โทสมูลจิต  คืออะไร?

  โทสมูลจิต  คือจิตที่มีโทสะเจตสิกเป็นมูล  เป็นรากเง่า  หรือจิตที่มีความโกรธความไม่พอใจ  ความประทุษร้ายในอารมณ์  เป็นมูล  เป็นรากเง่านั่นเอง

  ธรรมชาติของโทสะมูลจิตนั้น  เมื่อเกิดขึ้นกับใคร  ๆ แล้วจะรู้สึกแสดงความโกรธขึ้นมาทันที  ในขั้นนี้จะปรากฏออกมาทางสีหน้า  สายตา  อากัปกิริยาต่าง  ๆ เห็นได้เด่นชัด  และเมื่อความโกรธปรากฏมากขึ้น  ๆ  ก็จะถึงขั้นประทุษร้ายทำลายต่ออารมณ์ได้ทันที  โทสะมูลจิตเป็นธรรมชาติฝ่ายนามธรรมที่หยาบ  ปรากฏชัดเห็นได้ง่าย  มีโทษมาก  เผาผลาญจิตใจ  และร่างกายให้เร่าร้อนเป็นสมุฏฐานให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้มาก  เช่นโรคกระเพาะ  โรคหัวใจ  โรคประสาท  โรคความดัน และที่สำคัญที่สุดก็คือทำให้แก่เร็ว  ใบหน้าซีดเซียวเหี่ยวย่นหมดราศี  ผู้ที่ปรารถนาความงาม  และความไม่มีโรค  จะต้องระวังอย่าให้โทสะมูลจิตเข้าครอบงำ  อย่าเป็นทาสของโทสะ  อย่าปล่อยให้โทสะเป็นผู้นำการทำการพูดและความคิดเป็นอันขาด  พึงเห็นโทสะเหมือนไฟที่เผาไหม้ตัวเราไว้เสมอ

  โทสมูลจิตมี  2 ดวง  ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้

โทสมูลจิต 2

1.  โทมนัสสสหคตัง ปฏิฆสัมปยุตตัง  อสังขาริกัง

โทสะมูลจิตดวงที่  1 เกิดพร้อมด้วยความเสียใจ  ประกอบด้วยความโกรธ  เกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งชักชวน

2.  โทมนัสสสหคตัง  ปฏิฆสัมปยุตตัง  สสังขาริกัง 

โทสะมูลจิตดวงที่  2  เกิดพร้อมด้วยความเสียใจ  ประกอบด้วยความโกรธ  เกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักชวน

ลักษณะทั่วไปของโทสะมูลจิต[1]

  ความปรากฏของโทสะมูลจิตที่รู้ได้ก็คือ

-  ความไม่พอใจ

-  ความขุ่นเคืองอยู่ในใจ

-  ความโกรธ ความอาฆาต

-  ความปองร้าย ผูกเวร จองเวร

-  การสาบแช่ง การด่า การนินทา การพูด เสียดสีทิ่มแงให้เจ็บใจ

-  ตกใจ หวาดผวา ประหม่า ฯลฯ

ทั้งหมดนี้เป็นอาการปรากฏของโทสะมูลจิตนั่นเอง

  เราได้รู้จักโทสะมูลจิตแล้วว่าเป็นจิตที่ไม่ดีไม่งามเป็นจิตที่เร่าร้อนเผาผลาญจิตใจให้ไม่มีความสงบสุข เป็นเหตุผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่แล้วก็จะกำเริบยิ่งขึ้น ถ้ายังไม่เป็นก็จะเริ่มเป็นต่อไป จึงไม่ควรเลยที่จะปล่อยให้โทสะมีอำนาจเป็นผู้นำ จึงควรระมัดระวังรักษาจิตของตนอย่าให้อำนาจของโทสะครอบงำได้ ถ้าใครตกอยู่ใต้อำนาจของโทสะ ก็จะเป็นทาสของโทสะ คนที่ตกอยู่ในอำนาจของโทสะหรือเป็นทาสของโทสะ เวลาจะคิดสิ่งใดก็คิดด้วยโทสะ เวลาจะพูดก็พูดด้วยโทสะ เวลาจะทำอะไรก็ทำด้วยโทสะ ถ้าใครเป็นเช่นนี้ก็จะตกอยู่ในห้วงแห่งอันตรายของชีวิต เพราะอำนาจของโทสะนั้นนำไปเกิดเป็นสัตว์นรกได้ ซึ่งมีบาลีเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า

