ปัญญาเจตสิก

  ปัญญาเจตสิก คือ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิต ทำให้จิตรู้แจ้งตามความเป็นจริง รู้ในเหตุผลของความเป็นจริง รู้ความเป็นจริงของสภาวะธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้นธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิตทำหน้าที่รู้แจ้งตามความเป็นจริง ธรรมชาตินั้นชื่อว่า“ปัญญาเจตสิก”  การรู้นั้นมี ๓ อย่างคือ

๑.  การรู้อารมณ์ของจิตโดยตรงมี ๖ ทาง คือ

  ๑.รู้สึกเห็นรูป (รูปารมณ์)

      ๒.รู้สึกได้ยินเสียง (สัททารมณ์)

    ๓.รู้สึกได้กลิ่น (คันธารมณ์)

    ๔.รู้สึกรู้รส (รสารมณ์)

    ๕.รู้สึกต่อการสัมผัส (โผฏฐัพพารมณ์)

    ๖.รู้สึกตามธรรมชาติที่ประกอบปรุงแต่ง (ธัมมารมณ์)

  ๒.การรู้อารมณ์ของจิตตาสัญญาที่ประกอบปรุงแต่ง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จิตรู้สึกไปตามสัญญาที่ประกอบปรุงแต่ง คือสัญญาเจตสิก มีหน้าที่จำหมายอารมณ์ไว้จิตก็รู้สึกไปตามสัญญาที่จำไว้ เรียนอะไรก็จำได้ “การจำ”เป็นหน้าที่ของ สัญญาเจตสิกที่เกิดร่วมกัน 

  เพราะฉะนั้น การเรียนเก่ง จำได้แม่นยำ อ่านหนังสือเที่ยวเดียวก็จำได้ ครูอาจารย์สอนอย่างไร จำได้หมด จำชื่อคนได้มาก จำสิ่งของได้มาก ทั้งวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ต่างๆเหล่านี้เกิดจากจิตรู้ตามสัญญา ไม่ใช่มีปัญญาดีอย่างที่เรากล่าวกันเป็นการพูดไปตามโวหารของชาวโลกที่กำหนดขึ้น บัญญัติขึ้น ยังไม่ตรงกับความเป็นจริงของสภาวะธรรม

  ๓.การรู้อารมณ์ของจิต ตามปัญญาประกอบปรุงแต่งหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “จิตรู้สึกไปตามปัญญาที่ประกอบปรุงแต่ง” คือปัญญาเจตสิก มีหน้าที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงของอารมณ์แต่ปัญญาเจตสิกไม่ได้เป็นประธานในการรับรู้อารมณ์ จิตต่างหากที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรับรู้อารมณ์ ฉะนั้นการรู้แจ้งตามความเป็นจริงของอารมณ์จึงเป็นหน้าที่ของจิตที่รู้ตามปัญญาเจตสิกประกอบปรุงแต่งโดยมีสัญญาเจตสิกร่วมด้วย เราเรียกจิตที่มีปัญญาประกอบปรุงแต่งว่า “ญาณสัมปยุต” ซึ่งแปลว่า จิตที่ประกอบด้วยปัญญาถ้าเป็นจิตที่ไม่มีปัญญาประกอบปรุงแต่ง และเป็นจิตฝ่ายกุศล เราก็เรียกว่า “ญาณวิปยุต” แปลว่า จิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา

  เพราะฉะนั้นจิตที่ประกอบด้วยปัญญา  จึงหมายถึงจิตที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงของสภาวะทั้งหลายนี้

  ๑.ปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงในเรื่องของกรรมและผลของกรรม ซึ่งเรียกว่า “กัมมสกตาปัญญา” มี ๑๐ อย่าง คือ

