. มหากิริยาจิต ๘

  มหากริยาจิต เป็นจิตของพระอรหันต์ผู้หมดจดจากกิเลสแล้ว แต่ก็ยังมีการรับรู้อารมณ์อยู่ เพราะขันธ์ยังไม่นิพพานนิพพานแต่กิเลส ความเป็นอยู่ของพระอรหันต์จึงมีจิตที่ยังเกี่ยวข้องกันกับอารมณ์อยู่เสมอ แต่จิตที่เกี่ยวข้องกันกับอารมณ์ของพระอรหันต์นั้น ไม่มีผลที่จะเป็นวิบากหรือให้เกิดวิบากทั้งในส่วนกุศลหรืออกุศล ซึ่งจะทำให้เกิดภพชาติใหม่ต่อไป พระอรหันต์จึงมีจิตที่ชื่อว่า “มหากิริยาจิต” ทำหน้าที่เสพอารมณ์ เรียกตามภาษาธรรมว่า “ชวนะ” คือทำหน้าที่คิดนึกหรือรู้สึกต่ออารมณ์นั่นเอง

  โดยปกติจิตที่ทำหน้าที่คิด นึก หรือรู้สึกของคนเราและสัตว์ทั้งหลายนั้นจะมีจิตอยู่ ๒ ประเภทคือ อกุศลจิต กับกุศลจิต ทั้งอกุศลและกุศลจิตเมื่อเกิดขึ้นเสพอารมณ์คือ ทำหน้าที่ชวนะแล้วก็มีวิบากคือผลเกิดขึ้น เมื่อมีวิบากเกิดขึ้น วิบากนี้ก็จะทำหน้าที่เกิดในภพชาติใหม่ต่อไป ถ้าเป็นวิบากของอกุศลก็จะนำเกิดในอบายภูมิ ๔ ถ้าเป็นวิบากของกุศล ก็จะนำเกิดในสุคติภูมิ

  แต่พระอรหันต์ไม่เป็นอย่างนั้น การเสพอารมณ์หรือ ชวนะของพระอรหันต์ไม่ใช่จิตกุศลหรืออกุศล แต่เป็นจิตท่ปราศจากกิเลสแล้ว เรียกจิตนั้นว่า “มหากิริยาจิต” เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป โดยปราศจากผลใด ๆ ความเป็นอยู่ของพระอรหันต์ จึงไม่มีจิตกุศลหรืออกุศล แต่เป็นมหากิริยาจิต เป็นจิตที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่ออนุเคราะห์ แก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลายฝ่ายเดียว เพื่อจะเทศนาสั่งสอนสืบทอดพระพุทธศาสนาและเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ แก่ผู้ทำบุญกับพระอรหันต์เท่านั้น

  ความเป็นอยู่ของพระอรหันต์ และภารกิจของพระอรหันต์ บางครั้งก็ใช้ปัญญาประกอบ บางครั้งก็ไม่ใช้ปัญญาประกอบ จึงมีจิตแตกต่างกันถึง ๘ ดวง

  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ภารกิจของพระอรหันต์บางครั้งก็ประกอบด้วยปัญญาบางครั้งก็ไม่ประกอบด้วยปัญญา ในที่นี้หมายความว่า ปัญญาที่จะทำหน้าที่ประหารกิเลสนั้นไม่มีแล้ว เพราะกิเลสได้ถูกประหารโดยมัคคญาณไปหมดแล้ว ส่วนปัญญาที่ใช้พิจารณาสภาพธรรมนั้นยังมิอยู่ เช่น ในขณะที่แสดงธรรม เมื่อกล่าวถึงสภาพธรรม สภาวธรรมเหตุปัจจัย สติปัฏฐาน ฯลฯ เป็นต้น ปัญญาที่จะต้องใช้พิจาณาสภาพธรรมเหล่านี้เพื่อแสดงธรรมยังต้องมีอยู่

  เพราะฉะนั้น พระอรหันต์มีความเป็นอยู่โดยมีปัญญาประกอบด้วยก็ได้ ไม่มีปัญญาประกอบด้วยก็ได้ และการไม่มีปัญญาประกอบในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าพระอรหันต์โง่ไม่รู้ความเป็นจริง แต่หมายถึงการเกี่ยวข้องกับอารมณ์ บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องมีปัญญาประกอบ บางครั้งก็จำเป็นต้องมีปัญญาประกอบนั่นเอง ทั้งนี้เพราะปราศจากโมหกิเลสแล้วนั่นเอง