  โทเสน หิ จณฑาตตาย โสสทิส นิรย  อุปปชชนติ ฯ

  แปลว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมไปเกิดในนรก ด้วยอำนาจแห่งโทสะ อันเป็นที่ทรมานสัตว์ ให้เร่าร้อนเช่นเดียวกันกับโทสะที่ดุร้าย เผาผลาญหัวใจอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

  โทสะจึงเป็นธรรมที่ควรละ ควรทำลายให้หมดไปด้วยการ

-  ให้อภัย

-  ศึกษาในเรื่องเมตตาให้มาก ๆ

-  แผ่เมตตาไว้เนือง ๆ

-  ศึกษาเรื่องหลักแห่งกรรมให้เข้าใจ

-  มีปัญญาเห็นโทษของโทสะให้มาก

-  มีกัลยาณมิตรที่ประกอบไปด้วยเมตตา

-  ฟังถ้อยคำที่สบายหู พูดด้วยคำพูดที่สบายใจ ไม่ทุกข์ใจ เป็นต้น

โมหมูลจิตคืออะไร

โมหมูลจิต คือ จิตที่มี “โมหเจตสิก” เป็นมูล เป็นรากเง่า หรือจิตที่มีความไม่รู้

ความเป็นจริง ในอารมณ์เป็นมูล เป็นรากเง่า และความไม่รู้ในที่นี้หมายถึงไม่รู้เหตุผลตามความเป็นจริง หลงอยู่ในทางบาป ทางอกุศล

-  ไม่รู้สิ่งเป็นทุกข์คือไม่รู้ในทุกข์

-  ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์

-  ไม่รู้ความดับทุกข์

-  ไม่รู้ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

-  ไม่รู้เหตุให้เกิดบุญ

-  ไม่รู้เหตุให้เกิดบาป

-  ไม่รู้ผลบุญ ไม่รู้ผลบาป

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้อธิบายว่า โมหะนี้เป็นรากเหง้าของอกุศลทั้งหลายเป็น

เหตุให้เกิดโลภะโทสะได้ด้วย โมหะจิต หรือโมหมูลจิต มี ๒ ดวง

  โมหมูลจิต ๒

  ๑.อุเบกขาสหคตัง วิจิกิจฉาสัมปยุตตัง

  โมหมูลจิตดวงที่ ๑ เกิดพร้อมก้วยความเฉย ๆ ประกอบด้วยความสงสัย[2]

  ๒. อุเบกขาสหคตัง อุทธัจจสัมปยุตตัง

  โมหมูลจิตดวงที่ ๒ เกิดพร้อมด้วยความเฉย ๆ ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน

  เป็นที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ในโมหมูลจิตทั้ง ๒ ดวง ไม่มีทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด ประกอบ และไม่มีปฏิฆะ คือความโกรธประกอบ ทั้งนี้เพราะโมหมูลจิตเป็นจิตเว้นจากความกำหนัดและความขัดเคืองมีแต่ความไม่รู้ คือ โมหะเป็นมูลอย่างเดียวเท่านั้น จึงไม่มีทิฏฐิและปฏิฆะประกอบ

    อกุศลจิต ๑๒[3] ซึ่งประกอบด้วย โลภมูลจิต ๘ โทสะมูลจิต ๒ และโมหะมูลจิต ๒ เป็นจิตฝ่ายชั่ว ฝ่ายบาป มีผลเป็นทุกข์ เกิดได้ง่ายในบุคคลและสัตว์ทั้งหลาย

  .อเหตุกจิต คืออะไร

  อเหตุกจิต คือจิตที่ไม่มีเหตุ ๖ ประกอบ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๑๘ ดวง ในแต่ละดวง จะทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป แต่จะไม่เกี่ยวข้องกันกับความเป็นกุศลหรืออกุศล จะเกี่ยวข้องกับผลของกุศลและอกุศล เพราะไม่มีเหตุของกุศล หรือเหตุของอกุศล ประกอบเช่น

