ในระหว่างไปพบปะและทำการพบปะกันให้เป็นเวทีกระบวนการเล็กๆสำหรับถอดบทเรียนทบทวนประสบการณ์ย้อนหลัง ๑๐ กว่าปี ของชีวิตและการทำงาน รวมทั้งเป็นเวทีเสริมทฤษฎีวิชาการ ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา ในการเชื่อมโยงกิจกรรมการพัฒนาชีวิตด้านในให้ผสมผสานกับการทำงานเชิงสังคม การดำเนินชีวิต และการประกอบสัมมาชีพในสาขาต่างๆ ของกลุ่มคนกันเองกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเคยทำกิจกรรมชมรมชีวเกษมด้วยกัน เพื่อเรียนรู้ชีวิตและได้หมั่นพัฒนาตนเองไปด้วยอยู่เสมอ

ขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสได้แลกเปลี่ยนมุมที่มองไปยังอนาคต และอยู่กับการปฏิบัติเจริญสติภาวนา เพื่อฝึกฝนกล่อมเกลา เตรียมตนเอง สำหรับการออกไปดำเนินชีวิตและทำการงานให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและมีความสมดุลกับการพัฒนาชีวิตด้านใน เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ ๓๐ มิถุนายน – ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเบิกฟ้าธรรมาศรม อำเภอด่านช้าง สุพรรณบุรี

ในวาระเดียวกันนี้ บี สินีย์ โชติบริบูรณ์ จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้หอบหิ้วถุงใส่ไหลบัวและเหง้าบัว ซึ่งเป็นบัวฉัตรแดงติดมือไปด้วย โดยบอกว่าเป็นของฝากไปถึงพี่ปรีชา ก้อนทองและผมจากผู้ใหญ่อาภรณ์ ช้อยประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๓ บ้านศาลาดิน ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

ผมแบ่งไหลและเหง้าบัวออกเป็นสองส่วน แล้วช่วยกันกับพี่วริชฌิตา ปลั่งสำราญ หรือพี่อ้วน กับพี่ปรีชา ก้อนทอง ปลูกลงในสระน้ำลูกหนึ่งของศูนย์ปฏิบัติธรรมเบิกฟ้าธรรมาศรม บัวที่ผู้ใหญ่ให้บีนำไปฝากกันนี้เป็นบัวฉัตรแดงหรือบัวสัตตบงกช เป็นบัวที่มีกลีบสวยงามหลายชั้น และได้ชื่อว่าเป็นบัวที่บานขึ้น ๗ ดอก บูชาและรองรับบุคลาธิษฐานการเดิน ๗ ก้าว ณ ปฐมกาลของสิทธัตถกุมาร ชาวบ้านบางแห่งปลูกไว้ในบ้านเพื่อเป็นปฏิบัติบูชา นำไปไหว้พระ และบูชาพระ จึงเป็นของฝากให้กันที่มีความหมายและเป็นมงคลมากในคติความเชื่อของชาวบ้าน

ผมต้องค่อยๆคลี่ไหลบัวและเหง้าบัวที่ม้วนในแต่ละเหง้าเป็นวงใส่รวมกันอย่างประนีตบรรจง บัวแต่ละไหลมีหลายเหง้า และคัดสรรแต่ไหลและเหง้าที่อยู่ในสภาพแตกหน่อและใบอ่อน หากใครได้เคยงมไหลบัวในโคลน เมื่อได้เห็นแล้วก็จะซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดหาและสภาพที่เห็นดังกล่าวนี้ บ่งบอกถึงการที่ต้องอดทน เหนื่อยยาก พิถีพิถัน และค่อยๆคลำไปใต้ดินโคลนเพื่อยกไหลและเหง้าบัวขึ้นมาให้ได้เป็นชุดแต่ละขุด จากนั้น คนหิ้วไปฝากก็ต้องใส่น้ำหล่อเลี้ยงเล็กน้อย หิ้วประคับประคองเดินทางไปฝากกันไกลกว่า ๓๐๐ กิโลเมตร