  ภาวจิตของพระอรหันต์ บางครั้งก็เป็นโสมนัส บางครั้งก็เป็นอุเบกขาทั้งนี้ก็ขอให้เข้าใจว่า ความเป็นโสมนัสและอุเบกขา ของจิตพระอรหันต์นั้นไม่เหมือนจิตปุถุชนอย่างเรา จิตปุถุชนอย่างเรามีโสมนัสยังมีอนุสัยกิเลส มีอุเบกขาที่ยังมีอนุสัยกิเลสส่วนพระอรหันต์ไม่มีอนุสัยกิเลสปราศจากกิเลส หมดจดจากกิเลสแล้ว

  เพราะฉะนั้นภาวจิตของพระอรหันต์ ถ้าจะเป็นโสมนัส ก็ให้เข้าใจว่าเป็นโสมนัสที่ปราศจากกิเลส เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ปรารถนาดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอนุสัยกิเลสซ่อนอยู่ภายใน ถ้าจะเป็นอุเบกขา ก็เป็นอุเบกขาที่ปราศจากอนุสัยกิเลส

  ส่วนการเกิดขึ้นของจิตพระอรหันต์ คือมหากิริยาจิตที่เกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักชวนหรือไม่มีสิ่งชักชวนนั้น เป็นภาวจิตที่ปราศจากอนุสัยกิเลสเช่นกัน ไม่เหมือนปุถุชนหรือสัตว์ทั้งหลาย ที่ยังมีอนุสัยกิเลสอยู่

  สรุปแล้วภาวจิตของพระอรหันต์ เป็นจิตที่ดีงาม เช่นเดียวกับมหากุศลจิตจะต่างกันตรงที่ มหากุศลจิตเกิดขึ้นกับปุถุชนและสัตว์ทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มีวิบากทำให้มีภพชาติใหม่ต่อไป

  ส่วนมหากิริยาจิต ซึ่งเป็นจิตของพระอรหันต์ เกิดขึ้นกับพระอรหันต์เท่านั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีผล ไม่มีวิบากที่จะทำให้เกิดภพชาติใหม่ต่อไปนั่นเอง 

  . รูปาวจรจิต ๑๕

  รูปาวจรจิต คืออะไร ?

  รูปาวจรจิต คือจิตที่เข้าถึงความเป็นฌาน จิตที่เพ่งอารมณ์เข้าถึงความเป็นฌาน จิตที่เผาปฏิปักษธรรมคือนิวรณ์ให้สงบลงด้วยอำนาจของฌาน หรือจิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปภูมิ ส่วนมากก็เรียกว่า…รูปาวจรจิต

  คือความเพ่งอารมณ์ในขณะทำสมาธิ เช่น เพ่งกสิณเป็นต้น จิตจะมีความสงบมากขึ้น ๆ ในความสงบจิตขณะเพ่งอารมณ์ มีกสิณเป็นต้นนั้น เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ และความสงบของจิตที่เรียกว่าสมาธินี้มี ๓ ระดับด้วยกันคือ

  ๑.  ขณิกสมาธิ ได้แก่จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวเป็นสมาธิได้ชั่วขณะหนึ่ง ๆ

  ๒. อุปจารสมาธิ ได้แก่จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิได้นานจนถึงฌาน ใกล้ที่จะถึงฌาน

  ๓.  อัปปนาสมาธิ ได้แก่จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว จนเข้าถึงฌานเป็นฌานจิต

  เพราะฉะนั้น รูปาวจรจิตจึงหมายถึงจิตประเภทที่ ๓ คือจิตที่เข้าถึงความเป็นอัปปนาสมาธิ เป็นฌานจิตนั่นเอง และรูปาวจรจิตนี้มี ๑๕ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ :-

  ๑.  รูปาวจรกุศลจิต มี ๕

  ๒. รูปาวจรวิบากจิต มี ๕

๓.  รูปาวจรกิริยาจิต มี ๕

 

  อธิบายคำว่าฌาน

  คำว่า ฌานเป็นชื่อของจิตอันเกิดจากการทำสมาธิจนเข้าถึงอัปปนาดังกล่าวแล้วข้างต้น บางแห่งก็เรียกว่า ฌานจิตแปลว่าจิตที่ประกอบด้วยฌาน หรือเข้าถึงฌาน สถาพของฌานจิตก็คือ ทำหน้าที่เพิ่งอารมณ์ที่เป็นปฏิภาคนิมิต อันเกิดจากการเพิ่งมีกสิณ เป็นต้น