  ๑.ไม่มีโลภะเหตุ  ที่จะทำให้เกิดความยินดีติดใจ

  ๒.ไม่มีโทสะเหตุ  ที่จะให้เกิดความโกรธประทุษร้าย

  ๓.ไม่มีโมหะเหตุ  ที่จะให้เกิดความหลงไม่รู้จริง

  ๔.ไม่มีอโลภะเหตุ  ที่จะให้เกิดความไม่ยินดีติดใจ

  ๕.ไม่มีอโทสะเหตุ   ที่จะให้เกิดความไม่โกรธ

  ๖.ไม่มีอโมหะเหตุ   ที่จะให้เกิดความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริง

  เมื่อไม่มีเหตุ ๖ ประกอบเช่นนี้ จึงเป็นจิตที่ไม่ใช่จิตบาปไม่ใช่จิตบุญ แต่เป็นจิตที่เป็นผลของบาป เป็นผลของบุญและเป็นกิริยารวมอยู่ด้วย

  การทำงานของอเหตุกจิต

  เมื่ออารมณ์ปรากฏขึ้น ปัญจทวาราวัชชจิตจะเกิดขึ้นเพื่อพิจารณาว่าอารมณ์ปรากฏที่ทวารไหน เช่น…

  ถ้าเป็นรูปารมณ์คือ รูป สี ต่าง ๆ ปรากฏที่ทางตา ปัญจทวาราวัชชนะจะให้จักขุวิญญาณเกิดต่อจากตนเองทำห้าที่เห็นแล้วดับไป จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของสัมปฏิจฉนะจะทำหน้าที่รับการเห็นแล้วดับไป จากนั้นเป็นหน้าที่ของสันตีรณะจะทำหน้าที่พิจารณาการเห็นที่สัมปฏิจฉนะรับมา จากนั้นก็เป็นหน้าที่มโนทวาราวัชชนจิต ทำหน้าที่ตัดสินการเห็นอกุศลเกิดหรือกุศลเกิดเพื่อเสพอารมณ์ต่อจากตนเองแล้วดับไป จากนั้นเป็นหน้าที่อกุศลจิตทำหน้าที่เสพอารมณ์เกิดติดต่อกันไปอีก ๗ ขณะ

  ถ้าเป็นสัททารมณ์ คือ เสียงปรากฏทางหู ปัญจทวาราวัชชนะให้โสตวิญญาณเกิดต่อจากตนเองแล้วดับไป โสตวิญญาณจะเกิดทำหน้าที่ได้ยินแล้วดับไป จากนั้นมโนทวาราวัชชนะจะทำหน้าที่ตัดสินการได้ยิน ให้อกุศลหรือกุศลทำหน้าที่เสพอารมณ์เกิดต่อจากตนเองแล้วดับไป จากนั้นอกุศลจิตหรือกุศลจิตจะทำหน้าที่เสพอารมณ์เกิดต่อกันไปอีก ๗ ขณะแล้วดับไป

เหตุนั้นมี ๒ อย่างคือ

  ๑.สัปยุตตเหตุ คือเหตุที่ประกอบกับจิต ได้แก่เหตุ ๖ คือ โลภะเหตุ โทสะเหตุ ฌมหะเหตุ และอโลภะเหตุ อโทสะเหตุ อโมหะเหตุ

  ๒.อุปปัตติเหตุ คือเหตุที่ทำให้จิตเกิดขึ้นซึ่งมีต่าง ๆ กันดังนี้

  ๑. เหตุให้เกิดจักขุวิญญาณ มีประสาทตาดี มีนัยน์ตาดี มีรูป คือ สีต่าง ๆ มีแสงสว่าง มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชชนะ)

  ๒.เหตุให้เกิดโสตวิญญาณ มีประสาทหูดี มีเสียง มีช่องว่างของหู (มีอากาศ) มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชชนะ)

  ๓.เหตุให้เกิดฆานวิญญาณ มีประสาทจมูกดี มีกลิ่น มีธาตุลม มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชชนะ)

  ๔.เหตุให้เกิดชิวหาวิญญาณ มีประสาทลิ้นดี มีรส มีธาตุน้ำ มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชชนะ)

  ๕.เหตุให้เกิดกายวิญญาณ มีประสาทกายดี มีแข็ง อ่อน หย่อน ตึง มีปฐวีธาตุที่มีลักษณะแข็ง มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชชนะ)

๓.มหากุศลคืออะไร ?

