GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

KM ที่รักตอนที่ 63 " สงสาร....ชาวเกษตรกร ผู้มั่นคงในอาชีพ"

การดิ้นรนของเกษตรกร เพื่อความอยู่รอด ..ท่ามกลางกระแสร์ ความทันสมัย

              การได้มีโอกาศได้นำตัวเอง ลงไป"คลุกวงใน"กับชาวบ้าน เข้าไปอยู่ในความรู้สึกร่วมกับเกษตรกร ทำไห้ได้มองเห็น ประเด็นต่างๆ ตลอดจน  เห็นการบริหารจัดการ ตัวเอง เพื่อความอยู่รอด ภายไต้ เงื่อนไข ของกระแสร์ ความทันสมัย  และหวังว่าชีวิตของเขาจะดีขึ้น ในวัข้างหน้า

              สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม จากการสังเกตุ อารมณ์  ความรู้สึก  ของชาวบ้านโดยเฉพาะเกษตรกร ต่างพื้นที่  ต่างความคิด ต่างทรัพยากร และต่างองค์ความรู้ สิ่งที่กำลังจะพูดถึง ก็คือ "จังหวะการก้าวเดินที่ต่างกัน บนนโยบายเดียวกัน

              ประเด็นที่น่าสนใจและปรากฎไห้เห็น มีอยู่ 2 ส่วน

                         1. ในส่วนที่มีความต่าง ของต้นทุน ในพื้นที่แรกที่ลงไป คือพื้นที่อำเภอทางตอนเหนือของนครราชสีมา และอำเภอทางตอนไต้ คืออ. ปักธงชัย จังหวัดเดียวกัน มีความต่างกัน ราวฟ้ากับดิน  ในพื้นที่หนึ่งมีทั้งต้นทุนคุณภาพดินดี น้ำดีเพราะมีระบบชลประทาน แต่อีกที่หนึ่ง  คุณภาพดินต่ำ ขาดน้ำอย่างรุนแรง  ไม่มีระบบชลประทาน  ผูกชีวิตไว้กับ เทวดา(น้ำฝน) อย่างเดียว ตัวชี้วัดง่ายๆ  คือทำนา 30 ไร่เท่ากัน พื้นที่หนึ่ง ได้ผลผลิต 35 กิโลกรัม  ในขณะที่อีกพื้นที่หนึ่ง ใด้ผลผลิต 30,000  กิโลกรัม ต้นทุนไม่ต่างกันมาก

                          2.ประเด็นของ "การก้าวย่าง" ของเกษตรกร เพื่อดิ้นรน ที่จะ มีชีวิตที่ดีขึ้น บนเส้นทางของอาชีพ (เกษตรกร)

  •     เกษตรกรฝั่งหนึ่งต้องต่อสู้กับศึกหลายด้าน ทั้งทางความแห้งแล้ง (ซ้ำซาก) ปัญหาวัตถุนิยม ในคราบของความทันสมัย
  • เกษตรกรอีกฝั่งหนึ่งค่อนข้างดูดี (มีสตางค์) แต่ต้องอ่อนไหวไปกับราคาของผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่แน่นอน ต้นทุนการผลิตสูง ที่โดนเหมือนกันคือ ความทันสมัยนิยม
  • สิ่งที่เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นข้อมูลที่น่ากลัวคือ ค่าใช้จ่ายของชาวบ้านที่สูงมากกว่ารายรับมาก บางคนมีความต่างกันเป็นเรือนแสนต่อปี (เจขาอยู่ได้อย่างไร)
  • ที่น่าสนใจคือ ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นบางอย่างสูงมาก (สำหรับชาวบ้าน) เช่นค่าโทรศัพท์ ต่อคนต่อปี 6,000-7,000 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าภาษีสังคม บางคนสูงถึง 20,000. บาทต่อปี น่ากลัวจังเลยครับ            

                          

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 50284
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 8
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (8)

