วิธีตั้งคำถามการวิจัยแบบ PAR เพื่อทำชีวิตและการทำงานให้ดำเนินไปพร้อมกับการเรียนรู้และสั่งสมปัญญาปฏิบัติ

วิธีจัดการศึกษาสมัยใหม่ รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจสังคม ตลอดจนเงื่อนไขแวดล้อมของการดำเนินชีวิตแบบแยกส่วน ที่มีความซับซ้อนและมีลักษณะเป็นสื่อกั้นกลาง จัดความสัมพันธ์ของผู้คน ให้เหินห่างจากการได้ประสบการณ์ความเป็นจริงกับโลกรอบข้างโดยตรงมากยิ่งๆขึ้นเป็นลำดับนั้น จะทำให้ปัจเจกและสังคมต่างๆ มีข้อจำกัดต่อการสร้างประสบการณ์ชีวิตโดยตรงไปด้วย

เด็กๆและเยาวชนคนรุ่นใหม่ จะต้องแยกตนเองออกจากโลกความเป็นจริงและอยู่ในระบบการศึกษานับแต่วัย ๔-๕ ขวบ กระทั่งถึงวัยเจริญพันธุ์และเป็นหนุ่มเป็นสาว ๒๐-๒๕ ปี ซึ่งผลของการจัดการศึกษาจำเพาะอย่างจะดำเนินไปได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไปด้วยก็คือ เด็กและคนรุ่นใหม่จะขาดการมีประสบการณ์ชีวิต และขาดการได้สัมผัสกับสังคม สิ่งแวดล้อม และโลกรอบข้าง แม้จะได้ศึกษาและเรียนรู้ผ่านวิชาความรู้ที่ได้รับผ่านการสอนและการศึกษาจากแหล่งประสบการณ์ที่สร้างให้ผ่านสื่อการเรียนรู้ หนังสือ ตำรา และกิจกรรมการศึกษาเรียนรู้แบบเบ็ดเสร็จ ก็มีข้อจำกัดต่อการสะท้อนสถานการณ์ในโลกความเป็นจริง ทำให้ไม่เพียงพอต่อการสร้างคนให้นำเอาความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ไปริเริ่มและสร้างความเป็นจริงต่างๆเพื่อนำการเปลี่ยนแปลงให้สังคมและดำเนินชีวิตอย่างมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีกำลังต่อการสร้างคนให้เป็นกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงออกไปผสมผสานอยู่ในระบบต่างๆของสังคม สร้างได้เพียงแรงงานความรู้ที่มีทักษะปฏิบัติแยกส่วนตามโปรแกรมจำเพาะอย่าง  จึงเสียโอกาสในการใช้การศึกษาสร้างคนชั้นกลาง และหล่อหลอมกล่อมเกลาให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ๆให้สังคมอย่างยั่งยืน ได้อย่างเพียงพอ

วิธีจัดสภาพแวดล้อม และการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ ตลอดจนพื้นที่การดำเนินชีวิตนอกบ้าน เพื่อให้ผู้คนได้มีประสบการณ์ต่อสังคม สัมผัสกับธรรมชาติของชีวิตในท่ามกลางสังคมสิ่งแวดล้อม ให้ได้ความลุ่มลึกต่อชีวิต มีความซาบซึ้งและสามารถเชื่อมโยงตนเองกับสังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนธรรมชาติต่างๆของสรรพสิ่ง ได้อย่างสอดคล้องกลมกลืน มีพลังความสร้างสรรค์จากความมีชีวิตจิตใจ เหล่านี้ จึงมีความสำคัญมาก และยิ่งสังคมขยายตัว ผู้คนจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันบนพรมแดนความแตกต่างหลากหลายมากยิ่งขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีความจำเป็นมากยิ่งๆขึ้นเป็นลำดับไปด้วยเท่านั้น

การแก้ปัญหาและลดข้อจำกัดของการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในโอกาสต่างๆ เพื่อสร้างพลเมืองและวิถีชีวิตของส่วนรวมในหน่วยทางสังคมขนาดต่างๆ ให้สนองตอบต่อความจำเป็นดังกล่าวข้างต้นนี้ ทั้งในสังคมไทยและสังคมต่างๆของโลกที่เห็นความสำคัญ ก็จะมีวิธีคิดและแปรไปเป็นกระบวนการทางการปฏิบัติที่คิดค้นกันไปได้อยู่ตลอดเวลา เช่น การเพิ่มเวลาให้เด็กและเยาวชนได้อยู่กับการเล่นให้มากขึ้น พัฒนาทักษะพ่อแม่และบทบาทของครอบครัวต่อการเลือกสรรประสบการณ์ให้ลูกหลาน ตลอดจนเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการบ่มเพาะประสบการณ์ชีวิตที่ดีต่อคนรุ่นหลัง การเพิ่มพื้นที่สาธารณะในเมืองเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว ทำให้พลเมืองผู้อยู่อาศัยในพื้นที่หนึ่งๆมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น การพัฒนาสื่อและระบบสื่อสารมวลชนที่สะท้อนสภาวการณ์สังคมอย่างหลากหลาย และสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับสังคมด้วยบทบาทที่ได้ใช้การริเริ่มด้วยตนเองมากขึ้นของปัจเจกและชุมชน

