ผมใช้เวลาโดยส่วนใหญ่ในแต่ละวันอยู่บ้าน ถ้าจะออกจากบ้านคือไปปั่นจักรยานไกลๆ หรือไม่ก็ไปนั่งเล่นที่พักสงฆ์น้ำตกในป่าที่มีพระอยู่เพียงรูปเดียว ถ้าจะออกไปไหนที่ต้องขับรถไปก็คือการไปเที่ยวทะเลกับเจ้าต้นไม้ เรียกว่าแต่ละวันผมพบเจอผู้คนน้อยมากทีเดียว

ผมมีข้อตกลงพิเศษกับทางคณะที่จะทำงานจากที่บ้าน เพราะปัญหาสุขภาพหลังจากออกจากโรงพยาบาลเมื่อสองปีที่แล้ว แม้ปัจจุบันผมจะสามารถเจอผู้คนได้อย่างปกติ แต่ผมก็ยังขอที่จะทำงานจากที่บ้านเหมือนเดิม ในมุมมองของการบริหารจัดการแล้วผมคิดว่าผมไม่ได้เอาเปรียบคนทำงานคนอื่นของมหาวิทยาลัย เพราะเมื่อเทียบจากเงินเดือนที่ให้ผมกับงานที่ผมทำให้แก่มหาวิทยาลัยจากที่บ้านนั้น ราคานี้คุ้มค่าแน่นอน ผมโชคดีที่ผมทำงานสายเทคโนโลยีสารสนเทศ งานสายนี้ไม่จำเป็นต้องเจอผู้คนก็สามารถทำงานได้ข้ามโลกทีเดียวครับ

เคยมีคนฝากถามผ่าน อ.จัน ว่าผมอยู่ได้อย่างไรไม่เจอผู้คนเลย

ที่จริงแล้วการอยู่เช่นนี้เป็นสุขอย่างยิ่งและเป็นธรรมชาติของผมเสียอีก

ผมเป็นลูกคนเดียวที่โตมาในบ้านกลางนาที่ด้านหน้าเป็นภูเขาครึ้ม ส่วนรอบที่เหลือเป็นที่นาสุดลูกหูลูกตา คุณพ่อและคุณแม่ผมรับราชการทั้งคู่ แต่กลับมาสร้างบ้านอยู่ในพื้นที่มรดกเก่าที่อยู่ไกลจากเมือง ผมไม่เคยถามสาเหตุที่ชัดเจน แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นเสียงเรียกลึกๆ ในใจของพ่อในฐานะลูกชาวสวนชาวนา

ผมจบปริญญาตรีมาด้วยรางวัลที่น่าภาคภูมิใจสำหรับผมเองเป็นอย่างยิ่ง ผมไม่ได้หมายถึงคะแนนหรือเกรดนะครับ และเป็นรางวัลที่ผมไม่ได้เองด้วยซ้ำแต่เป็นของรูมเมต ในงานเลี้ยงส่งจบการศึกษารูมเมตของผมที่เรียนสาขาเดียวกันถูกโวตให้ได้รางวัล "โดดเรียนมากที่สุดในรุ่น" ตอนเขาขึ้นไปรับรางวัลผมหัวเราะก๊าก เพราะผมรู้ดีว่าผมนอนอยู่ห้องเดียวกับเขาและตอนเขาลุกไปเรียนผมไม่เคยตื่นเลย เพื่อนร่วมรุ่นเห็นเขาบ้างนานๆ ครั้งในห้องเรียนจึงรับรู้ว่าเขาเรียนอยู่ด้วยและโดดเรียนบ่อย แต่เพื่อนไม่เคยเห็นผมเลยยกเว้นตอนสอบดังนั้นเพื่อนไม่รู้ว่าผมลงทะเบียนเรียนเหมือนกัน

แต่ผมไม่ใช่คนหวาดกลัวหลีกเลี่ยงสังคม ผมเล่นดนตรีวงดนตรีสากลสมัยผมเรียนปีหนึ่ง เป็นประธานรุ่นตอนปีสอง (โดยมีหน้าที่หลักเท่าที่จำได้เพียงอย่างเดียวคือการทำเสื้อแจคเก๊ตรุ่น) และเป็นอุปนายกฝ่ายบริหารของสโมสรนักศึกษาของคณะฯ ในปีสาม ก็น่าเชื่อได้ว่าคนที่ทำอย่างนี้ได้ก็น่าจะมีทักษะทางสังคมอยู่พอสมควรทีเดียวครับ

ผมบรรจุเป็นอาจารย์หนึ่งเดือนหลังจากจบการศึกษาเพราะผมรับทุนพัฒนาอาจารย์ตั้งแต่ต้นปีสี่ วันไปทำงานวันแรกอาจารย์ที่ผมลงทะเบียนเรียนด้วยตอนปีสี่เทอมสองถามผมว่า

"อาจารย์จบมาจากประเทศไหนคะ?"

