การมาเยือนมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี (สาธารณรัฐประชาชนจีน) ในครั้งนี้ ผมและทีมงานนำพาการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ (๔ ภูมิภาค) มาร่วมเฉลิมฉลองวันครบรอบการก่อตั้งสถาบันขงจื้อมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ครบ ๕ ปี ...
ถึงแม้กิจกรรมหลักจะเป็นการสัมมนาสรุปผลการดำเนินงานที่เกี่ยวกับ “สถาบันขงจื้อ” รวมถึงความร่วมมืออื่นๆ ที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยมีความประสงค์ที่จะร่วมกันพัฒนานิสิตนักศึกษาผ่านกระบวนการทางการศึกษาร่วมกัน
แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าทั้งสองมหาวิทยาลัยเห็นความสำคัญของการนำเอา “ศิลปะและวัฒนธรรม” มาแลกเปลี่ยนร่วมกันเป็นอย่างยิ่ง ยังผลให้ผมและทีมงานต้องยกวง “โปงลาง” ข้ามขอบฟ้ามายังเมืองจีน ภายใต้ชื่อโครงการที่ผมเคยได้คิดและออกแบบไว้เมื่อหลายปีที่แล้วว่า “โครงการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมสานสัมพันธ์นิสิตนักศึกษาสู่การเปิดโลกทัศน์ใหม่ ครั้งที่ ๓”

ภายหลังการแสดง “วงโปงลาง” ในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ เสร็จสิ้นลง นิสิตจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ อีกมากมาย อาทิ การเรียนรู้วิธีทำ “เกี๊ยว”
เบื้องต้นวิทยากรบอกเล่าให้เรารับรู้ว่า “เกี๊ยว” เป็นอาหารประจำชาติที่ชาวจีนภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเกี๊ยวทำมาจาก “แป้งสาลี” ปลูกกันมากในแถบเหนือของจีน ในอดีตนิยมรับประทานกันในงานมงคลต่างๆ ด้วยวิธีการของการ “นึ่ง-ต้ม-ทอด”
นอกจากนี้ยังบอกเล่าให้รู้ว่าในอดีตนั้นนิยมทำเกี๊ยวด้วยมือ ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการที่ทำให้เกี๊ยวมีรสชาติที่อร่อย แต่ปัจจุบันมีเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาช่วยในการผลิต ยังผลให้รสชาติแตกต่างไปจากอดีต แต่ตอบสนองความสะดวกและรวดเร็วได้อย่างเห็นได้ชัด

การฝึกทำเกี๊ยวในครั้งนี้ นิสิตได้ลงมือปฏิบัติจริงตั้งแต่การนวดแป้ง การหั่นแป้งและบดแป้งเป็นแผ่นๆ เพื่อรองรับไส้ซึ่งมีส่วนผสมหลักจากแครอท รากบัว(ผสมเนื้อหมูที่บดละเอียด) และผักกาดขาวที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
ตลอดระยะเวลาของการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงนั้น วิทยากรได้ให้ความอนุเคราะห์ทั้งศาสตร์และศิลป์วิธีทำเกี๊ยวอย่างจริงใจ ไม่ละเลยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ส่วนผสมของการทำไส้ การห่อไส้ การทอด การนึ่ง การต้ม การทำน้ำซุป หรือแม้แต่การปรุงรสด้วยน้ำจิ้มทั้งที่เป็นซอส หรือซอสพริก


ในช่วงของการห่อไส้เกี๊ยวนั้น วิทยากรอธิบายให้นิสิตใช้น้ำเปล่าแตะบางๆ บริเวณขอบของแผ่นแป้งเพื่อม้วน หรือปิดเข้าหากันอย่างเบาๆ ซึ่งโดยปกติเมื่อแป้งโดนน้ำแล้วจะอ่อนตัวและมีความเหนียวนิดๆ ช่วยให้เราบีบขอบของแผ่นแป้งนั้นๆ ให้ปิดสนิทได้ง่ายขึ้น แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้มีความหนามากนัก เพราะจะทำให้เกี๊ยวที่ผ่านกระบวนการแล้วแข็งจนรับประทานยาก หรือหากม้วน หรือปิดไม่พอเหมาะ ก็จะทำให้เกี๊ยวไม่เป็นแผ่น ไส้ที่ห่อไว้ในแผ่นแป้งก็จะทะลักหลุดออกมาได้ในที่สุด
การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงในครั้งนี้ ผมสังเกตเห็นความกระตือรือร้นของนิสิต เกือบทุกคนมีปฏิกิริยาต่อการเรียนรู้ที่ชัดเจน
- หลายคนจดบันทึกขั้นตอนการทำอย่างละเอียด
- บางคนพยายามจดศัพท์ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปใช้ในการสื่อสาร
- ขณะที่หลายต่อหลายคนขลุกอยู่กับกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ อย่างสนุก
- แต่ทุกๆ คนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เคยแต่ซื้อทาน แต่ไม่เคยรู้และเห็นกระบวนการทำ “เกี๊ยว” เลยแม้แต่ครั้งเดียว”
ครับ, นี่จึงเป็นประสบการณ์แรกของนิสิตที่ได้ลงมือทำเกี๊ยวด้วยตัวเอง บางคนถึงขั้นออกแบบเกี๊ยวเป็นรูปจานบิน เป็นรูปดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยว หรือแม้แต่ออกแบบเป็น “ไข่ดาว” ก็มีเหมือนกัน
สำหรับผมแล้ว ผมถือว่านี่เป็นการเรียนรู้ที่น่าสนใจมาก เพราะนอกจากการเรียนรู้ในเรื่อง “ศิลปะการแสดง” แล้ว ยังได้เรียนรู้ ”มรดกทางวัฒนธรรม” ผ่าน "การกินอยู่" ของชาวจีนอย่างใกล้ชิด ซึ่งเกี๊ยวที่ว่านี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกเนรมิตขึ้นในสมัยราชวงศ์ถังถึงราชวงศ์ฮั่น

