แรงบันดาลใจที่ผมได้รับจากการติดตามคณะ คศน.ไปเยี่ยมชื่นชมกุฉินารายณ์โมเดล ของบริการสุขภาพ ปฐมภูมิ ระหว่างวันที่ ๑๐ - ๑๒ ก.พ. ๕๕ ทำให้ผมจินตนาการต่อ เป็น Extended PHC (Primary Health Care) Model หรืออาจเรียกว่า Comprehensive PHC Model ก็ได้
เริ่มจากการตีความคำว่า “สุขภาพ” ให้กว้าง ไม่จำกัดอยู่แค่โรคภัยไข้เจ็บ หรือมดหมอหยูกยา เท่านั้น แต่ตีความครอบคลุม “สุขภาวะ” (Well-Being) และปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาวะ (Health Determinants) ด้วย
ความวิตกกังวล เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สุขภาวะของคนไทยจำนวนมากไม่ดี และความวิตกกังวลว่าลูก วัยรุ่นของตนจะเสียคน เช่นติดยา หรืออบายมุขอื่นๆ เป็นเรื่องที่ระบาดดาดดื่นไปทั่วสังคมไทย การดำเนินการ เพื่อป้องกันเด็กวัยรุ่นเสียคน จึงน่าจะเป็นมาตรการหนึ่งที่รวมอยู่ในบริการสุขภาพปฐมภูมิ จัดเป็นบริการสุขภาพ ปฐมภูมิแบบขยาย (Extended PHC) ที่ตัวแสดงหลักอยู่ในภาคการศึกษา และการฝึกอบรมภายในครอบครัว และชุมชน มีบุคลากรสุขภาพเป็น “คุณอำนวย”
ระบบป้องกันวัยรุ่นเสียคน เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ
วิธีคิดแบบนี้ จะเปิดช่อง ให้การศึกษาเข้ามาบูรณาการอยู่ในระบบสุขภาพปฐมภูมิด้วย ช่วยให้เกิดความ ร่วมมือเสริมแรงกัน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ “สุขภาวะ” ของวัยรุ่น ที่จะเป็นการวางรากฐานของ “สุขภาวะ” หรือชีวิตความเป็นอยู่ของชีวิตหลังจากนั้นไปตลอดชีวิต
มองแบบนี้ จะเห็น Adolescent Health กับ Adolescent Education ซ้อนเหลื่อมกัน คล้ายๆ เป็นเรื่อง เดียวกัน เป็นการวางรากฐานชีวิต (สุขภาวะ) ระยะยาว ให้แก่ผู้คน ที่ทุกฝ่ายจะต้องเข้ามาช่วยกัน เพราะเรื่องนี้ มีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่หลากหลายยิ่ง มีหลายปัจจัยที่เป็นปัจจัยลบ ที่คนหรือระบบภายในสังคม กำลังหาผลประโยชน์จากวัยรุ่น โดยลืมคิดว่าที่ตนกำลังทำอยู่นั้นเป็นการทำลายอนาคตของคนจำนวนมาก เช่นการโฆษณาขายสินค้าหรือบริการ ที่มุ่งเป้ากระตุ้นการเสพของวัยรุ่น โดยอาศัยจุดอ่อนของความเป็นวัยรุ่น เช่นเครื่อง สำอางค์ เครื่องแต่งกาย เกมคอมพิวเตอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย
การวางรากฐาน “ทักษะชีวิต” (Life Skills) จึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบขยาย
จะดีที่สุด หากมีการวางรากฐาน “ทักษะชีวิต” ให้แก่เด็กตั้งแต่อายุ ๐ - ๓ ขวบ เพื่อวางโครงข่ายใยสมอง (Neuronal Network) ให้มี EFที่เข้มแข็ง และการวางรากฐานช่วงนี้ต้องทำโดยพ่อแม่ ครอบครัว หรือภายใน ชุมชนกันเอง โดที่เราจะเห็นว่า หลายชุมชนทำร้ายเด็กในแง่นี้อยู่โดยไม่รู้ตัว คือมีความรุนแรงอยู่ในสังคม ที่ป็นความรุนแรงทั้งที่เห็นชัดเจน และเป็นความรุนแรงแฝง ความรุนแรงในสังคม จะทำให้สมองส่วน EF อ่อนแอ และทำให้สมองส่วนความรุนแรงดุร้ายเติบโต
สังคมดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องร่วมสร้าง