     ที่พัทลุง ผมกำลังดำเนินการสำรวจดูครับว่าประชาชนมีแบบแผนการใช้จ่ายของครัวเรือน (เชิงลึก) อย่างไรบ้างเปรียบเทียบกันย้อนหลังไปกับในปัจจุบัน ซึ่ง Get ประเด็นได้มาจากเวทีที่ อ.ศรีบรรพตครับ เมื่อแกนนำท่านนึงพูดว่า "เดี่ยวนี้จะพูดกับลูกก็ต้องจ่ายตังค์ด้วย" ท่านหมายถึงต้องโทรหา ทั้ง ๆ ที่ลูกก็อยู่ในหมู่บ้านนี่แหละ
เขามั่นคงหรือหนีไม่ออก ประชดกันหรือเปล่า ผมว่าเขาพยายามดิ้นหนีเหมือนกันนะ เช่นการอพยพแรงงานเป็นต้น  มองดีๆมี KM นะครับ
ขอร่วมมองมุมเดียวกัน แต่ต่างกรรมต่างวาระกันกับคุณ ชายขอบครับ เป็นความจริงที่เราทุกคน ต้องยอมรับโดยทั่วกัน ก็คือ ชาวบ้านทุกครอบครัว มีโทรศัพท์มือถือ บางครอบครัวมีครบทุกคน ถ้าเราพูดถึงการมีเสรีภาพ ไม่ว่ากัน แต่ประเด็น อยู่ที่แบบแผน(อาจจะไม่ได้วางแผน)การใช้จ่ายในครัวเรือน แถวบ้านผมน่าสนใจมากกว่า ปกติเวลาขับรถผมชอบฟังเพลง ทางวิทยุ วันหนึ่งผมได้ยินชาวบ้านเลียงวัว โทรศัพท์ขอเพลงให้กันฟัง ซึ่งไม่ได้อยู่ไกลกันเลย (ก็อยู่กันคนละฝั่งของหนองน้ำ) ประเด็นเหล่านี้ ชี้ไห้เห็นพฤติกรรม การใช้จ่ายของครัวเรือน ได้หลายมิติ อย่างมีนัย มีความสำคัญมากครับ
     ที่ผมสนใจคืออะไรเป็น Need, Want และ Demand ของครัวเรือนเมื่อใช้มุมมองของครัวเรือนเองนะครับ เรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงได้ครับว่า ยังมี Gap อย่างไรบ้างในระดับครัวเรือน จริง ๆ แล้วอยากเชิญชวนทำพร้อม ๆ กันในหลาย ๆ พื้นที่เสียด้วยซ้ำ หากมีคนสนใจ พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนและปรับกรอบแนวคิดให้ไปในแนวเดียวกันด้วยซ้ำครับ (ไม่หวงเลยนิ) เพื่อต่อยอดความรู้กันและกัน รวมถึงจะได้ Benchmarking กันได้ด้วยนะครับ
พื้นที่ ที่เราเข้าไป 2 อำเภอ จำนวน 5 ตำบล ประมาณ 300 ครัวเรือน มีข้อมูลพอที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพราะจริงๆแล้ว เราก็กำลังหาคำตอบความจริง ที่อยู่ในตัวชาวบ้าน ใน เรื่อง ของ Need,Want,และDemand ที่เป็นมุมมอง ที่เป็นตัวตนของชาวบ้านเอง น่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มากทีเดียวครับ
เรียนอาจารย์แสวงที่เคารพ ผมมองเห็น และสัมผัสได้ด้วยประสาททั้งหมดของผม ขณะที่ นั่งพูดคุยกับชาวบ้าน ว่า ชาวบ้านเขาเอง มีความพยายามที่จะดิ้นรน "ขุด" เอาความรู้ที่เขามีอยู่ กับข้อจำกัด ที่แสนสาหัส ที่โยนไส่ตัวเขา (ไม่ทราบว่าใครโยนบ้าง)เพื่อที่จะบริหารจัดการ ไห้ตัวเขา มีที่ยืนในโลกใบนี้ และพยายามพัฒนาตัวเขาเองขึ้นไป ครับ
คือผมอยากให้คุณมองทุกอย่างอย่างไม่มีอารมย์อยู่ในนั้น แล้วคุณจะเข้าใจมากขึ้นนะครับ แล้วเราก็จะทำ KM ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ทั้งในส่วนของเรา และส่วนชาวบ้าน หรือเห็นอย่างไรครับ

เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ ทำไร่ทำนาแล้วขาดทุน เป็นหนี้ปุ๋ย หนี้ยา แม้จะทำงานสุดความสามารถ ก็ไม่อาจหลุดพ้นวงจรเหล่านี้ไปได้ เพราะต้นทุนสูง ผลผลิตต่ำ ร่วมทั้งผลผลิตที่ได้มีคุณภาพไม่ดี ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้น เป็นเพราะว่าปุ๋ยไม่พอ ยาไม่ถึง หรือเป็นเพราะมนุษย์อย่าง เรา ๆ ได้ทำลายทรัพยากรในดินอันมีค่าโดยไม่รู้ตัว

ในอดีต ผืนดินในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ยังคงความอุดมสมบูรณ์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้การทำอาชีพเกษตรกรรมได้ผลดี แต่เมื่อมีการทำเพาะปลูกเพิ่มขึ้น การปลูกพืชซ้ำ ๆ ในพื้นที่เดิม ก็ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดน้อยลงตามจำนวนวัน จำนวนปี ที่ได้ทำการเพาะปลูก ผลผลิตที่ได้ก็ลดน้อยถอยลง และได้ผลผลิตที่ไม่สมบูรณ์

เกษตรกรจึงทดแทนความสมบูรณ์ที่ขาดหายไป ด้วยการเพิ่มปุ๋ย เพื่อหวังจะให้พืช ได้รับสารอาหารทดแทนแร่ธาตุในดินที่ขาดหายไป ขณะเดียวกันเกษตรกรก็ต้องใช้ยา และสารเคมี เพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช ที่นับวันจะเพิ่มขึ้น ก็เป็นการทำลายจุลินทรีย์กลุ่มดีที่อยู่ในดิน ที่คอยทำหน้าที่กำจัดจุลินทรีย์กลุ่มไม่ดี และคอย ย่อยสลายซากพืชซากสัตย์เพื่อเปลี่ยนเป็นธาตุอาหารของพืช จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า พืชไม่กินปุ๋ย เราหว่านปุ๋ยไปเท่าไร ก็ไม่ทำให้ผลผลิตดีขึ้น เพราะว่าวันนี้ พื้นดินที่เคยร่วนซุยสมบูรณ์ เป็นดินดานแห้งแข็ง ทำให้รากชอนไชไม่ได้ ทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อรากพืชดูดซับปุ๋ยไม่ได้ ปุ๋ยที่ได้ใส่ลงไป ก็จะตกค้างอยู่ในชั้นผิวดิน ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจากสภาพดินเสื่อมโทรม