อิทธิพลของรูปต่อนามและนามต่อรูป

๑.  อิทธิพลของรูปต่อนาม

ในชีวิตประจำวันของคนทั้งหลายต้องประสพกับปัญหาทุกข์มากมายต่าง ๆ กัน เช่น การเจ็บป่วย, ไม่มีกิน ไม่มีใช้, การพลัดพรากจากของรักหรือสิ่งอันเป็นที่รัก การประสพกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ไม่ชอบใจ การยึดมั่นถือมั่นในรูปนาม หรือขันธ์ ๕  เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งกายและใจคนจึงแสวงหาความสงบ สันติ ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา

  ทานและศีลเป็นกุศลที่นำไปเกิดในสุคติภูมิ  เป็นมนุษย์และเทวดาอุดมสมบูรณ์ด้วยความสุข มีโภคทรัพย์เกิดขึ้นแต่ก็ยังคงข้องติดอยู่ในสังสารวัฏฏ์  เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบสิ้นตลอดเวลาที่ยังมีการเกิด ตาย ว่ายเวียนอยู่ ย่อมต้องประสบกับความทุกข์อยู่จะพบกับความสุขได้  ไม่ว่าจะเกิดอยู่ในภพภูมิใด แม้ในสวรรค์ชั้นพรหมก็ยังต้องประสบกับทุกข์อยู่จะพบกับความสุข อันแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อได้พ้นออกไปจากทุกข์แล้ว พระองค์จึงได้ ทรงสอนการเจริญภาวนา  ให้ประพฤติปฏิบัติเป็นหนทางนำไปสู่การพ้นทุกข์ การเจริญภาวนานั้น  ได้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท  เรียกว่า สมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

  สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน มีความหมายแตกต่างกัน  แต่โดยมามักเข้าใจผิดนำมาใช้ปะปนกันอยู่เสมอ เช่น บางคราวก็กล่าวรวมกันไปว่า สมถะวิปัสสนาบางคราวก็ใช้เพียงว่าวิปัสสนา  ความหมายที่ใช้สมถะและวิปัสสนานั้น ก็มักมุ่งไปในทำนองทำฤทธิ์เดช หรือมองเห็นเหตุการณ์ทำนายทายทักต่าง  ๆ  ได้คล้ายมีอำนาจพิเศษเกิดขึ้นที่จิตใจ ถือว่าเป็นคุณวิเศษอย่างหนึ่ง และมักเข้าใจเลยไปถึงกับว่าเป็นลักษณะของคุณธรรมชั้นหนึ่งที่จะดำเนินไปถึงพระนิพพาน  เป็นเหตุให้หลงเข้าใจผิดในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ สมถะและวิปัสสนาที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนนั้น  ถ้าพิจารณาตามสายตาอย่างธรรมดาแล้วจะเห็นว่า  มิใช่พิธีกรรมที่ทำให้เกิดฤทธิ์อำนาจอย่างใด

  สมถะ คือ การกระทำจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวมุ่งไปทางความสงบระงับจากนิวรณ์ ส่วนวิปัสสนาก็คือการตามดูปรากฏการณ์ธรรมชาติเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นสภาวะความจริง มุ่งหมายความรู้หรือ

บทที่ ๒

นิพพานกับชีวิตประจำวัน

. จิตว่างกับจิตไม่ว่าง

  .. ความหมายและคำไวพจน์ของนิพพาน

  ความหมายของนิพพาน

  หลักคำสอนในพุทธศาสนาที่นับว่าสำคัญที่สุดคือนิพพาน นิพพานเป็นภาวะแห่งปรมัตถธรรมที่สูงสุดและเป็นอุดมคติแห่งชีวิตของพุทธศาสนิกชน คำสอนต่าง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสแสดงเป็นไปเพื่อการบรรลุนิพพานทั้งสิ้น เพื่อความเข้าใจความหมายของนิพพานจะได้นำเสนอข้อความตามหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฎก อรรถกถาและตามตำราเล่มอื่น  ๆ พอสังเขป  ดังต่อไปนี้

