ผู้เขียนขอพูดถึงระบบการศึกษาไทยในฐานะผู้ที่เคยเป็นครูผู้สอนในระดับมัธยมศึกษาและปัจจุบันสอนในระดับมหาวิทยาลัย


1.การศึกษาไทยปี 2020 ผู้เขียนอยากให้เลือกคนที่มีจิตวิญญาณมาเป็นครู การคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นครูนั้นสมัยก่อนจะคัดเลือกคนเก่งๆ คนดีมาเป็นครู ถ้าไปอ่านงานเรื่องการคัดเลือกคนมาเป็นครูจากประเทศเพื่อนบ้านเช่น มาเลเซีย หรือเวียดนามลองอ่าข้อมูลวิชาการของมศว.จะพบว่า

 

“ ในแต่ละปีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม จะรับนักศึกษาวิชาชีพครูเพียงเอกละ 15 คน/ปีเท่านั้น และสิ่งนี้เองที่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การผลิตนักศึกษาวิชาชีพครูเป็นไปอย่างเข้มข้น และสามารถคัดเลือกเด็กที่ต้องการมาเรียนครูได้อย่างแท้จริง ซึ่งต่างจากประเทศไทยที่ค่านิยมของสังคมไทยยังไม่เห็นความสำคัญของวิชาชีพครู โดยเด็กส่วนใหญ่ที่เข้าเรียนในคณะวิชาอื่นไม่ได้มักจะมาเรียนวิชาชีพครูแทน ทำให้ประเทศไทยเราไม่ได้ครูที่เป็นแก่นครู มีจิตวิญญาณครู และมักจะกระทำผิดจรรยาบรรณครูตามที่เป็นข่าวอยู่เสมอ ประกอบกับประเทศไทยเรามีสถาบันการผลิตครูจำนวนมาก ทำให้นักศึกษาที่จบการศึกษาด้านวิชาชีพครูมีมากแต่ตำแหน่งบรรจุมีจำนวนจำกัด รวมทั้งมาตรฐานและคุณภาพของแต่ละสถาบันก็แตกต่างกัน เป็นผลให้นักศึกษาวิชาชีพครูต้องตกงานหรือทำงานไม่ตรงกับปริญญาที่ได้รับเป็นจำนวนมาก”

 

2. ผู้เขียนอยากให้ระบบการศึกษาไทยในเมืองและในชนบทไม่มีความแตกต่างในมาตรฐานการศึกษามากเกินไป ในปัจจุบัน ผู้อ่านจะพบว่าในชนบทขาดครูวิชาหลักๆเช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ครูเก่งๆย้ายเข้าเมือง  รอบรรจุคนใหม่ไปลงไป มีทางไหมว่าจะมีสิ่งจูงใจให้คนดีๆคนเก่งๆอยู่สอนในชนบท มีทางไหมว่าจะทำให้ระบบการเรียนการสอนในชนบทกับในกรุงเทพฯไม่ต่างกันมากนัก คนในชนบทไม่ต้องแย่งกันมาเรียนในกรุงเทพฯ มากวดวิชา  หรือแข่งกันเข้าโรงเรียนดังๆ



 


3. การศึกษาปี 2020 เป็นไปได้ไหมที่จะให้ครูในโรงเรียนสอนนักเรียนเน้นเรื่องทักษะ 21st century skills ครูไม่ต้องทำงานธุรการ หรือรายงานเพื่อประเมินจากสมศ. การทำรายงานส่ง สพป หรือสพม.  กวดวิชาเพื่อให้นักเรียนผ่านการสอบต่างๆ ให้ครูในโรงเรียนได้มีโอกาสหรือมีเวลาเต็มที่ในด้านการจัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียน



 

4. การศึกษาปี 2020 เป็นไปได้ไหมที่จะให้ครูทำการสอนแล้วไม่ต้องประเมินผลงานจากเอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินผลการสอนของครูจากการพัฒนาของนักเรียนในชั้นเรียนจริงๆ ครูไม่ต้องกังวลกับการผลงาน ครูชำนาญการพิเศษ ครูเชี่ยวชาญ โดยทิ้งการเรียนการสอนในชั้นเรียนแล้วไปทำแต่ผลงาน 

 



5.การศึกษาปี 2020 เป็นไปได้ไหมที่นักเรียน นักศึกษา นิสิต ได้เรียนอย่างมีความสุข ได้มีโอกาสเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจ ไม่คิดว่าการศึกษาเป็นยาขม เรียนแล้วไม่มีความสุข ได้เรียนรู้อย่างร่าเริง ได้เรียนในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ ได้เรียนเรื่องเกี่ยวกับท้องถิ่น สังคมของตนเอง นอกจากนี้สามารถนำเอาเรื่องที่เรียนไปใช้กับชีวิตประจำวันได้

 

 





6.การศึกษาปี 2020 เป็นไปได้ไหมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการควรมีความรู้เรื่องการศึกษา ไม่ใช่ใครก็ได้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ เพราะเรื่องการศึกษาของชาติมีความสำคัญ  ถ้าเปลี่ยนรัฐมนตรีเป็นไปได้ไหมว่า นโยบายทางการศึกษาที่ดีๆให้คงไว้… ผู้อ่านอยากเพิ่มอะไรบ้างเชิญเลยครับ…ขอบคุณครับ...