  ๑.อตฺถิ  ทินฺนํ  ปัญญารู้แจ้งว่า  ทานที่ให้แล้วมีผล

  ๒.อตฺถิ  ยิฎฐํ    ปัญญารู้แจ้งว่า  การบูชามีผล

  ๓.อตฺถิ  หุตํ    ปัญญารู้แจ้งว่า  การบวงสรวงเทวดามีผล

  ๔.อตฺถิ  กมฺมานํ ผลํ วิปาโก    ปัญญารู้แจ้งว่า  ผลของกรรมดีและชั่วมี

  ๕.อตฺถิ อยํ โลโก      ปัญญารู้แจ้งว่า  โลกนี้มีผู้จะมาเกิดนั้นมี

  ๖.อตฺถิ ปโร โลโก  ปัญญารู้แจ้งว่า  โลกหน้ามีผู้จะไปเกิดนั้นมี

  ๗.อตฺถิ มาตา  ปัญญารู้แจ้งว่าทำดีหรือชั่วต่อมารดา ย่อมได้รับผล

  ๘.อตฺ ปิตา  ปัญญารู้แจ้งว่า  ทำดีหรือชั่วต่อบิดา ย่อมได้รับผล

  ๙.อตฺถิ สตฺต โอปปาติกา  ปัญญารู้แจ้งว่าสัตว์ที่อุบัติด้วยโอปปาติกานั้นมี

  ๑๐อตฺถิ โลเก สมณพฺรหฺมณา สมฺมาปฏิปนฺนา ปัญญารู้แจ้งว่าสมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี รู้แจ้งด้วยตนเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ตามนั้นมีอยู่[1]

  ทั้ง ๑๐ ประกอบนี้ เป็นปัญญาในระดับต้น ซึ่งเรียกว่ากัมมัสสกตาปัญญา รู้ตามความเป็นจริงของสัตว์โลก รู้ตามความเป็นจริงของกรรม และผลของกรรม

  ๒.ปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงของรูป-นาม และรู้สภาวะของรูปนาม ซึ่งเรียกว่า “วิปัสสนาปัญญา” เป็นการรู้ตามสภาวะปรมัตถ์ รู้การเกิดของรูปนาม รู้การดับไปของรูปนามปัญญาในระดับนี้เกิดจากการศึกษาในสภาวปรมัตถ์ และการเจริญสติปัฏฐาน

  ๓..ปัญญาที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงของพระนิพพาน เป็นสภาวปรมัตถ์ ในระดับ

โลกุตตรเป็นปัญญาชั้นสูงสุดที่สามารถดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง ปัญญาในระดับนี้ เกิดจากการเจริญสติปัฏฐานถึงขั้นมัคคญาณ คือ มัคค์ ๔  ผล ๔

  ปัญญาทั้ง ๓ ระดับนี้ จะมีได้ก็ต่อเมื่อมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก แล้วแสดงธรรมไว้ให้เราได้ศึกษาได้รู้ตามความเป็นจริง ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้แสดงธรรมไว้ให้เราได้ศึกษากันเราไม่สามารถรู้ธรรมตามความเป็นจริงได้เลย  เพราะฉะนั้น การที่จะมีปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงได้นั้น จึงอาศัยหลักปฏิบัติ ดังนี้

  ๑.มีศรัทธาเลื่อมใสในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

  ๒.ฟังธรรมหรือเรียนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

  ๓.พิจารณาไตร่ตรองตามเหตุผลที่ได้ฟังมาเรียนมา ให้เกิดความเข้าใจในเหตุผลและหลักปฏิบัติตามนัยแห่งพระไตรปิฎกและอรรถกถาจารย์

  ๔.ปฏิบัติตามที่ได้ฟังหรือศึกษามาอย่างถูกต้องและเข้าใจ

  เมื่อมีปัญญาแล้วก็นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าปัญญาเป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งปวง ทั้งนี้เพราะปัญญา ทำให้เกิดการรู้แจ้งตามความเป็นจริงรู้ทางที่เป็นบุญเป็นบาป รู้ว่านี่เป็นผลบุญผลบาป รู้ว่านี่คือทางให้เกิดทุกข์ รู้ว่านี่คือทุกข์ รู้ว่านี้คือเหตุให้เกิดทุกข์ นี้คือความดับทุกข์ รู้ว่านี้คือทางปฏิบัติที่จะทำให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์หรือดับทุกข์

เราได้รับอะไรจากการรู้เรื่อง ปัญญาเจตสิก

  ๑.จิตรู้ สัญญารู้ และปัญญารู้ไม่เหมือนกัน

  ๒.ที่เราว่าคนนี้คนนั้น ปัญญาดี อ่านหนังสือเที่ยวเดียวจำได้หมด ฟังเที่ยวเดียวจำได้นั้น แท้จริงเป็นโวหารการพูดของชาวโลกพูดกันเท่านั้น เมื่อกล่าวโดยอลค์ธรรมหรือสภาวปรมัตถ์แล้วได้แก่สัญญาเจตสิกดีเท่านั้นเองไม่ใช่ปัญญาดีตามที่กล่าวกัน[2]