  มหากุศลจิตคือ[4] จิตที่ดีงามมีผลเป็นความสุข เมื่อไรมีมหากุศลจิตเกิดในตัวเรา เมื่อจะรู้สึกมีความสุข ใบหน้าแจ่มใส่ กิริยาวาจาก็เป็นไปในทางที่งามมีความเรียบร้อยถ้อยคำในการพูดเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจนุ่มนวล มีความไพเราะไม่กระด้างระคายเคืองหู ทางร่างกายก็จะไม่เบียดเบียนใครให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อน  พฤติกรรมทางจิตใจก็จะเต็มไปด้วยความเสียสละ มีความเมตตาอารี ไม่เบียดเบียนใคร

  ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า มหากุศลจิต เป็นจิตที่เกี่ยวข้องกับการทำบุญ ทำกุศล ถ้ามหากุศลจิตเกิดเมื่อไร เมื่อนั้นก็เป็นบุญกุศล เช่นเดียวกับอกุศล ถ้าอกุศลเกิดเมื่อไร เมื่อนั้นก็เป็นบาปเป็นอกุศล เป็นบุญหรือบาป เป็นที่จิตใจ เพราะจิตใจเป็นผู้สั่งให้เกิดการทำบาป ให้เกิดการทำบุญ กายและวาจาเป็นไปตามอำนาจ จิตสั่งกายไม่ดีเป็นบาปวาจาไม่ดีเป็นบาป เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ระวัง จิต สำรวมจิต อย่าให้เกิดบาป เกิดอกุศล มหากุศล ได้แก่ บุญกิริยาวัตถุ๑๐และกุศลกรรมบท๑๐เป็นต้น

 

มหากุศลจิตดวงที่ ๑ กับดวงที่ ๒

  ในการทำบุญทำกุศลจะต้องทำด้วยมหากุศลจิต ถ้าไม่มีมหากุศลจิตเกิดขึ้นก็จะคิดทำบุญทำกุศลไม่ได้ เมื่อมหากุศลจิตดวงที่ เกิดขึ้น จิตใจจะมีความรู้สึก ปลาบปลื้มใจสดชื่น แจ่มใสเบิกบานใจ ดีใจ ภาษาธรรมเรียกว่า “ โสมนัส” ในขณะที่จิตเป็นโสมนัสนั้นก็มีปัญญาประกอบด้วยคือรู้ความเป็นจริงในเรื่องของกรรม – ผลกรรม รู้แจ้งแก่ใจว่าทำกุศลนั้นมีผลเป็นความสุข รู้ว่ากำลังสร้างเหตุแห่งความดี เหตุแห่งความสุขรู้แจ้งว่าทำดีต้องได้ดี มีความมั่นใจในกุศลที่ทำ

หรือรู้แจ้งว่าทำบุญกุศลเพื่อลดกิเลส  ทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบจากกิเลสรู้แจ้งว่ากำลังกำหนดดูรูปนามอะไรอยู่ (ถ้าเจริญวิปัสสนา) ความรู้สึกที่เป็นมหากุศลเกิดพร้อมด้วยโสมนัส ประกอบด้วยปัญญา เกิดขึ้นโดยไม่มีใครชักชวนหรือไม่มีสิ่งชักชวน ก็จัดเป็นมหากุศลจิตดวงที่ ๑ ถ้าเกิดขึ้นโดยมีใครชักชวนหรือมีสิ่งชักชวน ก็เป็นมหากุศลจิตดวงที่ ๒

  มหากุศลจิตดวงที่ ๓ กับดวงที่ ๔

  เมื่อมหากุศลจิต ดวงที่ ๓ เกิดขึ้น จิตใจจะมีความรู้สึกสดชื่นแจ่มใสปลาบปลื้มใจ เบิกบานใจ  ดีใจ  ภาษาธรรมเรียกว่า “โสมนัส” ในขณะที่จิตเป็นโสมนัสต่อการทำบุญทำกุศลนั้น  ไม่มีปัญญาประกอบ เพราะไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจในเรื่องของบาป – บุญ ไม่เข้าใจเรื่อง กรรม – ผลของกรรม ไม่รู้จักเหตุแห่งความสุข เหตุแห่งความทุกข์ และไม่รู้ว่าการทำบุญทำกุศลนั้นทำเพื่อลดกิเลส ละกิเลส ไม่รู้เรื่องสมาธิไม่รู้เรื่องวิปัสสนา  ไม่รู้เรื่องรูปนามใด ๆ เรียกว่าไม่ประกอบด้วยปัญญา

