อิสสาเจตสิก
อิสสาเจตสิก คือธรรมชาติที่มีความไม่ยินดี ความริษยาในสมบัติของผู้อื่นเป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิตให้รู้สึกไม่ยินดีในลักษณะมีความอิจฉาริษยาในการได้ลาภ ได้ยศ ได้ชื่อเสียงของผู้อื่น หรือเมื่อผู้อื่นได้ดีมีความสุข ก็รู้สึกไม่ยินดีด้วย นอกจากไม่ยินดีด้วยแล้ว ยังแสดงความไม่พอใจออกมาอีกด้วย นี่คือเอกลักษณ์ของ “อิสสา เจตสิก”
การประกอบของอิสสาเจตสิกนี้ จะประกอบอยู่ในโทสมูลจิตเท่านั้น ไม่ประกอบกับจิตอื่น ดังนั้น อิสสาเจตสิกจึงมีความรู้สึกไม่พอใจในสมบัติของผู้อื่น รู้สึกไม่พอใจใจเมื่อผู้อื่นได้ลาภได้ยศ ได้เลื่อนชั้น ได้ปรับเงินเดือน หรือได้รับคำยกย่องชมเชยรวมอยู่ด้วย
พระพุทธองค์ตรัสว่า “บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้มีใจริษยา ประทุษร้าย ผูกความริษยา ในลาภสักการะ ความเคารพนับถือ การกราบไหว้ และการบูชาของบุคคลอื่น เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายไปแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาก นรกกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใด ๆ เขาก็จะเป็นผู้มีอำนาจน้อย
ลักษณะทั่วไปของ อิสสาเจตสิก” ก็คือ
มีการริษยาในสมบัติของผู้อื่น
ไม่ชอบใจในการมั่งมีของผู้อื่น
มีการเบือนหน้าหนีจากสมบัติของผู้อื่น
มีสมบัติของผู้อื่นเป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น
เราได้อะไรจากการรู้เรื่อง “อิสสาเจตสิก”
๑.ความไม่พอใจกับการมั่งมีของผู้อื่น เป็นเพราะมีอิสสาเจตสิกประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ทำให้จิตมีความรู้สึกเป็นไปเช่นนั้น
๒.การแสดงความไม่พอใจในสมบัติของผู้อื่น เช่น เขาได้ลาภ ได้ยศ ได้เงินทอง ได้ทรัพย์สมบัตินั้น เป็นอกุศล เป็นความเศร้าหมองแห่งจิต จิตในขณะนั้นเป็นอกุศลไม่ดีไม่งาม
๓.การแก้ไขหรือลดละนั้นก็คือ หมั่นเจริญมุทิตาไว้บ่อย ๆ ได้แก่ หมั่นแสดงความรู้สึกยินดีในเมื่อผู้อื่นเขาได้ดีไว้บ่อย ๆ ก็จะสามารถช่วยลดละความอิสสาให้ห่างออกไปจากจิตใจได้
ริษยา = อิสสา= ไม่พอใจ ด้วยเห็นว่าผู้อื่นนั้นไม่ควรจะมีย่อมมีโทษ ถ้าเป็นเพียงความไม่พอใจ ด้วยเห็นว่าไม่ใช่ของตนเองแล้ว ก็ไม่มีโทษ
อิสสาสังโยชน์=ภาวะที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของสัตว์ย่อมผูกพันธ์ ไว้ใน
ภพน้อยภพใหญ่
มัจฉริยเจตสิก
๑. การที่เรารู้สึกตระหนี่เหนียวแน่นนั้น เป็นเพราะมีมัจฉริยเจตสิกประกอบกับจิตปรุงแต่งจิตให้รู้สึกเช่นนั้น
๒. ความรู้สึกหวงแหน ไม่ยอมเผื่อแผ่นั้น เป็นธรรมฝ่ายอกุศล เป็นธรรมที่ไม่ดีไม่งามมีผลเป็นความทุกข์
