สัปดาห์ที่ผ่านมาฉันอยู่ในช่วงการย้ายบ้านค่ะ ถึงแม้จะย้ายบ้านมา 4 ครั้งในช่วงเวลาสิบปี แต่ก็มีข้าวของเยอะพอสมควร จึงเป็นโอกาสดีที่ฉันจะได้ประยุกต์แนวคิดด้าน “วิสาหกิจที่กระชับ – Lean Enterprise” จากที่ทำงาน มาใช้เพื่อความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายที่บ้านบ้าง กระบวนการ 5S (5ส) จึงถูกนำมาปฏิบัติกับข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ดังนี้ค่ะ
1. Sort - สะสาง คือการแยกประเภท แยกกลุ่ม แยกสิ่งของที่ไม่ใช้ ไม่ต้องการ แล้วเพื่อทิ้ง กิจกรรมนี้เป็นอันดับแรกที่ทำและก็ใช้เวลานานที่สุด และท้าทายที่สุดค่ะ เพราะอะไรที่เป็น "ของฉัน" นั้นปล่อยยาก เสื้อผ้าชุดนี้ก็ดูเหมือนจะยังใช้ได้ หนังสือเล่มนี้ก็ดูเหมือนยังอยากเก็บไว้ ของชิ้นนี้ก็มีความทรงจำที่ดีแฝงอยู่ ทิ้งยากค่ะ กว่าจะทำได้ต้องตั้งกฎถามตัวเองว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาได้ใช้มันไหม ถ้าคำตอบคือไม่ ฉันบอกกับของชิ้นนั้นว่าฉันอยู่ได้โดยไม่มีเธอ แล้วก็กล่าวบ๊ายบาย
2. Storage - สะดวก จัดเก็บของที่เหลือให้เข้าที่ ให้ง่ายต่อการหยิบใช้ ของบางอย่างถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของจนมิดชิด จนลืมไปว่าเคยมี พอเจออีกทีหมดอายุ เสียแล้วก็ต้องทิ้งไป
3. Shine - สะอาด ทำความสะอาดสิ่งของที่มี ให้ดูดี น่าใช้ ถือเป็นการใส่ใจ และขอบคุณในสิ่งที่มี
4. Standardise - สุขนิสัย วางแผนการทำการแยกแยะ จัดเก็บ และการทำความสะอาด ให้เป็นกิจวัตร วางแผนการซื้อเท่าที่จำเป็น เพราะถ้าไม่อย่างนั้น ทุกอย่างก็จะเป็นแบบเดิมๆ
5. Sustain - สร้างนิสัย ทำทุกข้อดังกล่าวข้างต้นให้คงเส้นคงวา ให้เป็นนิสัย
สะสาง สะดวก สะอาด ทำเสร็จไปแล้วค่ะ สุขนิสัย และ สร้างนิสัย ต้องพยายามเตือนตนต่อไป
เมื่อก่อนฉันเคยคิดเข้าข้างตัวเองว่าเป็นคนไม่ติดของ แต่หลังจากกิจกรรมสะสางที่ทำแล้วช่วยให้มองเห็นตัวเองว่ายังไปได้ไม่ไกลเท่าที่คิด ถึงตอนนี้ฉันยังทึ่งไม่หายกับจำนวนข้าวของที่ขอให้ลุงคนเก็บของเก่า (ที่นี่เรียก การังกุนี) มาช่วยขนไป
บางสิ่งบางอย่างมีมากเกินไปก็ใช่จะมีประโยชน์ กลับกลายเป็นแรงกดดัน เป็นภาระ แถมซ้ำยังชวนให้คิดว่าเพราะสิ่งของที่ซื้อมาแล้วเก็บ ใช้สักพักแล้วทิ้ง บางชิ้นก็ไม่ได้แตะเลยแล้วทิ้งไปนี้ด้วยหรือเปล่า ที่ทำให้ฉันต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้ได้มันมา ถึงคำตอบจะไม่ใช่ทั้งหมดแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่เลย