  ๓.ชีวิตของเราและสัตว์ทั้งหลาย ถ้าขาดปัญญาคือ ไม่มีปัญญาประกอบอยู่ในจิตใจ จะมีแต่ความมืดมนไม่รู้ความเป็นจริง ย่อมนำชีวิตดำเนินไปทางที่ผิดๆได้อย่างง่ายดาย

  ๔.ชีวิตของคนเราและสัตว์ทั้งหลาย ถ้าไม่มีปัญญาประกอบอยู่ในจิตใจจะประสบกับความเห็นผิด เห็นผิดเป็นชอบ เห็นถูกว่าผิด จะนำชีวิตของตนเองไปสู่อุบายซึ่งเป็นภัยของชีวิตอย่างแน่นอน[3]

  .  รูปปรมัตถ์  คือ  รูปจริงที่มีอยู่จริงๆ โดยสภาวะ  โดยธรรมชาติ  ใครได้เรียนรู้  ได้ศึกษา  ได้กระทบได้สัมผัส  จะมีความรู้สึกเหมือนกันหมด  เพื่อความเข้าใจง่ายและให้เห็นชัดระหว่างรูปปรมัตถ์กับรูปบัญญัติ  ดังตัวอย่างดังนี้

ถ้าเราเอาไฟมาจี้ที่แขนของคน ๕ คน ซึ่งเป็นชาติต่างๆ  ถามว่า  แต่ละคนจะมีความร้อนเหมือนกันหรือไม่  แน่นอนทุกคนจะมีความรู้สึกตรงกันเหมือนกัน  นั่นคือ  “จริงที่มีอยู่จริง”  ส่วนคำอุทานหรือคำที่พูด แสดงความรู้สึกออกมานั้น จะไม่เหมือนกัน  ถ้าเป็นคนไทยก็บอกว่าร้อน  ชาติอื่นๆก็ออกเสียงอุทานเป็นภาษาของชาติตนเอง

ความรู้สึกที่เหมือนกันตรงนั่นแหละเป็น  “ปรมัตถ์”  ส่วนการสื่อสารความหมายออกมา  เป็นภาษาเสียงนั้นเป็น  “บัญญัติ”  และไฟที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นหนึ่งใน  รูปปรมัตถ์  คือ  เตโชธาตินั่นเองโดยจะมีธาตุอีก ๓ ชนิด ประกอบ ได้แก่  ปฐวี  วาโย  อาโป  เป็น[4]

ประเภทของรูป

รูปสังคหะ  (Analysis  of  matter)  คือ  รูปทั้งหลายสงเคราะห์เป็นหมวดไว้ในพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์มี๑๑ หมวด เมื่อกล่าวโดยหัวข้อแล้วพระอนุรุทธาจารย์ท่านได้รจนาไว้ในพระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่๖ สงเคราะห์ไว้เป็น ๕ นัย

สงเคราะห์รูป๒๘ เป็น ๕ นัย ได้แก่

นัยที่๑ รูปสมุทเทส  เป็นการแสดงรูปธรรมโดยสังเขปเพื่อให้วิเสสลักษณะของรูปแต่ละรูป เพื่อทราบถึงลักษณะ

นัยที่ ๒ รูปวิภาค  เป็นการแสดงรูปธรรมโดยพิสดาร โดยจำแนกเป็นพวกๆ

นัยที่๓ รูปสมุฎฐาน  เป็นการแสดงสมุฎฐาน๔ ที่ให้เกิดรูป

นัยที่ ๔ รูปกลาป  เป็นการแสดงรูปที่รวมกันอยู่เป็นกลุ่มก้อนมีจักขุ เป็นต้น

นัยที่ ๕ รูปปวัตติกมะ  เป็นการแสดงการเกิดดับหรือความเป็นไปของรูปธรรม โดยความเป็น  ไปของรูปธรรม โดยความแตกต่างกันแห่งภพ กาล ภูมิ