  แต่มีศรัทธาต่อการที่จะทำบุญทำกุศล มีความเคารพเลื่อมใสในการทำบุญทำกุศล ความรู้สึกดีใจต่อการบุญ การกุศล ไม่ประกอบด้วยปัญญา ถ้าหากมหากุศลดวงนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีคนชักชวนหรือไม่มีสิ่งชักชวน ก็เป็นมหากุศลจิตดวงที่ ๓ ถ้าเกิดขึ้นโดยมีคนชักชวนหรือมีสิ่งชักชวน ก็เป็นมหากุศลจิตดวงที่ ๔

  มหากุศลจิตดวงที่ ๕ และดวงที่ ๖

  เมื่อมหากุศลจิตดวงที่ ๕ เกิด จะมีความรู้สึกเฉย ๆ ไม่ปลาบปลื้มใจ ไม่สดชื่นแจ่มใส ไม่เบิกบานใจ รู้ศึกเป็นกลาง ๆ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ภาษาธรรมเรียกว่า “อุเบกขา” แต่ในขณะที่จิตเป็นอุเบกขานั้น ก็มีปัญญาประกอบด้วย คือใจเป็นกลางที่ประกอบด้วยปัญญา รู้ความเป็นจริงในเรื่องของกรรม – ผลกรรม รู้แจ้งแก่ใจว่ากำลังสร้างเหตุแห่งความดี เหตุแห่งความสุข มั่นใจในกุศลที่ทำว่าดีต้องได้ดี

  หรือรู้แจ้งว่าทำบุญกุศลเพื่อลดกิเลส ทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบจากนิวรณ์ รู้แจ้งว่ากำลังกำหนดนามรูปอยู่ (ถ้าเจริญวิปัสสนา) ความรู้สึกที่เป็นมหากุศลเกิดพร้อมด้วยอุเบกขา ประกอบด้วยปัญญาเช่นนี้ ถ้าเกิดขึ้นโดยไม่มีใครชักชวนหรือไม่มีสิ่งชักชวนก็เป็นมหากุศลจิตดวงที่ ๕ ถ้าเกิดขึ้นโดยมีใครชักชวน หรือมีสิ่งชักชวนก็เป็นมหากุศลจิตดวงที่ ๖

มหากุศลจิตดวงที่ ๗ และดวงที่ ๘

  ผู้ที่ทำบุญ ทำกุศลด้วยมหากุศลจิตดวงที่ ๗ นั้น จะมีความรู้สึกเฉย ๆ ไม่สดชื่น ไม่แจ่มใส ไม่ร่าเริง มีจิตใจเป็นกลาง ๆ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ภาษาธรรมเรียกว่า “อุเบกขา” ในขณะที่จิตเป็นอุเบกขานั้น ก็ไม่มีปัญญาประกอบ คือไม่รู้แจ้งว่าบุญที่ทำในครั้งนี้จะมีผลเป็นอย่างไร ไม่รู้แจ้งในเรื่อง ของกรรม – ผลกรรม ไม่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องของทาน ศีล สมาธิ วิปัสสนา ทำบุญ ทำกุศลก็ทำตาม ๆ เขาไป หรือทำตามประเพณี ไม่ทราบเหตุของบุญกุศลว่ามีผลเป็นอย่าง ทำไปด้วยศรัทธาไม่มีปัญญาประกอบ

  ในขณะที่ทำกุศลครั้งนั้น ถ้าไม่มีผู้อื่นชักชวน หรือไม่มีสิ่งอื่นชักชวน ก็จัดเป็นมหากุศลดวงที่ ๗ แต่ถ้าทำด้วยอาศัยผู้อื่น หรือสิ่งอื่นชักชวน ก็เป็นมหากุศลดวงที่ ๘

  ๔. มหาวิบาก

  มหาวิบาก คือผลของมหากุศลจิต เป็นจิตที่เป็นผลของมหากุศลจิตกล่าวคือ เมื่อทำกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒๐ นั้น จะต้องทำด้วยอำนาจจิตมหากุศลดวงใดดวงหนึ่ง เมื่อมหากุศลจิตนี้

