เว็บไซต์เพื่อสังคม

                                             

http://www.nature-dhrama.com

 

                                         พอมีแดนที่เรียกสวรรค์

        ชายแก่แลหญิงแก่ คู่รักแท้สองสามีภริยา แห่งต้นลำธาราของแม่น้ำกลั่น แต่เดียวนี้นั้น ปลายแม่น้ำเปลี่ยนนาม ตามที่ผู้ตั้งมีความรู้สึก จากจิตสำนึกที่แท้จริงเขาเรียกกันไพเราะเพราะพริ้งว่าแม่น้ำอสูรกาย จะเค้าความหมายอย่างไรไม่ทราบได้

        ทั้งสองสามีภริยา แม้จะเต็มวัยแก่แต่แลดูยังสดใส ใบหน้าแดงอมชมพูผิวยังดูผ่องพรรณ พิศดูเหมือนชาวสวรรค์ดังที่เขาเคยไขขาน ชะรอยจะได้รับบุทานจากเทพแห่งสวรรค์ เพราะทั้งสองนั้นอาศัยอยู่ใต้พุ่มพงไพรแห่งภูเขาสูง พื้นที่ที่ยังมีนกยูงรำแพนให้ยลโฉมอย่างชิดใกล้ประหนึ่งไซร้หยิบยื่นความงดงามแห่งศิลปะของสรรพสัตว์ให้แด่มนุษย์ผู้ซึ่งยังมีใจบริสุทธิ์ได้ทัศนา หรืออาจจะเป็นบุญญาภินิหาร ของท่านทั้งสองหรือไร ด้วยเหตุฉะนี้ไซร้ ผิวกายจึงผ่องพรรณ ถ้าจะเดาทายภายในจิตนั้น คงอิ่มสวรรค์เฉกเช่นกาย

       วันนี้สองสามีภริยา อายุเพียงยี่สิบห้า แต่ดูราวกับว่าสามสิบห้าโดประมาณ ดั้นด้นมาถึงบ้านแห่งต้นน้ำกลั่น ดูท่าทางจิตใจมั่นแน่นหนัก จะเป็นนักนิยมป่าหรือนักทัศนศึกษาที่ชื่นชมธรรมชาติแห่งป่า ขุนเขา หรือนักธุรกิจ ยากจะคิดเหลือจะเดากับคนเรายุคใหม่ แต่มิใช่เรื่องสำคัญ

       มันเป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ภริยาสามีผู้ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน นั่งรับประทานอาหารมื้อเที่ยง มีเพียงอาหารสองอย่าง วางไว้เบื้องหน้า ตั้งเรียงแถวซึ่งคนโบราณเชื่อว่า จะมีแขกมาเยี่ยมมาหา ก็เป็นอย่างว่าจริง ๆ อาหารที่ว่ามีสองสิ่ง คือน้ำพริกส้มมะปริง ถ้วยน้ำพริกวางตรงกลาง ซ้ายขวาถ้วยน้ำพริกวางผักสด แลผักลวกเป็นทิวแถวดูแล้วแน่นขนัด สารพัดผักหลากหลายชนิด ล้วนปลอดสารพิษ เพราะเก็บปลิดมาจากธรรมชาติ มิได้ซื้อหามาจากตลาดแต่อย่างใด

       สามีภริยาวัยเบญจเพสคู่ที่ว่าเดินเข้ามาพอดี ยกมือไหว้กล่าวสวัสดี ด้วยมิตรไมตรีของเจ้าบ้าน ชวนรับประทานอาหารด้วยกัน มิช้าพลันสามีภริยาผู้มาเยือนเปิดเป้ที่สะพายหลัง ตั้งบนพื้นกระต๊อบทันใด เปิดเป้พร้อมมือล้วงควาญหาสิ่งของข้างใน หยิบกล่องสีขาวใส ภายในบรรจุข้าวอีกกับอาหาร ที่คนสมัยใหม่เรียกขานว่าข้าวกล่อง เชิญชวนให้เจ้าบ้านได้ลิ้มลองทันที่

       ทั้งสี่ภริยาสามีนั่งร่วมรับประทานอาหารกันด้วยดี แต่ต่างฝ่ายเลือกตักอาหารที่เป็นของตนเอง

       ความคิดที่อยู่ในใจของสามีภริยาผู้มาเยือน มีว่า

       "สองเฒ่าชรา แก่เสียเปล่ายังโง่เง้าเป็นบ้า พวก

       ส่วนความคิดในใจของเจ้าบ้านวัยชรา มีว่า

       " เมื่อไรจะเกิดซึ่งปัญญา รู้คุณค่า รู้ภูมิปัญญาก่อนเก่า ที่เรายึดมาแต่เนิ่นนาน ไม่ว่าหากรู้จักประสมประสานกับวิชาการสมัยใหม่ เพื่อการอยู่ดีกินดีสืบไป แต่ไม่ทำลายสิ่งใด ๆ ไม่ทำลายใคร ๆ อยู่ร่วมกันไปอย่างธรรมดากบครอบในกะลา ไม่พัฒนา ไม่ก้าวหน้า ล้าหลัง"