ผมต้องคลี่ออกและค่อยๆดำเหง้ากับไหลบัวให้ทอดลงไปในดินโคลนใต้ก้นสระทีละหน่อของทั้งไหล ไหลหนึ่งก็จะมีหน่ออ่อน ๒-๓ หน่อ ห่างกันหน่อละ ๑-๒ ฟุต ค่อยปลูกดำไปทีละไหลๆ ด้วยเช่นกัน

ผู้ใหญ่อาภรณ์ ช้อยประเสริฐ ผู้งมไหลและเหง้าบัวฝากบีให้ไปฝากกันอีกต่อหนึ่งนี้ เป็นผู้ใหญ่บ้านหญิงคนหนึ่งของชุมชนในท้องถิ่นพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นผู้ใหญ่บ้านตัวอย่าง และเป็นผู้นำการพัฒนา สร้างสุขภาวะชุมชนในแนวเศรษฐกิจพอเพียงให้กับชาวบ้านและเป็นแหล่งถ่ายทอดบทเรียนให้กับชุมชนต่างๆทั้งในท้องถิ่นและทั่วประเทศในหลายด้าน

ผู้ใหญ่และญาติๆทำนาบัวและไร่นาสวนผสม พร้อมกับเลี้ยงปลาในนาบัว และร่วมกันริเริ่มพัฒนารูปแบบต่างๆในการจัดการธุรกิจชุมชน เช่น ทำกิจการจัดท่องเที่ยวนาบัวและเรียนรู้ชุมชน พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน กระตุ้นส่งเสริมให้เกิดกระบวนการทำอยู่ทำกินของชาวบ้านให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นตามมาอีกหลายอย่าง

ผมเคยพาทีมอาจารย์ผู้ใหญ่และเป็นครูแพทย์อาวุโสจากโรงเรียนแพทย์ของเนปาลลงไปศึกษาดูงานและฝึกวิจัยชุมชนแบบ PAR เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การวิจัยและถ่ายทอดบทเรียนของประเทศไทยให้กับเครือข่ายวิชาการนานาชาติ โดยการเดินสำรวจและเรียนรู้ไปกับวิถีชีวิตชาวบ้าน ทุกท่านต่างได้ความประทับใจ ชอบ และผุดประเด็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีทำงานวิชาการเพื่อสร้างสุขภาพชุมชนด้วยกันได้อย่างดียิ่ง

จึงได้บทเรียนที่ดีๆไปกับการทำงานไปด้วยว่า ประสบการณ์ชีวิตของชาวบ้านและวิถีชีวิตชุมชนนั้น หากจัดการให้ดีและใช้วิธีการทางความรู้เข้าไปเสริม ก็จะเป็นทางหนึ่งที่สามารถให้วิสัยทัศน์และสร้างการเรียนรู้ในทรรศนะใหม่ๆอย่างกว้างขวาง พร้อมกับเชื่อมโยงและยกระดับสุขภาวะชุมชนในเชิงความหมายและการมีคุณค่าในมิติอื่นๆต่อชีวิตการเป็นอยู่ของชุมชนได้ ไม่ใช่แคบๆสำหรับท้องถิ่นอย่างเดียว แต่แบ่งปันทุกข์สุขกับชีวิตชุมชนในโลกกว้างได้อีกด้วย

เมื่อปี ๒๕๔๒ ผมขอรับการสนับสนุนทุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลและสำนักงานคณะกรรมการวิจัยวิจัยแห่งชาติ ทำวิจัยและเป็นกระบวนการสาธิตการเรียนรู้ชุมชนด้วยชุมชนวิจัย เพื่อสร้างเครือข่ายจัดการตนเองของชาวบ้านผ่านการสร้างความรู้ท้องถิ่นของตนเอง หรือปฏิบัติการเรียนรู้ที่จะทำวิจัยสร้างความรู้ท้องถิ่นในเรื่องต่างๆของชาวบ้านและผู้คนที่อาศัยอยู่ด้วยกันในท้องถิ่น โดยพากันทำจริงๆพร้อมกับเป็นตัวอย่างไปด้วยบนการวิจัยเรื่องวิถีสังคมของชาวนาบัว เพื่อพิสูจน์โดยการปฏิบัติไปด้วยกันให้เห็นถึงพลังของความรู้ที่จะสามารถสร้างความหมายและให้คุณค่าจากการเรียนรู้แก่สิ่งที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักเพราะเห็นเป็นสิ่งธรรมดาและไม่มีความรู้กันมาก่อนอีกหลายมิติว่าก่อเกิดและดำรงอยู่ได้อย่างไรในชุมชนของตนเอง ก็ทำให้เราได้พบความเป็นจริงหลายอย่างที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจจนเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนพุทธมณฑล รวมทั้งจังหวัดนครปฐม