ทำงานในการทำบุญกุศลนั้น ๆ ดับไปแล้วก็จะมีผล ๒ อย่าง คือ มีผลที่ประกอบด้วยเหตุ และมีผลที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ

  มหาวิบาก ๘

  ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจในมหากุศลก่อนว่า  ทุครั้งที่มหากุศลเกิด  จะเกี่ยวข้องกันกับการกระทำที่เป็นกุศล ๓ ทาง คือ

  ๑.  ทางกายเรียก กายสุจริต

  ๒. ทางวาจาเรียก วจีสุจริต

  ๓. ทางใจ  เรียก มโนสุจริต

แต่มหาวิบากจิต จะไม่เกี่ยวข้องกับอาการที่เป็นกุศลดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำไม่เกี่ยวข้องกับการพูด และไม่เกี่ยวข้องกับการนึก  การคิด  มหาวิบากจะทำหน้าที่เป็นผลของมหากุศลจิต  ๔อย่าง คือ

๑.ทำหน้าที่เกิดในภพใหม่  เรียกว่า “ปฏิสนธิ” การกำเนิดในภพใหม่ของมหาวิบากนี้ จะเกิดในสุคติภูมิ  เช่น มนุษย์ หรือเทวดา ๖ ชั้น แล้วแต่กำลังของกุศลที่ทำไว้

๒.ทำหน้าที่รักษาภพชาติที่ดำรงอยู่นั้นไว้ เรียกว่า “ภวังค์” การทำหน้าที่เป็นภวังค์ของมหาวิบากจิตนี้ เมื่อเกิดต่อเนื่องกันมาก ๆ จะปรากฏเป็นอาการหลับสนิทไม่ฝัน นอกจากจะปรากฏเป็นอาการหลับสนิทแล้วยังทำหน้าที่เป็นทวารให้กับจิตอื่น ๆ ได้อีกด้วย

๓.ทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะ เรียกว่า “ตทาลัมพนะ” คือเมื่ออารมณ์แรงปรากฏชัดมาก การรับอารมณ์ของชวนะจิตจะรับไม่หมด จึงต้องมี “วิบากจิต” มาทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจาก ชวนะอีก ๒ ขณะ 

๔.  ทำหน้าที่สิ้นภพชาติ  เรียกว่า  “จุติ”  คือตายจากภพชาตินี้

  หน้าที่ของมหาวิบาก  ๘  จะทำหน้าที่อย่างนี้  จะเห็นได้ว่า  ผลของมหากุศลเรียกว่า “มหาวิบาก”  เป็นตัวนำภพชาติที่ดี  มีความสุข  การทำบุญกุศล  จึงเท่ากับการทำภพชาติใหม่ที่ดีความสุขเอาไว้  ถ้าไม่ทำบุญทำกุศลเอาไว้  ก็จะไม่มีภพชาติใหม่ที่ดีมีความสุข  เมื่อภพใหม่ที่ดีมีความสุขไม่มีก็จะมีแต่ภพใหม่ที่ไม่ดี

 

  ความปรากฏของมหาวิบากในการกำเนิด  จะมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้

  ๑.  เกิดด้วยมหาวิบากดวงที่  ๑  จะเป็นคนที่จิตใจแจ่มใสร่าเริงยิ้มง่าย  เป็นคนมีปัญญาเฉลียวฉลาด  มีจิตใจเด็ดเดี่ยว  ตัดสินใจฉับพลันไม่ย่อท้อ  ไม่ลังเล

  ๒.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่  ๒  จะเป็นคนที่มีจิตใจแจ่มใสร่าเริงยิ้มง่าย  เป็นคนมีปัญญาฉลาด  แต่ไม่เด็ดเดี่ยว  ตัดสินใจฉับพลันไม่ได้  มีความย่อท้อ  ลังเล

  ๓.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่  ๓  จะเป็นคนที่มีจิตใจแจ่มใสร่าเริงยิ้มง่าย  ไม่มีปัญญาไม่เฉลียวฉลาด  กล้าตัดสินใจไม่ย่อท้อ  ไม่ลังเล

  ๔.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่  ๔  จะเป็นคนที่มีจิตใจแจ่มใสร่าเริงยิ้มง่าย  ไม่ประกอบด้วยปัญญา  ไม่เฉลียวฉลาด  มีจิตใจไม่เด็ดเดี่ยว  ไม่กล้าตัดสินใจ  ท้อแท้  ลังเล 

