
ภาพเขียนสีน้ำมันบันทึกความทรงจำ
อำลาชีวิตนักเรียนศิลปะของโรงเรียนเพาะช่าง ปี ๒๕๒๓
เทคนิค : สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด : ๗๕ x ๑๒๐ เซ็นติเมตร
ผู้วาด : วิรัตน์ คำศรีจันทร์
ริมระเบียงอาคารเรียนของคณะวิจิตรศิลป์ สาขาจิตรกรรมสากล โรงเรียนเพาะช่าง (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง) ที่ด้านนอกหน้าต่างเป็นอาคารเรียนของโรงเรียนสวนกุหลาบ และห้องริมสุดของอาคารเรียนด้านที่ติดกับโรงเรียนเพาะช่างนี้ เป็นห้องซ้อมเครื่องเป่าวงดุริยางค์ของโรงเรียนสวนกุหลาบ
เมื่อได้ยินเด็กๆซ้อมเครื่องเป่า ก็จะทำให้ผมนึกถึงบ้านและบรรยากาศการเล่นแตรวง จึงเป็นหน้าต่างที่ผมต้องไปยืนฟังเสียงเด็กๆเป่าแตรและมีความผูกพันตลอดชีวิตการศึกษาที่เพาะช่าง หน้าต่างช่องนี้กับท้องฟ้าซึ่งกว้างใหญ่เป็นฟ้าผืนเดียวกันกับที่บ้านนอก จึงเป็นมุมภาพในบริบทของความทรงจำเพื่อบันทึกและบอกเล่าความประทับใจสิ่งที่ผ่านเข้ามาในห้วงนี้ของชีวิต
องค์ประกอบในภาพเป็นสิ่งของ ที่ผมได้ใช้จนผุพังเกินซ่อมแซม จำต้องทิ้งและอำลากันเมื่อจบการศึกษา เลยขอนำมาเขียนเป็นภาพสีน้ำมันนี้ไว้เพื่อขอขอบคุณและได้รำลึกถึงว่าครั้งหนึ่งได้เป็นเพื่อนชีวิตกัน ถุงโอเลี้ยง เป็นถุงโอเลี้ยงที่ซื้อกินและหมุนเวียนกินกันกับเพื่อนเป็นกลุ่ม ความเป็นเพื่อนและชีวิตแห่งการแบ่งปัน ทำให้โอเลี้ยงยิ่งหวานเย็นฉ่ำใจเกินความเป็นโอเลี้ยงราคาถุงละ ๖ สลึงของยุคนั้น
ย่ามใส่สีและภู่กัน เป็นงานฝีมือของชาวเขา บรรจุเครื่องมือทำจินตนาการให้ปรากฏของคนเขียนรูป เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดติดตัวกับผมมากที่สุดราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ในย่ามนั้นมีทั้งเครื่องมือเพื่อการเขียนรูปและเครื่องมือทำงานศิลปะตบแต่ง เมื่อไปร่วมงานบวชและงานต่างๆของชาวบ้าน ก็เป็นเครื่องมือช่วยเขียนฉาก ตัดโฟม ตบแต่งเวทีและบริเวณงาน ไปไหนก็มีที่นอน มีข้าวกิน ได้ความเป็นมิตรและได้ความคุ้นเคยกันตลอด
เก้าอี้ ที่ใช้นั่งเขียนรูปในห้องเรียนสตูดิโอ หมุนเวียนกันใช้นั่งกับเพื่อนกระทั่งขาด ใยมะพร้าวที่ยัดให้นิ่มกระจายออกมา, รองเท้าเช็คโกหนังกลับ ด้านข้างขาดและพื้นโหว่กว้าง เมื่อเดินฝ่าเท้าก็จะเหยียบดินไปครึ่งเท้า ผมใส่ไปสอนศิลปะเมื่อเป็นครูศิลปะของโรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์บางเขนด้วย
กลุ่มโทนสีหรือ Colour Scheme เป็นกลุ่มสีอากาศและน้ำทะเล สำหรับคุมบรรยากาศให้เรื่องราวทั้งหมดมีธีมอยู่ในอารมณ์ภาพเดียวกัน ซึ่งเพื่อนๆมักสะท้อนว่าเป็นกลุ่มสีที่ผมมักใช้อย่างเป็นเอกลักษณ์
เป็นภาพบันทึกห้วงชีวิตเมื่อก้าวออกจากชนบทเข้าสู่โลกกว้างในเมืองหลวง นับถึงปีนี้เป็นช่วงเวลาห่างกัน ๓๑ ปี ที่ผมกำลังก้าวเดินไปสู่ชนบทอีกครั้งหนึ่ง ต่างกาลสมัยและต่างเงื่อนไขชีวิต.