กรณีดังกล่าว ผมเชื่อว่านิสิตหลายต่อหลายคนคงหวนคิดไปถึง “ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว” ที่เมืองไทยเป็นแน่ เพราะเกี๊ยวที่ว่านี้คือส่วนประกอบอันสำคัญของ “บะหมี่” นั่นเอง
เกี๊ยวที่ห่อไส้แล้วนำไปทอดนั้น คนไทยเรียกว่า “เกี๊ยวซ่า” ซึ่งนิยมใส่ไข่ลงไปในแป้ง เมื่อนำไปทอดแล้วเกี๊ยวจึงมีคุณลักษณะสำคัญคือเป็น “สีเหลือง” ชวนรับประทาน







ครับ-นี่คือการเรียนรู้เล็กๆ ของการเดินทางไกลในครั้งนี้
นี่คือวิถีชีวิตการกินอยู่ของนิสิตที่มา “เป็นไทยในต่างแดน”
ผมเชื่อว่าพวกเขาจะมีความสุขกับการเรียนรู้ที่ว่านี้อย่างแน่นอน
และกิจกรรมที่ว่านี้ คงช่วยสะกิดให้พวกเขาหวนคิดถึง “อาหารอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทย” บ้างกระมัง !

หมายเหตุ
๑.โครงการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมสานสัมพันธ์นิสิตนักศึกษาสู่การเปิดโลกทัศน์ใหม่ ครั้งที่ ๓ ระหว่างวันที่ ๘-๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๔
๒.นิสิตที่เข้าร่วม ประกอบด้วยชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง,นิสิตโครงการส่งเสริมเยาวชนดีเด่นด้านศิลปวัฒนธรรม,นิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์และวิทยาลัยดุริยางคศิลป์
๓.มหาวิทยาลัยมหาสารคามลงนามความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี เพื่อจัดตั้งสถาบันขงจื้อที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามครั้งแรกในปี ๒๕๔๕
วัฒนธรรม นึ่ง-ต้ม-ทอด อยู่ในสายเลือดชาวจีนโดยแท้คะ
ทำให้นึกถึง ขนมจีบคุณยาย ขึ้นมาเลย
กิจกรรมการเรียนแบบนี้ มีความสุขและได้ความ "ฉลาดทางวัฒนธรรม" ไปในตัวเลยนะคะ
สวัสดีครับ คุณ ป.
เป็นโอกาสอันดีของนิสิตที่ได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง และเรียนรู้ในอาหารการกินที่เป็น "มรดกทางวัฒนธรรมของชาวจีน" ได้รู้กระทั่งว่าการทำเกี๊ยวนั้น ในเมืองจีน หรือในบางชุมชนจัดเป็นเทศกาลเลยด้วยซ้ำไป
ผมยังยืนยันว่า กลับถึงเมืองไทย คงชวนให้นิสิตได้หวนกลับไปดูตัวเอง ดูบริบทสังคมตัวเองบ้าง อย่างน้อยก็คงมองทะลุไปถึง "ภูมิปัญญา" ของเรื่องเหล่านั้นบ้าง ไม่ใช่แค่บริโภคๆ (ข้าวสุก-ปลาตาย) แต่ไม่รู้ที่มาที่ไป เหมือน "กินปลา แต่ไม่เคยเลี้ยงปลา หรือจับปลา" นั่นเอง
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ.ขจิต ฝอยทอง
อากาศที่นี่เย็นลงทุกวัน ปรับตัวกันทุกวัน ...คิดถึงเมืองไทยกันไม่เว้นแม้แต่นาทีเดียว...
ที่นี่กินผักกันเยอะมาก มีเผือก มัน ข้าวโพดต้มและปิ้งร้อนๆ วางเรียงรายตามถนน ชวนให้คิดถึงสมัยเด็กๆ ที่ไปเลี้ยงวัวแล้วก่อไฟไล่ความหนาว กุดเอามันสำปะหลังมาเผากินร้อนๆ แทนข้าว...
ยิ่งเดินทาง ยิ่งรักชีวิตตัวเองมากครับ -
รักษาสุขภาพนะครับ
อรุณสวัสดิ์ในวันดี ดี ค่ะ... ...
สวัสดีครับ พี่สีตะวัน
เพิ่งกลับมาถึงบ้าน-มหาสารคาม เมื่อครู่เองครับ (01.00 น.) เหนื่อยน่าดูกับการเดินทางอันแสนไกล แต่ก็สุขใจกับหน้าที่และการได้กลับถึงบ้าน...
ครับ ยิ่งเดินทาง ยิ่งรู้สึกรักบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง..
สวัสดีครับท่านอาจารย์แผ่นดิน
เรียนรู้วิธิการทำนา กับการทำเอง
วิธีอาจไม่แผก แต่วิญญาณของทำนาเองมันเรียนรู้ด้วยทำ เมื่อนั้นแหละจะสอนให้รู้จักคุณค่าของเม็ดข้าว
ชาวนา(ไม่ใช่ผู้จัดการนา)รู้คุณค่าข้าว
ผู้จัดการนารู้คุณค่าผลผลิต
ชาวจีนรู้คุณค่าเกี๊ยว
หวัดดีค่ะ เราขื่อโบว์ ตอนนี้แยู่ที่หนานหนิง คนไทยคนไหนอยู่หนานหนิง แอดเมลมาคุยกานนร้า... *-*