  ๕.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่ ๕ จะเป็นคนที่มีจิตใจ สุขุม เฉย ๆ ไม่ร่าเริงแจ่มใส ยิ้มยาก แต่มีปัญญา เฉลียวฉลาด มีจิตใจเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจได้อย่างฉับพลัน ไม่ย่อท้อไม่ลังเล

    ๖.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่ ๖ จะเป็นคนที่มีนิสัยจิตใจสุขุม เฉย ๆ ไม่ร่าเริงแจ่มใส แต่ประกอบด้วยปัญญา มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีจิตใจไม่เด็ดเดี่ยว ไม่กล้าตัดสินใจอย่างฉับพลัน มีความลังเล

    ๗.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่ ๗ จะเป็นคนมีจิตใจเฉย ๆ ไม่ร่าเริงแจ่มใส ยิ้มยาก ไม่มีปัญญา ไม่เฉลียวฉลาด แต่มีจิตใจเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจอย่างฉับพลันได้ ไม่ย่อท้อ ไม่ลังเล

    ๘.  ถ้าเกิดด้วยมหาวิบากดวงที่ ๘ จะเป็นคนที่มีจิตใจเฉย ๆ ไม่ร่าเริงแจ่มใส ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นคนที่ไม่มีความเฉลียวฉลาด ไม่กล้าตัดสินใจอย่างฉับพลันมีความลังเล ท้อถอย

    หลักการเข้าใจของมหาวิบากก็คือ ทำมหากุศลด้วยจิตดวงไหน ก็จะมีผลเป็นมหาวิบากดวงนั้น ทำมหากุศลด้วยโสมนัส ก็จะมีวิบากเป็นโสมนัส ทำมหากุศลประกอบด้วยปัญญา ก็จะมีวิบากประกอบด้วยปัญญา ทำมหากุศลด้วยใจเด็ดเดี่ยวเป็นอสังขาริก (ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดชักชวน) ก็จะมีมหาวิบากที่เด็ดเดี่ยวเป็นอสังขาริก ดังนั้นจึงต้องระวังในการสร้างเหตุคือบุญกุศล ควรพิจารณาไตร่ตรองให้เกิดปัญญา เสียก่อน และทำด้วยความรื่นเริงแจ่มใส

 



  [1]เหตุให้เกิดโ ทสมูลจิต (๑) มีอัธยาศัยเป็นคนมักโกรธ (๒) มีความคิดไม่สุขุม (๓) เป็นผู้มีการศึกษาน้อย (๔) ได้ประสบการณ์กับอารมณ์ที่ไม่ดี (๕) ได้ประสบกับอาฆาตวัตถุ ๑๐ ประการ

  [2] “วิจิกิจฉา” ความสังัสยในธรรม ๘ ประการได้แก่ สังสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา ๓ (ศีล สมาธิ ปัญญา) ขันธ์ อายตนะ ธาตุ ในอดีต ในอนาคต ทั้งในอดีตและในอนาคต  ในปฎิจจสมุปบาทธรรม ;

  ขุนสรรพกิจโกศล (โกวิท ปัทมะสุนทร) , คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๒, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อำพลพิทยา, ๒๕๐๕) , หน้า ๒๖-๒๗.

[3]   อกุศลจิต ๑๒ เกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุ ๕ ประการคือ (๑) ไม่ได้สร้ งสมบุญไว้แต่ปางก่อน (๒) อยู่ในประเทศที่ไม่มีสัปบุรุษ (๓) ไม่คบหาสมาคมกับสัปบุรุษ (๔) ไม่ได้ฟังธรรมของสัปบุรุษ (๕) ตั้งตนไว้ผิด เหตุทั้ง ๕ ประการนี้ จัดเป็นอดีตกรรมเสีย ๑ คือข้อ ๑ ส่วนข้อ ๒-๕ จัดเป็นปัจจุบันกรรม ;

  ขุนสรรพกิจโกศล (โกวิท ปัทมะสุนทร) , คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑,หน้า ๒๐-๒๑.

[4] ที.อ. (บาลี) ๓/๒๔๖ , สงฺคห. (บาลี) ๒๙