เช้าวันที่ ๑ ธ.ค. ๕๔ ทีมจากสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)มาขอความเห็นตามเอกสารแนบ
คืนวันที่ ๓๐ พ.ย. ๕๔ ผมส่งเอกสาร “ทักษะสารสนเทศ สื่อ และไอซีที” ที่เป็นบทหนึ่งในหนังสือครูเพื่อศิษย์ที่กำลังจัดพิมพ์อยู่ไปให้คุณสาวิตรี ผู้ติดต่อของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) อ่านก่อน เพื่อจะได้เข้าใจว่าผมมองด้านประชาชนผู้ใช้ประโยชน์ (users) อย่างไร อ่านเอกสารดังกล่าวได้ที่นี่
แนวคิดที่ผมเตรียมไว้เสนอต่อทีมของสรอ. ก็คือ “ยุทธศาสตร์เงามืดและเงามัว” ที่ผมใช้ในการวางยุทธศาสตร์การทำงานของตัวเองมาตลอดชีวิต โดยผมมีวิธีคิดว่าคนทั่วไปมักทำงานเฉพาะส่วนที่ชัด เป็นหน้าที่ของตน/หน่วยงานของตน ชัดๆ (เปรียบเสมือนเงามืด) ละเลยงานส่วนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ (เปรียบเสมือนเงามัว) ทำให้ผลงานหลัก มีสภาพเพียงทำตามแนวทางเดิมๆ ไม่มีส่วนที่ทำแล้วเกิดนวัตกรรมหรือการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของกิจการนั้น
วิธีคิดเช่นนี้แหละที่เป็นพลังให้ สกว. เป็นหน่วยงานที่สร้างนวัตกรรมก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ การจัดการงานวิจัยของประเทศไทย โดยที่ “พลังปัญญา” ที่ขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จนั้นมาจากหลายทิศทางผมมีส่วนบ้างก็คงจะเพียงร้อยละ ๕ - ๑๐ เท่านั้น
ผมเรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า วิธีคิด (และทำ) แบบ เคออร์ดิค
ผลสำเร็จยิ่งใหญ่ในการสร้างรากฐาน “การจัดการความรู้” ให้แก่สังคมไทยโดยสคส.ก็ใช้วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์แบบเดียวกัน
หากย้อนกลับไปอ่านเอกสารที่สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ส่งมาให้ผม ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า มีวิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์ได้มากมาย ในการวางฐานวิธีทำงานของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น
• การทำงานจำกัดเฉพาะด้านอุปทาน (supply side) หรือจะทำด้านอุปสงค์ (demand side) ด้วย หากทำด้านอุปสงค์ด้วยจะทำอะไรบ้าง อย่างไร
• จะทำงานเฉพาะด้านเทคโนโลยี หรือจะทำส่วนสาระ (content) ด้วย
• ในส่วนเทคโนโลยีและสาระ จะทำแบบรวมศูนย์ หรือแบบกระจายเครือข่าย และทำอย่างไรจะช่วยให้สาระที่อยู่ในต่างมาตรฐานสื่อสารหรือนำมารวมกันได้
• มีวิธีวัดความสำเร็จอย่างไร มองวิธีวัดความสำเร็จอย่างไร (มองเป็นเป้าหมาย หรือเป็นเครื่องมือของการทำงานให้ได้ผลดีในระดับนวัตกรรม) เรื่องนี้มีตัวอย่างคลาสสิคทางการแพทย์ที่ “การผ่าตัดเป็นผลสำเร็จดียิ่ง.....แต่....คนไข้ตาย” คืออยู่ที่จะมองความสำเร็จในระดับไหน
• กิจการของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์จะนำไปสู่ความเท่าเทียมเป็นธรรมในสังคมที่เพิ่ม ขึ้น หรือเลวลง ทำให้ภาครัฐทำประโยชน์ต่อสังคมเพิ่มขึ้น หรือยิ่งทำร้ายสังคมได้มากและ รุนแรงยิ่งขึ้น
• ฯลฯ
