พิษณุโลกจะเป็นทางผ่านสำคัญเมืองหนึ่ง ของการเดินทางติดต่อระหว่างประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียน ซึ่งจะมีผลจริงจังในปี 2558 รัฐมนตรีว่าการศธ.มีนโยบายให้โรงเรียนฝึกพูดภาษาอังกฤษสัปดาห์ละหนึ่งวัน เริ่มตั้งแต่ปีใหม่หรือเดือนมกราคม 2555 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิด บางคนทำนายว่า คนไทยจะตกงานมากขึ้น อันเนื่องมาจากฝีมือแรงงาน ภาษา หรือคุณภาพคนสู้เขาไม่ได้ นึกมาถึงตรงนี้ ก็น่ากังวลอยู่เหมือนกันไม่ใช่หรือ?

คุณภาพคนของแต่ละประเทศมาจากระบบการศึกษา การจัดการศึกษาสำคัญ อาชีพครูจึงยิ่งใหญ่มาก เพราะเป็นงานสร้างคน แต่อย่างที่หลายคนรู้ การศึกษาบ้านเรามีปัญหานานัปการ แถมดูเหมือนจะแก้ไม่ตก การแก้ปัญหาวนไปเวียนมาไม่ไปไหนสักที การปฏิรูปการศึกษาครั้งแรก บางคนวิพากษ์ เรามุ่งแต่แก้โครงสร้าง จัดกระบวนทัพ หรือองค์กรใหม่ มีสำนักงานใหม่ ตำแหน่งใหม่ และแล้วยังไม่ทันลงตัวดี เราก็ย้อนกลับไปหาโครงสร้างเดิม ที่เราเคยบอกว่าไม่ดี ใช้ไม่ได้ เป็นอุปสรรค

การปฏิรูปการศึกษารอบที่ 2 ยังไม่รู้จะเป็นในทิศทางใด ที่ป่าวประกาศจะแก้หรือเปลี่ยนแปลงวิธีเรียน-วิธีสอน โดยเน้นกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้มากขึ้น แต่จนวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมนัก อันที่จริงเรื่องนี้พูดมาตั้งแต่ปฏิรูปครั้งแรกแล้ว “นักเรียนต้องเป็นสำคัญ” หรือจะอีหรอบเดิมอีก หมายถึง อีกสิบปีหรือยี่สิบปีข้างหน้า เราก็จะยังพร่ำด้วยถ้อยคำเหล่านี้ “นักเรียนเป็นสำคัญ เน้นทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ นักเรียนคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น”

สิงคโปร์เป็นประเทศในอาเซียนที่การจัดการศึกษาประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง อันดับจากการวัดประเมินในระดับนานาชาติเขาอยู่ต้นๆ หลักคิดเขาคือ “สอนให้น้อย เรียนให้มาก” การจัดการเรียนรู้ต้องเน้นให้เด็กเรียนรู้เอง ลงมือทำเอง ครูลดการบอกหรืออธิบายลง ทั้งนี้เพื่อพัฒนาความคิดและทักษะชีวิต สร้างและใช้อุปกรณ์จับปลาให้เป็น ครูจับปลามาเคี้ยวมาป้อนต้องให้น้อย เพื่อนคนหนึ่งเล่า การเรียนของนักเรียนสิงคโปร์ เน้นให้คิด ให้ทำ ให้ขายได้ ออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างไรให้น่าสนใจ ฯลฯ นอกจากสิงคโปร์จะจริงจังกับการจัดการศึกษาแล้ว อีกหลายประเทศในอาเซียนก็ได้พัฒนาการจัดการศึกษาของเขาเป็นอย่างมากเช่นกัน อาทิ มาเลเซีย หรือเวียดนามที่กำลังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของประเทศไทยเรา

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้ในการสื่อสาร จึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย เราภูมิใจที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใคร พร้อมๆกับยอมรับกันว่า คนบ้านเราอ่อนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะทักษะการพูด การฟัง โรงเรียนจึงระดมเจ้าของภาษาหรือคนต่างชาติเข้ามาสอน จนเป็นเรื่องฮิตของโรงเรียนไป ค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนต่างต้องหาหรือจัดเตรียม แต่ละปีไม่ใช่น้อย ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ได้จากที่ไหน ก็เงินเรียกเก็บจากผู้ปกครองนั่นเอง ณ ที่นี่ ขอเว้นที่จะกล่าวถึงสารพันปัญหาจากการณ์นี้ สรุปเป็นว่า “เรื่องอินเทรนด์ดังกล่าวนั้น ก็ดีกว่าไม่ได้ทำ หรือไม่ได้เตรียมอะไรไว้เสียเลย”

อย่าเฝ้าโทษแต่ครู ว่าสอนยังไงเด็กพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ สาเหตุมีมากมาย หลายโรงเรียนครูสอนภาษาอังกฤษไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษ หลายโรงเรียน บางคราว การเรียนการสอนก็ไม่ใช่หัวใจของโรงเรียนอย่างที่อวดอ้าง ฯลฯ ดังนั้นพูดภาษาอังกฤษสัปดาห์ละวัน คงไม่มีผลอะไรมากนัก แต่เมื่อคิดในเชิงบวกแล้ว ก็ได้คำตอบเดิม “ดีกว่าไม่ทำอะไร”

โรงเรียนเข้าสู่มาตรฐานสากลหรือworld class ที่เดินหน้าอยู่ทุกวันนี้เป็นความหวังได้หรือยัง เอาแค่การจ้างครูต่างชาติ หลายชาติที่สอนอยู่ไม่ใช่เจ้าของภาษา ยิ่งจะให้ได้คนที่จบตรงสาขาวิชาด้วยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องจ่ายกันแพงหูฉี่ แล้วการที่จะให้ครูไทยเรา อาทิ ครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ บรรยายเป็นภาษาอังกฤษล่ะ จะเป็นได้จริงหรือ? ผู้มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้แสดงทัศนะไว้ว่า “ไม่ใช่แค่พูดสื่อความ ใช้ไม้ ใช้มือ หรือท่าทางประกอบ เพื่อให้เข้าใจได้เท่านั้น แต่ต้องถ่ายทอดเนื้อหาสาระ ซึ่งเป็นวิชาการ ทฤษฎี หรือหลักการ จนกระจ่างด้วย จึงไม่ง่ายที่ครูไทยจะฝึกจนทำได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยทำมาก่อน” ประเด็นเหล่านี้น่าจะเป็นคำตอบได้พอสมควรในเรื่องโรงเรียนworld class

ดังนั้น พอถึงวันที่ต้องเป็นประชาคมอาเซียนจริงๆ เราต้องรวมกับเขา การแข่งขันทำมาหากินจะมิใช่แค่แข่งกับคนไทยด้วยกันเองอีกต่อไป แต่ต้องแข่งกับชาติอื่นๆ ซึ่งหลายชาติพร้อมและจริงจังกว่า โดยเฉพาะการจัดการศึกษา ลำพังการแข่งขันในบ้านเรา คนที่รวยกว่าหรือรู้มากกว่าก็มักเอาเปรียบคนจนหรือคนที่รู้น้อยให้เห็นเนืองๆอยู่แล้ว ความห่างของชนชั้นจึงยิ่งถ่างมากขึ้น แล้วต่อไปเราต้องแข่งกับเขา ความเมตตาปราณี เอื้ออาทร หรือความเห็นอกเห็นใจจะน้อยลง เพราะเขากับเราคนละชาติ คนจน คนไม่รู้ หรือคนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา จึงมีโอกาสสูงที่จะถูกกระทำยิ่งกว่าแต่ก่อน

นี่แค่มองเรื่องการจัดการศึกษาเพียงอย่างเดียว ก็ดูน่าห่วงหรือน่ากังวลแล้ว คนไทยจะตกงานกันมากขึ้นจึงไม่ใช่คำทำนายที่เกินเลย ไหนจะเรื่องวินัย ความขยัน ความอดทน หรือความพยายามของคนในชาติอีกเล่า ที่ต้องนำมาร่วมพิจารณา

จริงอยู่เมื่อมองจากคนภายนอกแล้ว “คนไทยมีน้ำใจดี” แต่แค่นี้คงยากจะแข่งขันกับเขา..