ปลุกเร้าและหนุนเสริมพลังใจให้นิสิตได้ก้าวออกไปเรียนรู้ชุมชนอย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดการเติบโตเล็กๆ ในตัวเอง และกระตุ้นให้ชุมชนได้เห็นคุณค่าของตัวเอง ทบทวนตัวเอง และนำพาองค์ความรู้ต่างๆ มาแบ่งปัน หรือแม้แต่แลกเปลี่ยนกับนิสิต

ช่วงปิดเรียนภาคฤดูร้อนของทุกปี ชมรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มักจะออกค่ายอาสาพัฒนาไม่น้อยกว่า 20-30 ค่าย มีทั้งที่เป็นค่ายสร้าง-ค่ายสอน-ค่ายเรียนรู้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วค่ายแต่ละค่ายล้วนตะกายฝันหางบประมาณมาดำเนินการด้วยตนเอง

เช่นเดียวกันนี้ ก่อนการออกค่าย กองกิจการนิสิต ก็จะนำพาแกนนำชมรมต่างๆ มาใช้ชีวิตอยู่นอกพื้นที่ร่วมกัน กินนอนร่วมกัน ทำกิจกรรมเพื่อ “ติดอาวุธทางปัญญา” ร่วมกัน –โสเหล่ร่วมกัน ซึ่งเราเรียกกิจกรรมนี้ว่า “การจัดการความรู้สู่ผู้นำองค์กรนิสิต” หรือที่ผมเรียกทั่วไปว่า “KMผู้นำค่าย

 

โครงการดังกล่าว  มีวัตถุประสงค์หลากหลาย แต่ที่แน่ๆ ก็คือการปลุกเร้าและหนุนเสริมพลังใจให้นิสิตได้ก้าวออกไปเรียนรู้ชุมชนอย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดการเติบโตเล็กๆ ในตัวเอง และกระตุ้นให้ชุมชนได้เห็นคุณค่าของตัวเอง ทบทวนตัวเอง และนำพาองค์ความรู้ต่างๆ มาแบ่งปัน หรือแม้แต่แลกเปลี่ยนกับนิสิต

โดยหลักการ  ผมมุ่งเน้นกระบวนการ “การจัดการความรักก่อนการจัดการความรู้เสมอ”  กล่าวคือ ผมให้ความสำคัญกับกระบวนการของการเสริมพลังบวกให้นิสิตมีทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง (มองเห็นคุณค่า ศักดิ์ภาพและเกียรติภูมิของตนเอง) อันหมายถึงรู้ตัวตนตนเอง รู้พื้นเพ- พื้นฐานและรากเหง้าตนเอง ทั้งในมิติของบ้านเกิดเมืองนอน ความเป็นมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่การเป็นองค์ประกอบเล็กๆ ของ “สังคม” (พลเมือง) รวมถึงการรู้จักการเปิดใจรับต่อเพื่อนร่วมงาน...

ซึ่งทั้งปวงนั้น  ผมพยายาม “ทำไปเรียนรู้ไปอย่างไม่หยุดนิ่ง” ...พยายามพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทดลองและถอดบทเรียนผ่านเวทีต่างๆ ให้ถี่ครั้ง  ตลอดจนผลักดันเจ้าหน้าที่ หรือลูกทีมได้ลุกขึ้นมาเป็นวิทยากรกระบวนการด้วยตนเอง-

 

 

ในการปฐมนิเทศ หรือโสเหล่ KM ค่ายครั้งล่าสุด ทีมงานได้หยิบจับกระบวนการเดิมๆ มาใช้อีกครั้ง นั่นก็คือ “ที่นี่มีอะไร...” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกปั้นแต่งขึ้นบนฐานคิดสำคัญๆ คือ “...ไม่มีที่ใดปราศจากเรื่องเล่า ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้และการเรียนรู้...”

ครับ-แทนที่ทีมกระบวนการจะบรรยาย “ทฤษฎี” การเรียนรู้ “บริบทชุมชน”  เป็นแกนหลัก  แต่กลับเน้นที่จะโปรยหว่านแรงบันดาลใจแบบหลวมๆ และกว้างๆ เสร็จจากนั้นก็ปล่อยให้นิสิตได้เดินทอดน่องไปสู่การเรียนรู้ในชุมชนจำลองอันเป็นสถานที่สัมมนานั่นเลย โดยบอกเล่ากรอบแนวคิดแบบปลายเปิดเก๋ๆ “ที่นี่มีอะไร...”

 

 

กิจกรรมดังกล่าว  ฝึกให้นิสิตได้เรียนรู้สภาพทั่วไปของชุมชน ทั้งในมิติ “กายภาพและชีวภาพ”  สะท้อนให้นิสิตได้เรียนรู้  “องค์ประกอบ-โครงสร้าง” ของชุมชนนั้นๆ เป็นการฝึกทักษะและเทคนิคการเรียนรู้ชุมชนก่อนการเรียนรู้จริงที่จะมีขึ้นในแต่ละค่าย...

กระบวนการเช่นนี้ช่วยให้แกนนำค่ายแต่ละชมรมได้เรียนรู้ร่วมกัน ฝึกการเก็บข้อมูล ฝึกการจัดกระทำด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์กับข้อมูล ฝึกการนำข้อมูล/ความรู้ที่ได้มาแปรรูปเพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ พร้อมๆ กับการ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน”

แน่นอนครับ-กระบวนการที่ว่านี้  เราเน้นให้นิสิตเรียนรู้ด้วยตนเอง เน้นย้ำให้นิสิตเรียนรู้ผ่าน “ปากคำประวัติศาสตร์ของคนต้นเรื่อง” ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น มากกว่าการรั้งรอศึกษาผ่านเอกสารสำเร็จรูปที่ส่วนราชการ หรือหน่วยงานอื่นๆ ได้รวบรวมและจัดกระทำไว้แล้ว...

สิ่งเหล่านี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่านิสิต หรือแกนนำค่ายอาสาพัฒนาของมหาวิทยาลัยฯ  จะเกิดมิติการมองเชิงระบบได้มากขึ้น  เข้าใจกระบวนการ หรือเทคนิคของการเรียนรู้ชุมชนแบบเป็นธรรมชาติๆ ในยามที่ออกค่ายจริง จะได้ไม่จมจ่อมอยู่กับแต่เฉพาะงานหลัก หากแต่จะก่อให้เกิดการเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเพื่อศึกษาเรียนรู้ “วิถีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” ไปในตัว

 

ครับ-กระบวนการเช่นนี้ ยังหมายถึงการสื่อให้เหล่าบรรดาผู้นำค่ายฯ ได้ตระหนักว่า เมื่อไปถึงชุมชนแล้ว ต้องไม่ลืมที่จะนำพาให้ “ผู้นำหมู่บ้าน” ได้มีเวทีในการบอกเล่า “ตัวตนชุมชน” ให้นิสิตและลูกหลานของชุมชนได้ฟังร่วมกัน  โดยเฉพาะนิสิตที่มาในฐานะ “คนนอก” (ผู้มาเยือน) จะได้เข้าใจบริบทเบื้องต้นของชุมชน นำพาไปสู่การประพฤติและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม หรือแม้แต่การนำพาข้อมูลเหล่านั้นมาจัด “บูรณาการ” ให้เกิดเป็นกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกันในค่ายนั้นไปในตัว

 

ครับ นี่คือกระบวนการเล็กๆ ใน “สไตล์” ของผมและทีมงานที่มักเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง  อันหมายถึง ลงมือทำไปก่อนแล้วค่อยถอดบทเรียนกลับไปสู่ภาคทฤษฎี

และเมื่อเหล่าแกนนำกลับไปยังชมรมในสังกัด เพื่อสัญจรออกไปทำค่าย ทีมงานของมหาวิทยาลัยก็จะได้สัญจรไปเยี่ยมเยียน พร้อมๆ กับการไถ่ถามถึงการนำกระบวนการเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริงในค่ายว่า "นำไปใช้ได้ผลหรือไม่..หรือไม่ได้นำไปใช้เลย...."

เพราะกระบวนการที่นำมาให้นิสิตได้ทดลองเรียนรู้นั้น คือกลไก หรือเครื่องมืออันดับต้นๆ ที่จะช่วยให้นิสิตประสบความสำเร็จกับการจัดค่ายอาสาพัฒนา และการเรียนรู้ชุมชนในแบบ "ค่ายบูรณาการ" ที่มหาวิทยาลัยได้มุ่งเน้นนั่นเอง

 

..
KM ผู้นำค่าย
2-3 มีนาคม 2555
เฮือนสวนตุ้มโฮมรีสอร์ท-นาดูน
มหาสารคาม