หากองค์กรใดต้องการสร้างสรรค์ผลงานในระดับนวัตกรรมหรือก้าวกระโดด คำถามเชิงไตร่ตรองดังใน bullet point ข้างบนนั้น ผู้รับผิดชอบงานในฐานะ ซีอีโอ จะต้องคิดอยู่เสมอ และนำมาสื่อสารเสวนาในองค์กรแล้วแนวคิดยุทธศาสตร์และวิธีการที่เหมาะสมก็จะตามมาที่สำคัญคือจะทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์รวมหมู่ (collective creativity) ขึ้นในองค์กร และเป็นองค์กรเรียนรู้
แน่นอนที่สุดว่า เราต้องทำงานในส่วน “เงามืด” ร้อยละ ๘๐ - ๙๐ ของเวลาและงานทั้งหมด แต่ต้องไม่ละเลยงานส่วน “เงามัว” ที่เราอาจจัดให้เป็นงานส่วนน้อยเพียงร้อยละ๕ - ๒๐ ชองงานทั้งหมด
และที่สำคัญเราต้องมียุทธวิธีทำให้งานส่วน “เงามัว” มันเสริมส่งให้เกิดผลงานของส่วน “เงามืด” แบบนวัตกรรมหรือก้าวกระโดด
วิธีคิดแบบนี้ แตกต่างจากวิธีการที่ราชการใช้กันทั่วไป ที่ต้องมีแผนงานชัดเจนตายตัว แล้วต้องดำเนินการตามแผน มีการตรวจสอบติดตามการปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด แม้แผนนั้นจะไม่ค่อยเหมาะสมก็ไม่มีการเอาใจใส่ หน่วยราชการทั่วไปจึงขาดโอกาสได้รับอานิสงส์จากพลัง เคออร์ดิค ไปอย่างน่าเสียดาย
และผมคิดว่า เรื่องที่ทางสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์มาคุยกับผมนั้น จริงๆ แล้วเป็นหน้าที่ของซีอีโอที่จะต้องคิดไตร่ตรอง คิดแล้วคิดอีก และปรึกษาผู้ที่มีความคิดเห็นลึกๆ แตกต่างหลากหลายแบบ นำมาปรึกษาหารือกันภายในองค์กร แล้วจึงยกร่างความคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมเสนอขอความเห็นชอบต่อ บอร์ด
แต่ผมเดาว่าวิธีคิดแบบผมนี้ คงไม่มีใครเอาด้วยมากนัก เพราะมันซับซ้อนยอกย้อนเกินไป
จึงนำมาเล่าไว้
ที่บันทึกข้างบนนั้น เขียนก่อนการพูดคุยในเช้าวันที่ ๑ ธ.ค. ซึ่งเราพูดคุยกันเกือบ ๒ ชั่วโมง สาระสำคัญที่เพิ่มจากบันทึกข้างบนคือเรื่อง Knowledge Brokerเพื่อเป็นตัวกลางช่วยประมวล (access) ข้อมูล/สารสนเทศ จากระบบ ไอซีที แล้วคัดเลือก วิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำเสนอเป็นสารสนเทศที่เหมาะสม ต่อ “ผู้ใช้” เป็นกลุ่มๆเน้นกลุ่มประชากรที่ด้อยโอกาสทางไอซีทีสำหรับเป็นกลไกให้กิจกรรมด้านไอซีทีให้ผลเชิงบวกต่อการสร้างสังคมไทยเป็นสังคมที่เป็นธรรม (มี equity) ไม่ใช่ไอซีทียิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากยิ่งขึ้น
ผมมีความสุข ที่ได้มีส่วนให้ความเห็นต่อการวางฐานการทำงานขององค์การมหาชนแห่งนี้ ให้คำนึงถึงบทบาทการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ให้ดียิ่งขึ้น
วิจารณ์ พานิช
๑ ธ.ค. ๕๔
วันนี้ได้มีโอกาสไปคุยกับ สรอ. ที่ กทม. ค่ะอาจารย์ จะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบนะคะ โดยเมื่อได้ศึกษาเกี่ยวกับ UN e-participation index พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำค่ะ แต่การดำเนินการเพื่อ e-participation แบบ UN นั้นเป็นสิ่งที่ GotoKnow ทำมาโดยตลอดค่ะ คือ การทำให้เกิดคนทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ค่ะ