  ในอัฏฐสาลินีอรรถกถา ได้อธิบายคำว่า “ฌาน” ไว้ว่า อารมฺมณูปนิชฺฌานโต ปจฺจนิกฌานปนโต วาฌานํ แปลว่า ธรรมชาตินั้นเรียกว่า ฌาน

  นั่นก็หมายถึงภาวะของจิตที่ทำกิจเพ่งอารมณ์ด้วย เผานิวรณ์ไปด้วย ก็เรียกจิตนั้น ว่า “ฌาน” และอารมณ์ที่จะถูกเพ่งไปด้วย การเผานิวรณ์ก็จะบังเกิดขึ้นด้วยพร้อม ๆ กัน อย่างนี้ก็ต้องหมายถึง ปฏิภาคนิมิตอารมณ์เท่านั้น อารมณ์อื่น ๆ ก็ไม่สามารถเป็นไปได้

  ในปรมัตถทีปนีฎีกา กล่าวไว้ว่า ฌาเนน สมฺปยุตฺตํ จิตฺตนฺติ ฌานจิตฺตํ แปลว่าจิตใดที่ประกอบด้วยฌาน จิตนั้นเรียกว่า ฌานจิต

  ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ หรือขัดขวางในการเพ่งอารมณ์ ไม่สามารถให้เข้าถึงฌาน ทำให้ฌานจิตเกิดไม่ได้ ธรรมนั้นมีชื่อเรียกว่า “นิวรณ์”

  นิวรณ์ ๕[1]

  .  กามฉันทนิวรณ์ คือความยินดีติดใจในกามคุณอารมณ์ ความปรารถนาต้องการติดในใจอารมณ์ มีรูป เสียง กลิ่น รส และการสัมผัสในความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นต้น

  . พยาปาทนิวรณ์คือความไม่พอใจ ความโกรธครุ่นคิดปองร้าย ความอาฆาตพยาบาทจองเวร จิตใจเดือดพล่านอยู่กับความโกรธ เป็นต้น

  . ถีนมิทธนิวรณ์คือความเกียจคร้าน หดหู่ท้อถอย ผลัดวันผลัดเวลา ไม่ใส่ใจต่อการที่จะเพ่งอารมณ์ จิตใจท้อถอยคลายความใส่ใจในอารมณ์

  . อุทธัจจะกุกกุจจะนิวรณ์คือความฟุ้งซ่านรำคาญใจ จิตใจเลื่อนลอยซัดส่ายอยู่เรื่อย ๆ เหมือนน้ำที่ถูกลมกระพือพัดให้กระเพื่อมอยู่เสมอ หาความสงบนิ่งไม่ได้

  .  วิจิกิจฉานิวรณ์คือความลังเลสงสัย ความไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ในอารมณ์นั้น

  ทั้ง ๕ ข้อนี้ แม้เพียงข้อใด ข้อหนึ่งก็สามารถทำให้ฌานเกิดไม่ได้ จึงจัดว่าเป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อฌาน ต่อมัคผลนิพพานด้วย

รูปาวจรวิบาก ๕

  จิตที่เป็นผลของฌานก็เรียกว่า วิบากฌานคือ รูปาวจรกุศลเกิดขึ้น  ก็จะมีรูปาวจรวิบากซึ่งเป็นผลของรูปาวจรกุศลนั่นเอง เหมือนกับมหากุศลจิตเกิดขึ้น  ก็จะมีมหาวิบาก ซึ่งเป็นผลของมหากุศล รอโอกาสที่จะให้ผลอยู่  รูปาจรวิบากก็เช่นเดียวกัน เมื่อรูปาวจรกุศลดวงที่ ๑ เกิดขึ้น ก็จะมีรูปาวจรวิบากดวงที่ ๑ เกิดขึ้น ก็จะมีรูปาวจรวิบากดวงที่ ๑ รอโอกาสส่งผลอยู่