  คำว่า “นิพพาน” เป็นภาษาบาลีมาจาก นิ อุปสรรค  (แปลว่า พ้นไป หมดไป เลิก ไม่มี) วาน (แปลว่า พัดไป เป็นไป เครื่องรึงรัด)  หากใช้เป็นกิริยาของไฟ หรืออาการของไฟ แปลว่า  ดับไฟ ดับร้อน เย็นลง หากใช้เป็นกิริยาของจิตหมายถึงความเย็นใจ ไม่มีความกระวนกระวาย ไร้เครื่องเสียดแทง[12]

  ในภาษาสันสกฤตใช้คำว่า  “นิรวาน”  ซึ่งมาจากคำว่า นิร+วาน คำแรกมีความหมายเชิงปฏิเสธ ส่วนคำหลังเป็นชื่อของกิเลส ดังนั้น คำว่า “นิรวาน” จึงหมายถึงการดับกิเลส

  ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าทรงให้ความหมายของนิพพานไว้ว่า  “ภิกษุทั้งหลายภาวะอันไม่เกิด ไม่เป็น อันปัจจัยไม่ทำ ไม่ปรุงแต่ง มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย หากภาวะอันไม่เกิดไม่เป็นอันปัจจัยไม่ทำ ไม่ปรุงแต่ง จักไม่มีเลยการสลัดภาวะที่เกิด ที่เป็น อันปัจจัยทำ  ปรุงแต่ง จะไม่พึงปรากฏในโลกนี้เลย[13]

  พุทธทาสภิกขุ  ให้ความหมายว่า “นิพพาน คือ ตัคโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งความร้อนได้จริง”[14]

  พระนาคเสนเถระ  ให้ความหมายว่า “นิพพาน เป็นอนุปาทนียะ คือไม่เป็นที่ตั้งแห่งอุปทาน(ความยึดมั่น)”[15]

  ส่วนในคัมภีร์ปรมัตถทีปนี ให้ความหมายว่า “นิพพานนั้นเป็นที่ดับความเร่าร้อนที่เกิดจากวัฎทุกข์ทั้งหมด”[16]  พุทธพจน์บทหนึ่ง ให้ความหมายว่า “ดูกรราธะ ความสิ้นไปแห่งความอยากคือ นิพพาน”[17]พุทธพยต์บทนี้มุ่งแสดงความสิ้นไปแห่งความอยากคือตัณหาภายในใจว่าเป็นภาวะของนิพพาน

  เกี่ยวกับความหมายนิพพานนั้น ท่านแสดงไว้ ๔ นัย[18]คือ :

๑.  นัยปฏิเสธ เช่น นิพพานคือความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ , คือความสิ้นตัณหา , คือจุดจบแห่งทุกข์ , คือความไม่ตาย เป็นต้น 

๒.  นัยอุปมา  เช่น  นิพพานเป็นเหมือนภูมิภาคอันราบเรียบ น่ารื่นรมย์ , เหมือนไฟดับเพราะเชื้อเพลิงหมด เป็นต้น

๓.  นัยไวพจน์ เช่น คำว่า สงบ. ปณีต. บริสุทธิ์, เกษม, อุดม เป็นต้น

๔.  นัยบรรยายภาวะโดยตรง ดังพุทธพจน์ว่า “ภาวะที่พึงรู้ได้ มองไม่เห็นด้วยตา ไม่มีที่สิ้นสุด เข้าถึงได้ทุกด้าน ตรงนี้ อาโป ปฐวี เตโช และวาโย  ตั้งอยู่ไม่ได้ ตรงนี้ ยาว สั้น ละเอียด หยาบ งาม ไม่งาม ก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ตรงนี้ นามรูปดับสนิท ตรงนี้ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ[19] 

ในนัยนี้นั้น พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ให้ทัศนะว่า “แบบนี้มีน้อยแห่ง แต่เป็นที่สนใจของนักศึกษานักค้นคว้ามาก  โดยเฉพาะผู้ถือพุทธธรรมอย่างเป็นปรัชญาและมีการตีความกันไปต่าง ๆ ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันได้มาก[20]