นึกถึงประโยคหนึ่งที่เคยอ่านผ่านตาว่า "You Can Never Get Enough Of What You Don't Need - เราจะไม่รู้สึกพอในสิ่งที่ไม่จำเป็น" ด้วยเหตุนี้เราจึงสะสมสิ่งของมากมายเพราะความต้องการในสิ่งที่ไม่จำเป็นนั้นไม่มีที่สิ้นสุด
สิ่งของเครื่องใช้หากมีแต่น้อย มีเท่าที่จำเป็น จริงๆ แล้วอาจทำให้รู้สึกดี ไม่ต้องเสียเวลาสะสาง จัดเก็บ เป็นกังวลน้อยลง และจะได้ไม่รู้สึกเสียดายโดยไม่จำเป็นหากต้องทิ้งมันไป การมีสิ่งของน้อยแต่มีอิสระมาก สำหรับฉันนั่นคือความหมายของคำว่า "น้อยแต่มาก"
สิ่งที่จะต้องมีให้มากอยู่ตลอดเวลา คือทัศนคติที่ดี การมองโลกในแง่ดี ความสามารถในการมองเห็นแก้วน้ำที่มีน้ำเต็มตั้งครึ่งแก้ว นั่นต่างหาก...
เดือนสุดท้ายของปี 2011 ก็เดินทางมาถึงตรงเวลาและอีกไม่กี่วันเดือนแรกเดือนใหม่เอี่ยมของปี 2012 ก็จะย่างกรายมาเซย์ฮัลโหล ฉันตั้งใจจะใช้เวลาที่มีในปีนี้ทำในสิ่งที่ใฝ่ฝันมานานแต่ยังไม่ได้ฤกษ์ได้ยามเสียที คือการเริ่มจัดการชีวิตให้เรียบง่าย สมดุล และเติมเต็ม...แบบน้อยแต่มาก...
ด้วยรู้ตัวว่าภายในตัวเองนั้นซับซ้อนมากมายนัก จึงวางแผนเริ่มต้นด้วยการจัดการกับสิ่งรอบตัวก่อนเพราะหวังว่า ความสำเร็จจากการจัดการสิ่งของภายนอกที่เห็นได้ชัด จะช่วยกระตุ้นให้กิจกรรมการสะสางภายในเริ่มต้นขึ้น กิจกรรม 5S ข้างต้นจึงถือเป็นก้าวแรกสู่ความเรียบง่ายนั้นค่ะ
แล้วคุณละคะ จะทำอะไรบ้างต้อนรับวันใหม่ๆ ที่จะมาถึง?
----------------------------
เคยอ่านเจอสุภาษิตฝรั่ง เขียนไว้น่ารักดี เลยขอนำมาฝากค่ะ...
Fear less, hope more;
Eat less, chew more;
Whine less, breathe more;
Talk less, listen more;
Hate less, love more;
and all good things will be yours
กลัว..ให้น้อยลง, มีความหวัง..ให้มากขึ้น;
กิน..ให้น้อยลง, เคี้ยว..ให้นานขึ้น;
คร่ำครวญ..ให้น้อยลง, หายใจ..ให้มากขึ้น;
พูด..ให้น้อยลง, ฟัง..ให้มากขึ้น;
เกลียด..ให้น้อยลง, รัก..ให้มากขึ้น;
แล้วสิ่งดีๆ..จะมีมากขึ้น
...................
ขอให้วันนี้คุณมีสิ่งดีดีมากมายค่ะ...
เป็นบันทึกที่เห็นปุ๊บ ต้องอ่านปั๊บทันที ใน "ค่ำคืนแห่งการตัดสินใจ"
ใช่เลย..หนังสือเล่มนี้ก็ดูเหมือนยังอยากเก็บไว้ ของชิ้นนี้ก็มีความทรงจำที่ดีแฝงอยู่ ทิ้งยากค่ะ..
