ปัจจุบันการนำสารสกัดจากพืช มาใช้ประโยชน์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช(Botanical Pesticides) เพื่อลดความเสี่ยงจากพิษของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนผู้ผลิต/ผู้บริโภค เริ่มแพร่หลายมากขึ้น  โดยพืชที่นำมาใช้และเป็นที่รู้จักกันทั่วไป มีหลายชนิด เช่น  สะเดา หนอนตายอยาก ตะไคร้หอม คูนหรือราชพฤกษ์ ข่า หางไหล บอระเพ็ด ดีปลี กระเทียม กระชาย  สาบเสือ  ฯลฯ  เป็นต้น
             “ กะเพราผี ”  ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Hyptis  suaveolens(L) Poit 
 
ก็เป็นพืชอีกชนิดหนึ่ง..ที่ผมแอบๆ เมียงมอง สนใจ.ใคร่รู้  มากว่า ๓-๔ ปี...แม้จะด้อยซึ่งความสวย  แต่ก็ร่ำรวยและมั่งคั่ง ด้วยความดีงามภายใน. สมควรจะเลือกเธอเป็นเพื่อนคู่คิด.เป็นมิตรที่รู้ใจของชาวเกษตร.. โดยภาครัฐ-องค์กรที่เกี่ยวข้อง สมควรทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง  เพื่อนำสารทุติยภูมิมาใช้ทดแทนหรือลดการใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช   ะยังประโยชน์มหาศาลต่อเกษตรกรผู้ผลิและเป็นผลดีต่อผู้บริโภคพืชอาหาร.อย่างปลอดภัย ไร้สาร(เคมี)พิษ...โดยผมมีแนวคิดในการวิเคราะห์สถานภาพ ของ “ กะเพราผี ” เพื่อการวิจัยและพัฒนาข้างต้น ภายใต้ SWOT Analysis  ดังนี้ครับ.
              ๑.จุดแข็ง(Strength)
                   (๑.๑) เป็นพืชล้มลุกปีเดียว ที่เพาะขยายพันธุ์ได้ง่าย เจริญเติบโตเร็วในดินเกือบทุกชนิด ทนแล้ง เข้าตำราที่ว่า “ ขึ้นแสนง่าย ตายแสนยาก ”  ครับ
 
                   (๑.๒) หาได้ง่ายและไม่เป็นพืชสงวน หรือพืชอนุรักษ์
 
                   (๑.๓) ไม่เป็นพืชอาหารของคนและปศุสัตว์  ซึ่งหากมีศักยภาพ ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ จะไม่เกิดการแย่งชิงทรัพยากร ที่ใช้แปรรูปเป็นอาหาร ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนต่ำ
 
                  (๑.๔) เป็นพืชที่ให้วัตถุดิบได้มาก โดยต้นมีความสูง ๐.๓๐-๒.๕๐ เมตร ผมเคยพบในปี ๒๕๕๓  ที่สวนข้างเขาลับงา สูงถึง ๓.๑๐ เมตร แผ่ทรงพุ่มมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๑.๕๐ เมตร 
 