การจำแนกนิพพานทั้ง ๔ นัยนี้ยึดตามหนังสือพระพุทธรรมเป็นแบบ  ส่วนในคัมภีร์อรรถกลาสมันตปาสาทิกา  (ภาค๑)  พระอรรถกถาจาร์ยใช้นัยปฏิเสธเป็นไวพจน์ของนิพพาน  เช่น  ความสิ้นไปแห่งตัณหา  (ตัณหักขโย )  ความสิ้นไปแห่งราคะ  (ราคักขโย)  เป็นต้น  ฉะนั้นจึงอาจรวมนัยปฏิเสธและนัยไวพจน์เข้าด้วยกัน

  การดับแห่งขันธ์นี้  ๕  ของพระอรหันต์  เปรียบเหมือนการดับของไฟที่หมดเชื้อ  จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าเกิดหรือไม่เกิด  มีหรือไม่มี  หากแต่เป็นเพียงความเป็นไปตามธรรมชาติแห่งปรมัตถธรรมเท่านั้น  หากมีคำถามว่า  นิพพานสูญ  กระนั้นหรือ ?  กรณีนี้  วัชระ  งามจิตรเจริญ  ให้คำตอบว่าเราจะเรียกนิพพานเป็นความสูญก็ไม่ถูก  เพราะไม่มีตัวตน  อะไรขาดสูญ  และการกล่าวว่า  นิพพานคือการขาดสูญของวิญญาญหรือขันธ์  ๕  จะกลายเป็นอุจเฉทวาทไป[21] จะเห็นได้ว่า  นิพพานมิได้อยู่ในฐานะแห่งความขาดสูญ  เพราะเหตุที่ไม่มีความมีตัวตนในนิพพานนั้น

  รวมความว่า นิพพานคือภาวะที่ใจมีอิสรภาพปราศจากเครื่องเศร้าหมองคือกิเลศและนิพพานคือจุดหมายสูงสุดของชีวิตตามหลักคำสอนในพุทธศาสนา

  ความคำไวพจน์ของนิพพาน

  แสดงนิพพาน  ๔๖  ชื่อ  คือ

  โมกฺโข  นิพพาน,โมกขธรรรม,นิพพานเป็นที่หลุดพ้นจึงชื่อโมกขะ ,นิพพานเป็นเครื่องหลุดพ้นจากราคะเป็นต้น จึงชื่อว่าโมกขะ  ผู้พ้นจากความเป็นผู้ต่ำและปานกลาง ชื่อว่าโมกขะ(ผู้หลุดพ้น) ทางไปสู่ความสงบ พระนิพพาน ทางอันประกอบด้วยสุขอันยิ่งมีอยู่  ด้วยการกล่าวคำสัจนี้  ขอทางดำเนินไปสู่พระนิพพาน  จงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า ภิกษุครั้นบวชแล้วควรแสวงหาโมกขธรรม

สักอย่างหนึ่ง,สัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหาโมกขธรรมย่อมมีอยู่

  นิโรโธ  นิพพาน, นิโรธธรรม, นิพพานเป็นที่ดับราคะเป็นต้น  จึงชื่อว่านิโรธะ,  นิพพานเป็นที่ปราศจากกิเลศ  จึงชื่อว่านิโรธะ  ความสิ้นไปแห่งตัณหา  ความปราศจากราคะ  ท่านเรียกว่า

  วัชระ  งามจิตรเจริญ ,  “ พัฒนาการของมโนทัศน์เรื่องอนัตตาในพุทธปรัชญาเถรวาท, พุทธศาสน์ศึกษา,ปีที่  ๖  ฉบับที่  ๒  (พฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๔๒)  :  ๓๒-๖๑.

  พระโมคคัลลานมหาเถระ , คัมภีร์อภิธานนัปปทีปิกาแปล  ฉบับนักศึกษา  คาถาที่ ๖-๗ แปลโดย พระมหาสมปอง มุทิโต  และชมรมนิรุตติศึกษา,  ( กรุงเทพฯ : พิมพ์ที่ชมรมนิรุตติศึกษา )  หน้า ๑-๙.

  อภิธาน.ฏีกา.  (บาลี )  ๑ / ๖ /  ๑๔.

  อภิธานวรรณนา.  (ไทย )  ๑ /๖ / ๑๙-๒๐.

  ขุ.อป.  (บาลี )  ๑๔ / ๑๘๘ / ๑๑๖.

  อภิธาน. ฏีกา. ( บาลี )  ๑ / ๖ /๑๔ . 

