แต่ละวันของการทำงานทั้งผู้บริหารและครูจิตใจต้องจดจ่ออยู่กับห้องเรียน ห้องไหน เป็นอย่างไรแล้วบ้าง ปัญหาอุปสรรค ความสำเร็จ เมื่อวานเพราะอะไร วันนี้จะใช้วิธีใด จึงจะเหมาะสมกว่าหรือสนองการเรียนรู้ของเหล่าลูกศิษย์ได้ทันท่วงที อาจเป็นสัปดาห์ละครั้งที่ผู้เกี่ยวข้องจะพูดคุยกันถึงเรื่องเหล่านี้ เมื่อได้ทางออกหรือแนวทาง ก็ไปเริ่มไปลองกันใหม่อีกในชั้นเรียน

สารพันปัญหาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาบ้านเราที่หลายคนรู้ ในมุมมองครูผู้สอนคนหนึ่งหนักหนาสาหัสครับ ที่สำคัญเมื่อพิจารณาแนวโน้มหรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อๆไป ก็ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อยู่ดี วิธีหรือแนวทางการปรับปรุงแก้ไขที่คิดและลงมือกระทำกันนั้น เหมือนไม่กล้าแตะตัวปัญหาอย่างจริงจัง อาจเพราะลูบหน้าแล้วปะจมูก หรือก็เห็นว่ายากเช่นกันที่จะเยียวยาต้นตอให้เห็นผลในเร็ววัน นักการเมืองผู้หวังเพียงคะแนนเสียงอย่างรีบเร่ง และปัญหาคอร์รัปชั่นที่รุนแรงน่าจะเป็นเหตุสำคัญ คงไม่ต้องกล่าวหากันเลยเถิดขนาดว่า “บางกลุ่มบางพวกก็อาศัยความไม่รู้ของคนนั่นเองทำมาหากิน”

อันที่จริงตัดพ้อเรื่องเหล่านี้พร้อมฟ้องสาธารณชนมาหลายวาระแล้ว อาทิ เสียงสะท้อนจากครูกังวล-สับสน ศธ.ดึงเทคนิคกวดวิชามาใช้? , เอกภาพ อำนาจ และนักการเมืองกับการถ่ายโอนโรงเรียน , กวดวิชา"Tutor Channel"ถูกต้องหรือถูกใจ? ฯลฯ ก็ได้บ่นระบายบ้าง หลายคนที่ไม่รู้อีกแง่มุมหนึ่งก็อาจรับรู้ การเปลี่ยนแปลงซึ่งหวังให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ผู้ปฏิบัติรู้อยู่เต็มอก ก็มีที่ถูกทิศถูกทางขึ้น

ล่าสุดสรุปปัญหาการจัดการศึกษาที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ให้กับเพื่อนครูรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งบอกกล่าวให้เขียนเพื่อนำเสนอระดับบริหารตามที่ท่านกำลังจะมีโอกาสเข้าพบ ตัวเองบันทึกไว้อย่างนี้ครับ

  • การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามพ.ร.บ.การศึกษาหรือหลักสูตร ไม่ก้าวหน้าอย่างที่ควร น่าจะมีสาเหตุใหญ่มาจากระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และเกณฑ์ประเมินคุณภาพโรงเรียนด้วยผลสอบโอเน็ตโดยสมศ. นอกจากนั้น วัฒนธรรมไทยเองบางอย่าง อาทิ เด็กไม่ควรเถียงผู้ใหญ่ ลูกน้องไม่ควรเถียงเจ้านาย ฯลฯ ก็น่าจะเป็นสาเหตุด้วย ที่สำคัญดูจะแก้หรือเปลี่ยนแปลงยากมาก
  • เมื่อการจัดการเรียนการสอนเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามพ.ร.บ.การศึกษาหรือหลักสูตรไม่ก้าวหน้าอย่างที่ควร เสียงบ่นเกี่ยวกับนร.คิดวิเคราะห์-สังเคราะห์ไม่เป็น จึงยังคงก้องกังวานต่อไป ผลการวัดในระดับนานาชาติหรือPISA เราก็คงรั้งท้ายชาติอื่นอีกเรื่อยๆ ซึ่งทำให้การแข่งขันด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของบ้านเราสู้เขาไม่ได้
  • การถ่ายโอนโรงเรียนไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลักการดี แต่การปฏิบัติยังเป็นปัญหาอยู่มาก โรงเรียนไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับก่อนโอน เพราะท้องถิ่นไม่ลึกซึ้งหรือไม่เข้าใจถ่องแท้ เหตุเพราะการศึกษาไม่อาจเห็นผลรวดเร็วอย่างที่นักการเมืองต้องการ
  • งานครูที่โรงเรียนมากเกินไป หมายถึง มากกว่าเวลาที่มีในแต่ละวัน จนกระทั่งอาจทำให้ครูหลายคนละเลยการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นหัวใจหรือเป็นหน้าที่หลักของตนเอง อันจะส่งผลต่อการจัดการศึกษาของชาติโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ช่วงเวลานี้ การติว การกวดวิชา หรือการสอนพิเศษ ซึ่งไม่ใช่วิถีตามที่หลักสูตรหรือพ.ร.บ.การศึกษากำหนด กำลังระบาดหนักเข้าไปในโรงเรียน หรือเข้าไปถึงการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติแล้ว สาเหตุหลักน่าจะมาจากการวัดมาตรฐานโรงเรียนด้วยผลสอบโอเน็ต
  • การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน ซึ่งจัดตามหลักสูตร เน้นเนื้อหาสาระมากเกินไป จนกระทั่งโรงเรียนไม่สามารถปลูกฝังกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเป็นหัวใจให้กับเด็กๆได้ นอกจากนั้นเวลาเรียนอันมากมาย(หรือทั้งวันของเด็กๆ)ทั้งที่โรงเรียนและไม่ใช่ นับเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อกระบวนการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ พัฒนาจิตใจให้เป็นคนดี อยู่ในศีลธรรมจรรยา รวมถึงสร้างความตระหนักในเรื่องศิลปะ ดนตรี และกีฬา ฯลฯ ซึ่งจะนำไปสู่สุนทรียภาพ และสุขภาพที่แข็งแรง เกิดสังคมที่น่าอยู่อย่างที่ทุกคนปรารถนา
  • การประเมินคุณภาพโรงเรียนหรือการประเมินอื่นๆซึ่งเกิดขึ้นที่โรงเรียนในปัจจุบันมีมากมายหลายอย่าง ส่วนใหญ่เน้นประเมินที่เอกสาร ทำให้ครูมีภาระนอกเหนือจากการสอนเพิ่มขึ้น แถมการวัดประเมินมักมีลักษณะเอื้อช่วยหรือเป็นการประเมินไปอย่างนั้นๆ ไม่ได้จริงจังอะไร ขอให้มีหลักฐานเอกสารก็จะถือว่าผ่านเกณฑ์ ทำให้ผลการประเมินต่างๆมักไม่ได้รับความเชื่อถือจากสังคม นำไปใช้หรือนำไปเป็นเกณฑ์พัฒนาอย่างจริงจังไม่ได้

เอาเถอะ! ในที่สุดแล้ว เราซึ่งมีอาชีพครู งานที่มีเกียรติและน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง แถมเป็นบุญกุศลอย่างแท้จริง ก็คืองานจัดการเรียนรู้ ดังนั้นถ้าจะมองเชิงบวกแบบครู แล้วลองลืมปัญหาทุกเรื่อง แม้กระทั่งความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันและกันของแต่ละปัจจัย รวมถึงผลกระทบต่างๆที่อาจเกิด แนวทางปฏิรูปการศึกษาไม่น่าจะยากอย่างที่หลายคนคิด ไม่ต้องลงทุนงบประมาณมากมายดังที่กระทำอยู่ แถมน่าจะเห็นผลสัมฤทธิ์ชัดเจนกว่าวิธีอื่นๆด้วย “ปฏิรูปการจัดการศึกษาที่โรงเรียนและที่ห้องเรียน”ครับ