การสร้างสังคมดี ไม่เหมือนสร้างบ้าน ที่เป็นวัตถุ ที่สร้างเสร็จแล้วก็เสร็จเลย แต่การสร้างสังคมดีไม่มี วันจบสิ้น ต้องทำต่อเนื่องเรื่อยไป เพราะปัจจัยลบมันก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาหลอกล่อไม่หยุดหย่อน สังคมไทยมีปัจจัยลบจากความเป็นสังคมเปิด วัตถุนิยม ทุนนิยม มากมาย การสร้างสังคมดีจึงต้องสร้างกติกา ลดทอนปัจจัยลบ และในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันต่อปัจจัยลบเหล่านี้ ที่เรียกว่า “ทักษะชีวิต” ให้แก่เด็ก ตั้งแต่เล็กๆ ให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่เป็นเสมือนลิ้นงู ที่อยู่ในปากงูได้โดยไม่โดนพิษงู แม้สังคมจะมีอบายมุข อยู่มากมาย ก็ไม่เข้าไปเกลือกกลั้ว
การศึกษาสมัยใหม่ ที่เรียกว่า 21st Century Learning เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนา 21st Century Skills จะช่วยสร้างความเข้มแข็งของ Life Skills เหล่านี้ให้แก่เด็ก ค่อยๆ สั่งสมพัฒนาขึ้นเป็นขั้นตอน และเรียนรู้พัฒนา ไปตลอดชีวิต เพราะส่วนหนึ่งของ 21st Century Skills คือ Learning Skills โดยที่ชีวิตคนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต และสิ่งหนึ่งที่ต้องเรียน (แปลว่าฝึกฝน) ตลอดชีวิตคือ learning skills ซึ่งนับวันจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เทียบเวลานี้กับเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว learning skills ที่ต้องการแตกต่างกันมาก ตรงที่ ทักษะในการเรียนผ่านเทคโนโลยีสื่อสาร
การศึกษาที่มีคุณภาพ ที่ตรงตามแนวทาง 21st Century Learning จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบ สุขภาพปฐมภูมิ
การศึกษาที่มีคุณภาพ ก็เช่นเดียวกับระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ต้องไม่ดำเนินการอยู่ในวงแคบ ไม่ถือ เป็นหน้าที่เฉพาะของครูเท่านั้น แต่ต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม
ผมเอ่ยเรื่องการขยายระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิเข้าไปในโรงเรียนกับคุณหมอเอก (สิริชัย นามทรรศนีย์) หัวหน้าทีมลุขภาพปฐมภูมิของ รพ. สมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์ คุณหมอเอกบอกว่ายังหา champion ที่จะทำเรื่องนี้ไม่เจอ
ผมจึงจินตนาการต่อ ว่าควรทดลองเริ่มที่ผู้ปกครองบางคน รวมกลุ่มขึ้นมาจำนวนน้อยๆ และเริ่มที่ตัวนักเรียนวัยรุ่นเอง ให้รวมตัวกันขึ้นมาเป็นกลุ่มเล็กๆ ทำกิจกรรมอาสา ทำไปเรียนรู้ไปปรับไป ไม่ช้าก็จะมีบางกลุ่มที่ค้นพบกิจกรรมสุขภาพปฐมภูมิที่ดำเนินการจากมุมด้านการศึกษา ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียง หรือกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ ก็ได้ โดยครู นักเรียน และผู้ปกครองช่วยกันตีความว่า กิจกรรมนั้นๆ มีผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวของเด็กและเยาวชนอย่างไร
การไม่เสียคน เป็นสุขภาพอย่างยิ่ง
วิจารณ์ พานิช
๑๙ ก.พ. ๕๕