นิโรธะ[11]  อานนท์  รูปแลไม่เที่ยงถูกปัจจัยปรุงแต่ง  เกิดเพราะอาศัยเหตุปัจจัย  เป็นธรรมที่ต้องเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมอันปราศจากราคะ  เป็นธรรมดับราคะเป็นต้น  ท่านเรียกว่านิโรธะ[12]

  นิพฺพานํ  นิพพาน,ที่ที่พ้นจากตัณหาชื่อว่าวานะ ,  เพราะการพ้นจากตัณหาชื่อว่าวานะแล้วดับสนิท  หรือธรรมเครื่องดับไฟ  คือราคะเป็นต้น  ชื่อว่านิพพาน[13]  ธรรมอันเป็นเหตุสิ้นไปแห่งกิเลสทั้งปวง[14]  สภาพที่สงบจากสังขารธรรมทั้งปวง  สิ้นตัณหา ปราศจากราคะ  ดับราคะคือพระนิพพาน[15]

  ทีโป พระนิพพานที่สกัดกั้นห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร  ดุจเกาะสกัดกั้นกระแสคลื่นให้สงบไปฉะนั้น,  สถาวะที่สิ่งให้เห็นความปราศจากกิเลศเหมือนแสงประทีปส่องกำจัดความมืด  คือพระนิพพาน[16]

  ตณฺหกฺขโย  นิพพาน, ธรรมที่สิ้นตัณหา,  ชื่อว่าตัณหักขยะเพราะเป็นธรรมอันเป็นเหตุสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย,  ความสิ้นไปแห่งตัณหาชื่อว่าตัณหักขยะ  นิพพานเป็นที่สิ้นตัณหา  จึงชื่อว่าตัณหักขยะ[17]  จริงอยู่ราธะความสิ้นไปแห่งตัณหาคือพระนิพพาน[18]

  ปรํ  นิพพานชื่อว่าประเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อราคะเป็นต้น  หรือเพราะประเสิรฐสุด[19] 

  ตาณํ  นิพพาน,ธรรมเครื่องรักษา,นิพพานรักษาบุคคลจากอบายเป็นต้นจึงชื่อว่าตาณะ[20]

  เลณํ  นิพพาน, ธรรมเครื่องหลีกเร้น,ที่หลีกเร้นจากภัยในสงสาร,  นิพพานเป็นที่หลีก

เร้นจากความกลัวคือ  ภัยในสงสารจึงชื่อว่าเลณะ[21]  นิพฺพานํ  ตาณํ  เลณํ  สรณํ  ปรายนํ  อจฺจุตํ  อมตํ  ศัพท์ทั้งหมดนี้มีความหมายเหมือนกัน

  อรูปํ  นิพพาน,ธรรมที่ไม่มีรูปลักษณ์,  นิพพานไม่มีรูปร่างสัณฐาน  มีความยาวและสั้นเป็นต้น  จึงชื่อว่าอรูปะ[22]

  สนฺตํ นิพพาน,ธรรมเครื่องสงบ, นิพพานชื่อว่าสันตะเพราะทำให้ราคะเป็นต้นสงบลงได้[23]

  สจฺจํ  นิพพาน , นิพพานชื่อว่าสัจจะเพราะเป็นเหตุสิ้นไปแห่งราคะ  เพราะเป็นธรรมไม่[24]ผิดเพี้ยนจากความจริง  หรือเป็นธรรมนับเนื่องในสัจจะ  ๔[25]

  อนาลยํ  นิพพาน  ธรรมที่ปราศจากตัณหา นิพพานเป็นที่ไม่มีอาลัยคือตัณหาชื่อว่าอนาลยะ

  อสงฺขตํ  นิพพาน  อสังขตธรรม  ธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง  นิพพานไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งจึงชื่อว่าอสังขตะ[26]

  สิวํ นิพพาน  นิพพานกระทำความเกษมจึงชื่อว่าสิวะ, หรือพระนิพพานเป็นธรรม  ที่ผู้กลัวสงสารพึงเสพจึงชื่อว่าสิวะ[27]  นิพพานยังบุคคลให้เข้าไปสงบจึงชื่อว่าสิวะ  บรรลุพระนิพพานอันเป็นสันติสุข