  รูปาวจรวิบาก มี ๕ ดวง ในแต่ละดวงทำกิจ 3 อย่าง คือ

๑. ปฏิสนธิในชั้นพรหมภูมิ

  ๒. ทำกิจภวังค์

  ๓. จุติ คือสิ้นภพชาติ

รูปาวจรกิริยาจิต ๕

  รูปาวจรกิริยาจิต เป็นจิตของพระอรหันต์ ที่เข้าฌาน คือ รูปฌาน ถ้าจะกล่าวดันแบบเข้าใจง่ายๆ รูปาวจรกุศลนั่นเองที่เกิดกับพระอรหันต์ แล้วก็เรียกรูปาวจรกุศลที่เกิดกับพระอรหันต์นั้นว่า “รูปาวจรกิริยาถ้าเกิดกับปุถุชน หรือพระอริยบุคคลเบื้องต้น ก็เรียกว่า รูปาวจรกุศลและต่างกันตรงที่รูปาวจรกุศลที่เกิด  กับปุถุชนหรือพระอริยะบุคคลเบื้องต้น เช่นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ก็มีผลให้เกิดในรูปพรหมภูมิได้อีก ส่วนรูปาวจรที่เกิดกับพระอรหันต์ แล้วเรียกว่า รูปาวจรกิริยาจิต นั้น ไม่มีผลที่จะให้เกิดในพรหมใดๆอีกต่อไป รูปาวจรมี ๕ ดวง

. อรูปาวจรจิต[2]

  อรูปาวจรจิต หมายถึงจิตที่เข้าถึงอรูปฌาน ได้แก่ฌานที่ทำให้เกิดโดยปราศจากรูป คือ ไม่มีรูป มีแต่นามอย่างเดียว จิตที่เข้าถึงอรูปฌาน จึงเรียกว่า อรูปาวจรจิต และอรูปาวจรจิตจะเกิดขึ้นได้นั้น ก็ต้องอาศัยการทำรูปฌานให้เกิดขึ้นก่อนตั้งแต่ที่ ๑ ถึง ๔ เมื่อได้ฌานที่ ๔ แล้วจึงจะทำอรูปฌานให้เกิดขึ้นได้

  ผู้ที่ทำสมาธิจนได้ฌาน และทำฌานให้เกิดขึ้นถึงฌานที่ ๔ นั้น จะมีปัญญามาก แต่เป็นปัญญาในขั้นโลกีย์ คือ ไม่สามารถนำตนให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ ทั้งนี้เพราะถอนอัตตาคือความเห็นว่า เป็นตัวตนออกไม่ได้ยังยึดมั่นว่าเป็นเรา เป็นตัวเรา เป็นของเราอยู่ ซึ่งไม่เหมือนกับการเจริญวิปัสสนา สามารถที่จะถอนตัณหาคือความยึดมั่นออกเสียได้

  การปฏิบัติจิตในทางสมาธิ ซึ่งเรียกว่า “ สมถกัมมัฏฐาน ” นั้นกระทำได้อย่างมากที่สุดก็ถึงอรูปฌาน ๔ เท่านั้น และผลของอรูปฌาน ๔ ก็คือ นำเกิดเป็นอรูปพรหม คือ เป็นพรหมโดยไม่มีรูป มีแต่นามอย่างเดียวเมื่อหมดอายุขัยของอรูปพรหมแล้ว ก็ต้องกลับมาเกิดเป็นเทวดา เป็นมนุษย์อีก เมื่อประมาณทำบาปอกุศลก็ต้องไปเกิดในทุคติ คือ เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย หรือเดรัจฉาน ได้อีก จึงเท่ากับไม่พ้นจากทุกข์นั่นเอง ซึ่งไม่เหมือนกับการเจริญวิปัสสนา เมื่อเจริญได้ถึงอรหัตตมัคอรหัตตผลแล้ว เมื่อดับขันธ์ ( ตาย ) ก็เข้าสู่นิพพานไปเลย

  การฝึกจิตด้วยการทำสมาธิจนได้ฌาน และการทำฌานที่ ๑ ถึง ฌานที่ ๕ ทำฌานที่ ๕ ให้เข้าถึงอรูปฌานจึงเปรียบเหมือนเดินทางอ้อม และก็ไม่ถึงทางพ้นทุกข์อีกด้วย เพียงเห็นทุกข์เท่านั้นเอง

  การแสวงหาทางพ้นทุกข์ ได้มีมาก่อนที่พรุพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้น เช่น นักบวชฤาษี นักพรต เป็นต้น ได้ปฏิบัติจิตโดยทำสมาธิจนได้ฌาน ได้อรูปฌานก็ไม่สามารถเข้าถึงซึ่งความพ้นทุกข์ได้ ต่อเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น แล้วแสดงทางปฏิบัติ ที่จะให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ ได้แก่ อริยสัจ ๔ ทางพ้นทุกข์จึงเกิดขึ้นในโลก