๓. การมีสมบัติเป็นของตนก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้ถ้ามีมัจฉริยะเข้าประกอบในจิตใจ
การแก้ไขหรือลดละนั้นก็คือ หมั่นทำทานบริจาคทาน รู้จักเสียสละแบ่งปันจะช่วยให้มัจฉริยะลดลงได้
กุกกุจจะเจตสิก
๑. คนทำชั่วแล้วนั้นจะหาความสุขทางด้านจิตใจไม่ได้ เพราะกุกกุจจะทำหน้าที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้เกิดความเร่าร้อนใจ กระวนกระวายใจกระสับกระส่ายใจอยู่ตลอดเวลา
๒. คนที่ทำบาป ทำความชั่วนั้น ไม่เพียงจะเร่าร้อนใจเท่านั้น อำนาจจิตยังแสดงพฤติกรรมออกมาทางร่างกายให้เห็นได้ชัดว่า มีความทุกข์ใจ กระวนกระวายใจ มือ เท้า ปาก คอ มักจะอยู่ในระดับไม่ปกติ เช่นคนทำความชั่วเมื่อเจอกับตำรวจหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ก็จะรู้สึกกระสับกระส่าย กระวนกระวาย มือเท้าสั่น จนตำรวจสงสัยในพฤติกรรมที่ผิดปกติ แล้วถูกจับไปสอบสวนเป็นต้น
๓. ความดีที่ไม่ได้ทำ หมดโอกาสที่จะทำ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดความเร่าร้อนใจ ไม่พอใจตนเองได้
ถีนเจตสิกและมิทธเจตสิก
๑. ความหดหู่ท้อถอย เป็นอาการของจิตที่มีถีนะและมิทธเจตสิกประกอบปรุงแต่ง
๒.ตัวการที่ทำให้เกิดความขี้เกียจคร้านต่อหน้าที่การงานนั้นมีสาเหตุอันเนื่องมาจากถีนะและมิทธเจตสิก
๓. ถีนะและมิทธะเป็นเจตสิกฝ่ายอกุศล ทำหน้าที่สกัดกั้นคุณความดีที่จะเกิดก็ไม่ได้เกิด
๔. ความง่วงเหงาหาวนอน นอกเวลานอนนั้น มีสาเหตุเนื่องมาจากถีนะและมิทธเจตสิกด้วย
วิจิกิจฉาเจตสิก
๑. ความสงสัย ลังเลใจ ไม่แน่ใจนั้น อันเนื่องมาจากวิจิกิจฉา เจตสิกที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิตให้เป็นไป
๒. ความสงสัยที่จัดว่าเป็นอกุศลนั้น ต้องหมายถึงสงสัยในธรรม ๘ ประการเท่านั้นเพราะเป็นเหตุแห่งการขาดคารวะนอบน้อม
๓. ความสงสัยในธรรม ๘ ประการ (สงสัยในพระรัตนตรัย , ขันธ์ , อายตนะ , ธาตุ ในอดีต อนาคต ทั้งอดีตและอนาคต ตลอดถึงปฎิจจสมุปบาท) นั้นจะเกิดขึ้นกับคนที่มีโมหจิตเท่านั้นสำหรับคนที่มีปัญญาจะไม่ปรากฏเลย
เมื่อได้ศึกษาถึงเรื่องของอกุศลเจตสิก มาครบ ๑๔ ดวงแล้ว พอเข้าใจได้บ้างว่า ภาวจิตใจของคนเราและสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปในทางบาปทางทุจริต สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง สังคม ประเทศชาติ ตลอดจนทั่วโลกนั้นก็เนื่องมาจากอกุศลลเจตสิกนี้เอง ที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิต ทำให้จิตของคนเราและสัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามอำนาจของเจตสิกที่ประกอบปรุงแต่งขึ้น
โสภณเจตสิก ๒๕
โสภณเจตสิก ๒๕ แบ่งออกเป็น ๔ กลุ่มย่อยคือ . .