เป็นต้นว่า เมื่อเทียบกับสัดส่วนของพื้นที่แล้ว เราได้พบว่าพุทธมณฑลเป็นแหล่งที่ปลูกและทำนาบัวมากที่สุดของประเทศ ส่งออกไปทั่วประเทศและทั่วโลก มีระบบเศรษฐกิจและกิจกรรมชีวิตของผู้คนเกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการปลูกบัวไปจนถึงผู้บริโภคเป็นเบื้องต้นถึง ๑๑ กลุ่มสังคมเศรษฐกิจ เงินสะพัดและหมุนเวียนอยู่ในวงจรเศรษฐกิจในแต่ละปีกว่า ๑๐๐ ล้านบาทซึ่งร้อยละ ๗๐-๘๐ จะอยู่ในระบบเศรษฐกิจชุมชนในพุทธมณฑล

ชาวบ้านที่ปลูกบัวรายแรกเมื่อประมาณปี ๒๕๐๖ ได้เรียนรู้และรับการชี้แนะจากหวังเต๊ะ ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเป็นชาวไทยมุสลิมและได้เห็นแบบอย่างของชาวบ้านไทยมุสลิมแถวเมืองมีนทำนาบัวได้ผลดีกว่าทำนาข้าว จึงแนะนำให้ชาวบ้านพุทธมณฑล เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนจากทำนาข้าวเป็นทำนาบัว ซึ่งต่อมาอีกกว่า ๓๐ ปี ในปี ๒๕๔๑-๔๒  ที่ได้ทำวิจัยกับชาวบ้าน ก็มีนาบัวในพุทธมณฑลอยู่ถึง ๗๘ ครอบครัว

ผืนดินบริเวณที่เป็นนาบัวแปลงแรกของพุทธมณฑลนั้น ต่อมา หลังจากสร้างครอบครัวและประสบความสำเร็จในชีวิตพอสมควรตามอัตภาพแล้ว ชาวบ้านก็ได้ยกที่ดินให้เป็นพื้นที่ก่อสร้างมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา และเป็นพื้นตรงบริเวณก่อตั้งสำนักงานอธิการบดี ศูนย์กลางของมหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบันนี้นั่นเอง

ปัจจุบัน จากสภาพแต่เดิมในอดีต ที่นอกจากชาวบ้านทำนาบัวแล้ว ผู้คนและสังคมทั่วไป แม้แต่สถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนเกษตรกรและคนในพุทธมณฑลด้วยกันเอง ก็แทบจะไม่รู้จักชุมชนคนทำนาบัวเลยนั้น นาบัวก็กลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนพุทธมณฑลและนครปฐม ธุรกิจการท่องเที่ยวชุมชนและเที่ยวนาบัวของชาวบุทธมณฑล ดำเนินการและจัดการกันเองของชาวบ้าน ซึ่งต่อมาก็ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างกว้างขวาง เป็นการท่องเที่ยวชุมชนทางการเกษตรกิจการหนึ่งที่อยู่ในรายการแนะนำทั้งในระดับประเทศและเข้าถึงได้จากทั่วโลก

นอกจากปลูกบัวฉัตรแดง ของฝากจากผู้ใหญ่อาภรณ์จากพุทธมณฑลแล้ว ก็ถือโอกาสปลูกบัวสี ซึ่งพี่ปรีชาและพี่อ้วนบอกว่าเป็นของฝากจากนายแพทย์วัฒนา เทียมปฐม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอพุทธมณฑล นครปฐม ที่หิ้วติดมือมาฝากเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