  การปฏิบัติของนักบวชนอกพุทธศาสนา หรือในพุทธศาสนาก็ตาม ถ้าทำสมาธิเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ก็ไม่สามารถเข้าถึงความพ้นทุกข์เช่นกัน จะเห็นแต่ทุกข์แต่ไม่เห็นทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ เช่น นักบวช นักพรต ในสมัยพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น เมื่อทำสมาธิจนได้ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๕ แล้ว

จะมีปัญญาแก่กล้า มองเห็นทุกข์ จึงแสวงหาทางพ้นทุกข์ แต่การแสวงหาทางพ้นทุกข์ในครั้งนั้น ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างหา เพราะยังไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก การเห็นความทุกข์และการแสวงหาทางพ้นทุกข์ในครั้งนั้น จึงมี ๒ สาย คือ

  สายที่ ๑ เมื่อได้ปัญจมฌานแล้ว มองเห็นความทุกข์ของจิตใจ มองเห็นความยุ่งยากของจิตใจ ต้องคอยสำรวมระวัง จิตใจต้องคอยรับอารมณ์อยู่เสมอ จะมีความสุขก็เฉพาะอยู่ในฌานเท่านั้น ออกจากฌานแล้วก็พบแต่ความวุ่นวาย เดี๋ยวฟุ้งซ่านไปที่โน้น ไปที่นี่ ไม่มีวันหยุดหย่อน มองเห็นจิตใจเป็นตัวทุกข์ ซึ่งไม่เหมือนกับกาย ไม่ต้องรับรู้อะไร ไม่ต้องคิด ไม่ต้องนึก ไม่ต้องฟุ้งซ่าน ไม่ต้องดีใจ ไม่ต้องเสียใจ มองเห็นกายเป็นความสุข มองเห็นใจเป็นความทุกข์  จึงปรารถนากาย ต้องการร่างกาย ไม่ต้องการมีจิตใจ

  ผู้ที่ฝึกจิตจนได้ปัญจมฌานแล้วนี้ พลังจิตจะมีมาก เมื่อมีเจตนาต้องการอะไรย่อมทำให้เกิดสมปรารถนาได้ จึงตั้งหน้าหาทางพ้นทุกข์จากการมีจิตใจ โดยการกำหนดจิตไม่ต้องการจิตเห็นโทษของการมีจิต ต้องการมีแต่รูปเพียงอย่างเดียว เจตนานี้มีอำนาจมีพลัง เมื่อสิ้นอายุแล้ว ก็ไปเกิดเป็นพรหมที่มีแต่รูปเพียงอย่างเดียว  เรียกว่า “ อสัญญสัตตพรหม ” เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “ พรหมลูกฟัก ” คือ มีแต่ร่างกาย ไม่มีจิตใจมีอายุยืนมากถึง …. ..มหากัปป์ เมื่อหมดอายุขัยแล้ว ก็กลับมาเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ มีร่างกายมีจิตใจเหมือนเดิม

  สายที่ ๒ เมื่อได้ปัญจมฌานแล้ว มองเห็นความทุกข์ของร่างกาย ต้องดูแลมาก เป็นที่ตั้งของความสกปรก เป็นที่เกิดของโรคภัยไข้เจ็บ ต้องบริหารมาก คอยเจ็บ คอยปวดอยู่เสมอ จะต้องคอยถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ทำความสะอาดอยู่เสมอ ยุ่งยากต่อการบำรุงรักษา ซึ่งไม่เหมือนกับจิตใจ มีแต่ความสุข ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่เคล็ดขัดยอก

  มองเห็นกายเป็นทุกข์ มองเห็นจิตเป็นสุข จึงปรารถนาจิตใจ ไม่ปรารถนากาย ไม่ต้องการมีร่างกาย มองเห็นว่ามีร่างกายมีความทุกข์ ถ้าไม่มีร่างกายมีความสุข จึงหาทางพ้นจากทุกข์ คือ พ้นจากการมีร่างกาย

  ในการแสวงหาทางพ้นทุกข์ เพราะมองเห็นร่างกายเป็นตัวทุกข์นี่เอง จึงกำหนดจิตถอนออกจากกาย โดยการปฏิบัติทางสมาธิจิตในปัญจมฌาน ด้วยการทำอรูปฌานให้เกิดขึ้นอีก ๔ ฌาน[3]