๑. โสภณสาธารณเจตสิก ๑๙
๒. วิรตีเจตสิก ๓
๓. อัปปมัญญาเจตสิก ๒
๔. ปัญญินทรีย์เจตสิก ๑
รวมเป็น ๔ กลุ่ม ในแต่ละกลุ่มจะได้ศึกษากันต่อไป
“โสภณสาธารณเจตสิก” ซึ่งแปลว่า เจตสิกที่ดีงาม ประกอบกับจิตที่ดีงาม (โสภณจิต) โดยทั่วไปทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ ๑๙ ดวง ได้แก่ สัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ ตัตตรมัชฌัตตา กายปัสสัทฺธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตลหุตา กายกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา
สัทธาเจตสิก
สัทธาเจตสิก คือ ธรรมชาติที่เชื่อ เลื่อมใส เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ทำให้จิตมีความรู้สึกเชื่อ เลื่อมใส เมื่อจิตถูกปรุงแต่ง ด้วยสัทธาเจตสิกแล้ว รู้สึกน้อมใจเชื่อ รู้สึกเคารพเลื่อมใส รับฟัง เชื่อฟัง มีใจคล้อยตามมีใจอ่อนน้อม ไม่มีปฏิกิริยาหยาบกระด้าง หรือคัดค้าน มีความเชื่อถือในอารมณ์อันดี มีความขุ่นมัวเป็นอาการปรากฏ
การประกอบปรุงแต่งของสัทธาเจตสิกนั้น จะประกอบปรุงแต่งกับจิตที่ดีงามที่เป็นกุศลเท่านั้น ไม่ประกอบกับจิตฝ่ายอกุศลหรือจิตที่ไม่ดีงาม ลักษณะของสัทธาเจตสิก ที่ประกอบกับจิตนั้น มี ๒ อย่าง คือ สัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา กับ สัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา
สัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา หมายถึงความเชื่อ ความเลื่อมใสที่มีเหตุผล เข้าถึงเหตุผลเช่น เชื่อเรื่องกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เชื่อว่า ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว เชื่อในความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ส่วนสัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญานั้น หมายถึงความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล ไม่เข้าถึงเหตุผล เชื่ออย่างงมงาย เชื่อโดยความพอใจของตนเอง เชื่อตามความคิดของตัวเอง
เหตุอันเป็นที่ตั้งแห่งสัทธาเลื่อมใสนั้น มี ๔ อย่าง คือ
๑. สัทธาเลื่อมใสเพราะ เห็นรูปสมบัติสวยงาม
๒. สัทธาเลื่อมใสเพราะ เห็นความประพฤติเรียบร้อยเคร่งครัดในธรรมวินัย
๓. สัทธาเลื่อมใสเพราะ ได้ฟังชื่อเสียงเขาลือว่าดีอย่างนั้น อย่างนี้
๔. สัทธาเลื่อมใสเพราะ ได้ฟังธรรม ศึกษาธรรม ของผู้ฉลาดในการชี้แจงเหตุผล
เราได้อะไรจากการรู้เรื่อง “สัทธาเจตสิก”