ผมรีบละล่ำละลักตอบ "ผมพึ่งจบที่คณะนี่เองครับ ผมเรียนกับอาจารย์ด้วยนะครับ แต่ผมนั่งอยู่หลังๆ อาจารย์คงไม่ค่อยได้เห็นครับ"

"นั่งหลังๆ ไม่ใช่หลังห้อง แต่ในห้องในตึกหลังๆ จากตึกเรียนห่างไปประมาณหนึ่งกิโล" ผมนึกในใจ

ตอนผมไปเรียนต่อต่างประเทศผมก็ใช้เวลาโดยส่วนใหญ่อยู่คนเดียว เพราะผมนอนกลางวันทำงานกลางคืน

ตอนไปเรียนปริญญาโทที่ The George Washington University ซึ่งสอนแบบ teaching-oriented ผมก็ยังต้องบังคับตัวเองให้ตื่นไปเรียน ผมไม่กล้าโดดเรียนเพราะรู้ตัวว่าไม่แน่พอที่จะโดดได้

เขียนมาถึงตรงนี้ก็ขอให้แง่คิดสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่บังเอิญมาอ่านเจอว่า "การจะโดดเรียนหรือหลับในห้องเรียนเป็นสิ่งที่ทำได้ถ้าแน่พอ หมายถึงรู้ตัวว่ามีความสามารถที่จะทำคะแนนได้ดีแม้จะไม่ไปเรียน แต่ถ้าไม่แน่พอนั้นอย่างทำ ตัวผู้เรียนต้องรู้ตัวเองว่าเราจะทำอะไรได้แค่ไหน"

พอมาเรียนปริญญาเอกที่ University of Maryland, Baltimore County ซึ่งสอนแบบ research-oriented นั้นมีห้องเรียนน้อยมากถึงไม่มีเลย หมายความว่าผมไม่ต้องบังคับตัวเองให้ตื่นไปเรียน การไปมหาวิทยาลัยคือการไปห้องสมุดกับไปแลป

แต่มีช่วงหนึ่งที่ทำงานกับหน่วยงานชื่อ Creative Services ของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ชื่อเท่ห์มากแปลเป็นไทยว่า "หน่วยให้บริการงานสร้างสรรค์" ที่ทั้งหน่วยเต็มไปด้วยศิลปินสารพัดรูปแบบ และมีผมเป็นเอเซี่ยนผมยาวนั่งครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่อีกหนึ่งคน

ตอนนั้นก็ต้องบังคับตัวเองให้ตื่นไปทำงานตามเวลา 9-to-5 ของฝรั่ง เขาให้ผมทำงาน part-time 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่งานของหน่วยล้นจนให้ผมทำ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่ากับคนทำงาน full-time เลย เรียกว่าทำผิดกฎหมายกันกลางมหาวิทยาลัยทีเดียว ถ้าผมไม่ได้ไปเรียนด้วยวีซ่า J-1 เขาจะเปลี่ยนให้เป็นคนทำงานเต็มเวลาแล้วครับ

ทำงานไปได้ปีหนึ่งผมก็ลาออกเพราะงานเรียนไม่คืบหน้า แถมนอนไม่พอเพราะผมชอบทำงานเรื่องเรียนกลางคืนแล้วต้องตื่นไปทำงานกลางวันอีกด้วย

หลังจากนั้นผมก็นอนกลางวันทำงานกลางคืนจนเรียนจบและกลับเมืองไทย

กลับมาเมืองไทยผมก็ยังนอนกลางวันทำงานกลางคืนอีก ตอนนี้มีความลำบากที่ต้องบังคับตัวเองให้ตื่นไปสอน วิชาที่ต้องสอนแปดโมงเช้านั้นทรมาณมาก ผมแก้ปัญหาโดยการเลื่อนเวลาไปเป็นช่วงบ่ายหรือเย็น การเลื่อนเวลานี้เป็นสิ่งเดียวที่ได้รับความร่วมมือจากนักศึกษาอย่างท่วมท้นล้นหลามเกินที่จะอธิบายได้

จนกระทั่งผมเริ่มมีทีมงานทำงานให้ผม งานประเภทที่ผมทำเป็นประเภทที่เรียกเป็นทางการว่า "บริการวิชาการ" แต่ผมมองว่าผมกำลังสร้างศูนย์วิจัยโดยการสร้างแหล่งทุนเองและมีหลักสูตรของตัวเอง ถ้าผมไม่ป่วยเข้าโรงพยาบาลเสียก่อน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะมีศูนย์วิจัยที่ไม่เหมือนศูนย์ไหนๆ และมีลักษณะ "outlaw" ที่ไม่ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น

ตอนนั้นผมบังคับตัวเองให้ตื่นเช้าไปทำงานเพื่อเป็นต้นแบบให้ทีมงาน เพราะผมไม่ได้มองทีมงานเป็นคนทำงานของผมแต่ผมมองพวกเขาเป็นลูกศิษย์ ผมพยายามสร้างรูปแบบ "เรียนคืองาน งานคือเรียน" แบบที่มีในมหาวิทยาลัยวิจัยต่างๆ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นต้นแบบให้คนอื่นๆ ได้ในอนาคต แต่ทำได้ไม่ถึงไหนก็มีเหตุให้ไปนอนโรงพยาบาลเสียก่อน