  การปฏิบัติทางจิตในสายสมาธิ หรือ สมถกัมมัฏฐาน มีสูงสุดเพียงแค่นี้ จะปฏิบัติต่อไปอีกไม่ได้แล้ว คือมีรูปฌาน ๕ อรูปฌาน ๔ รวมเรียกว่าสมาบัติ๙ ถ้านับรูปฌาน ๔ ตามนัยแห่งพระสูตร ก็จะเป็นรูปฌาน ๔อรูปฌาน ๔รวมเรียกว่า สมาบัติ ๘นั่นเอง

  ทั้งสมาบัติ ๙หรือ สมาบัติ ๘พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ได้เคยศึกษามาแล้วในสำนักของดาบสทั้ง๒ ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ไม่ใช่ทางตรัสรู้ จึงอำลาจากดาบสทั้ง๒ มาแสวงหาทางพ้นทุกข์ด้วยพระองค์เองจนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

  เพราะฉะนั้น การปฏิบัติทางจิตในสายสมาธิเพียงอย่างเดียวนั้น จึงไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ต้องเจริญสติปัฏฐาน

หรือเรียกว่า วิปัสสนา เท่านั้น จึงจะเป็นทางพ้นทุกข์ ถึงซึ่งสันติสุข คือ พระนิพพานได้[4]

  . โลกุตตรจิต- ๔๐

  โลกุตตรจิต คือ จิตที่มีอารมณ์อยู่เหนือการเกิดดับ พ้นจากการเกิดดับและอารมณ์ที่อยู่เหนือการเกิดดับพ้นจากการเกิดดับในที่นี้ คือ “ นิพพาน ” เพราะฉะนั้นจิตใดที่มีอารมณ์เป็นนิพพานจิตนั้นจึงเรียกว่า “ โลกุตตรจิต ”[5]

อธิบาย

โลกุตตรจิตนั้นมี ๒คือ มัคคจิต กับ ผลจิต[6]

  มัคคจิตนั้นมี ๔ คือ  ผลจิตนั้นมี๔ คือ

  - โสดาปัตติมัค  - โสดาปัตติผล

  - สกทาคามิมัค  - สกทาคามิผล

  - อนาคามิมัค  - อนาคามิผล

  - อรหัตตมัค    - อรหัตตผล

  มัคคจิต ๔ นั้นเป็นชาติกุศลเพราะมีกิจหน้าที่ประหารกิเลส

    การประหารกิเลสนั้นมี ๓ ระดับ คือ[7]

  . ตทังคปหาน ประหารได้ชั่วคราว ได้แก่กิเลสอย่างหยาบ[8]คือ

วิติกมกิเลสประหารด้วยมหากุศล

  .วิกขัมภนปหาน ประหารด้วยการข่มไว้ได้แก่ กิเลสอย่างกลาง[9]  คือปริยุฎฐานกิเลสประหารด้วยมหัคคตกุศลจิต

  . สมุจเฉทปหานประหารได้เด็ดขาด ได้แก่กิเลสอย่างละเอียด[10]คือ อนุสัยกิเลสต้องประหารด้วยมัคคจิต

ฉะนั้น มัคคจิต ๔ จึงประหารกิเลสอย่างละเอียดคือ อนุสัยกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานเป็นการทำลายกิเลสโดยสิ้นเชิงไม่มีส่วนเหลือเช่น

  โสดาปัตติมัค  ประหารโลภทิฎฐิคตสัมปยุต ๔ และโมโหวิจิกิจฉาสัมปยุต

  สกทาคามิมัคกิเลสที่เหลือให้มีกำลังเบาบางลง

  อนาคามิมัคประหารโทสมูลจิต๒

  อรหัตตมัค  ประหารโลภทิฎฐิคตวิปปยุต๔และโมหอุทธัจจสัมปยุต ๑

  เมื่อมัคคจิตเกิดขึ้น ๔ ครั้ง อกุศลจิตทั้ง ๑๒ ก็ถูกทำลายหมดไม่มีส่วนเหลือ ผู้ที่มีมัคคจิต เกิดขึ้นครบทั้ง ๔ ครั้ง จึงเป็นผู้ที่หมดจากกิเลส เรียกว่า “พระอรหันต์” แปลว่า ผู้หมดจากกิเลส ผู้ไกลจากกิเลส