    จะขอยกตัวอย่างเพียงนัยที่ ๑ เท่านั้น คือ

นัยที่ ๑ รูปสมุทเทส คือ รูปธรรม มี ๑๑ ประเภท รวมมี ๒๘ รูป

ประเภทของรูป  จำนวนรูป

๑.  มหาภูตรูป ๔ ได้แก่  ๑. ปฐวี คือ ธรรมชาติที่ทรงภาวะความแข็งหรืออ่อน

    ๒. อาโป คือ ธรรมชาติที่ทรงภาวะเกาะกุมหรือไหล

  ๓. เตโช คือธรรมชาติที่ทรงภาวะการร้อนหรือเย็น

  ๔.วาโย คือ ธรรมชาติทรงภาวะไหว, การเคร่งตึง

๒. ปสาทรูป ๕ได้แก่ ๕. จักขุปสาทรูป คือประสาทตาเป็นที่ตั้งแห่งจักขุวิญญาณ

  ๖. โสตปสาทรูป คือประสาทหูเป็นที่ตั้งแห่งโสตวิญญาณ

  ๗. ฆานปสาทรูป คือประสาทจมูกเป็นที่ตั้งแห่งฆานวิญญาณ

  ๘. ชิวหาปสาทรูป คือ ประสาทลิ้นเป็นที่ตั้งแห่งชิวหาวิญญาณ

  ๙. กายปสาทรูป คือ ประสาทกายเป็นที่ตั้งแห่งกายวิญญาณ

๓.  โคจรรูป ๔  ได้แก่  ๑๐. วัณณะ คือ สีที่กระทบจักขุปสาทรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณ

    ๑๑. สัททะ คือ เสียงที่กระทบโสตปสาทรูปจึงเกิดโสตวิญญาณ

    ๑๒. คันธะ คือ กลิ่นที่กระทบฆานปสาทรูปจึงเกิดฆานวิญญาณ

    ๑๓. รสะ คือ รสที่กระทบชิวหาปสาทรูปจึงเกิดชิวหาวิญญาณ

๔.  ภาวรูป ๒ได้แก่๑๔. อิตถีภาวรูปคือรูปที่แสดงให้รู้สภาพความเป็นหญิง

    ๑๕. ปุริสภาวรูปคือ ณูปที่แสดงให้รู้สภาพความเป็นชาย

๕.  หทยรูป ๑ได้แก่๑๖.  หทยรูป คือน้ำเลี้ยงหัวใจโตเท่าเมล็ดบุนนาคอยู่ภายในเนื้อหัวใจ

๖.  ชีวิตรูป ๑ ได้แก่ ๑๗. ชีวิตรูป คือ รูปที่รักษากัมมชรูปให้ดำรงอยู่ได้

๗.  อาหารรูป ๑ได้แก่๑๘.  อาหารรูป หรือ โอชา คือ กพฬีการาหาร(คำข้าว)

๘.  ปริเฉทรูป ๑  ได้แก่ ๑๙.  ปริเฉทรูป หรือกาสรูป คือ ช่องว่างระหว่างรูปกับรูป

๙.  วิญญัติรูป ๒ ได้แก่ ๒๐. กายวิญญัติรูป คือ การไหวกายให้ผู้อื่นรู้ความหมาย

    ๒๑. วจีวิญญัติรูป คือ การกล่าววาจาให้ผู้อื่นรู้ความหมาย

๑๐.  วิการรูป ๓  ได้แก่๒๒. ลหุตารูปคือรูปที่มีความเบาเป็นลักษณะ

    ๒๓.  มุทุตารูป คือ รูปที่มีความอ่อนเป็นลักษณะ

    ๒๔.  กัมมัญญตารูป คือรูปที่มีการควรของสิ่งมีชีวิต

๑๑.  ลักขณรูป ๔ ได้แก่๒๕. อุปจยรูปคือรูปที่เกิดขึ้นในขณะแรกที่ปฎิสนธิ

    ๒๖. สันตติรูป คือ รูปที่เจริญขยายตัวสืบต่อแห่งรูป

  ๒๗. ชรตารูป คือ รูปที่เสื่อมโทรมแก่คร่ำคร่า

    ๒๘. อนิจจตารูป คือ รูปที่แตกดับสูญสิ้นไป

  ตั้งแต่ปสาทรูปถึงลักขณรูปมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า อุปาทายรูป ๒๔

  ตั้งแต่มหาภูตรูปถึงอาหารรูปมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า นิปผันรูป ๑๘

  ตั้งแต่ปริจเฉทรูปถึงลักขณรูปมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า อนิปผันรูป๑๐