ใช้เทคนิค 5S ของคุณปริมแล้วช่วยให้ตัดใจทิ้งไปได้มากโข
ยกเว้น ที่อาจารย์แต่ง หรือมีลายมืออาจารย์
แม้ไม่ใช้เลย 1 ปี ก็ทิ้งไม่ลง
และจะได้ไว้อ้างอิง "พูดภาษาเดียวกัน" ตอนติดต่อกันอีกภายหลังด้วยค่ะ
ข้อคิดตอนท้าย ตบมือให้ดังๆ เลยค่ะ
สิ่งที่จะต้องมีให้มากอยู่ตลอดเวลา คือทัศนคติที่ดี การมองโลกในแง่ดี
5ส หรือครับนี่
1. สะสาง
2. สะดวก
3. สะอาด
4. สุขนิสัย
5. สร้างนิสัย
................................................................
ผมมีอีกครับ
6. สะสม
7. สกปรก
8. ...
................................................................
;)...
สวัสดีค่ะ คุณหมอ ป.,
ขอบคุณค่ะสำหรับดอกไม้เเป็นกำลังใจ
ส่วนใหญ่ที่ตัดใจเก็บให้ลุงเก็บของเก่าไปก็จะเป็นพวกข้าวของเครื่องใช้ เครื่องครัว เสื้อผ้า ที่ยังมีสภาพดีอยู่ค่ะ เขายังเอาไปขายต่อได้ เป็นรายได้เพิ่ม
ส่วนหนังสือนั้นส่วนใหญ่แล้วตัดใจไม่ลงค่ะ หุหุ
สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์โสภณ
ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยมเยียน แต่ที่เอามาฝากในขวดไม่ใช่มังสวิรัติค่ะ ดื่มไม่ได้ค่ะ
หุ หุ
อาจารย์ Wasawat Deemarn กับ อาจารย์ขจิต เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะคะ ส 6 -9 ขอไม่รับค่ะ สงสารบ้านใหม่ หุ หุ...
แต่ก็ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยมเยียน
ดีจังเลย เป็นคนช่างเก็บมากเหมือนกัน หากมีการย้ายที่ปัญหากับการที่เก็บ เสียดายไปหมด คงมีแน่ ขอบคุณมากค่ะจะนำไปแก้ปัญหาเจ้าของที่เก็บๆบ้าง
สวัสดีค่ะพี่ดา ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนค่ะ
ที่บ้านตอนนี้ จัดเก็บเรียบร้อย 80% ได้ค่ะ รู้สึกดีขึ้นเยอะ สะสางเสร็จต้องลดสะสมค่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวต้องมานั่งสะสางอีก
เป็นการคิดเชิงบวกที่นำความสุขมาสู่ชีวิตอย่างยั่งยืนค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณพี่นงนาท สนธิสุวรรณ
ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยมเยียน
ขอให้คุณพี่มีความสุขจากการคิดบวกเช่นกันค่ะ
สุขสันต์วันศุกร์ค่ะ
Eat less, chew more;
Whine less, breathe more;
Talk less, say more; และเธอก็ไม่ได้แปลเอาไว้ อาจารย์แม่อ่านประโยคที่ 4 แล้วไม่เข้าใจยังได้เขียนถามให้เธอช่วยขยายความว่า "คุย (talk) ให้น้อยลง พูด (say) ให้มากขึ้น" หมายความว่าอย่างไร เมื่อเธอลองแปลความออกมาอาจารย์แม่ก็ยังไปช่วยตีความกันเป็นตุเป็นตะ แต่พอเห็นที่หนูยกมาว่า "Talk less, listen more; ก็น่าจะเป็นคำว่า "listen" มากกว่าที่จะเป็นคำว่า "say" นะคะ ถ้าเทียบจากความหมายของประโยคอื่นๆ