  อมตํ  นิพพาน  อมตธรรม นิพพานเป็นที่ที่ไม่มีความตาย  หรือเมื่อบุคคลเข้าถึงนิพพานนี้แล้ว  ไม่มีความตาย  นิพพานจึงชื่อว่าอมตะ[28]  อมตศัพท์  เป็นไปในส่วนแห่งยันต์  อาหารทิพย์  ร่างกายที่ยังเคลื่อนไหว  ไข่แมลงวัน  พระนิพพาน  ทรัพย์  ปูนขาว  มีรูปเป็นอมโต  อมตาบ้าง  แปลว่าเถาบอระเพ็ด  และมะขามป้อม 

( นานตฺถสงฺคห )  อปฺปมาโท  อมตํ  ปทํ  ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย[29]

สุทุทฺทสิ นิพพาน  ธรรมที่ปุถุชนมองไม่เห็น ,เห็นได้ยาก  นิพพานชื่อว่าสุทุททสะเพราะเป็นธรรมที่มองเห็นได้ยาก[30]

ปรายณํ  นิพพาน  นิพพานอันพระอริยเจ้าผู้ประเสิรฐ  พึงเข้าถึงจึงชื่อว่าปรายณะ,ธรรมอื่นจากสงสารที่พระอริยะเจ้าพึงรู้ , หรือเพราะเป็นธรรมที่อยู่ของของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย

สรณํ นิพพาน  นิพพานเครื่องกำจัดกิเลศแต่ละระดับของมรรค  ๔  จึงชื่อว่าสรณะ,

นิพพานชื่อว่าสรณะเพราะ  เป็นธรรมที่อาศัยอยู่  ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย[31]

อนีติกํ  นิพพาน  นิพพานเป็นที่ไม่มีความชั่วร้าย  อันตราย และบ่วงจึงชื่อว่าถนีติกะ

ตัณหาที่นำสัตว์ไปสู่สงสารชื่อว่านีติ  นิพพานชื่อว่าอะนีติกะเพราะไม่มีตัณหาที่ชื่อนีติ[32]  ความดับขันธ์๕  ชื่อว่าอนีติกะและนิพพานะ[33]

อนาสวํ นิพพาน  นิพพานชื่อว่าอนาสวะ  เพราะไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ[34]

ธุวํ  นิพพาน  นิพพานชื่อว่าธุวะเพราะมีความหมายว่ามั่นคง  หรือนิพพานไปสู่มัคคารมณ์จึงชื่อว่าธุวะ[35]

อนิทสฺสนิ  นิพพาน  นิพพานชื่อว่าอนิทัสสนะ  เพราะเป็นสภาพที่มองไม่เห็น  นิพพานเป็นที่ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา  จึงชื่อว่าอนิทัสสนะ[36]

อกตํ นิพพาน  นิพพานชื่อว่าอกตะเพราะเป็นธรรม ที่ปัจจัยทำอะไรไม่ได้[37]  นิพพานไม่ถูกปัจจัยทั้งหลายกระทำ (ปรุงแต่งไม่ได้) จึงชื่อว่าอกตะ[38]

อปโลกิตํ นิพพาน  นิพพานถึงความเป็นธรรมไม่เลือนหาย  เพราะมีอยู่ตลอดกาล,หรือเป็นเครื่องรู้แจ้ง  นิพพานจึงชื่อว่าอปโลกิตะ  ธรรมที่ชาวโลกรู้ชื่อว่าโลกิตะ  ,  นิพพานชื่อว่าอปโลกิตะเพราะไม่เป็นธรรมที่ชาวโลกนั้นรู้ [39]  ไปและรู้แจ้ง,เพราะไม่เสื่อมนิพพานจึงชื่อว่าอปโลกิตะ[40]

นิปุณํ  นิพพาน  นิพพานชื่อว่านิปุณะเพราะละเอียดอ่อน, นิพพานเครื่องชำระกิเลศของมรรค ๔ ให้หมดจดจึงชื่อว่านิปุณะ[41]

อนนตํ นิพพาน. นิพพาน ไม่มีความเสื่อมสลายตลอดกาล จึงชื่อว่า อนันตะ[42]