การสร้างกรอบมาตรฐานของสัดส่วนเวลาการทำงาน การสร้างสังคม และการพักผ่อนหย่อนใจ ในรอบ ๒๔ ชั่วโมงของแต่ละวัน ให้มีความสมดุลและเน้นการมีประสบการณ์ต่อสังคมมากขึ้นนับแต่ละแวกบ้าน ย่านอาศัย ท้องถิ่นการอยู่อาศัย ตลอดจนสังคมเสมือนในโลกออนไลน์ที่มีคุณภาพ การส่งเสริมกิจกรรมเพื่อพัฒนาทางสังคมวัฒนธรรม รวมทั้งการสร้างรสนิยมการใช้ชีวิต การพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีความหมายต่อการเรียนรู้และเชื่อมโยงตนเองกับสังคมสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการเรียนรู้และกระบวนการทางการศึกษาที่มีความบูรณาการ ได้เกิดประสบการณ์ต่อสังคมและจัดความสัมพันธ์เชื่อมโยงตนเองกับโลกกว้าง มีความลุ่มลึกต่อชีวิต เหล่านี้เป็นต้น

กระบวนการเหล่านี้  เชื่อกันว่าจะเป็นการหล่อหลอมพลังความเป็นปัจเจก และสร้างพลเมืองให้มีศักยภาพสำหรับอยู่ในสังคมโลกยุคใหม่ ให้เหมาะสมกับความจำเป็นใหม่ๆที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างสังคมในอดีต เช่น ในหลายประเทศจะกำหนดมาตรฐานการใช้เวลาในชีวิตประจำวัน  ๘ : ๘ : ๘  ซึ่งก็อาจจะจัดพื้นที่ชีวิตให้เป็นการทำงานและทำมาหากิน ๘ ชั่วโมง พักผ่อนหย่อนใจ หาประสบการณ์และติดตามข่าวสารความรู้ ดูแลสังคมรอบข้าง และทำงานสร้างสรรค์ ๘ ชั่วโมง และนอนหลับ ๘ ชั่วโมง เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งวิธีคิดอย่างนี้ก็จะสะท้อนไปสู่การมีนโยบายการกำหนดเวลาทำงานของภาคประกอบการและระบบบริการสาธารณะต่างๆ  การจัดเวลาและรูปแบบสื่อเพื่อให้ประชาชนอยู่กับการพักผ่อนหย่อนใจหาความรู้ แหล่งส่งเสริมการคิดและแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ของประชาชน การจัดพื้นที่สาธารณะและอัตราส่วนการใช้สอยต่อพลเมืองที่สอดคล้องกับวงจรชีวิตการงาน เหล่านี้เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ จึงถือเป็นความจำเป็นใหม่ๆ ทั้งของภาครัฐ เอกชน และชุมชนระดับต่างๆ รวมทั้งควรถือเป็นหน้าที่พลเมืองอย่างใหม่อีกอย่างหนึ่ง ที่จะต้องลุกขึ้นมาช่วยกันสร้างสรรค์และสั่งสมให้เป็นทุนทางสังคมวัฒนธรรมไปในโอกาสต่างๆ  นับแต่ในวิถีดำเนินชีวิตของปัจเจก ครอบครัว ชุมชน หน่วยงานและองค์กร และในระบบบริการสาธารณะของสังคมระบบต่างๆ ก็สามารถตั้งคำถาม คิดและริเริ่มทำสิ่งต่างๆให้สะท้อนความจำเป็นดังกล่าว กระทั่งเกิดบทบาทหน้าที่ ตลอดจนวิถีคิดและวิถีปฏิบัติใหม่ๆ ในอันที่จะสร้างโอกาสการได้ประสบการณ์ต่อสังคมที่ดีให้กับผู้คนอย่างมั่งคั่งหลากหลายยิ่งๆขึ้นได้ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่มีศักยภาพต่อการนำการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมในวิถีการงานและการดำเนินชีวิต

