• ดีจังค่ะ หนูปริม อาจารย์แม่ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษของแต่ละคำใน 5 ส. ซึ่งไม่เคยเห็น
  • และได้เรียนรู้คำว่า "การังกุนี" ที่แปลว่า "คนเก็บของเก่า" เป็นคำมีภาพพจน์ดีจัง ทำให้นึกถึงคำว่า "รุงรัง" ภาษาอะไรคะ ออกแขกๆ พม่าๆ ทำให้นึกถึงตัวละครที่ชื่อ "กะหมังกุหนิง"ในเรื่อง "บุเรงนอง"
  • อาจารย์แม่นี่แหละ มีพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับ "การสะสาง" เป็นอันดับหนึ่ง เพราะเป็นนัก "สะสม" เป็นยายบ้าหอบฟาง ของที่แม่บ้านในที่ทำงานจะนำไปทิ้งขยะ อาจารย์แม่ก็ไปเที่ยวเก็บมา เพราะเห็นอะไรก็ดูมีค่ามีประโยชน์ไปหมด (นำไปเป็นสื่อการเรียนรู้) อย่าว่าแต่ 1 ปีไม่ได้นำมาใช้จะปล่อยออกไปได้ เป็นสิบๆปีก็ไม่ปล่อย ส่วนใหญ่ก็เป็นของที่มีความผูกพันทางใจทั้งนั้น แต่เสื้อผ้าไม่เก็บหรอกนะคะ คัดแยกให้คนไปบ่อยๆ แต่ของลูกจะเก็บไว้ดู เช่น ภาพวาดของลูกตอนเรียนอนุบาล ลายมือของลูกตอนเรียนประถมฯ ชุดนักเรียนของลูกตอนเรียนมัธยม (เก็บไว้ 1 ชุด) เป็นต้น
  • เออ! หนูปริมคะ อาจารย์แม่เคยอ่านสุภาษิตเดียวกันนี้ ที่คุณโอ๋-อโณ เคยนำลง เธอลงว่า Fear less, hope more;

                                     Eat less, chew more;

                                     Whine less, breathe more;

                                     Talk less, say more; และเธอก็ไม่ได้แปลเอาไว้ อาจารย์แม่อ่านประโยคที่ 4 แล้วไม่เข้าใจยังได้เขียนถามให้เธอช่วยขยายความว่า "คุย (talk) ให้น้อยลง พูด (say) ให้มากขึ้น" หมายความว่าอย่างไร เมื่อเธอลองแปลความออกมาอาจารย์แม่ก็ยังไปช่วยตีความกันเป็นตุเป็นตะ แต่พอเห็นที่หนูยกมาว่า "Talk less, listen more; ก็น่าจะเป็นคำว่า "listen" มากกว่าที่จะเป็นคำว่า "say" นะคะ ถ้าเทียบจากความหมายของประโยคอื่นๆ

                  อาจารย์แม่ให้นักศึกษาที่กำลังอยู่ในช่วงของการดำเนินการพัฒนาตน และได้ให้เขากำหนดว่า เขามีเป้ามายที่จะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตัวเองอย่างไรบ้างในปีที่จะมาถึง โดยให้เขียนให้เฉพาะเจาะจงเป็นเชิงพฤติกรรมที่วัดได้ 

                  ที่หนูปริมทิ้งท้ายไว่ว่า "แล้วคุณล่ะคะ จะทำอะไรบ้างต้อนรับวันใหม่ๆ ที่จะมาถึง" ก็เป็นโจทย์ที่อาจารย์แม่จะต้องหาคำตอบให้ตัวเองเช่นกันค่ะ

listen more;