  ส่วนผลจิต ๔ เป็นชาติวิบาก คือ เป็นผลของโลกุตตรกุศล ทำหน้าที่เสวยผลของการประหารกิเลส อีกที่หนึ่ง  จำง่าย ๆ ว่า มัคคจิตเป็นกุศล ผลจิตเป็นวิบาก

  การเกิดขึ้นของมัคคจิต ในบุคคลหนึ่ง ๆ จะเกิดขึ้น ได้เพียงครั้งเดียว เช่น เมื่อโสดาปัตติมัค เกิดขึ้นแล้วก็จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป แม้จะต้องตายไปเกิดอีกสักกีชาติก็ตาม โสดาปัตติมัคก็จะไม่เกิดอีกเป็นอันขาด ทั้งนี้เพราะกิเลสที่โสดาปัตติมัคจะต้องประหารนั้น ไม่มีอีกแล้วนั่นเอง

  การเกิดขึ้นของโลกุตตรจิต

  โลกุตตรจิต จะเกิดขึ้นได้นั้นต้องอาศัยการปฏิบัติธรรม คือ เจริญสติปัฏฐาน มีสติ มีปัญญา มีความเพียรแก่กล้า จนกระทั่งมีรูป มีนามเป็นอารมณ์ เป็นฌานขั้นที่ ๑ เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ หนทางที่จะให้ถึงซึ่งพระนิพพานนั้น จะต้องเริ่มที่เจริญสติปัฏฐาน และสติปัฏฐานที่ถูกต้องนั้น จะต้องมีนามรูปเป็นอารมณ์ เมื่อมีนามรูปเป็นอารมณ์ได้แล้ว จึงเข้าถึงทางๆไปสู่นิพพาน

  พฤติกรรมของเจตสิกในชีวิตประจำวัน

  คำว่า “ เจตสิก” เป็นชื่อของธรรมชาติฝ่ายนามธรรมชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิต ทำให้จิตมีความสามารถในการรู้อารมณ์ได้ต่าง ๆ นานา

  ธรรมชาติของจิต เป็นประธานในการรู้อารมณ์ แต่การรู้อารมณ์ของจิตจะมีได้นั้นต้องอาศัยเจตสิกประกอบปรุงแต่ง ถ้าไม่มีเจตสิกประกอบปรุงแต่งจิต จิตก็ไม่สามรถรู้อารมณ์ได้ ดังนั้น จิตกับเจตสิกจึงเป็นธรรมชาติที่ต้องอิงอาศัยกัน ปราศจากกันไม่ได้ กล่าวคือ “มีจิตอย่างเดียวก็รู้อารมณ์ไม่ได้ หรือมีเจตสิกอย่างเดียวก็รู้อารมณ์ไม่ได้”

  ธรรมชาติที่มีชื่อว่า “เจตสิก” นั้น มีความจำกัดไว้ ๔ ประการ[11] คือ…

  ๑. เอกุปปาท  เกิดพร้อมกับจิต

  ๒.เอกนิโรธ  ดับพร้อมกับจิต

  ๓. เอกวตถุก  อาศัยที่เกิดที่เดียวกันกับจิต

  ๔. เอกาลมพน  รู้อารมณ์เดียวกันกับจิต

  ถ้าหากมีไม่ครบ ๔ ประการ ก็ไม่เรียกว่า “เจตสิก” ดังนั้นการที่จะเรียกว่า เจตสิกได้นั้น จึงต้องมีข้อจำกัดไว้ดังกล่าวแล้ว

  ความสำคัญของเจตสิก

  ธรรมชาติที่เป็นนามธรรม ถูกกำหนดเรียกว่า “เจตสิก” นั้นมีทั้งหมด ๕๒ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ดังนี้

  ๑. เป็น “อัญญสมานา” คือ ประกอบได้ทั่วไปทั้งจิตที่ดีงาม และจิตที่ไม่ดีงาม มีทั้งหมด ๑๓ มีผัสสเจตสิก เป็นต้น

  ๒. เป็น “อกุศล” คือ ประกอบได้ในอกุศลจิตเท่านั้นมีทั้งหมด ๑๔ มีโมหะเจตสิกเป็นต้น

  ๓. เป็น “โสภณะ” คือ ประกอบได้ในกุศลจิตทั้งหมด มี ๒๕ มีสัทธาเจตสิก เป็นต้น

  ดังนั้น คำว่า “เจตสิก” จึงหมายถึงนามธรรมที่ทำหน้าที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ทำให้จิตรู้อารมณ์ รู้สึกเป็นไปตามอำนาจของนามธรรมนั้น ๆ[12] เช่น