๑. ความเชื่อ ความเลื่อมใสนั้น เป็นลักษณะของสัทธาที่เกิดพร้อมกับจิตที่ดีงาม จิตกุศล
๒. ความรู้สึกเชื่อ เลื่อมใสนั้น เป็นไปพร้อมด้วยปัญญาได้ ไม่มีปัญญาประกอบก็ได้ และการเชื่อโดยไม่มีเหตุผล ไม่เข้าถึงเหตุผล เชื่ออย่างงมงายนั้นอาจหลงผิด คิดผิด มีความทุกข์ เศร้าใจ เสียใจภายหลังได้
สติเจตสิก
สติเจตสิก คือ ธรรมชาติที่ระลึกได้ในอารมณ์ที่เป็นกุศล เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิต ทำให้จิตเป็นไปในทางกุศล รู้สึกเป็นไปในทางที่งาม ระลึกได้ในทางกุศล รู้สึกต่ออารมณ์ที่เป็นกุศล หักห้ามใจ ยับยั้งชั่งใจ ไม่ให้จิตตกไปในทางอกุศล สติเจตสิกนี้คล้ายๆกับคอยดึงจิตเข้าหาอารมณ์ที่เป็นกุศล ที่ดีงาม เช่น
ระลึกให้ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบทที่ ๑๐ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ในสมบัติของผู้อื่น ไม่โกรธ ไม่ประทุษร้าย และไม่หลงผิด ไม่เห็นผิดเพี้ยน
ระลึกให้ตั้งอยู่ในทางบุญ ๑๐ คือ การบริจาคทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา การคารวะอ่อนน้อมต่อผู้ทรงคุณวุฒิ การช่วยเหลือกิจการอันเป็นกุศล การอุทิศส่วนกุศล การอนุโมทนา ส่วนกุศล การฟังธรรม การแสดงธรรม และการทำความเข้าใจตรงกับความเป็นจริง
สติ (Mindfulness) , คือความตามระลึก ความหวนระลึก กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลือนหาย ความไม่ลืม ความระลึกชอบ
สติเจตสิก คือ ธรรมชาติที่มีความระลึกได้ในอารมณ์ และให้สังวรอยู่กับกุศลธรรมเป็นลักษณะ มีอรรถโดยเฉพาะ (ลักขณาทิจตุกะ) ๔ ประการ คือ
อปิลาปนลกขณา มีความระลึกได้ในอารมณ์เนืองๆ เป็นลักษณะ
อสมโมหนสา มีความไม่หลงลืม เป็นกิจ
อารกขปจจุปฏฐานา(วา) มีการรักษาอารมณ์ เป็นผล(หรือ)
วิสยาภิมุขภาวปจจุปฐานา มีความจดจ่อต่ออารมณ์ เป็นผล
ถิรสญญา ปทฎฐานา(วา) มีความจำอันมั่นคง เป็นเหตุใกล้(หรือ)
กายาทิสติปฏฐาน ปทฏฐานา มีสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย , เวทนา , จิต ,ธรรมเป็นเหตุใกล้
เราได้อะไรจากการรู้เรื่อง “สติเจตสิก”
๑. จิตจะตกไปในอกุศลก็เพราะขาดสติ จิตเป็นกุศลได้ก็เพราะว่ามีสติ
๒. สติเป็นธรรมที่ควรเจริญไว้เสมอ เพราะช่วยลดความประมาท โดยภาวนาว่า ระวัง ระวัง ระวัง
๓. สติปัฏฐาน ๔ เมื่อเจริญให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อพ้นความทุกข์
สติมีลักษณะ ๒ ประการ ดังที่แสดงในมิลินท์ปัญหา คือ