ดังนั้น เมื่อมีโอกาสใช้บ้านตนเองเป็นแหล่งจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้กับกลุ่มสถาปนิก คน.ใจ.บ้าน กับกลุ่มบางกอกฟอรั่ม เมื่ออังคารและพุธ ๑๔-๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา [1] ผมจึงเห็นมิติใหม่ๆของการให้ความหมายของการอยู่อาศัยและความหมายของความเป็นบ้านในบริบทสังคมไทยและของสังคมโลกยุคใหม่และในอนาคตข้างหน้า รวมทั้งเห็นการสร้างพื้นที่เรียนรู้ พื้นที่ศิลปะ และการบูรณาการความเป็นสาธารณะขึ้นบนพื้นที่ความเป็นปัจเจก อันได้แก่บ้าน ซึ่งแนวคิดและความหมายชุดดั้งเดิมนั้น จัดว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว แยกส่วนออกจากชีวิตความเป็นส่วนรวม แต่กิจกรรมที่กำลังจะจัดขึ้นในบ้านของผม ผมกำลังสร้างความหมายการเป็นพื้นที่การเรียนรู้และความเป็นส่วนรวมบนพื้นที่ชีวิตของปัจเจก อีกทั้งในแง่หนึ่งนั้น ก็เหมือนกับจะได้เห็นคลื่นความเปลี่ยนแปลงในความเป็นครอบครัวยุคใหม่ ที่จะมีบทบาทต่อการสร้างการเรียนรู้และขับเคลื่อนความเป็นชีวิตส่วนรวมของสังคมในด้านที่ปัจเจกสาขาต่างๆจะทำได้บนพื้นที่ชีวิตของตน จะได้เห็นวิธีทำให้บ้านและพื้นที่การอยู่อาศัยส่วนตัว ถูกประกอบสร้างให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ทางสังคม พื้นที่สร้างประสบการณ์ต่อสังคม ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และโลกด้านในอันลึกซึ้งของมนุษย์ ซึ่งแง่มุมเหล่านี้ นับว่าเป็นโอกาสอันดียิ่งต่อการตั้งคำถามใหม่ๆขึ้นมาต่อชีวิตและการทำงาน เพื่อเข้าถึงความเป็นจริงใหม่ๆของปัจเจกภาวะ ความหมายใหม่ๆของบ้านและความเป็นครอบครัวสำหรับสังคมอนาคต

ดังนั้น เพื่อเรียนรู้และเข้าถึงการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆอย่างลึกซึ้งไปบนการปฏิบัติเพื่อทำงานไปด้วยกันกับเครือข่ายคนทำงานที่มาร่วมเวทีในครั้งนี้ ผมจึงหาประเด็นความสนใจที่พอจะทำให้สามารถหาบทเรียนต่อเรื่องต่างๆไปบนกิจกรรมครั้งนี้ไปด้วยว่า เพื่อส่งเสริมโอกาส ในการที่สังคมจะมีปัจเจกและพลังความริเริ่มของภาคประชาชนอย่างหลากหลายและเข้มแข็งมากยิ่งๆขึ้นนั้น พื้นที่ชีวิตของปัจเจก ของสังคมในอนาคต สามารถออกแบบและจัดวางองค์ประกอบใหม่ๆให้สะท้อนความสำนึกและความเชื่อมโยงต่อประเด็นส่วนรวมของสังคม ให้มิติสังคมวัฒนธรรมกับการงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน งอกงงามเติบโต และดำเนินไปด้วยกันได้อย่างผสมกลมกลืน สุขภาวะสังคมเข้มแข็ง ปัจเจก ครอบครัว และชุมชน มีความสุขพอเพียง

จากนั้น ก็ดูแลการเรียนรู้ไปบนการปฏิบัติต่างๆตามสบาย เพื่อหาบทเรียนและสร้างความรู้สำหรับการปฏิบัติไปด้วยว่า ปัจเจกและหน่วยชีวิตของสังคมระดับครอบครัวจะสร้างพื้นที่การเรียนรู้ พื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรม และทำความหมายใหม่ต่อความเป็นสังคมส่วนรวม ในลักษณะที่กล่าวมานี้ได้อย่างไร ก่อเกิดผลทางการปฏิบัติอย่างไร ให้การเรียนรู้และจะได้ประสบการณ์ทางด้านต่างๆอะไรบ้าง มีบทเรียน รูปแบบการทำ วิธีทำงานคิดสร้างสรรค์ การใช้และบริหารจัดการทรัพยากรในชีวิตที่มีอยู่ในหน่วยทางสังคมระดับครอบครัว รวมทั้งในระบบนิเวศชุมชนและย่านอาศัย ต้องคิดและทำอย่างไร ผมจำเป็นต้องมีสติตื่นรู้ไปกับงานที่ทำและดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ เข้าถึงประสบการณ์ทุกอย่างด้วยความพิถีพิถัน บันทึกและถ่ายภาพเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆไปด้วย นอกเหนือจากมีวงจรใคร่ครวญและเรียนรู้ไปกับชุมชนคนทำงานกลุ่มสถาปนิก คน.ใจ.บ้าน และกลุ่มบางกอกฟอรั่ม