อกขรํ  นิพพาน. ธรรมที่เสื่อมไปชื่อว่าขระ ได้แก่สังขตธรรม. นิพพานเป็นที่ไม่มีความเสื่อมเหล่านั้น จึงชื่อว่าอักขระ. นิพพานชื่อว่าอักขระเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อสังขตธรรม คือความเสื่อม[43] 

ทุกขกขโย นิพพาน. นิพพานชือว่าทุกขักขยะ เพราะเป็นเหตุสิ้นทุกข์ทั้งปวง[44]

อพยาพชฌํ นิพพาน. ธรรมที่เบียดเบียนว่าพยาพาธะ พยาพาธะนั้นแหละชื่อว่าพยาปาทะ ได้แก่ทุกขสัจ. ความเป็นธรรมที่เบียดเบียนนั้นชื่อว่าพยาพัชฌะ หมายความว่าทุกข์มีการเบียดเบียนเป็นต้น. นิพพานเป็นที่ที่ไม่มีทุกขสัจนั้น จึงชื่อว่า พยาพัชฌะ[45]นิพพานเป็นสุขในโลก[46]

วิวฏฏํ  นิพพาน. นิพพานชื่อว่าวิวัฏฏะ เพราะไม่มีกิเลสวัฏ  กัมมวัฏและวิปากวัฏ[47]

พึงทราบว่านิพพาน เป็นมูลเหตุแห่งโยนิโสมนสิการว่า เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ฯลฯ  การดับทุขขันธ์ทั้งสิ้นนี้มีอยู่อย่างนี้[48]

เขมํ นิพพาน. นิพพานชื่อว่าเขมะเพราะปราศจากภัย. นิพพานเป็นที่สิ้นราคัคคิเป็นต้นจึงชื่อว่าเขมะ[49]ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงปราถนานิพพานอันเกษม[50]

  อาโรคยปรมา ลาภา  นิพพานํ  สุขํ

  อฏฐงคิโก จ มคคานํ  เขมํ  อมตคามินํ

  ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งบรรดาทางอันให้ถึงอมตธรรม  ทางมีองค์แปดเป็นทางอันเกษม[51]

เกวลํ นิพพาน. นิพพานชื่อว่าเกวละ เพราะไม่ประกอบด้วยสังขาร[52]ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคนผู้มีความเพียรเหล่านั้น จะได้บรรลุอมตบทอันไม่มีสังขาร ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง อย่างแน่นอน[53]

อปวคโค นิพพาน. นิพพานที่เว้นจากสังขารชื่อว่าอปวัคคะ[54]

วิราโค  นิพพานที่ปราศจากราคะ[55]นิพพานปราศจากธรรมอันมีกิเลส[56]สภาวะระงับสังขารทั้งปวง สลัดออกซึ่งอุปธิทั้งปวง สิ้นตัณหา คลายกำหนัด ดับ สิ้นตัณหา[57]

ปณีตํ  นิพพาน.  นิพพานถึงความเป็นประธาน[58]พระพุทธเจ้าตรัสแสดงนิพพานว่า “ เอตํ สนตํ เอตํ ปณีตํ [59]

อจจุตํ นิพพาน. นิพพานเมื่อพระอริยเจ้าถึงแล้วไม่มีการเคลื่อน[60]ผู้บรรลุอมตบทอันปราศจากตัณหา ไม่มีเคลื่อนมีอยู่หรือ[61]นิพพานเป็นที่พึ่งพิง เป็นที่หลีกเร้น ที่ระลึก ที่มุ่งหมาย ที่ไม่เคลื่อน ที่ไม่ตาย[62]

  ปทํ นิพพาน. นิพพานชื่อว่าปทะ เพราะพระอริยเจ้าดำเนินไป[63]

  โยคกเขโม  นิพพาน. เป็นเครื่องสิ้นโยคะทั้ง ๔[64]ภิกษุทั้งหลาย  โพธิญาณเราบรรลุเพราะความไม่ประมาท นิพพานอันสิ้นโยคะอย่างยิ่งเราบรรลุเพราะความไม่ประมาท[65]

