ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา

 

  

 

 กะทิ และน้ำมันมะพร้าว

 

 

  หนึ่งในไขมันอิ่มตัวที่ถูกกล่าวหาและถูกตัดสินไปแล้วว่า เป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น อันนำไปสู่การเป็นโรคไขมันอุดตัน ในเส้นเลือด และโรคหัวใจวาย แต่ดูเหมือนว่า ทฤษฎีและความเชื่อนี้ จะไม่ค่อย ตรงกับสภาพความเป็นจริงของคนในพื้นถิ่นเอเชีย ชาวเกาะแปซิฟิก แอฟริกา  และอเมริกากลาง ที่ใช้มะพร้าวเป็นแหล่งของพลังงานและประกอบอาหาร มาช้า นาน  โดยไม่ปรากฏอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

 

    จากรายงานขององค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2521 ประเทศศรีลังกา เป็นประเทศที่บริโภคมะพร้าวทั้งในรูปแบบกะทิ หรือน้ำมันมะพร้าวมากที่สุด ประเทศหนึ่ง มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเพียง 1 ในแสน ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ซึ่งไม่บริโภคน้ำมันมะพร้าว หรือบริโภคเพียงเล็กน้อย มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวระหว่าง 18 – 187 ในแสน

 

      แต่ด้วยแรงโฆษณาชวนเชื่อ ของธุรกิจการค้าถั่วเหลืองในสหรัฐอเมริกา บวกกับสถานะความรู้ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ในการควบคุมโรคหลอดเลือดหัวใจ โน้มนำชาวอเมริกา และคนทั้งโลกให้คิดว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันไม่ดี เพราะ มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง  ทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูง เสียงต่อการเป็นโรคหลอด เลือดหัวใจอุดตัน

 

         ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อย พลอยกลัวมะพร้าวไปด้วย ไม่กล้ากินกะทิ แทบไม่รู้จักน้ำมันมะพร้าว ลืมเลือนไปแล้วเสียว่า มะพร้าว คือต้นไม้แห่งชีวิต (Tree of Life) ที่เลี้ยงดูคนไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งว่า คนจำนวนมาก กลับไม่เคยรู้เลยว่า จริง ๆ แล้ว"มะพร้าวเป็นสุดยอดอาหาร"

 

        หลายท่านเข้าใจว่า การบริโภคกะทิหรือน้ำมันมะพร้าว เป็นสาเหตุทำให้ คอเลสเตอรอลสูงขึ้น จนมีทฤษฎีว่ากรดไขมันอิ่มตัว ทำให้คอเลสเตอรอลใน เลือดสูงนั้น จากการวิจัยในระยะหลัง ทั้งในต่างประเทศหลายงานวิจัย ได้พบว่า น้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยกรดลอริค (lauric acid, C-12)  48-54% กรดคาปริค (capric acid, C-10) 7% กรดคาปริลิค (caprylic acid, C-8) 8% และกรดคาโปรอิค (caproic acid, C-6) 0.5%  ซึ่งทั้งหมด เป็นกรดไขมันห่วงโซ่ยาวปานกลาง (medium chain fatty acid - MCFA) มีโครงสร้างทางเคมี ที่แตกต่างจากกรด ไขมันที่เป็นกรดไขมันสายยาวเหมือนความแตกต่างระหว่างดำกับขาว

 

       กล่าวคือ กรดไขมันห่วงโซ่ยาวปานกลาง แตกตัวและถูกย่อยได้ง่ายกว่ากรดไขมันสายยาว ไม่จำเป็นต้องอาศัยน้ำดีจากตับอ่อนมาช่วยย่อยไขมัน จึงเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ หมด ไม่เกิดการสะสมเป็นไขมันในหลอดเลือด หรือส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย ซึ่งเป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมกินกะทิแล้วไม่อ้วนจนขนาดบางประเทศมีการศึกษา พบว่าน้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลเลว (LDL) และเพิ่มคอเลส- เตอรอลดี (HDL) ซึ่งดีกับสุขภาพหัวใจอีกด้วย 

 

         นอกจากนั้น กรดลอริค (lauric acid) นี้  เป็นชนิดเดียวกันกับที่พบในน้ำนม แม่ เมื่อสู่ร่างกายจะแตกตัวออกเป็นโมโนลอริน (monolaurin)  ซึ่งมีคุณสมบัติ ในการฆ่าเชื้อโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ และโปรโตซัว  ช่วยเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกัน และต้านเชื้อไวรัส  ถึงกับมีงานวิจัยที่ทำในประเทศฟิลิปปินส์ ที่ใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์กิน ปรากฎว่า ช่วยทำให้ผู้ป่วยมี ภูมิคุ้มกันดีขึ้น   

  

         นอกจากนั้น น้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ (virgin coconut oil) ที่ผลิตโดยกระบวนการที่ไม่ผ่านความร้อนสูง และสารเคมี ยังมีวิตาอี ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่ได้จากแครอต มะเขือเทศ ฯลฯ วิตาอี ทำหน้าที่เป็นตัวทำลายอนุมูลอิสระ (free radicals) ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดความเสื่อมของร่างกาย เช่นการทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ (อันนำไปสู่การเหี่ยวย่นของผิวหนัง และการแก่ก่อนวัย) การกลายพันธุ์ของเซลล์ (อันนำไปสู่การเกิดมะเร็ง) และโรคอื่น ๆ อีกมากมาย

 

          ความตั้งใจของผู้เขียน ที่เรียบเรียงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพื่อบอกพวกเราคนไทย ว่าไม่ต้องให้พวกฝรั่ง มาบอกว่ากินอะไรดี-ไม่ดี เพราะผู้เขียนเชื่อว่า คนไทยมีภูมิ ปัญญาไม่ด้อยไปกว่าฝรั่งอย่างแน่นอน และที่มากไปกว่านั้นอยากให้คนไทยภูมิใจ ที่มะพร้าวเป็นหนึ่งในภูมิปัญญา ในการดำรงเอกลักษณ์ความเป็นที่หนึ่งของรส ชาติอาหารไทย อย่างที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ สุดท้าย ความเข้าใจที่ถูกต้องนี้ สามารถทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ไม่ต้องโค่นมะพร้าว - ต้นไม้แห่ง ชีวิต (Tree of Life) เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างอื่นแทน ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมปฏิบัติอยู่ในเวลานี้ จนทำให้พื้นที่ปลูกมะพร้าวลดลงเหลือเพียง 1.4 ล้านไร่ จากที่เคยมีถึง 2.6 ล้านไร่ เมื่อ 20 ปีก่อน

 

      อีกทั้งยังไม่ต้องนำเข้าน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อมาฆ่าคนไทยอย่างผ่อนส่ง ที่ประเทศไทยของเรา ต้องเสียเงินปีละไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทในการนำเข้าน้ำมันถั่วเหลือง (รวมผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง) และน้ำมันไม่อิ่มตัวอื่น ๆ และยังต้องเสียค่าเงินรักษาพยาบาลโรคที่เกิดจากการบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัวเป็นเงินมหาศาล แต่ก็ไม่เท่ากับค่าของชีวิตของคน ที่ต้องเสียไปจากการถูกแพทย์หลอกให้บริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว

 

 ขอบคุณ บทความโดย  ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา

ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย

 

     ต้นมะพร้าว ทั้ง 7 ต้นในภาพนี้ ก็โดนตัดทิ้งตายหมดแล้วเช่นกัน