อาจารย์แม่ให้นักศึกษาที่กำลังอยู่ในช่วงของการดำเนินการพัฒนาตน และได้ให้เขากำหนดว่า เขามีเป้ามายที่จะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตัวเองอย่างไรบ้างในปีที่จะมาถึง โดยให้เขียนให้เฉพาะเจาะจงเป็นเชิงพฤติกรรมที่วัดได้
ที่หนูปริมทิ้งท้ายไว่ว่า "แล้วคุณล่ะคะ จะทำอะไรบ้างต้อนรับวันใหม่ๆ ที่จะมาถึง" ก็เป็นโจทย์ที่อาจารย์แม่จะต้องหาคำตอบให้ตัวเองเช่นกันค่ะ
listen more;
สวัสดีค่ะอาจารย์แม่ (อบอุ่นดีจัง... คำนี้ ขออนุญาตใช้เลยนะคะ) ขอบคุณค่ะที่กรุณามาทักทายค่ะ
อากาศหนาวที่บ้านเรา อาจารย์แม่รักษาสุขภาพนะคะ
สวัสดีค่ะคุณปริม
ระยะทางไม่เคยเป็นอุปสรรคของมิตรภาพ และความรู้สึกดีๆ
ดีใจค่ะที่คุณปริมแวะไปเยี่ยมเยือนเช่นเดียวกับอีกหลายๆคน meepole ก็รับรู้เป็นระยะๆค่ะ
และรออ่านเรื่องราวจากคุณปริมเช่นกันค่ะ
เข้าใจถึงความรู้สึกของคนต้องย้ายบ้านบ่อยๆค่ะ ทุกครั้งจะเริ่มต้นด้วยความตั้งใจดีเสมอว่า "ไม่เอาแล้วต่อไปนี้จะไม่สะสมแล้ว" ...หลังจากนั้นไม่นานจะค่อยๆเริ่มไม่มีที่ว่างอีกแล้ว เฮ้อ! และหากคุณปริม 50 up จะเรียนรู้ว่า" หมดแรงข้าวต้ม เมื่อยไปหมด" มันเป็นยังไง ถึงเวลานั้นเหมือนmeepole ตอนนี้ลดกิเลสด้วยการตัดใจ อะไรๆที่ชอบ ก็ดูอย่างเดียว ไม่พยายามซื้อมาประดับบ้าน ยกเว้นหนังสือ เหมือนกันค่ะ กลัวสมองฝ่อก่อนวัย หุ หุ
สวัสดีครับคุณ ปริม....
ทรัพยากและและสิ่งแวดล้อมส่วนตัว
ของที่ชอบ ชอบแสวงหา ชอบนักเขียนแสวงหา หนังสือ และลายเซ็นต์
ชอบเดินป่า ชอบสะสมมีด
ชอบความอร่อย สะสมไขมัน
ชอบมิตรภาพ สะสมเพื่อน......
ชอบความดี สะสมความดี ล้วนแต่เป็นทรัพยากรสิ่งแวดล้อมส่วนตัว
ผ่านบันทึกนี้แล้ว ต้องทบทวน และทำ5ส. ในสิ่งที่บางอย่างออกแล้ว
สวัสดีค่ะคุณ mee_pole,
ดีใจและขอบคุณมากค่ะที่กรุณามาเยี่ยมค่ะ
ถึงตอนนี้จะ 30 up แต่ก็หมดแรงข้าวต้มแล้วค่ะ
แต่เราเหนื่อยนั้นไม่เท่าไหร่แต่สงสารผู้ร่วมชะตากรรม เพราะน้องแมวสองตัวที่อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปี เขาก็เครียดกับสิ่งแวดล้อมใหม่ค่ะ ก็เลยต้องเอาใจเค้าเป็นพิเศษ
ทุกอย่างคงดีขึ้นเมื่อคุ้นเคยค่ะ
อากาศเย็น และเปลี่ยนบ่อยๆ อาจารย์รักษาสุขภาพนะคะ
สวัสดีค่ะคุณ
ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยมเยียน ชอบจังที่ว่า
"ชอบมิตรภาพ สะสมเพื่อน......
ชอบความดี สะสมความดี ล้วนแต่เป็นทรัพยากรสิ่งแวดล้อมส่วนตัว"
ปริมก็ยินดีกับมิตรภาพใหม่ที่เกิดขึ้นใน g2k นี้ค่ะ
ขอบคุณนะคะ