ช่างสะท้อนความหลังอันยาวไกลที่บอกเล่าเรื่องราวได้มากมายจากภาพศิลป์งามๆชิ้นนี้ค่ะ ..รอชมอีกนะคะ:)
ก้าวหนึ่ง...ที่ก้าวย่าง
ความดีงาม...เป็นธงนำ
ก้าวหนึ่ง...ก้าวกลับคืน
ชนบทฟื้น...รับขวัญใจ
สวัสดีค่ะอาจารย์
คิดถึงเพาะช่างจัง
อาจารย์วาดสวยมากเลยครับ
เดินทางร่วมฝัน ในวันฟ้าสวย
มิใช่การเดินทางกลับ แต่เป็นการเริ่มเดินทางตามที่ฝันไว้
เป็นจุดเริ่มขอการทักทอรอยฝัน ที่อยู่ในจิตวิญญาณ... อย่างแท้จริง
ขอร่วมเดินทาง ตามฝันอันแท้ ของอาจารย์ นะครับ
รักและเคารพ
สวัสดีครับพี่ใหญ่ครับ
ขอบพระคุณพี่ใหญ่ที่มาเยี่ยมชมเป็นกำลังใจกันครับ ประเดี๋ยวจะลองนำภาพบันทึกในลักษณะอย่างนี้ของช่วงต่างๆ มานำเสนอเป็นชุดเดียวกันไว้อีกด้วยสักชุดหนึ่งครับ จะพยายามนำมาออนไลน์ไว้ให้เยอะๆเท่าที่จะมีกำลังทำน่ะครับพี่ใหญ่ เมื่อวานก่อน ภรรยาผมได้ฝากหลานซื้อหนังสือรวบรวมผลงานศิลปะของจิตรกรจีนมา ๒ เล่ม ผมนั่งเปิดดูอย่างจุใจ
เมื่อครั้งเรียนศิลปะนั้น ผมให้รู้สึกว่านักเรียนศิลปะและชาวบ้านทั่วไป ยากที่จะมีหนังสือรวบรวมงานศิลปะ และแหล่งดูงานศิลปะที่หลากหลาย และเข้าถึงได้อยู่รอบตัว ในขนบเดิมของสังคมไทยนั้น งานศิลปะชั้นยอดก็จะอยู่ในศาสนสถาน ราชสำนัก และพื้นที่ส่วนตัวของเอกชนและคนชั้นนำ ครั้งถึงสมัยใหม่ หากจะทำสิ่งตีพิมพ์ทางศิลปะและแหล่งจัดแสดงงานให้ถึงขั้น ก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมาก คนทั่วไปเลยไม่ค่อยมีงานศิลปะที่หลากหลายให้ดู การค่อยๆทำในสื่ออย่างนี้ ก็น่าจะเป็นตัวเพิ่มขึ้นมาช่วยกัน สักหน่อยหนึ่งก็ยังดี เลยก็ทำไปด้วยกับเรื่องอื่นๆไปเรื่อยๆน่ะครับ ตัวเองก็มีความสุขไปด้วย
สวัสดีครับคุณหมอธิรัมภาครับ
ร่วมเป็นแรงกระเพื่อม
ในแนวที่คุณหมอก็กำลังทำนะครับ
สวัสดีครับพี่คิม
ช่างดีใจเหลือหลายนะครับ
พวกเราแถวมหิดล-ศาลายา
ก็คิดถึงพี่คิมขนาดนะครับ
สวัสดีเจ้าคุณครูอ้อยเล็กคนเก่ง
ตั้งแต่หนูไปเป็นทีมผู้บริหารของโรงเรียนกีฬานี่ หายแซ๊บไปเลยนะ
พานักเรียนไปแข่งบอลโลกมาเร๊อะ
แต่ต้องดูแลห้องเรียนออนไลน์ทางศิลปะนี่เนาะ
สวัสดีครับบีเวอร์
เอ๊ะ เดือนนี้บีเวอร์ยังไม่เห็นได้ตกผลึกประสบการณ์
มาบันทึกเป็นบทเรียนรายเดือน ให้ได้อ่านไปด้วยนะครับเนี่ย
ชอบอ่าน ชอบอ่าน ลึกซึ้งและมีมุมมองที่ริเริ่มดีครับ
สวัสดีครับคุณแสงแห่งความดีครับ
ไปครับไป เป็นการค้นหาคำตอบ
และสร้างบทเรียนไปบนทางเดินของชีวิตกันเลย
สวัสดีครับคุณอุ้มบุญครับ
เหมือนกับได้นำเอางานศิลปะ มาช่วยกระบวนการเจริญสติ คิดทบทวน หยุดตั้งหลักชีวิตเป็นระยะๆเลยนะครับ