  ปารํ  นิพพาน.  นิพพานสามารถสงบความเร่าร้อนเพราะทุกข์ในสงสารจึงชื่อว่าปาระ,เพราะท่านกล่าวว่าให้ความเร่าร้อน เพราะทุกข์ในสงสารสงบลงได้, นิพพานไม่เป็นซี่ล้อแห่งสงสารวัฏจึงชื่อว่าปาระ

  มุตฺติ นิพพาน เพราะหลุดพ้นจากกิเลส นิพพานจึงชื่อว่ามุตติ เพราะตนหลุดพ้นจาก สรีระ และอินทรีย์ (ไม่มีตัวตน)[66]ความดับคือปราศจากราคะโดยไม่เหลือ ความสละ เพิกถอน พ้นละ จาตันหานั้น[67]

  สนฺติ นิพพาน นิพพานจึงชื่อว่าสันติ[68]ความสงบชื่อว่าสันติ[69]ผู้ถูกกิเลสกระทบแล้วไม่หวั่นไหวเป็นผู้สงบอย่างยิ่ง นิพพานไม่มีภัยจากที่ไหนเลย[70]

  วิสุทฺธิ นิพพาน นิพพานหมดจดจากมลทินที่มีราคะเป้นต้น จึงชื่อว่าสุทธิ[71]

  วิมุตฺติ นิพพาน พ้นจากสังขารทั้งปวง นิพพานจึงชื่อว่าวิมุตฺติ[72]

  อสงฺขตธาตุ นิพพาน นิพพานคือธาตุที่เป็นเพียงอสังขตะ เพราะไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวิตหรือเพราะทรงไว้ลักษณะอันสงบ จึงชื่อว่าอสังขตธาตุ[73] นิพพานอันไม่มีตัณหา นำมาซึ่งความสุขแน่นอน[74]

  สุทฺธิ นิพพาน นิพพานชำระสัตว์จากมลทินมีราคะเป็นต้น จึงชื่อว่าสุทธิ[75]

  นิพฺพุติ นิพพาน ตัณหาร้อยสัตว์ไว้เพราะไม่ให้ออกจากสงสาร จึงชื่อว่าวุติ นิพพานชื่อว่านิพพุติ เพราะออกจากจากตัณหานั้น[76]

  ในคัมภีร์เนตติ  เววนาหารวิภังค์ ท่านได้แสดงชื่อนิพพานไว้อีกเช่น อชาตํ อถูตํ อนุปทฺวํ อกตํ อโสกํ วิโสกํ อนุปสตฺตํ เป็นต้น

  ในสงฺยุตฺตนิกาย  สฬายตนวคฺค ทุติยอสงฺขตสํยุตฺต[77] ท่านรวบรวมชื่อนิพพานไว้เป็นคาถาว่า

  อลงฺขตํ อนตํ อนาสวํ  สจฺจญฺจ ปารํ นิปุณํ สุทุทสํ

  อช ชฺชรนฺตํ ธุวํ อปโลกิตํ  อนิทสฺสนํ นิปฺปปญฺจสนฺตํ 

    อมตํ ปณีตญฺจ สิวญฺจ เขมํ   ตณฺหกฺขโย อจฺฉริยญฺจ อพภุตํ

  อนีติกํ อนีติกธมฺมํ  นิพฺพานเมตํ สุคเตน เทสิตํ

  อพุยาปชฺโฌ วิราโค จ   สุทฺธิ มุตฺติ อนาลโย

  ทีโปลณญฺจ ตาณญฺจ  สรณญฺจ ปรายนํ



[12] องฺ.ติก. (บาลี) ๒๐/๔๙๗/๒๐๗ : อภิธานวรรณา (ไทย) ๑/๖/๒๐.

[13] ขุ.อ. (บาลี) ๒๕/๗๓/๒๑๓.

[14] พุทธทาสภิกขุ, ปณิธาน ๓ ประการ (กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, ๒๕๓๗), หน้า ๔๙.

[15] พระธรรมมหาวีรานุวัตา, มิลินทปัญหา ฉบับพร้อมอรรถกถา ฏีกา (กรุงเทพฯ: ลูก .ส. ธรรมภักดี. ๒๕๓๐), หน้า ๓๓๗.

[16] วิชิต มณไทวงศ์, อภิธัมมัตถสังคหทีปนี : จิตตปรมัตถ์ (กรุงเทพฯ: ส. พยุงยงค์, ๒๕๐๑), หน้า ๑๔-๑๕.

[17] ราหุล ดับบลิว, พระพุทธเจ้าสอนอะไร, แปลโดย ชูศักด์ ทิพย์เกษร และคณะ (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒), หน้า ๙๒.

[18] พระธรรมปิฏก(ป.อ.ปยุตโต), พุทธธรรม, หน้า ๒๓๒

[19] ที.สี. (ไทย) ๙/๔๙๙/๒๒๐.

[20] พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต), พุทธธรรม, หน้า ๒๓๓.

[11] วิ.หา.อ. ๑ / ๓๘ / ๒๒๗.

[12] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี) ๑๗/๒๑/๒๑.

[13] อภิธานวรรณนา. (ไทย )๑/๖/๒๐

[14] วิ.ม. (บาลี )  ๔/๗/๗.

[15] อภิธาน.ฏีกา . (บาลี)๑/๖/๑๔

[16] สํ.สฬา.อ. (บาลี) ๓/๓๗๗-๔๐๙/๑๗๔.

[17] สํ.ขนฺธวาร. (บาลี) ๑๗/๓๖๗/๒๓๓.

[18] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔

[19] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔

[20] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/ ๖/๑๔

[21] อภิ.ก.(บาลี) ๓๗/๔๔๕/๒๗๐.

[22] อภิธาน.ฏีกา . (บาลี )  ๑/๖/๑๔.อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔.

[23] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔

[24] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔

[25] อภิธาน.ฏีกา .(บาลี) ๑/๗/๑๕.

[26] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี) ๑/๗/๑๕.

[27] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี)  ๑/๗/๑๕

[28] ขุ.อป. (บาลี)  ๓๓/๑๒๓/๑๘๘.

[29] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี)  ๑/๗/๑๕

[30] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี)  ๑/๗/๑๕

[31] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี) ๑/๗/๑๕.

[32] ขุ.ป. (บาลี)  ๓๑/๗๓๕/๖๓๑

[33] อภิธาน.ฏีกา.  (บาลี)  ๑/๗/๑๕

[34] อภิธาน.ฏีกา.  (บาลี) ๑/๗/๑๕

[35] อภิธาน.ฏีกา.  (บาลี) ๑/๗/๑๕

[36] สํ.สฬา.(บาลี) ๑๘/๓๗๙-๔๐๘/๓๒๖.  สํ.สฬา.อ. (บาลี) ๓/๓๗๗-๔๐๙/๑๗๔.

[37] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี) ๑/๗/๑๕

[38] ขุ.ขุ.(บาลี)  ๒๕/๑๖๑/๒๐๘

[39] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๗/๑๕

[40] สํ.สา.อ.(บาลี) ๑๓/๓๖๖/๑๗๔

[41] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี) ๑/๗/๑๕.

[42] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๗/๑๕.

[43] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๗/๑๕

[44] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๘/๑๖

[45] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๘/๑๖

[46] วิ.ม. (บาลี) ๔/๕/๕.

[47] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๘/๑๖

[48] ม.อ.(บาลี) ๗/๑๕/๗๒

[49] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๘/๑๖

[50] ม.มู.(บาลี) ๑๒/๓๙๑/๔๒๑

[51] ม.ม. (บาลี) ๑๓/๒๘๖/๒๘๑

[52] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๘/๑๖

[53] ขุ.เปต. (บาลี) ๒๖/๑๑๗/๒๑๘

[54] อภิธาน.ฏีกา (บาลี) ๑/๘/๑๖. อปวัคคะ – ธรรมที่เว้นจากสังขารปรุงแต่ง เช่น นิพพานที่เว้นจากสังขารชื่อว่า อปวัคคะ, การกล่าวถือเอาเหตุว่านิพพานที่เว้นจากการบำรุงอินทรีย์ให้เอิบอิ่มและความสุขเกิดจากการเห็นหน้าบุตรชื่อว่า กามสุขัลลิกานุโยค , การถือเอาว่านิพพานเป็นธรรมเครื่องหลุดพ้น ชื่อว่า อปวัคคะ

[55] อภิธาน.ฏีกา (บาลี) ๑/๘/๑๖.

[56] ม.มู.