  ส่วนรูปที่ไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้เรียกว่า อวินิพโภครูป ๘ ได้แก่ปฐวี, อาโป,เตโช,วาโย, วัณณะ,คันธะ,รสะ,โอชา, และ ปฐวี,เตโช,วาโย,วัณณะ,สัททะ,คันธะ,รสะ,เรียกวิสยรูป ๗ วิสยรูป ๗กับปสาทรูป๕ รวมเป็น ๑๒เรียก โอฬาริรูป ๑๒ ส่วนรูปที่เหลืออีก ๑๖ รูป เป็นรูปที่ละเอียดเรียกว่า สุขุมรูป ๑๖ ไม่สามารถจะรู้ได้ทางปัจจทวาร (คือ ตาหู จมูกลิ้นกาย ) เพราะรู้ได้ทางมโนทวาร (คือ ทางใจ) นอกจากนี้ยังเรียกว่า ทุเรรูป คือ รูปไกลหรืออัปปฎฆรูป คือ รูปที่กระทบไม่ได้ได้แก่ อาโป อิตถีภาวปุริสภาวหทยชีวิต อาหาร ปริจเฉท กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา อุปจย สันตติ ชรตาอนิจจตา

ความสำคัญของรูป

  หลักพระอภิธรรมล้วน ๆ ว่าด้วยรูป

  รูปที่มีอยู่ในวิทยาการทางโลก โดยเฉพาะวิชาฟิซิกส์ ศึกษาเรื่องสสารและพลังงาน แม้จะเป็นวิทยาการที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เราแต่ยังเป็นความรู้โดยอ้อม ไม่ใช่เป็นความรู้โดยตรงเพราะยังไม่สามารถจะเข้าถึงสภาวะแก่นแท้ของรูปได้ และยังมิได้เป็นไปเพื่อความสุขที่แท้จริงของชีวิตอย่างจริงจัง ผิดกับวิทยาการเรื่อง “รูป” ที่มีอยู่ในพระอภิธรรม ซึ่งเป็นวิทยาการเพื่อความพ้นทุกข์ของชีวิตอย่างแท้จริง  เป็นการเสริมความเข้าใจในเรื่องสสารและพลังงานในทางโลก ให้กระจ่างยิ่งขึ้นด้วย

  มีวิทยาการว่าด้วยเรื่อง “รูป” หลายเรื่องที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปิดเผยนักวิทยาศาสตร์ปุถุชนทางโลกได้ค้นพบภายหลัง เช่นความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของรูปที่มีชีวิตโลกกลมไม่ใช่โลกแบน โลกไม่ใช้ศูนย์กลางของจักรวาลเรื่องของสสารและพลังงาน เป็นต้น

  นอกจากนั้นพระพุทธองค์ยังทรงประทานให้เราทราบถึงความรู้เรื่องรูป ที่นักวิทยาศาสตร์ปุถุชนทางโลกยังค้นไปไม่ถึงเช่นรูปอันเกิดจากอำนาจกรรมในอดีต รูปละเอียดที่ตาเปล่าของมนุษย์มองไม่เห็น ซึ่งเป็นร่างกายของสัตว์นรก เปรต ตลอดจนเทวดา  พรหม เป็นต้นและที่สำคัญที่สุดในบรรดาความรู้เรื่องรูปเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

รูปคืออะไร

  ๑. รูปในความหมายของ “สมมติสัจจะ” คือ ความจริงตามสมมุติของชาวโลกเช่น รูปร่าง พระสงฆ์๙ รูป เป็นต้น

  ๒. “รูปในความหมายของ “ปรมัตถสัจจะ” คือ ความจริงที่เข้าถึงสภาวแก่นแท้ของธรรมชาติเป็นความจริงขั้นสูงสุดพระพุทธองค์ทรงให้ความหมายของ “รูป” ไว้ว่า รูปคือธรรมชาติที่ผันแปรแตกสลายไปด้วยความร้อน หรือความเย็นพิเศษ( รุปปนลกขณํ)

  รูปเป็นหนึ่งในปรมัตถธรรมทั้ง ๔ อันได้แก่ จิตปรมัตถ์ เจตสิกปรมัตถ์ รูปปรมัตถ์และนิพพานปรมัตถ์

ตัวอย่างเรื่อง ปรมาณู

  คำว่า “ปรมาณู” คนเราทั่วไปมักเข้าใจว่า เป็นคำของวิทยาศาสตร์ทางโลกเขา ความจริงแล้วคำนี้เป็นคำของพุทธศาสนา และนักวิทยาศาสตร์ทางโลก เอาไปใช้ต่างหาก