 
                                 เมื่อเมล็ด โดนน้ำจะพองเหมือนแมงลัก
                   (๑.๕) เป็นพืชที่ไม่พึงประสงค์ของโรค-แมลง ซึ่งตลอดเวลา ๓- ๔ ปีที่ผมแอบๆ มองๆเรียนรู้  ยังไม่เคยพบกะเพราผีถูกโรคและแมลง ทำลาย/กัดกินหรือเป็นแหล่งพำนักพักพิงของโรค-แมลงแต่อย่างใด ในขณะที่พืชอื่นที่กล่าวข้างต้นบางชนิด เช่น สะเดา สาบเสือ มีโรครา แมงและแมลงบางชนิด  เช่น ไรแดงและเพลี้ยอ่อน เข้าทำลายในบางปี
                   (๑.๖) เป็นพืชที่ให้สาร ที่มีองค์ประกอบทางเคมีมากมาย  เช่น A-thujene, A-pinene, camphene, sabinene, B-pinene, myrcene, A-phellandrene,Delta-3-carene,A-terpinene, p-cymene, 1,8-cineole, (Z)- b-ocimene, (E)- B-ocimene, Gamma-terpinene, fenchone, terpinolene, linalool, A-fenchol, camphor, borneol, terpinen-4-ol, A-terpineol, thymol, A-copaene, B-bourbonene,B-caryophyllene, A-bergamotene,A-humulene, A-guaiene, caryophyllene oxide
                    (๑.๗)  เป็นพืชที่ให้สารออกฤทธิ์กว้าง จากการศึกษาวิจัย พบว่า น้ำมันกะเพราผี มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย  เชื้อราก่อโรคผิวหนัง  ราพืชก่อโรคพืช เช่น เชื้อรา Aspergillus niger  ที่ทำให้ผลไม้เน่า  มีฤทธิ์ต้านเชื้อยีสต์และมีฤทธิ์ฆ่าแมลง ค่าความเป็นพิษ LD50  1.412 g / kg  (ทดลองโดยการฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร)
                     นอกจากนี้ สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้วิจัยและทดลอง พบว่าสารสกัด กะเพราผี  ซึ่งมีสารประเภท Terpenoids  มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ซาลโมเนลลา(Salmonella) ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมลบ ที่พบได้ทั่วไปทั้งในสัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสต่างๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ และเสริมภูมิคุ้มกันโรคเอดส์  โดยไม่มีผลข้างเคียงทั้งในคนและสัตว์ด้วย
                 ๒.จุดอ่อน(Weakness)
                     (๒.๑) การวิจัยกะเพราผี เพื่อใช้ในการปศุสัตว์และป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ยังมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นรายงานการทดสอบประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลในระดับห้องปฏิบัติการ ที่มีข้อจำกัดในการนำไปสู่ การปฏิบัติในภาคสนาม
                      (๒.๒) การบันทึกและการเผยแพร่ข้อมูล ผลการทดสอบ ทดลองและวิจัย/พัฒนา “ กะเพราผี ”  เพื่อใช้ในการปศุสัตว์และป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ยังขาดความละเอียด ไม่เป็นระบบ  ขาดตอน ไม่ต่อยอด  ..
                       (๒.๓) การจูงใจและการสนับสนุนการวิจัย “ กะเพราผี ”  เพื่อใช้ในการปศุสัตว์และป้องกันและกำจัดศัตรูพืช อยู่ในวงจำกัดและมีน้อยมาก  เมื่อเทียบกับการวิจัยสารเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร                              
                  ๓.โอกาส (Opportunity                        
                      (๓.๑)  กระแสรณรงค์ระดับโลกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม มีผลผลักดันให้เกิดการผลิตสินค้าเกษตร ที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงเป็นโอกาสดี ที่เรามีทรัพยากรที่จะนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ได้
                      (๓.๒) ปัจจุบัน ประชาชนเริ่มตระหนักและตื่นตัวในการรักษาสุขภาพและใส่ใจกับการบริโภคอาหารที่ปราศจากสารเคมีพิษมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตร ต้องหาทางเลือกที่ดี มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคตามไปด้วย.ดังนั้น การวิจัยและพัฒนา “ กะเพราผี  ” เพื่อป้องกันและรักษาคุณภาพผลผลิตพืชและปศุสัตว์ จึงมีความน่าจะเป็นและมีความเป็นไปได้ ในการพัฒนากะเพราผีไปใช้ประโยชน์  เพื่อป้องกันกำจัดโรคผลเน่าของผลไม้ อาทิเช่น ใช้แทนซัลเฟอร์ สำหรับอบหรือรมลำไยหรือผลไม้อื่นๆ เพื่อการส่งออก ที่เกิดจากเชื้อ Aspergillus niger  และเชื้อจุลินทรีย์ซาลโมเนลลา ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคในปศุสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นต้น
                  ๔.การคุกคาม(Threat)
                        (๔.๑) ภาคเอกชน ให้ความสนใจในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงและคืนทุนเร็ว  ซึ่งมีอิทธิพลต่อการถูกเลือก “ กะเพราผี ”  (รวมถึงพืชสมุนไพรอื่นๆ) ที่จะนำไปวิจัยมีความสำคัญลดลง ..
                         (๔.๒)  ระเบียบและกฎหมายไม่เอื้ออำนวยหรือส่งเสริมการใช้ กะเพราผี หรือพืชสมุนไพรอื่นๆ ผลิตสาร มาใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชในเชิงพาณิชย์ ..เพราะต้องขออนุญาต/ขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุมีพิษเหมือนสารเคมีภัณฑ์ ทำให้การผลิตสาร “ กะเพราผี ” (รวมทั้งพืชอื่นๆด้วย)  เพื่อใช้ในการกำจัดศัตรูพืชในระดับชุมชน ถูกจำกัดและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา..ทั้งๆ ที่ “ กะเพราผี ” ก็มีอยู่ดาษดื่น มากมาย เหลือเฟือ…

                จากแนวคิดการวิเคราะห์สถานภาพ โดยย่อข้างต้น... ก็เพื่อชี้..ให้เห็นถึงจุดอ่อน จุดแข็ง ความเป็นไปได้ของ " กะเพราผี" ทรัพยากรที่สามารถนำมาพัฒนาใช้ทดแทนสารพิษที่เป็นเคมี ในภาคการผลิตทางการเกษตร และคงเป็นทางเลือกหนึ่ง..ที่อาจจะมีส่วนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพของคนไทย ให้มีสุขภาพดีขึ้นบ้าง..ไม่มากก็น้อย...

               ครับ..เป็นเพียงกิเลส..ที่อยากเห็นการพัฒนา..มากกว่า การถูกทิ้งๆขว้างๆ อย่างไร้ประโยชน์.....เหมือนดั่งกับนิทานอิสป...เรื่อง ไก่ได้พลอย ..


                                                                             สามสัก
      
                                                                           ๗ ม.ค.๒๕๕๕
 
                                               
 
อ้างอิง   1. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร สถาบันวิจัยสมุนไพร
                       กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
            2.www.Budmgt.com/she/she01/hyptis-med-virus.html