ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๕ คุณพี่ธนพล สาระนาค ประธานชมรมอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติ

 

         ได้ส่งหนังสือเรื่อง “ สมัน “

 

 

ที่นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล เขียนไว้เมื่อ ปี ๒๔๙๗.... มาให้ผมเล่มหนึ่ง ขอขอบพระคุณ คุณพี่ธนพล ไว้ ณ โอกาสนี้ ทำให้ผมได้ความรู้เพิ่ม ไปพร้อมๆ กับการได้ฟื้นความทรงจำ ในเหตุการณ์ครั้งอดีต ..เป็นต้นว่า....

      เรื่องแรก ผมได้รับความรู้ใหม่ เพราะเพิ่งรู้ว่า “ สมัน “ เป็นกวางชนิดหนึ่ง ที่ตัวเมียไม่มีเขา ส่วนตัวผู้จะมีเขาขนาดใหญ่ แตกกิ่งออกไปหลายแขนง โค้งงอนสวยงาม ในอดีต เมืองไทยจะพบมากในแถบที่ราบลุ่มภาคกลาง เป็นกวางที่ชอบหากินใน เวลาเย็นจนถึงรุ่งเช้า ตามป่าโปร่งหรือทุ่งหญ้าน้ำแฉะ ไม่ชอบป่าทึบ รกชัฏ เพราะเถาวัลย์หรือกิ่งไม้พันเกี่ยวเขาของมัน จนเป็นอุปสรรคต่อการหากินและการหลบซ่อนตัว



เมื่อฤดูน้ำหลาก สมันจะหนีไปอยู่บนเนินที่น้ำท่วมไม่ถึง ทำให้เป็นเป้า



ถูกล่าได้ง่าย บางแห่งชาวบ้านจะเอาเขาสมัน ผูกติดที่ศีรษะ แล้วคลานเข้าไปหาฝูงสมัน พอสมันตัวผู้เห็น จะวิ่งเข้ามาไล่ขวิด โดยคิดว่าเป็นตัวผู้ที่จะเข้ามาแย่งตัวเมียในฝูง เลยถูกแทงตายเอาง่ายๆ.



ปัจจุบัน กวางชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของเมืองไทย ราวช่วงปี ๒๔๗๕-๒๔๘๑


         เรื่องที่ ๒ เป็นสำนวนที่เกิดและดับ..ตามยุค ตามสมัย เรื่องนี้ไปเกี่ยวโยงกับปู่(๒๔๕๐-๒๕๔๕)ของผมเอง ซึ่งเกิดรุ่นราวคราวเดียวกับคุณหมอบุญส่ง.เลขะกุล .ที่มักชอบพูด..เมื่อพบหรือกระทำสิ่งใดๆ ประสบกับความสำเร็จได้โดยง่าย ปู่ก็มักจะพูดว่า .. “ สมันๆ จริงๆ “หรือ “ ของ สมันๆ “ ..ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กประถมต้น ฟังแบบนกแก้วนกขุนทอง ไม่ได้รู้ว่า มันมีความหมายว่ากระไร...จนโตขึ้นมา..คำพูดเกี่ยวกับสมัน..ก็ไม่เคยได้ยินอีก...คงสูญพันธุ์ตามสมันและยุคสมัย..แต่มีสำนวนใหม่ ได้แก่ “ ของกล้วยๆ เรื่องกล้วยๆ หรือ ของหมูๆ ...เข้ามาแทน


         เรื่องที่ ๓ จากนิทานอีสป เรื่อง กวางกับพุ่มไม้ เรื่องมีอยู่ว่า เจ้ากวางใหญ่วัยคะนอง หนีการตามล่าของนายพราน เข้าไปซ่อนกำบังตัวในพุ่มไม้ใบอ่อนหนา จนนายพรานมองไม่เห็น เดินเลยผ่านไป เจ้ากวางที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ แทนที่จะสำนึกถึงบุญคุณของพุ่มไม้ ที่ช่วยกำบังให้รอดตายจากนายพราน ..กลับเล็ม กินใบอ่อน จนนายพรานเดินกลับมาเห็นเจ้ากวางซ่อนตัวอยู่ จึงยิงด้วยหน้าไม้ ..ก่อนจะสิ้นใจ กวางได้รำพึงขึ้นว่า “ต้นไม้ ใบไม้ช่วยชีวิตเราแท้ๆ แต่เรากลับเนรคุณ กินและทำลายมัน ”


         คงไม่ต่างไปจากความร่มเย็นเป็นสุขบนแผ่นดินถิ่นไทย ที่ถูกยาเสพติดและการคอรัปชั่นไขชอนบ่อนทำลายแพร่หลายทั่วแห่งหน จนยากแก่การแก้ไข ให้สูญสิ้นจากแผ่นดินไทย ..ครั้นจะหันไปพึ่งพาผู้แทนปวงชน..รึก็แสนจะสลดหดหู่ใจ ..กับพฤติกรรม..อ่อนด้อย น้อยคุณธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ชาติบ้านเมือง .ของผู้แทน(บางคน) .ดั่งจะเห็นได้จากความสับสนวุ่นวาย..ที่เกิดกลางประชุมสภา..อยู่เป็นเนืองนิจ


         การเลือกตั้งในอนาคต. น่าจะมีการทดลองประยุกต์ใช้ Pharmacogenomics ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ของการรักษาผู้ป่วยเฉพาะบุคคล โดยแพทย์จะดูลายแทงพันธุกรรม ซึ่งจะสามารถบ่งบอกถึง..ขนาดการให้-ใช้ยา ผลการใช้ยา การเกิดภาวะแทรกซ้อนและโอกาสการ เกิดโรคร้ายทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ ชนิด Familai adenomatous polyposis ..ฯ ..ก่อนจะรักษาให้ยา....


          ให้ประชาชนได้เรียนรู้ เอาแนวทางไปปรับ -ประยุกต์ใช้ พิจารณาคัดกรอง-วินิจฉัย-คัดเลือก-คัดสรร ผู้แทน/ตัวแทน ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ ให้ได้มา ซึ่งบุคคลที่มากด้วยการปฏิบัติดี มีคุณธรรม ... ได้แก่..****


        “ ๑) การรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตัวเอง ที่จะประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม

          ๒) คือ การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ ความดีนั้น

          ๓) คือ การอดทน อดกลั้น และอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริตไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด

          ๔) การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริตและรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง “


          . ถึงเวลา.ที่แผ่นดินไทย ควรร่มเย็น.. เป็นสุข .ด้วยมือและใจรักบ้านรักเมืองของฅนในชาติอย่างแท้จริง. กันหรือยัง..??.


 

                                         สามสัก

                                    ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕


อ้างอิง

*** ๑.อัญเชิญมาจากพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๕

        ๒.หนังสือชุดนิยมไพร เรื่อง” สมัน “ ของนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล พิมพ์ออกในเดือน กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ และนายธนพล สาระนาค ได้จัดพิมพ์ใหม่ เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ เพื่ออนุรักษ์ฉบับดั้งเดิม