ขออนุญาต เพิ่มความคิดเห็น อาจารย์แม่ หรือ ผศ.วิไล  แพงศรี นะครับ

 

  • อาจารย์แม่อยากให้ข้อ 6. มาเป็นข้อ 1. "1.การศึกษาปี 2020เป็นไปได้ไหมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการควรมีความรู้เรื่องการศึกษา ไม่ใช่ใครก็ได้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเรื่องการศึกษาของชาติมีความสำคัญ (ที่สุุด ถ้าการศึกษามีคุณภาพก็จะได้คนในทุกอาชีพที่ดีและเก่ง เพราะคนในทุกอาชีพต้องผ่านมือครูมาทั้งนั้น)  ถ้าเปลี่ยนรัฐมนตรีเป็นไปได้ไหมว่า นโยบายทางการศึกษาที่ดีๆให้คงไว้" ข้อเรียกร้องนี้วงการศึกษาเรียกร้องมานาน(มีรัฐบาลที่แล้วที่เอาคนที่เคยเป็นครูมาเป็น "รมว.กศ.")  แต่พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลส่วนใหญ่เขาไม่ใส่ใจ อ้างเสมอว่า "ใครเป็นก็ได้เพราะดูแลเรื่องนโยบายเท่านั้น เรื่องที่ไม่รู้ก็ให้ทีมที่ปรึกษาคอยให้ข้อมูล" แล้วก็แย่งกันเป็นรัฐมนตรีกระทรวงที่มีผลประโยชน์มากๆ เอาคนที่เหลือๆ มาเป็นรมว.กศ. แล้วก็บริหารประเทศแบบมุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจ เอาด้านสังคมและการศึกษาไว้ทีหลัง บ้านเมืองจึงสับสนวุ่นวาย สังคมล่มสลายอย่างปัจจุบัน วันๆ ได้ฟังแต่ข่าวที่แสดงถึงปัญหาสังคม...นโยบายดีๆ มีหรือเขาจะคงไว้ กลัวว่าจะเป็นการไปสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลก่อน กลัวคนจะว่าคิดเองไม่เป็น เฮ้อ! ในชาตินี้ อาจารย์แม่จะมีโอกาสเห็นการเมืองแนวใหม่ไหมนี่ 
  • ขอเพิ่มหนึ่งข้อ มาเป็นข้อ 2 คือ
  •  2. อยากให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีบทบาทร่วมกันในการจัดการศึกษา เริ่มตั้งแต่
  •  1) ครอบครัวที่ต้องดูแลใส่ใจให้เวลาและให้ความรักความอบอุ่นกับบุตรหลาน สร้างความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองและใฝ่ดี และสนับสนุนการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่บุตรหลานเข้าเรียน
  •  2) สถานศึกษาก็เป็นไปตามข้อ 5. และข้อ  ที่ลูกขจิตว่าไว้ คือ จัดการเรียนรู้แบบส่งเสริมพหุปัญญาให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยาภาพในด้านที่ถนัดและสนใจเพื่อให้เรียนรู้อย่างมีความสุข และเน้นเรื่องทักษะ 21st century skills 
  • 3) สถาบันศาสนา มีพระภิกษุที่ปฏิบัติกิจของสงฆ์ (รวมถึงศาสนาอื่นๆ มีผู้เผยแผ่ศาสนา) ที่ควรแ่ก่การเคารพศรัทธา เป็นเสาหลักในการพัฒนาด้านจิตวิญญาณให้กับอนุชนและคนในสังคม
  • 4) สื่อมวลชนผลิตรายการที่ไม่เป็นพิษภัยและเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัยและระดับการศึกษา ลดรายการไร้สาระ น้ำเน่าและมอมเมาเยาวชน 
  • 5) องค์กรต่างๆ ในสังคม ร่วมสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมดีๆ เพื่อร่วมพัฒนาผู้เรียนในระดับการศึกษาต่างๆ (ดังเช่นที่ GotoKnow, EGA, SCB และ สสส. ทำอยู่ เป็นต้น) และ
  •  6) สถาบันทางการเมือง  มีนักการเมืองน้ำดี มีความจริงใจจริงจังที่จะทำหน้าที่ๆ ประชาชนมอบหมายมา ให้เกิดผลดีต่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง มีหลักคิดแบบเอาบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาผลประโยชน์ของตนของพรรคเป็นตัวตั้ง เล่นการเมืองแบบสร้างสรรค์ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน เป็นต้น

ขอบคุณอาจารย์แม่มากครับ ที่เพิ่มประเด็นให้ชัดเจนขึ้น  รออ่านจากท่านอื่นๆอีกครับ ...

7…………………………………………………...

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://eduinveitnam.blogspot.com/2012/03/blog-post_107.html

http://www.youtube.com/watch?v=l0k2Hjusu14