๑.สติที่ประกอบกับโสภณจิตโดยทั่วไป ในขณะระลึกรู้อารมณ์ที่อดีตสัญญาเก็บจำไว้ตามนัยปฏิบัติด้วยอปิลาลักขณาสติ ได้แก่ สติที่เตือนให้ระลึกไปในธรรมทั้งหลายว่า ธรรมนี้ดี สิ่งนั้นชั่ว สิ่งนี้เป็นประโยชน์ สิ่งนั้นไม่เป็นประโยชน์ ธรรมสิ่งนี้เป็นสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น
๒.สติที่กระทำความรู้สึกตัวขณะกำหนดรูปนามตามความจริงในการเจริญสติปัฏฐานตามนียปฏิบัติด้วยอุปคัณหณลักขณาสติ ได้แก่ สติที่ชักชวนให้ถือเอาคติในธรรมอันดี ย่อมระลึกว่า ธรรมสิ่งนี้มีอุปการะ ธรรมสิ่งนี้มิได้มีอุปการะ นำออกเสียซึ่งธรรมมิได้เป็นประโยชน์ มิได้เป็นอุปการ ถือเอาแต่ธรรมที่เป็นประโยชน์ ธรรมที่เป็นอุปการะ เป็นต้น
หิริและโอตัปปะเจตสิก
๑.จิตที่เว้นจากบาป ไม่กระทำบาป จิตนี้ละอายต่อบาป เพราะกลัวผลของบาปนั้น เนื่องมาจากมีเจตสิกดวงนี้ ประกอบปรุงแต่ง
๒.หิริกับโอตัปปะ นั้น ประกอบร่วมกับจิต ปรุงแต่งจิตในฝ่ายโสภณจิตเท่านั้น
๓.หิริโอตัปปะนั้น เปรียบเหมือนผู้เป็นนายประตูสวรรค์ที่ทำหน้าที่เชื้อเชิญอาคันตุกะสู่สุคติ เพราะเป็นผู้ปฏิเสธการทำบาปทุจริตนั่นเอง
อโลภเจตสิก
๑.จิตของคนที่มีความเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่หวงแหน เป็นต้นนั้น เป็นเพราะมีอโลภเจตสิกเข้ามาประกอบปรุงแต่ง
๒.อโลภเจตสิก เป็นธรรมที่ควรเจริญ เป็นธรรมที่ควรมีไว้ในตน
๓.อโลภเจตสิก เป็นธรรมที่ดีงาม ฝ่ายกุศลนำประโยชน์มาให้คือ ความสุข
อโทสเจตสิก
๑.ความไม่โกรธ ไม่ปองร้าย มีความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายนั้น เป็นเพราะมีอโทสเจตสิกประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้มีความรู้สึกเช่นนั้น
๒.การแผ่เมตตานั้นก็คือ แผ่ความปรารถนาดี และความปรารถนาดีนั้นก็คือ ความไม่โรธ ความไม่อาฆาต ความไม่ประทุษร้ายนั่นเอง
๓.ภาวจิตที่มีความร่มเย็นเป็นสุข ไม่เร่าร้อนแห่งจิตนั้น เกิดจากอโทสเจตสิกปรุงแต่งให้กับจิตมีความรู้สึกเป็นไป
ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก
๑.ความยุติธรรมที่แท้จริงก็คือ จิตที่เป็นกุศล จิตที่ดีงาม เพราะจิตที่เป็นกุศล หรือจิตที่ดีงามนั้น มีตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิกประกอบอยู่
๒.จะหาความยุติธรรมในหมู่โจร หรือในหมู่อกุศลนั้นไม่ได้
๓.ธรรมชาติที่ทำหน้าที่ ควบคุมสภาวธรรมให้เสมอภาคไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น ก็คือ ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก
กายปัสสัทธิเจตสิกและจิตตปัสสทธิเจตสิก
๑.ภาวะของจิตนั้นมีหน้าที่เบา แต่ชั่งหรือวัดไม่ได้ แต่มีความไม่หนักใจ มีความเบาใจ ดังนั้น ธรรมชาติที่ทำให้เกิดความเบาใจ ไม่หนักใจก็คือ กายลหุตากับจิตตลหุตานั่นเอง
๒.ธรรมชาติที่ทำให้เกิดความเบาใจนั้น คือ จิตที่เป็นโสภณะโดยมีกายลหุตา และจิตตลหุตา ประกอบปรุงแต่งทำให้รู้สึกเบา ปลอดโปร่งเบิกบานใจ
กายมุทุตาเจตสิกและจิตตมุทุตาเจตสิก
๑.ภาวะของจิตที่มีความอ่อนโยน อ่อนน้อมนั้นเพราะเนื่องมาจากเจตสิกที่ชื่อว่า กายมุทุตาและจิตตมุทุตา ประกอบปรุงแต่ง
๒.ความอ่อนโยน อ่อนน้อมนั้นเป็นจิตที่ดีงามเพราะมีกายมุทุตา และจิตตมุทุตาประกอบปรุงแต่งกายกัมมัญญตาเจตสิกและจิตตกัมมัญญตาเจตสิก
๑.ภาวจิตที่ควรแก่การงานกุศลนั้น จะต้องมีกายกัมมัญญตราและจิตตกัมมัญญตาประกอบปรุงแต่งจิต
๒.การปฏิบัติธรรมนั้น ต้องเป็นจิตทึ่เป็นโสภณะเท่านั้น เพราะมีความควรแก่การงานของจิตประกอบอยู่
กายปาคุญญตาเจตสิกและจตตปาคุญญตาเจตสิก
๑.ภาวจิต ที่เกิดความคล่องแคล่วในการกุศลนั้นเป็นเพราะมีเจตสิกที่มีชื่อว่า กายปาคุญญตาและจิตตปาคุญญตา ประกอบปรุงแต่ง
๒.ความคล่องแคล่วของการงานกุศลต้องเป็นจิตฝ่ายโสภณะเท่านั้น
กายุชุกตาเจตสิกและจิตตุชุกตาเจตสิก
๑.ภาวะที่ซื่อตรง ก็ต้องมีเจตสิกประกอบปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกซื่อตรง
๒.ภาวะจิตที่ซื่อตรงนั้น จะมีโสภณจิตเท่านั้น
๑.วิรตีเจตสิก ๓ ได้แก่ สัมมาวาจาเจตสิก ๑ สัมมากัมมันตเจตสิก ๑ สัมมาอาชีวเจตสิก ๑
๒.อัปปปัญญาเจตสิก ๒ ได้แก่ กรุณาเจตสิก ๑ มุทิตาเจตสิก ๑
๓.ปัญญินทรีย์เจตสิก ๑ ได้แก่ ปัญญาเจตสิก
เจตสิกทั้ง ๓ กลุ่มนี้ จะได้อธิบายโดยสังเขปตามลำดับไปดังนี้ …
สัมมาวาจาเจตสิก
๑.ภาวะจิตที่รู้สึกงดเว้นไม่กล่าววจีทุจริตนั้น เป็นเพราะมีสัมมาวาจาเจตสิกประกอบอยู่กับจิตนั้น
๒.พูดดีมีประโยชน์ก็เป็นสัมมาวาจา ไม่พูดแต่มีจิตงดเว้นจากวจีทุจริตก็เป็นสัมมาวาจา จะงดเว้นโดยเตรียมการ ตั้งใจไว้ก่อน หรือโดยอัตโนมัติก็จัดเป็นสัมมาวาจา
๓.ในระหว่างที่ไม่ได้ตั้งใจงดเว้นคือ ไม่ได้สมาทานด้วยวาจาหรือใจไว้ก่อน ไม่มีเจตนาสัมมาวาจา และยังไม่ได้ประสบอารมณ์ที่ควรแก่การกล่าววจีทุจริตนั้น ถือว่ายังไม่มีศีลในข้อมุสาวาท (พูดเท็จ) ,ปิสุณาวาท (พูดส่อเสียด) ,ผรุสวาท (พูดคำหยาบ) ,สัมผัปปลาป (พูดเพ้อเจ้อ) ต่อเมื่อประสบอารมณ์ที่ควรกล่าวทุจริตแล้วเกิดการงดเว้น วิรตีสัมมาวาจา (วาจาชอบ) จึงจะถือได้ว่ามีศีล
๔.เพื่อความไม่ประมาท เพื่อความเป็นผู้มีศีลเสมอ และเพื่อให้เป็นอารมณ์ของกัมมัฏฐานในข้อ “สีลานุสสติ” จึงควรสมาทานศีล (เจตนาสัมมาวาจา) ให้มีไว้เสมอทุกวันหรือ ๓ วัน ๗ วัน จะเป็นบุญติดตัวอยู่เสมอ
สัมมากัมมันตเจตสิก
๑.ภาวะจิตที่รู้สึกงดเว้นการทำบาปทางกายนั้น มีเจตนาชื่อว่า สัมมากัมมันตเจตสิก ประกอบปรุงแต่งร่วมอยู่ด้วย จึงมีความรู้สึกเช่นนั้น
๒.สัมมากัมมันตเจตสิกนั้น เป็นผู้กำกับมิให้ล่วงทุจริตเป็นองค์สำคัญของศีล
๓.ในระหว่างที่ไม่ได้ตั้งใจงดเว้น คือ ไม่มีเจตนาสัมมากัมมันตะและยังไม่ประกอบกับอารมณืที่ควรแก่การทำทุจริต ก็ถือว่ายังไม่มีศีลเช่นเดียวกับข้อสัมมาวาจาที่กล่าวมาแล้ว จึงควรสมาทานไว้เสมอทุกวันหรือ ๓ วัน ๗ วัน เพื่อความสมบูรณ์แห่งศีล ,เพื่อไม่ประมาทและเพื่อเป็นอารมณ์ของกัมมัฏฐานในข้อ “สีลานุสสติ” ดังกล่าวแล้ว
สัมมาอาชีวเจตสิก
๑.ภาวจิตที่มีความรู้สึกงดเว้นจากการงานอาชีพทุจริตนั้น เพราะมีเจตสิกที่ชื่อว่า สัมมาอาชีวเจตสิก ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตรวมอยู่ด้วย
๒.กายทุจริตที่ไม่เกี่ยวกับอาชีพก็มี และวจีทุจริตที่เกี่ยวกับอาชีพก็มี แต่กายทุจริตและวจีทุจริตที่เกี่ยวกับอาชีพ มีสัมมาอาชีวเจตสิกเป็นผู้กำกับมิให้ล่วงละเมิด
เพราะฉะนั้น สัมมาอาชีวะเจตสิกประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต เพื่อให้งดเว้นจากกายทุจริต ๓ และวจีทุจริต ๔ ที่เกี่ยวกับอาชีพเท่านั้น ถ้าไม่เกี่ยวกับอาชีพสัมมาวาจาเจตสิกและสัมมากัมมันตเจตสิก ก็จะทำหน้าที่ควบคุมโดยหน้าที่ของตนเอง เช่นการพูดปดที่ไม่เป็นไปเพื่อการเลี้ยงชีพก็เป็นหน้าที่ของสัมมาวาจาเจตสิกทำให้เกิดการงดเว้นหรือการฆ่าสัตว์ เช่น มด, ยุง หรือสัตว์ร้ายฆ่าและทิ้ง ไม่ได้เอามาบริโภคหรือซื้อขาย ก็เป็นหน้าที่ของสัมมาอาชีวเจตสิกทำให้เกิดการงดเว้น แต่ถ้าเป็นการฆ่าเพื่อมาบริโภคหรือซื้อขายก็เป็นหน้าที่ของสัมมาอาชีวะเจตสิก ทำให้เกิดการงดเว้น
อนึ่งการปฏิบัติธรรมคือ สมาธิหรือวิปัสสนา ก็มีสัมมาอาชีวเจตสิกประกอบด้วยเพราะ การทำสมาธิหรือวิปัสสนาไม่ได้เบียดเบียนชีวิตของตนเองและผู้อื่นแต่เป็นการทำให้ชีวิตของตนเองเข้าถึงความสงบ ความสุขและความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงการปฏิบัติธรรมจึงเป็นสัมมาอาชีวะด้วยประการทั้งปวง
กรุณาเจตสิก
๑.ภาวจิตที่มีความสงสาร เมื่อเห็นคนหรือสัตว์ทั้งหลายกำลังมีทุกข์ หรือจะได้รับความทุกข์ในภายภาคหน้า เป็นกรุณาเจตสิกที่เกิดขึ้นกับจิต ทำให้จิตมีความรู้สึกเช่นนั้น
๒.กรุณาเจตสิกเป็นธรรมฝ่ายดีงาม ประกอบปรุงแต่งจิตที่ดีงามเท่านั้น เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เกิดความสงสารขึ้นจะเป็นใครก็ตาม ภาวจิตใจในขณะนั้น เป็นมหากุศลเป็นจิตที่ดีงาม
๓.กรุณาหรือความสงสารแก่ผู้ที่มีทุกข์ หรือจะได้รับความทุกข์นั้น เป็นธรรมที่ควรหยิบยื่นให้แก่กันและกัน คือ ฝึกใจให้เป็นคนสงสารผู้อื่นบ้าง เห็นใจผู้อื่นบ้างตามโอกาสอันควร แต่ต้องระวังอย่าให้ความทุกข์ของคนอื่นมาเป็นความทุกข์ของเรา ให้เป็นเพียงสงสารและคิดช่วยหรือหาทางช่วยให้พ้นจากทุกข์นั้น ๆ ถ้ามองเห็นทางช่วยได้ก็ช่วย ถ้าพิจารณาเห็นแล้วว่าช่วยไม่ได้ สุดวิสัยหรือสุดกำลังที่จะช่วยได้ ก็พิจารณาว่าเป็นกรรมของสัตว์ไป อย่าปล่อยให้ใจเศร้าทุกข์หรือหมองเพราะความทุกข์ของผู้อื่นเป็นต้นเหตุแทนที่จะเกิดความกรุณาซึ่งเป็นกุศล ก็จะกลายเป็นทุกข์โทมนัสซึ่งเป็นอกุศลไป
๔.การแผ่เมตตาก็คือความปรารถนาดีไปให้ผู้อื่นและสัตว์ทั้งหลาย การแผ่กรุณาก็คือแผ่ความกรุณาสงสารไปให้ผู้อื่นและสัตว์ทั้งหลาย ระวังอย่าให้ความทุกข์โทมนัสเกิดขึ้นกับจิตใจของเรา จะกลายเป็นความเศร้าแทนที่จะเกิดเป็นกุศล ก็กลายเป็นเกิดอกุศลแก่ตนเอง
มุทิตาเจตสิก
๑. ภาวจิตที่มีความพลอยยินดีกับผู้อื่นได้ดีมีความสุขนั้น เป็นเพราะมีมุทิตาเจตสิกประกอบกับจิตที่ปรุงแต่งจิตให้มีความรู้สึกเช่นนั้น
๒. ความรู้สึกพลอยยินดีกับผู้อื่นได้ดีมีความสุขนั้น เป็นจิตที่ดีงาม เพราะมุทิตาเจตสิกประกอบกับจิตที่ดีงามเท่านั้น ทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกพลอยยินดีกับผู้อื่นในเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี จึงรู้และเข้าใจได้ว่า เรามีจิตเป็นโสภณะ เรามีจิตที่ดีงาม
๓. ความพลอยยินดี เป็นลักษณะของมุทิตาเจตสิก ที่เกิดขึ้นกับจิตปรุงแต่งจิต แต่พึงเข้าใจไว้ด้วยว่าความยินดีที่เป็นไปกับโลภะ เช่น ต้องการให้เขาตอบสนองความต้องการของตนโดยคิดว่าเมื่อเขาได้ดีแล้วเราจะได้ให้เขาช่วยเหลือเรา, เราจะได้อาศัยเขาบ้าง หรือความยินดีที่ไปกับโทสะ เช่น คนที่เราเกลียดที่เราไม่ชอบ หรือคนที่ไม่ถูกกันเข้าถึงความวิบัติแล้วก็เกิดความยินดีอย่างนี้ไม่ใช่ลักษณะของมุทิตาเจตสิกแต่เป็นลักษณะของฉันทะเจตสิกในโลภมูลจิต และฉันทเจตสิกในโทสมูลจิต ซึ่งเป็นลักษณะใกล้เคียงกันปัญญินทรีย์๑[1]
[1] สรรค์ชัย พรหมฤาษี คู่มือการศึกษาสภาวธรรม ๗๒ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.๒๕๓๖).หน้า ๒๕-๒๖