กระบวนการอย่างนี้ จึงเหมือนกับได้ออกแบบกระบวนการวิจัยแบบ PAR เพื่อปฏิบัติการลงไปบนพื้นที่ชีวิตและดำเนินไปบนการทำงานร่วมกับผู้คน สามารถเปิดกว้างให้กับชุดตัวแปรที่ร่วมกันสร้างปรากฏารณ์ต่างๆให้ก่อเกิด เคลื่อนไหว และพัฒนาการไปในสภาพจริง พร้อมกับได้สร้างบทเรียนและความรู้ ที่ผ่านการเลือกสรรและตรวจสอบด้วยมิติความเป็นชีวิตและการทำงาน จัดว่าเป็นตั้งคำถามใหม่ต่อปัจเจกภาวะและความเป็นพื้นที่การเรียนรู้ของสังคมในอนาคต ที่ลองนำมาตรวจสอบและทดลองเข้าถึงมิติความเป็นจริงด้วยการปฏิบัติ เหมือนกับการทำให้การทำงานเป็นโมเดลสำหรับทดลองและตรวจสอบหาความรู้ความเข้าใจเรื่องราวต่างๆไปด้วย  

ด้วยวิธีการอย่างนี้ เมื่องานและกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ได้เสร็จสิ้นเป็นอย่างดีไปแล้ว ก็ทำให้มีข้อมูลประสบการณ์และชุดบทเรียนที่ใช้วิธีอ้างอิงไปบนหลักฐานและข้อเท็จจริงทางการปฏิบัติ ให้สามารถนำมาเสนอ บันทึก รายงานเผยแพร่ เชื่อมโยงออกไปสู่ประเด็นความสนใจต่างๆให้สามารถเข้าถึงร่วมกันอย่างเป็นระบบได้ดีขึ้น ยิ่งเมื่อมีเทคโนโลยีและวิธีจัดการข้อมูลอย่างใน gotoknow ช่วย ซึ่งเสริมกำลังการทำบันทึกรายครั้งของการทำวิจัยทั่วไปให้ทำได้อย่างสะดวกมากกว่าเดิม ก็จะสามารถทำให้เป็นการเผยแพร่ซึ่งยิ่งเป็นผลดีทั้งต่อตนเองและผู้อื่นอยู่ในตนเอง เมื่อรวบรวมไว้ได้เป็นจำนวนมาก ก็สามารถนำกลับมาเป็นข้อมูลสำหรับทำการวิเคราะห์และสร้างความรู้ความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆได้มากยิ่งๆขึ้นต่อไป ได้อีกหลายครั้ง

คนทำงานจะสามารถทุ่มเทความลึกซึ้งด้วยชีวิตจิตใจให้กับการปฏิบัติ มากกว่าวิธีทั่วไปที่อาจจะทำให้งานเอกสารและวิธีทำงานข้อมูล ต้องทำให้หลุดออกจากการปฏิบัติมากไป อีกทั้งทำให้การปฏิบัติและการงานแห่งชีวิตเป็นเครื่องสะท้อนการได้สร้างความรู้ ความลุ่มลึกทางปัญญา และความงอกงามเติบโตของชีวิตด้านใน ให้กับตนเองและส่วนรวม สามารถเชื่อมโยงวิถีการเข้าถึงธรรมไปบนการงานและการใช้ชีวิต ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้มากยิ่งๆขึ้น สอดคล้องต่อการบุกเบิกริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ หรือศึกษาค้นคว้าสิ่งที่ทำอย่างทั่วไปได้ยาก โดยต้องมีความต่อเนื่องเหมือนกับเป็นภารกิจของชีวิต.  

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

[1] http://www.gotoknow.org/blogs/posts/479022 สัมมนาเชิงปฏิบัติการกับกลุ่มสถาปนิก คน.ใจ.บ้าน และ กลุ่มบางกอกฟอรั่ม วันอังคารและพุธที่ ๑๔-๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สุขภาวะชุมชน:Methodology&Field Experiences



ความเห็น (1)

กราบนมัสการขอบพระคุณท่านพระอาจารย์มหาแล อาสโย
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ ดร.จันทวรรณ ปิยะวัฒน์
รวมทั้งขอบคุณและทักทาย ดร.กระปุ๋ม กับ คุณอุ้มบุญ อย่างเป็นพิเศษที่แวะมาเยือน
เหมือนกับห่างหายไปซุ่มเก็บพลังอยู่เป็นครู่เลยนะครับ

หมายเลขบันทึก

479208

เขียน

19 Feb 2012 @ 11:48
()

แก้ไข

13 Sep 2013 @ 22:57
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ดอกไม้: 4, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง