ ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ต่างๆ เช่น เห็น ได้ยิน เป็นต้นได้ ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเป็นฝ่ายนาม คือเป็นสิ่งที่รู้อารมณ์ เช่น เห็น ได้ยิน เป็นต้นได้ รูปเป็นธรรมชาติที่ไม่น้อมไปสู่อารมณ์ส่วนนามเป็นธรรมช่าติที่น้อมไปสู่อารมณ์ ดังนั้น นามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณจึงมีธรรมชาติเป็นอย่างเดียวกัน คือธรรมชาติเป็นตัวยืนหรือเป็นฐานทางเดินให้แก่นามขันธ์ที่เหลือ คือ เวทนา สัญญาและสังขาร ถ้าไม่มีวิญญาณแล้ว เวทนา สัญญา และสังขารจะมีไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน วิญญาณไม่อาจมีโดยไม่มีเวทนา สัญญา และสังขาร วิญญาณไม่อาจดำรงรังอยู่อย่างเดี่ยวๆ ในรูปของเชิงเดี่ยวได้ แต่ต้องมีเวทนา สัญญา และสังขารเข้าผสม การมองจากแง่นี้ ทำให้เห็นว่าเวทนา สัญญา และสังขารเป็นลักษณะหรือคุณสมบัติของวิญญาณแต่ละลักษณะไป  เช่น  วิญญาณหรือจิตที่เสวยอารมณ์  มีสุขหรือมีทุกข์  จำอารมณ์  ปรุงแต่งอารมณ์  มีโกรธ  หรือ  มีเมตตา  เป็นต้น เพราะอาศัยการประกอบกันอย่างเหมาะสมของขันธ์ 5 นี้เอง ชีวิตจึงมี

ขึ้นได้ องค์ประกอบของชีวิต เมื่อพูดอีกนัยหนึ่งก็คือกายและวิญญาณ กายและวิญญาณนี้มีธรรมชาติแตกต่างกัน  กายไม่ใช่วิญญาณ  และวิญญาณไม่ใช่กาย

  แม้พระพุทธศาสนามีทัศนะว่า  กายและวิญญาณนั้นมีธรรมชาติเตกต่างกันก็จริง  แต่ถือว่า กายและวิญญาณทั้งสองนั้น  ต่างก็มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด  กล่าวคือ  ต่างก็อิงอาศัยเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันเป็นไป  เมื่ออย่างหนึ่งผิดปกติ  อีกอย่างก็ต้องพลอยผิดปกติไปด้วย  หรือถ้าฝ่ายหนึ่งถูกทำลาย  อีกฝ่ายก็ต้องถูกทำลายไปด้วย ดังข้อความที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า “รูปและนาม(กายกับวิญญาณ) เป็นของคู่กัน ทั้งคู่อาศัยกันและกัน เมื่ออย่างหนึ่งแตกสลาย ก็แตกสลายทั้งคู่ตามปัจจัย”[8] ตามข้อความนี้แสดงให้รู้ว่า ทั้งกายและวิญญาณแม้จะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ก็เป็นปัจจัยของกัน  กายก็เป็นปัจจัยแก่วิญญาณ  วิญญาณก็เป็นปัจจัยแก่กาย  ทั้งสองอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้  เพราะเมื่อกายมีปัญหาใช้การไม่ได้  วิญญาณก็ไม่สามารถอาศัยแสดงออกได้  หรือเมื่อวิญญาณดับ (เช่น ตาย จุติวิญญาณ)  ร่างกายก็ไม่สามารถสืบต่อไปได้  ดังข้ออุปมาที่ว่า

ไม้อ้อ 2 กำตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกัน  ฉันใด  เพราะนามรูปเป็นปัจจัย  จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ฯลฯ  ฉันนั้น 

ไม้อ้อ 2 กำ  ถ้าเอาออกเสียกำหนึ่ง  อีกกำหนึ่งย่อมล้ม ถ้าดึงอีกกำหนึ่งออก  อีกกำหนึ่งก็ล้ม  ฉันใด  เพราะนามรูปดับ  วิญญาณก็ดับ เพราะวิญญาณดับนามรูปก็ดับฯลฯ ฉันนั้น[9] เปรียบเสมือนคนขับรถกับรถ  รถนั้นถ้าไม่มีคนขับก็ไม่สมารถจะขับเคลื่อนได้  หรือมีแต่คนขับไม่มีรถก็ไม่สำเร็จประโยชน์ ต้องอาศัยทั้งคนขับรถและรถ การไปสู่จุดหมายปลายทางจึงจะเป็นไปได้  ฉันใด  วิญญาณเปรียบเสมือนคนขับ  รถเปรียบเสมือนร่างกายก็ฉันนั้นเหมือนกัน

  แม้ว่าทั้งกายและวิญญาณอาศัยกันและกันจึงจะสามารถทำหน้าที่ต่างๆ ได้  แต่ถึงกระนั้น  วิญญาณก็มีอำนาจเหนือกาย คือ วิญญาณเป็นผู้สั่งการ กายเป็นผู้ทำตามอำนาจของวิญญาณดังนั้น ร่างกายถ้าไม่มีวิญญาณอาศัยอยู่  กายย่อมดำรงอยู่ไม่ได้  ต้องตาย และ จะถูกทอดทิ้ง  เหมือนท่อนไม้ที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้  ดังพุทธพจน์ว่า

  อจิรํ  วตยํ กาโย  ปฐวึ  อธิเสสฺสติ

  ฉุฑฺโฑ  อเปตวิญฺญาโณ  นิรตฺถํว  กลิงฺครํ

  ร่างกายนี้ไม่นานนัก  จักนอนทับถมแผ่นดิน

  เมื่อปราศจากวิญญาณแล้วก็ถูกทอดทิ้ง

เหมือนท่อนไม้ใช้ประโยชน์ไม่ได้[10]

ตามหลักพุทธพจน์นี้  จะเห็นได้ว่า กายจะดำรงอยู่ได้ มีการเคลื่อนไหวอิริยาบถต่างๆ ได้  ก็ต่อเมื่อยังมีวิญญาณอาศัยอยู่  ถ้าไม่มีวิญญาณ  กายก็ไม่มีความหมายทำอะไรไม่ได้  มีแต่จะเน่าเปื่อยผุพังในที่สุด

รูปกับนามเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต คือ

  กายและวิญญาณหรือรูปและนามนี้จะดำรงอยู่ได้  ต้องได้รับอาหาร 4 หมายถึง เครื่องค้ำจุนชีวิตหรือปัจจัยหล่อเลี้ยงร่างกายและใจ  ทำให้เกิดกำลัง  ความสืบต่อ  เจริญเติบโต  และมีพัฒนาการได้[11] คือ

1.กวฬิงการาหาร  อาหารหยาบที่บริโภคเป็นคำๆ หมายถึง อาหารสามัญ

ที่บริโภคกันโดยทั่วไป เช่น ข้าว เนื้อ ผลไม้ เป็นต้น  โอชะของอาหารก็จะถูกดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย

  2. ผัสสาหาร  อาหารคือผัสสะ  ได้แก่  การบรรจบแห่งอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้นกาย และวิญญาณ  อายตนะภายนอก คือ รูปารมณ์  สัททารมณ์  คันธารมณ์  รสารมณ์  โผฎฐัพพารมณ์  และธรรมารมณ์  การรับรู้อารมณ์ก็จะเกิดขึ้นตามทวารนั้นๆ  และเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา  พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายเกิดขึ้นตามมา  สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้วิญญาณแสดงบทบาทออกมาทางกาย วาจา  และใจ

  3.มโนสัญเจตนาหาร  คือ  ความมุ่งหวัง ความจงใจ  หรือเจตนา  อันเป็นปัจจัยของการคิดพูด ทำ ซึ่งเรียกว่า กรรม  เป็นตัวชักนำมาซึ่งภพ  คือให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย มโนสัญเจตนาหาร  เป็นความตั้งใจที่อยากจะมีชีวิตอยู่  ความตั้งใจนี้  ทำให้การมีภพชาติไม่มีสิ้นสุด  และเป็นพลังผลักดันให้กระทำสิ่งต่างๆ ในชีวิต  ความสำเร็จต่างๆ  ก็เป็นผลมาจากอาหารชนิดนี้

  4.วิญญาณาหาร  คือวิญญาณที่เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป  เป็นผู้วางรากฐานให้กับชีวิตในทุกชาติที่เกิด  และเป็นตัวทำให้เกิดความรู้สุข ทุกข์และไม่สุขไม่ทุกข์  และมีความเกี่ยวเนื่องกับปัญญาอย่างใกล้ชิดจนไม่สมารถแยกออกจากกันได้

  กวฬิงการาหารทำให้ร่างกายทรงตัวอยู่ได้ ผัสสาหาร ทำหน้าที่ให้วิญญาณเกิดยึดเหนี่ยวให้มีความรู้สึกต่อสิ่งแวดล้อบรอบตัว  มโนสัญเจตนาหาร  ความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว เป็นแรงผลักดันอย่างสำคัญ[12] ทำให้เกิดเจตนา  คือการปรุงแต่งอารมณ์ทางใจ  เป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น  หรือเลวลง  ซึ่งการกระทำที่ทำให้มีการสืบต่อชีวิตอันเนื่องมาจากกรรม  และวิญญาณหารเป็นตัวทำให้เกิดการรับรู้ต่างๆ  วิญญาณกับร่างกายมีหน้าที่แตกต่างกัน  แต่จะประสานกันทำให้มีองค์กรรมเป็นหน่วยเดียวกัน  เมื่อไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันกระบวนการการเกิดขึ้นของนามรูปตามความเป็นจริง ก็จะทำให้เกิดอวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน และกรรมอันเป็นเหตุปัจจัยทำให้ชีวิตนี้เวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด และเมื่อมีองค์ประกอบครบทั้ง  4  การเป็นไปแห่งนามรูป(กายและวิญญาณ)ย่อมทรงตัวอยู่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยหล่อเลี้ยงนามรูป  ให้มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตามวัฎจักรของกรรม

  ความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างสัญญา-วิญญาณ-ปัญญา

  สัญญา  วิญญาณและปัญญา  เป็นเรื่องของความรู้ทั้ง 3 อย่าง  แต่เป็นองค์ธรรมต่างข้อกันและอยู่คนละขันธ์  สัญญาเป็นขันธ์หนึ่ง  วิญญาณเป็นขันธ์หนึ่ง  ปัญญาอยู่ในฝ่ายสังขารก็เป็นอีกขันธ์หนึ่ง  ความแตกต่างระหว่างสัญญา  วิญญาณ  และปัญญานั้น  มีคำอธิบายดังนี้

  สัญญา (Perception) คือความจำ ความหมายรู้ การกำหนดรู้ หรือการกำหนดรู้อาการของอารมณ์ เช่น ลักษณะ ทรวดทรง สี สัณฐาน ฯลฯ  ตลอดจนชื่อเรียก  และสมมติบัญญัติต่างๆ ว่าเขียว ขาว ดำ แดง ดัง เบา ทุ้ม แหลม กังวาน อ้วน ผอม โต๊ะ ปากกา หมู หมา ปลา แมว คน เรา เขาท่าน เป็นต้น  การหมายรู้หรือการกำหนดรู้นี้  อาศัยการจับเผชิญ หรือ การเทียบเคียงระหว่างประสบการณ์ หรือ ความรู้เก่ากับประสบการณ์ หรือความรู้ใหม่ ถ้าประสบการณ์ใหม่ตรงกับประสบการเก่า  เช่น  พบเห็นคนหรือ สิ่งของที่เคยรู้จักแล้ว  ได้ยินเสียงที่เคยได้ยินแล้ว  ดังตัวอย่างนาย ก. รู้จักนายเขียว ต่อมาอีกเดือนหนึ่ง นาย ก. เห็นนายเขียวอีก  และรู้ว่าคนที่เขาเห็นนั้นคือนายเขียว  อย่างนี้เรียกว่า จำได้[13] กล่าวโดยสรุปสัญญา  ก็คือ  กระบวนการเก็บ รวบรวม และสั่งสมข้อมูลของการเรียนรู้ และวัตถุดิบสำหรับความคิดเพราะเป็นคุณสมบัติของวิญญาณ

  ปัญญา (wisdom or understanding)  แปลกันมาว่า ความรอบรู้  เติมเข้าไปอีกว่าความรู้ทั่ว ความรู้ชัด คือรู้ทั่วถึงความจริง หรือรู้ตรงตามความเป็นจริง ท่านขยายความกันออกไปต่างๆ เช่นว่า รู้เหตุรู้ผล รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ควรไม่ควร รู้คุณรู้โทษ รู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รู้เท่าทันสังขาร รู้องค์ประกอบ รู้เหตุปัจจัย รู้ที่ไปที่มา รู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย รู้ตามความเป็นจริง รู้ถ่องแท้ เข้าใจถ่องแท้ รู้เข้าใจสภาวะ รู้คิด รู้พิจารณา รู้วินิจฉัย[14]  กล่าวโดยสรุป ปัญญาก็คือความเข้าใจสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง  เป็นการมองทะลุสภาวะหรือมองทะลุปัญหา

  วิญญาณ (Consciousness) แปลว่า การรู้แจ้งอารมณ์ หรือการรู้อารมณ์ได้หลายทาง เช่นการเห็น การได้ยิน การรู้กลิ่น การรู้รส การรู้สึกสัมผัส และความรู้นึกคิด วิญญาณในความหมายนี้เป็นวิญญาณที่กำลังทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ทางวิถี (ไม่ใช่ ภวังควิญญาณ) เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย  เมื่อไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด เช่น ในที่มืด แม้ลืมตาก็มองไม่เห็น เรียกว่า จักขุวิญญาณไม่เกิด แต่ก็ยังมีความรู้สึกนึกคิดเป็นปกติ การรับรู้แบบวิญญาณนี้เป็นเพียงแค่รู้อารมณ์เฉยๆยังไม่มีการตีความหมายใดๆ

  ความแตกต่างระหว่างความรู้ระดับวิญญาณและสัญญา คือ วิญญาณเป็นความรู้ระดับการรับรู้  ส่วนขั้นที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เป็นขั้นสัญญา แต่ความรู้ทั้งสองระดับก็มีความต่อเนื่องกันมากเช่น ผู้หญิงเดินมา เมื่อเห็นเป็นวิญญาณ เมื่อรู้ว่าเป็นผู้หญิงรูปร่าง หน้าตาอย่างไร ใส่เสื้ออะไรเป็นต้น เป็นขั้นแยกแยะให้เห็นความแตกต่าง เรียกว่า เป็นสัญญา[15]

  เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัญญากับสัญญา  ปัญญาช่วยเสริมสัญญาและวิญญาณช่วยขยายขอบเขตของวิญญาณให้กว้างขวางออกไปและลึกซึ้งยิ่งขึ้น  สองทางให้สัญญามีสิ่งกำหนดหมายรวมเก็บได้มากขึ้นเพราะเมื่อเข้าใจเพียงใด  รู้รับรู้และกำหนดหมายในวิสัยแห่งความเข้าใจเพียงนั้น  เหมือนคิดโจทย์เลขคณิตข้อหนึ่ง  เมื่อยังคิดไม่ออก ก็ไม่มีอะไรให้รับรู้และกำหนดหมายต่อไปได้ ต่อเมื่อเข้าใจ คิดแก้ปัญหาได้แล้ว ก็มีเรื่องให้รับรู้และกำหนดหมายต่อไปอีก

  ปัญญา ตรงข้ามกับโมหะ แปลว่า ความหลง  ความไม่รู้ ความเข้าใจผิด สัญญาและวิญญาณหาตรงข้ามกับโมหะไม่  อาจกลายเป็นเหยื่อของโมหะไปด้วยซ้ำ เพราะเมื่อหลง  เข้าใจผิดไปอย่างใดก็รับรู้และกำหนดหมายเอาไว้ผิดๆ อย่างนั้น  ปัญญาช่วยแก้ไขให้วิญญาณและสัญญาเดิน ถูกทางสัญญา และ วิญญาณ  อาศัยอารมณ์ที่ปรากฏอยู่จึงทำงานไปได้ สร้างภาพเห็นภาพขึ้นไปจากอารมณ์นั้น  แต่ปัญญาเป็นฝ่ายจำนงต่ออารมณ์  ริเริ่มกระทำต่ออารมณ์ (เพราะอยู่ในหมวดสังขาร) เชื่อมโยงอารมณ์นั้น กับอารมณ์นี้ กับอารมณ์โน้นบ้าง พิเคราะห์ส่วนนั้นกับส่วนนี้กับส่วนโน้นของอารมณ์บ้าง เอาสัญญาอย่างโน้นอย่างนี้มาเชื่อมโยงกันพิเคราะห์ออกไปบ้าง

มองเห็นเหตุเห็นผล เห็นความสัมพันธ์ ตลอดถึงว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร หาเรื่องมาให้วิญญาณละสัญญารับรู้และกำหนดหมายเอาไว้อีก[16]