ต้องเน้นการเรียนการสอนในห้องเรียนให้เป็นหัวใจอย่างแท้จริง งานอื่นที่อ้อมเกินไป หรือขนาดต้องพยายามอธิบายว่ามันเกี่ยวกับการเรียนการสอนอย่างไรควรละเลิกให้หมด แต่ละวันของการทำงานทั้งผู้บริหารและครูจิตใจต้องจดจ่ออยู่กับห้องเรียน ห้องไหน เป็นอย่างไรแล้วบ้าง ปัญหาอุปสรรค ความสำเร็จ เมื่อวานเพราะอะไร วันนี้จะใช้วิธีใด จึงจะเหมาะสมกว่าหรือสนองการเรียนรู้ของเหล่าลูกศิษย์ได้ทันท่วงที อาจเป็นสัปดาห์ละครั้งที่ผู้เกี่ยวข้องจะพูดคุยกันถึงเรื่องเหล่านี้ เมื่อได้ทางออกหรือแนวทาง ก็ไปเริ่มไปลองกันใหม่อีกในชั้นเรียน กรณีที่พอมีเวลาหรือเจอะเจอปัญหาซับซ้อนยากจะแก้ไขโดยลำพัง ก็อาจต้องเข้าไปร่วมกันสังเกตเพื่อเก็บข้อมูล ดังหลายตัวอย่างดีๆจากบันทึกของท่านรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด หรือท่านรองฯวิชชา ครุปิติ ในgotoknowแห่งนี้

หนึ่งเดือนก็สรุปร่วมกันเป็นคณะใหญ่ครั้งหนึ่ง ประชุมประจำเดือนต้องมีวาระนี้ตลอด และต้องถือเป็นเรื่องหลักหรือสำคัญสุด ที่ทั้งผู้บริหารและครูจะร่วมถกตามแนวคิดแต่ละคน เพื่อให้ได้แนวทางการจัดการเรียนรู้ในบริบทของศิษย์แต่ละคน แต่ละห้องเรียน หรือตามบริบทของโรงเรียนตัวเอง ทำซ้ำๆอย่างนี้ ตราบที่การจัดการเรียนการสอนยังต้องดำเนินไป จนเกิดวัฒนธรรมการทำงานใหม่ของทุกคนในโรงเรียน

แผนจัดการเรียนรู้ที่ใช้สอนจริงของครูต้องมีให้กับคณะผู้นิเทศติดตามที่จะสุ่มตามดูกระบวนจัดการเรียนรู้ของแต่ละคนอย่างสม่ำเสมอจริงจัง ครูที่มีหน้าที่ในคณะนี้น่าจะต้องมีชั่วโมงสอนน้อยกว่าคนอื่นสักครึ่งหนึ่ง สำหรับแผนฯที่ครูต้องแสดงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ไม่ต้องวิลิศมาหรา รวมทั้งไม่ต้องมีรายละเอียดมาก เพียงเขียนให้รู้ว่าวันใด จะสอนเรื่องอะไร เพื่ออะไร ด้วยวิธีไหน ใช้สื่ออะไร ประเมินอย่างไร อย่างละบรรทัดก็พอ หนึ่งแผนครึ่งหน้ากระดาษ หรือมากสุดก็หนึ่งหน้าอะไรทำนองนั้น ที่สำคัญกว่าควรเป็นบันทึกหลังสอนแล้ว ว่านักเรียนตอบรับ พึงพอใจ มีความรู้ ความดี หรือได้เรียนรู้อะไรบ้าง ตลอดจนปัญหาอุปสรรค และความสำเร็จ เช่นกันครูบันทึกสั้นๆก็พอ เพราะวงสนทนาระหว่างเพื่อนครู(PLC)ในทุกๆสัปดาห์ จะต้องอภิปรายกันอย่างละเอียดลอออยู่แล้ว

เชื่อเลยว่าแค่ทำง่ายๆอย่างนี้ให้เป็นวัฒนธรรมใหม่ของโรงเรียน หมายถึง หากผิดเพี้ยนไปโรงเรียนจะถูกตำหนิอย่างรุนแรงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ชุมชน สังคม หรือจากผู้รับผิดชอบ ถ้าถึงขนาดนั้นได้ จะสามารถพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเลยทีเดียวในเรื่องการศึกษาของบ้านเรา ไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องผลสอบโอเน็ต ผลเปรียบเทียบในระดับนานาชาติหรือPISA นักเรียนคิดวิเคราะห์ไม่เป็น หรือคุณธรรมจริยธรรม ฯลฯ เพราะเหล่านี้จะตามมาเองกับวัฒนธรรมใหม่ ด้วยการจัดการศึกษาโดยเน้นห้องเรียนเป็นสำคัญ

ความฝันการศึกษาในปี 2020 ครับ หรือจะกว่านั้นก็ไม่มีใครว่าอะไร

(พิมพ์ในมติชนรายวัน , 23 กันยายน 2555)