สวัสดิการชุมชนแต่ละพื้นที่ดำเนินการจัดสวัสดิให้กับสมาชิกและผู้ด้อยโอกาสในชุมชน โดยการออมทุนของสมาชิกในเบื้องต้น  ภายใต้หลักคิดต้องการให้ทุกคนมีสวัสดิการพื้นฐานกันทุกคน จนกระทั้ง รัฐบาลเห็นความสำคัญ ในการดูแลเอื้อเฟื้อกัน  จึงเข้ามาเป็นหุ้นส่วนสนับสนุนทบทบกองทุนให้ ในอัตรา  1 ต่อ 1 แต่ไม่เกิน 365 บาทต่อคนต่อปี 


น้าแก้ว  สังข์ชู หวกระบวนภาคประชาชน


      เริ่มตั้งแต่ปี 2553  จนถึงปี 2555 จำนวนเงินสมทบจากรัฐบาล 3800000 เศษ 

     ปี2555 พัทลุงจัดสวัสดิการเต็มพื้นที่ทุกตำบล 73 ตำบล หรือหนึ่งท้องถิ่น หนึ่งกองทุน 

    ในปี 2556 ทางคณะกรรมการสวัสดิการจังหวัดพัทลุง จึงเตรียมความพร้อมจัดประชุมเชิงปฎิบัติการ กรรมการแกนนำระดับ อำเภอ  อำเภอละ 5 คน  เพื่อมาทบทวนและประเมินการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งทางคณะทำงานได้ออกแบบให้แต่อำเภอไปประเมินกองทุนสวัสดิการระดับตำบล  เพื่อรวบรวมให้เห็นจังหวะก้าวทีผ่านมาและจะเดินต่อไป 



       กลไกการขับเคลื่อนการทำงานของจังหวัดพัทลุง  กรรมการของกองทุนสวัสดิการตำบล มีกรรมการ ตั้งแต่ 9 คน ถึงมากสุด 40 คน แต่ละกองทุนตำบลมาเป็นกรรมการระดับอำเภอ 

 ทุกอำเภอรวมกันมีทั้งหมด 135 คน 

มีคณะกรรมการจัดสวัสดิการจังหวัด 25 คน

มาจากภาคประชาชน 13  คน 

ภาครัฐ 12

 คน มีกรรมการตัวแทนจังหวัดของภาคใต้ 14 คน 



       การจัดสวัสดิการชุมชนตำบล เขาบอกว่า" หรอยที่สงขลา  มาแรงที่พัทลุง พุ่งไปที่นครฯ  ภายหลักคิดที่ว่า 

ความมีสิ่งดีดี จะมีแต่สิ่งดีดี  

คนในชุมชนต้องอยู่ดี กินดี 

เอื้อเกื้อกูลให้เกิดกาอยู่ร่วมอย่างมีความสุข

 ระหว่างคนกับคน คนกับวัฒนธรรมประเพณี 

สวัสดิการต้องเป็นมากกว่าวัตถุ  

ออมเพื่อบุญมากกว่าออมเพื่อทุน  

สร้างวินัยในการออม 

และเป็นให้อย่างมีคุณค่า 

 


       ซึ่งในพัทลุงมีการจัดสวัสดิที่หลากหลายครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ที่ของฐานสวัสดิการ  หลายฐาน เช่น 

 ฐานผู้สูงอายุ  

ฐานจากกองทุนพัฒนาเพื่อสังคม

ฐานศาสนา 

ฐานอุดมการ 

ฐานประเพณีวัฒนธรรม

ฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม 

และฐานอาชีพ  

     เป็นการระดมสมองเพื่อวางแผนให้สวัสดิการชุมชนมีความต่อเนื่องและยั่งยืน ภายใต้การพึ่งพาทุนของชุมเป็นหลัก