พระสารีบุตร  เคยตอบคำถามเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างวิญญาณกับปัญญาว่า คนมี ปัญญา  รู้ว่านี้ทุกข์  นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์  ส่วนวิญญาณ เป็น สภาวะรู้แจ้ง  คือ  รู้แบบแยกแยะว่าเป็นสุข รู้ว่าเป็นทุกข์ รู้ว่าไม่เป็นสุขไม่ใช่ทุกข์ แต่ทั้งปัญญาและวิญญาณนั้นก็เป็นองค์ธรรมที่ปนเคล้า หรือระคนกันอยู่ ไม่สามารถแยกแยะบัญญัติข้อแตกต่างกันได้ เพราะปัญญารู้ชัดสิ่งใด วิญญาณก็รู้แจ้งสิ่งนั้น  วิญญาณรู้แจ้งสิ่งใด  ปัญญาก็รู้ชัดสิ่งนั้น[17] ความรู้แจ้งหรือปัญญาญาณนี้เกิดจากความรู้ภายในโดยวิปัสสนาญาณ  อย่างไรก็ตาม  ความแตกต่างระหว่างปัญญาและวิญญาณ ก็คือปัญญาเป็นภาเวตัพธรรม  คือ เป็นสิ่งที่ฝึกอบรมทำให้เจริญขึ้น ให้เพิ่มพูนแก่กล้าขึ้น  ส่วนวิญญาณเป็นปริญไญยธรรม  คือ เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้หรือทำความรู้จักให้เข้าใจรู้เท่าทันสภาวะและลักษณะของมันตามความเป็นจริง[18]

  อนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างวิญญาณกับปัญญานั้น  มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด สมดังคำที่พระนาคเสน 

  ตอบพระเจ้ามิลินท์ที่ว่า วิญญาณ  ได้แก่  ความรู้แจ้ง ในเมื่อตาเห็นรูป เป็นต้น ปัญญา ได้แก่ความรอบรู้ ซึ่งเกิดแต่การได้พิจารณา  รูป  เสียง  กลิ่น รส  ที่วิญญาณได้รับรู้ไว้นั้นว่ามีเหตุผล อย่างไร[19]

  ในคัมภีร์รุ่นหลัง เช่น วิสุทธิมรรค[20] เป็นต้น  อธิบายความแตกต่างระหว่างสัญญาวิญญาณและปัญญาไว้ว่า สัญญาเพียงรู้จักอารมณ์ว่า เขียว  เหลือง  แดง เป็นต้น กล่าวคือ รู้อาการของอารมณ์ ไม่อาจให้เข้าถึงความเข้าใจลักษณะ คือ  อนิจจัง  ทุกขัง อนัตตาได้  วิญญาณรู้อารมณ์ว่าเขียว เหลือง แดง เป็นต้น ได้ด้วย ทำให้ถึงความเข้าใจลักษณะว่า  อนิจจัง  ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วย คือ เข้าใจตามที่ปัญญาบอก  แต่ไม่อาจส่งให้ถึงความบ่รากฎแห่งมรรค  คือ  ให้ตรัสรู้อริยสัจไม่ได้ ส่วนปัญญารู้ทั้งอารมณ์  ทั้งให้ถึงความเข้าใจลักษณะ และทั้งส่งให้ถึงความปรากฏขึ้นแห่งมรรค อุปมาเหมือนคน  ๓ คน  มองดูเหรียญกษาบ่ณ์  สัญญาเปรียบเหมือนเด็กยังไม่รู้เดียงสามองดูเหรียญแล้วรู้แต่รูปร่าง ยาว สั้น เหลี่ยม กลม สี และลวดลายแปลก ๆ สวยงามของเหรียญนั้น แต่ไม่รู้ว่าเป็นของที่เขาตกลงกันใช้เป็นสื่อการแลกเปลี่ยนซื้อขาย  วิญญาณเปรียบเสมือนชาวบ้านเห็นเหรียญแล้วรู้ทั้งรูปร่าง  ลวดลายและรู้ว่าใช้เป็นสื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ แต่ไม่รู้ซึ้งลงไปว่า เหรียญนี้แท้ เหรียญนี้ปลอม  มีโลหะอะไรผสมกี่ส่วน ปัญญาเปรียบเสมือนเหรัญญิกซึ่งรู้ทุกแง่ที่กล่าวมาแล้ว  และรู้ชำนาญจนกระทั่งว่า จะมองดูก็รู้ ฟังเสียงเคาะก็รู้ ดมชิม หรือเอามือชั่งดูก็รู้ รู้ตลอดไปถึงว่า เหรียญ  นี้ทำที่นั้น ๆ ผู้ชำนาญคนนั้นๆ ทำ อนึ่ง ปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไป  บางทีก็มีแต่สัญญาและวิญญาณหาได้มีปัญญาด้วยไม่ แต่เมื่อใดที่มีปัญญาเกิดร่วมด้วยกันกับสัญญาและวิญญาณ  คราวนั้นก็จากที่จะแยกให้เห็นความแตกต่างจากกันและกันตามเหตุผลที่กล่าวข้างต้นนั้น  แสดงให้เห็นว่า  สัญญา  วิญญาณ  และปัญญานั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ไม่สามารถจะแยกแยะออกจากกันได้  เพราะสัญญาและปัญญาเป็นเจตสิกหรือเป็นคุณสมบัติของวิญญาณเกิดดับพร้อมกันกับวิญญาณ  แต่ทั้งสัญญา  วิญญาณ  และปัญญามีความต่างกันในหน้าที่การทำงาน