บัวหลากหลายชนิดแบ่งเป็นกลุ่มหลักได้สัก ๔ กลุ่มที่สำคัญคือ บัวหลวง บัวสาย บัวสี และบัววิคตอเรียซึ่งมีใบแผ่บานเหมือนกระด้งและอาจจะใหญ่กระทั่งเด็กทารกลงไปนอนในนั้นได้ บัวสีเป็นบัวอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นที่นิยมสำหรับการจัดสวนน้ำและใช้เป็นบัวประดับตบแต่ง ที่พุทธมณฑลมีการทำนาบัวสีอยู่ไม่กี่เจ้า ส่วนใหญ่จะเป็นบัวหลวงชนิดต่างๆแบบขายดอกและใบ

บัวสายนั้นสายบัวใช้บริโภคได้ บัวหลวงนอกจากมีบัวฝักกินเมล็ดบัวและบัวดอกใช้บูชาพระหรือประดับตบแต่งเพื่อความสวยงามแล้ว ส่วนต่างๆของบัวก็สามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคและการใช้สอยได้อีกสารพัด ใบบัวใช้ทำยาบำรุงและใช้ห่อของ ทำข้าวห่อใบบัว ก้านบัวใช้เป็นวัตถุดิบผสมทำธูปและยากันยุง ดอกและเกสรบัวเป็นเครื่องเข้ายาสมุนไพรไทยและจีน รวมทั้งมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคและเป็นอาหารเสริม ช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายหลายอย่าง

หลังปลูกบัวที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเบิกฟ้าธรรมาศรมกันแล้ว ผมก็แบ่งส่วนที่เหลืออีกส่วนหนึ่งไปที่บ้านสันป่าตอง เชียงใหม่ ไปถึงก็เป็นช่วงอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน และคงจะเป็นเพราะระหว่างเดินทางก็โดนแอร์รถทัวร์เป่าทั้งคืน ผมเองก็เลยเป็นไข้หวัดพอดี แต่ไหลและเหง้าบัวที่หิ้วไปด้วยก็เริ่มเหี่ยวเฉาลงไปมาก หากปล่อยช้าไปหรือต้องรอให้ตนเองหายจากไข้หวัดเสียก่อน ไหลและเหง้าบัวฉัตรแดงที่หอบหิ้วไปตั้งไกลก็คงจะเน่าเปื่อยเสียหมด ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้นผมก็เลยต้องลงสระบัวในบ้านด้วยอาการตะครั่นตะครอ ค่อยๆปลูกดำลงไปที่มุมด้านหนึ่งของสระจนหมด ๒-๓ วันหลังจากนั้นผมก็แวะเวียนเดินไปดูทุกวัน ยังคงเห็นมีสีเขียวอ่อนๆแทรกอยู่ในใบที่ยังพอเหลือติดอยู่บ้าง

บัวนั้น นำไปจากที่ต่างๆเพื่อปลูกในต่างที่ต่างถิ่นได้ยากมากเหมือนกัน แต่ถ้าหากปลูกได้แล้ว ก็เจริญงอกงามได้ง่ายและทนทานอย่างน่าอัศจรรย์ต่อทุกสภาพดินฟ้าอากาศ เป็นสื่อการเรียนรู้ทางสังคมอย่างเชื่อมโยงได้หลายมิติ รวมทั้งเป็นสื่อให้การเรียนรู้ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ ที่เชื่อมโยงได้กับความรู้ที่อยู่กับการดำเนินชีวิตของผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง

ชาวบ้านที่ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมหนังสือและโลกความรู้สมัยใหม่ แต่สามารถอ่านธรรมชาติของบัวและได้อยู่กับการเรียนรู้ในวิถีชีวิต ก็อาจสามารถเข้าถึงความลึกซึ้งของชีวิตและเข้าใจสิ่งต่างๆของสังคมอันซับซ้อน มีส่วนร่วมในการเป็นพลเมือง ร่วมสร้างสุขภาวะสังคมในมิติต่างๆ ในวิถีแห่งการเรียนรู้ ได้เป็นอย่างดี ได้เช่นกัน.