  จิตจะเห็นได้ จะได้ยินได้ จะรู้กลิ่นได้  จะรู้รสได้ จะรู้ว่าเย็นหรือร้อนได้ จะรู้ว่าชอบ ไม่ชอบ เฉย ๆ หรืออยากได้ ไม่อยากได้ ฯลฯ ก็ต่อเมื่อมี “เจตสิก” ประกอบปรุงแต่ง

  ดังนั้น “เจตสิก” จึงหมายถึง ธรรมชาติที่ทำหน้าที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้รู้อารมณ์ ปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกนึกคิดแตกต่างกัน ส่วนจิตเป็นธรรมชาติที่ถูกเจตสิกประกอบกรุงแต่ง การเกิดขึ้นของจิตต้องมีเจตสิกประกอบปรุงแต่ง และเจตสิกจะเกิดขึ้นโดยปราศจากจิตก็ไม่ได้รวมแล้วทั้งจิตและเจตสิกจะปราศจากกันไม่ได้ จะต่างกันตรงที่จิตแต่ละดวงมีเจตสิกประกอบได้มากบ้างน้อยบ้าง และเจตสิกก็ประกอบกับจิตบางประเภทก็ประกอบได้ บางประเภทประกอบไม่ได้



[1] อง. ปญฺจก (บาลี) ๒๒/๕๑/๗๒ : อภิ.วิ. (บาลี) ๓๕/๙๘๓/๕๑๐

[2] อภิ.สงฺ.อ.(บาลี) ๑/๑๙๒/๕๔๖–๕๗๒( มมร ): ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์, อภิธัมมัตตสังคหะและอภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา ฉบับแปลเป็นภาษาไทย ปริเฉทที่ ๑ จิตตสังคหวิภาค ( กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มูลนิธิ ภูมิพโลกภิกขุ,๒๕๒๕),หน้า๙๔ - ๑๐๐.

[3] ที.ปา. ( บาลี ) ๑๑/๒๓๕/๒๓๕ ; สํ.สฬา. ( บาลี ) ๑๘/๕๑๙/๓๒๖. วรรณสิทธิ์ ไวทยะเสวี, คู่มือการศึกษา พระอภิธัมมัตตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑ จิตปรมัตถ์, พิมพ์ครั้งที่๕, ( กรุงเทพฯ : พัฒนวิทย์การพิมพ์, ๒๕๓๐ ), หน้า๑๒๓ - ๑๓๑.

[4] พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมจริยะ, ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ ๑-๒-๖ จิต เจตสิก รูป นิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ ๗ ( กรุงเทพฯ :

สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร, ๒๕๓๖ ), หน้า๑

[5] สรรค์ชัย พรหมฤาษี, เอกสารการเรียนอภิธรรมทางไปรษณีย์ บทที่ ๘, ( กรุงเทพฯ :พิมพ์คอมพิวเตอร์,๒๕๓๖),หน้า ๑-๖.

[6] สงฺคห. ๑-๖ ; พระเทพเวที ( ประยุทธ์ ปยุตฺโต ) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่๗ ( ซ้ำ )

( กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ), หน้า ๓๓๘ - ๓๓๙.

[7] ทวิช เปล่งวิทยา ( พ.อ. ) คบธรรม, หน้า ๓๐ ; วิสุทฺธิ. ( บาลี ) ๒/๘๔๘/๓๗๙–๓๘๐ ; ขุ.ป. ( ไทย ) ๓๑/๒๔/๓๔.

[8] กิเลสอย่างหยาบ ได้แก่ กายทุจริต,วจีทุจริต,มโนทุจริต

[9] กิเลสอย่างกลาง ได้แก่ กามวิตก,พยาบาทวิตก,วิหิงสาวิตก

[10] กิเลสอย่างละเอียด ได้แก่ ความวิตกถึงญาติ, ชนบท อมรเทพ ความวิตกอันประกอบด้วยความเป็นผู้เอ็นดูผู้อื่น,ลาภ,สักการะ,สรรเสริญ,ความไม่ถูกดูหมิ่น

[11] อภิ.สงฺคห.(บาลี)๑/๑/๗.

[12] อภิ.สงฺ.(ไทย)๓๔/๑๑/๑๔