[1] วินัย  อ.ศิวะกุล  พุทธวิทยาศาสตร์ประยุกต์  เพื่อความสุขขั้นสูงสุดของชีวิต  คู่มือการศึกษาพระอภิธรรม

ประยุกต์,พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ สุทธิสารการพิมพ์ ,๒๕๒๙), หน้า  ๑๗๕-๒๑๘

[2] แก้วชาย ธรรมชัย,ปัญหาพระเจ้ามิลินทร์, หน้า ๔๓.

[3] ขันธ์ ๕ เป็นข้อธรรมที่ปรากฎใน ที.ปา.๑๑/๓๐๕/๒๖๘.,๒๑๒/๓๐๓. สํ.นิ. ๑๖/๑๖/๒๔.; สํ.สฬา. ๑๘/๒๗๐/๓๐๓.

[4] ดูรายละเอียดใน พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ, ปรมัตถติกะ ปริเฉทที่๑-๒-๖จิต เจตสิก รูป นิพพาน,(กรุงเทพฯ:๒๕๓๖),หน้า ๗๕; บุญมี เมธางกูร,ชีวิตภายหลังความตาย,(กรุงเทพฯ:สุทธิสารการพิมพ์,๒๕๓๒),หน้า ๑๓๘-๑๔๖.

[5] พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺ โต). พุทธธรรม, หน้า ๓๐.

[6] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๐.

[7] พุทธโฆษาจารย์,วิสุทธิมรรค เล่ม ๓, แปลโดย พระเมธีกิตโยดม (พิณ กิตตฺปาโล) และ ธนิต อยู่โพธิ์. หน้า ๓๙.

[8] พระพุทธโฆษาจารย์,  วิสุทธิมรรคภาค 3  ตอนจบ, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2541), หน้า 19

[9] พระพุทธโฆษาจารย์,  วิสุทธิมรรคภาค 3  ตอน 1, หน้า 19

[10] ดูรายละเอียดในพระพุทธโฆษาจารย์,  พระธัมมปทัฏฐกถา  แปล  ภาค 2 , (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ็มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2537), หน้า 222-227.

[11] อภิ.สงฺ. (ไทย) 34/73/40.

[12] สมเด็จพระสังฆราชเมธังกร, โลกทีปกสาร, แปลโดย แย้ม  ประพัฒน์ทอง,(กรุงเทพฯ : ห้างหุ่นส่วนสามัญนิติบุคคล 

สหประชาพาณิชย์,2529) ,หน้า 4.

[13] พระธรรมปิฎก  (ประยุทธ์ ปยุตโต) พุทธธรรม, หน้า 17.

[14] เรื่องเดียวกัน, หน้า 21.

[15] พระเมธีธรรมาภรณ์(ประยูร  ธมฺมจิตฺโต) และเสถียรพงษ์ วรรณปก,  มณีแห่งปัญญา,  พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2536), หน้า 80

[16] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หน้า 23.

[17] วไลพร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม, จิตวิทาพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพฯ : ศูนย์การพิมพ์กรุงเทพ), หน้า ๑๓๓.

[18] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หน้า ๒๔.

[19] แก้วชาย ธรรมาชัย, ปัญหาพระเจ้ามิลินท์, หน้า ๙๔.

[20] พระพุทธโฆษาจารย์, วิสุทธิมรรค ภาค ๓ ,พิมพ์ครั้งที่ ๒ ,(กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย,๒๕๘๒), หน้า ๑.