หลังจากออกมาจากโรงพยาบาลแล้วก็รู้ตัวว่าคงทำศูนย์วิจัยที่ "outlaw" ไม่ไหวแล้วผมจึงกลับมามีชีวิตอย่างที่ผมชอบเป็นนั่นคือพบเจอผู้คนแต่น้อยอยู่กับความเงียบสงบของธรรมชาติ

คนอย่างผมเรียกว่าคนประเภท introvert (ชอบความสันโดษ) ซึ่งจะแตกต่างกับคนประเภท extravert (ชอบสังคม) และเอาเข้าจริงคนประเภท introvert นี้ก็มีไม่น้อยทีเดียว สถิติบอกว่ามีประมาณหนึ่งในสี่ของประชากรโลกทีเดียวครับ

มีบทความด้านไอทีของฝรั่งเขียนติดตลกไว้ในช่วงที่ Facebook กำลังบูมและจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาว่า ยังไงก็ตาม Facebook ไม่มีทางครอบคลุมประชากรโลกทั้งหมด อย่างมากก็ได้เพียงสามในสี่ เพราะอีกหนึ่งในสี่ที่เป็นกลุ่ม introvert จะไม่ใช้ แต่กลุ่มนี้จะไปใช้ Pinterest แทน

คิดดูแล้วก็จริง ผมกับ อ.จัน ไม่ใช้ Facebook และ Twitter แต่ใช้ Pinterest จริงๆ ด้วย และเวลามีใครบอกว่า GotoKnow พยายามพัฒนาไปในทิศทาง Facebook เมืองไทยหรือเปล่า เราจะตอบว่าไม่ใช่แต่จะไปในทิศทาง Pinterest มากกว่า

อืมม... วันหลังต้องเขียนบันทึกวิเคราะห์เรื่อง social networks สักที

กลับเข้าเรื่องต่อ

Carl Jung นักจิตวิทยาชื่อดังบอกว่า การเป็น introvert และ extrovert นี่ไม่ใช่เป็นแบบเปิดสวิชต์ (คือ "เป็น" และ "ไม่เป็น") แต่เป็นพฤติกรรมต่อเนื่อง หมายถึงถ้าลากเส้นยาวๆ โดยมี extreme introvert อยู่ปลายด้านหนึ่งแล้วมี extreme extrovert อยู่อีกปลายด้านหนึ่ง คนแต่ละคนจะอยู่ในจุดที่แตกต่างกันไม่เหมือนกันเลย แค่จะบอกในภาพรวมได้ว่าพฤติกรรมโดยส่วนใหญ่เป็นในด้านไหนเท่านั้นเอง

ถ้าให้ผมปักหมุดตัวเองในเส้นยาวๆ นั้น ผมก็คงอยู่ใกล้ๆ กับปลายสายด้าน extreme introvert ทีเดียว

การได้อยู่คนเดียวไม่ต้องยุ่งกับผู้คนนี้มีความสุขมาก เราได้มีโอกาสอยู่กับความนิ่งสงบของธรรมชาติ อยู่กับความละเอียดอ่อนของสิ่งต่างๆ โดยค่อยๆ สัมผัสถึงสิ่งนั้นๆ ในจังหวะของเราเองที่ไม่ต้องตามใคร

อย่างตอนนี้ผมกำลังเขียนบันทึกและดื่มชาในตอนเช้าไปพลาง

ผมเขียนบันทึกนี้โดยไม่กำหนดเวลาเขียนว่าต้องเสร็จกี่โมง สั้นยาวเท่าไหร่ และให้ใครอ่าน เขียนอย่างนี้มีความสุขมาก เป็นการปล่อยความคิดให้ลื่นไหลเหมือนสายน้ำในลำธารออกมาผ่านนิ้วมือไปในแป้นพิมพ์เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์

แล้วก็หยุดพักดื่มชาที่ผมชงหนึ่งกาเมื่อเช้า ค่อยๆ รินให้พอดีแก้ว ยกขึ้นจิบให้ความอุ่นสัมผัสริมฝีปาก ปล่อยให้น้ำชาค่อยๆ ไหลผ่านริมฝีปากมายังลิ้นแล้วกระจายไปในปากก่อนกลืนลงคอซึ่งจะเป็นจังหวะเดียวกับกลิ่นหอมของชาจะลอยขึ้นจมูก คิดแล้วแทบจะเห็นภาพชากำลังล่องลอยเข้าปากแล้วแยกเป็นสองทาง ทางหนึ่งลงท้องส่วนลงไปยังพื้นดินและอีกทางหนึ่งขึ้นมาทางสมองแล้วเลยขึ้นไปยังท้องฟ้า

ความสุขของ introvert อยู่แบบนี้ ผมไม่รู้ว่าความสุขของ extrovert เป็นอย่างไรและไม่คิดจะเปรียบเทียบว่าใครมีความสุขกว่ากัน แค่เราเรียนรู้ว่าความสุขของเราเป็นแบบไหนก็เพียงพอแล้วครับ