ภาพศิลปะของอาจารย์สะท้อนชีวิต ได้ดีทีเดียว คิดถึงสมัยเป็นครูบ้านนอก แต่ภูมิใจชมัด
ได้ครับ เดี๋ยวเขียนให้นะครับ อิอิ
สวัสดีครับอาจารย์ดร.ขจิตครับ
ผมก็เคยได้อาศัยอยู่กับครู ในบ้านพักครูของโรงเรียนในอำเภอหนองบัว ในยุคที่เรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนบ้านนอก และคุณครูก็เป็นครูบ้านนอก ตอนนั้น ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ผมกับเพื่อนๆต้องตักน้ำจากบ่อดินโคลนขุ่นคลั่ก เอาน้ำมาแกว่งสารส้ม ให้คุณครูได้อาบและใช้ซักเสื้อผ้า
มองอย่างเป็นชีวิตและการทำงาน ก็ให้วิธีคิดได้มากเลยนะครับว่า ในสภาพแวดล้อมที่เราต้องดำเนินชีวิตและทำการงานต่างๆที่ขาดแคลนทางวัตถุไปหมดนั้น มันก็ดีไปอย่างตรงที่ในชีวิตเป็นการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหา แทบทุกอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย อย่างในภาพนี้ เมื่อครั้งที่ผมกับเพื่อนๆมีสตางค์แค่ ๖ สลึงเพื่อซื้อโอเลี้ยงมากินด้วยกัน ๑ ถุงนั้น เพียงแค่นี้ก็เป็นพลังเคลื่อนไหวสังคมของการอยู่ร่วมกันและก่อเกิดเรื่องราวลึกซึ้งสืบเนื่องต่อไปอีกมากมาย
เราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องกลับไปอยู่บ้านนอก หรือทำชีวิตให้กลับไปสู่สภาพดังเดิม ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่การเห็นคุณค่าและความหมายของสรรพสิ่งบนมรรควิถีของชีวิต รวมทั้งการใคร่ครวญชีวิตและการเป็นอยู่ไปด้วยเสมอ ก็จะทำให้เราไม่ขึ้นต่อความเป็นไปต่างๆจนสูญเสียอีกหลายอย่างที่มีอยู่ในตนเอง แม้แต่ความสามารถที่จะมีความสุขและบรรลุจุดหมายต่างๆที่ดีๆด้วยการพึ่งวิถีปฏิบัติด้วยตนเองด้วยกันของผู้คน
นี่ผมก็ว่าไปเรื่อยเปื่อยนะครับ เหมือนเวลารำแก้บนเทวดาเพื่อขอฝนน่ะครับ พอดีใจหรืออยากให้ฝนเทลงมาก็ต้องรำเยอะๆ ประมาณนั้น ฮ่าา
อ้าว ไปอ่านมาก่อนหน้านี้เรียบร้อยเสียแล้วละสิครับบีเวอร์
การประมวลความคิดและเขียนหลักชีวิตเป็นช่วงๆนี่
เป็นวิธีเขียนแบบคิดออกจากข้างใน
ทำให้เขียนแล้วเป็นสมาธิ ได้ความใคร่ครวญลึกซึ้ง
ที่รู้สึกสัมผสได้เลยนะครับ
เรียนท่านอาจารย์
สวัสดีครับคุณมนัสดาครับ
ขอบคุณคุณมนัสดาที่มาเยือนและร่วมแบ่งปันกันจากแง่มุมความประทับใจต่อการชมงานศิลปะออนไลน์ด้วยกันนี้ครับ ดีใจมากนะครับที่คนซึ่งต้องดูแลผู้อื่นอย่างคุณหมอ พยาบาล และคนทำงานสุขภาพ ได้แวะเข้ามาเยี่ยมชมแล้วชอบ ทำให้ได้มีส่วนร่วมในการเป็นพลังใจ ที่ถือเป็นการช่วยกันทำสภาพแวดล้อมที่ดีๆเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ของผู้ที่ต้องดูแลคนอื่นอีกต่อหนึ่งไปด้วย ได้เหมือนกันนะครับ