  หากพิจารณาตามศัพธ์ของคำว่า “ปรมณู” มาจากคำ ๒คำ คือ ปรม+อณู อณูคอรูปที่เล็กละเอียดส่วนคำว่า “ปรม”  ในที่นี้คืออย่างยิ่ง รวมความว่า “ปรมาณู” หมายถึง สิ่งที่เล็กละเอียดอย่างยิ่งแบ่งเป็น๒ประเภท คือ

  ๑. ปรมาณูในทางโลกหรือทางวิทยาศาสตร์

  ๒. ปรมาณูในทางพุทธศาสนา

  ๑. ปรมาณูในทางโลก ประกอบด้วยอีเล็คตรอน (Electron) โปรตอน (Protron) และนิวตรอน (Newtron)  โดยที่อีเล็คตรอน ซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบ วิ่งรอบๆ นิวเคลีย (Nucleus ) ซึ่งประกอบด้วยโปรตรอนและนิวตรอนโปรตรอนมีประจุไฟฟ้าบวก ส่วนนิวตรอนเป็นกลางคือไม่มีประจุไฟฟ้าบวกหรือลบ นักวิทยาศาสตร์ปุถุชนทางโลกถือว่า ทุกปรมณูไม่อยู่คงที่ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีเสถียรภาพ (Unstability)  ซึ่งเข้าหลักอนิจจัง ในทางพระพุทธศาสนา

เมื่อก่อนทางโลก  เขาถือว่า ปรมาณูหรืออะตอมดังกล่าวไม่สามารถแยกออกไปได้  แต่ต่อมามีการทดลองพิสูจน์  เรื่องของระเบิดปรมาณูหรือนิวเคลียร์  ซึ่งเกิดจากการแยกตัวขององค์ประกอบปรมาณูนี้  เพราะเมื่อปรมาณูแยกตัวออก  ก็จะมีพลังงานที่มีปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain  reaction)  อันเป็นพลังงานนิวเคลียร์

๒. ปรมาณูในพระพุทธศาสนา  ใน 1 ปรมาณูมีขนาด 1 ในแปดสิบสองล้าน  ส่วนเศษของเมล็ดข้าวเปลือก  ด้วยเหตุนี้  หนึ่งปรมาณูมีขนาดเล็กมากๆสัมผัสกายก็ไม่ได้  มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น  เพราะแสงไม่สามารถสะท้อนให้มากระทบกับตาเรา  เพื่อเกิดการเห็นได้  ในหนึ่งปรมาณูนี้  ยังมีรูปปรมัตถ์ต่างๆประชุมกัน

มีข้อหน้าสังเกตว่า  รูปร่างของสัตว์นรก  เปรต  เทวดา  พรหม  ซึ่งทางธรรม  เรียกว่า”โอปปาติกะ”เป็นร่างกายปรมาณู  คือ  ร่างกายละเอียด  มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น  แต่รู้ได้ทางใจ  โดยผ่านสมาธิ  หรือการสะกดจิต

หนึ่งปรมาณูในพระพุทธศาสนาดังกล่าว ยังสามารถแบ่งย่อยลงไปอีก จนไปเจาะถึงสถาวะแก่นแท้ของปรมัตถ์  และจะมีกลุ่มรูปปรมัตถ์ให้ออกจากกันได้ กลุ่มรูปปรมัตถ์เล็กที่สุด  และไม่สามารถแยกออกจากกันได้นี้ ทางธรรมเรียกว่า

อวินิพโภครูปซึ่งมีรูปปรมัตถ์ 8 รูป  คือ  ปฐวี  อาโป  เตโช  วาโย  วรรณะ  รสะ  โอชะ  และ  คันธะ  ไม่ว่ารูปใดๆต้องมี  อวินิพโภครูป  เป็นส่วนเล็กที่สุดประกอบด้วยเสมอ



[1] เรื่องเดียวกันหน้า ๒๖-๒๗

[2] สรรค์ชัยพรหมฤาษี,เอกสารการเรียนพระอภิธรรมทางไปรษณีย์,บทเรียนที่ ๑๓,  หน้า ๗-๙

[3] เรื่องเดียวกัน หน้า ๓

[4] สรรค์ชัย  พรหมฤาษีเอกสารประกอบการเรียนพระอภิธรรมทางไปรษณีย์ บทที่ ๑๔ ปริเฉทที่ ๖  รูปปรมัตถ์, (กรุงเทพฯ : เอกสารคอมพิวเตอร์ , ๒๕๓๗) , หน้า ๑-๓.