ช่วงนี้โรคไข้หวัดนกกำลังระบาดทำให้สถาบันต้องมีการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกกันอย่างเข้มแข็ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ส.ค. 49 ก็ต้องต้อนรับรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข นายพินิจ จารุสมบัติโดยไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน หลายท่านคงได้ทราบจากสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์หลายฉบับ และทาง Blog ของ ท่านผ.อ. อัจฉราบ้างแล้วนะคะ

ตัวดิฉันเองก็มีเหตุให้ต้องเกือบจะได้เป็น(ไข้หวัด)นกมาสด ๆ ร้อน ๆ อันเนื่องมาจากวันจันทร์ที่ 14 สค.49 ดิฉันต้องมาปฏิบัติงานนอกเวลาราชการที่ห้องผ่าตัด ในช่วงเวลา 16.30 น. - 00.30 น. เมื่อมาถึงที่ห้องผ่าตัดดิฉันก็เดินสำรวจหน่วยงานและรับทราบว่ามีใครอยู่เวรด้วยกันบ้าง ซึ่งพยาบาลผ่าตัดที่อยู่ด้วยกันมีดิฉัน วริศรา (อ้อย) และจิตร์ดาวรรณ์ (จ๊อย)

เวลาประมาณ 18.15 น. ขณะที่ดิฉันกำลังตรวจแผนงานปี2549 และ 2550 ของห้องผ่าตัดอยู่นั้น อ้อยก็เดินมาบอกกับดิฉันว่า

"พี่เล็ก...พี่แอ๋วโทรมาบอกว่าให้ไปช่วยงานที่ห้องฉุกเฉินด่วน เพราะมีผู้ป่วย Arrest (คือภาวะที่ผู้ป่วยหยุดหายใจกระทันหันต้องทำการช่วยฟื้นคืนชีพ) "

ดิฉันพร้อมกับน้องทั้ง 2 คนจึงรีบรุดไปช่วยงานที่ห้องฉุกเฉินทันที เมื่อไปถึงก็เห็นพยาบาลในห้องฉุกเฉินใส่หน้ากากปิดปากและจมูก (Mask) ดิฉันก็นึกเอะใจขึ้นมาทันที ถามพยาบาลว่ามีคนไข้ติดเชื้อทางเดินหายใจมาหรือเปล่า น้องบอกว่า

" ..อ๋อ...มีคนไข้สงสัยเป็นไข้หวัดมา 2 คน คนหนึ่งรอตรวจ อีกหนึ่งคนคือผู้ป่วยที่กำลังปั๊มกันอยู่...ค่ะพี่เล็ก"

ดิฉันรีบบอกน้องอ้อยและจ๊อยให้ใส่ mask ตัวดิฉันเองก็หยิบ mask มาใส่ด้วยเหมือนกัน คุณหมอเวร หมออาร์ต พยาบาลห้องฉุกเฉินมีน้องเอ๋ น้องต่าย และน้องสุกัญญา  และพยาบาลเวรตรวจการ คือแอ๋ว กำลังช่วยฟื้นคืนชีพผู้ป่วยกันมือเป็นระวิง

ผู้ป่วยเป็นชายหนุ่มอายุ 25 ปี นอนอยู่บนเปลนอนและได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ (Endotrachial Tube) อยู่โดยมีน้องต่ายกำลังปั๊มหัวใจ แอ๋วคอยช่วยบีบ Ambu Bag ตามจังหวะ หมออาร์ตสั่งการรักษาเป็นระยะ ๆ  ดิฉันได้เข้าไปช่วย ณ ที่จุดที่มีการช่วยปั๊มหัวใจ ส่วนอ้อยและจ๊อยให้ช่วยดูแลผู้ป่วยทั่วไปที่มารับบริการในห้องฉุกเฉินในช่วงเวลาเดียวกันนั้น

ระยะเวลาทีมแพทย์และพยาบาลช่วยฟื้นคืนชีพใช้เวลานานประมาณ 30 นาที แต่ในที่สุดทีมแพทย์และพยาบาลก็ไม่สามารถยื้อชีวิตผู้ป่วยได้ ผู้ป่วยเสียชีวิตเวลาประมาณ 18.40 น.

ในช่วงเวลาที่หมออาร์ตคุยและแจ้งกับญาติ ดิฉันก็ได้คุยกับต่ายและเอ๋เกี่ยวกับประวัติผู้ป่วย ทราบว่าผู้ป่วยไปที่พื้นที่เสี่ยงต่อไข้หวัดนกมาโดยที่ญาติก็ไม่รู้ว่าได้สัมผัสกับไก่หรือนกหรือเปล่า ได้ฟังแล้วก็เริ่มรู้สึกอึ้งและเสียววาบ.....แต่ก็มั่นใจว่าตนเองและน้อง ๆ ทุกคนใช้อุปกรณ์ป้องกันกันอยู่และจากข้อมูลที่มีอยู่คือโรคไข้หวัดนกนั้นแพร่กระจายเชื้อโดยทาง Droplet และจะไม่ติดต่อจากคนสู่คน ได้คุยกับหมออาร์ตอีกว่าผู้ป่วยรายนี้มีปัญหาปอดไม่ค่อยดี ประวัติคล้ายกับเป็นก้อนที่ปอดด้วย สงสัยน่าจะเสียชีวิตจากภาวะของมะเร็งของปอดมากกว่า เลยทำให้สบายใจขึ้นว่าไม่น่าจะใช่ไข้หวัดนกแล้ว เฮ่อ...ค่อยนอนตาหลับ อุ๊ย..ไม่ใช่ค่อยนอนหลับได้

เช้าวันรุ่งขึ้นดิฉันก็ทำงานตามปกติ เวลาประมาณ 9.30 น. พี่ประอรศิริ พยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อและพี่ถนอมจิตต์ผู้นิเทศ โทรมาไล่เลี่ยกันบอกว่า เมื่อคืนนี้คนที่ไปช่วยที่ห้องฉุกเฉินให้เฝ้าระวังเพราะสัมผัสกับผู้ป่วยที่สงสัยเป็นไข้หวัดนก ต้องวัดปรอทและสังเกตุอาการและรายงานกับพี่ประอรศิริทุกวัน

 

เอาละซิ...ตายละวา   ลองสังเกตุอาการตัวเอง จู่ ๆ รู้สึกเจ็บคอขึ้นมากระทันหันเลย   สงสัยเราจะโชคดีขนาด ได้เป็น(ไข้หวัด) นก เชียวนะเนี่ย...แต่ก็คิดว่า...เอาเถอะ...ถ้าจะตายก็ตายในหน้าที่ คงได้ค่าตอบแทนเยอะอยู่น่า ...ยังงกอีก ...จริง ๆ แล้วพยายามจะไม่เป็นทุกข์ล่วงหน้า

สักพักหนึ่งเวลาประมาณใกล้เที่ยงมีเสียงโทรศัพท์ดิฉันจำเสียงไม่ได้โทรมาบอกว่า

"พี่เล็ก...หรือคะ...ผลตรวจของผู้ป่วยที่สงสัยเป็นไข้หวัดนกออกแล้วนะคะ"

ฮ้า...ทำไมผลมาเร็วจัง..อือ..ดี ๆ ไม่ต้องลุ้นนาน ถามว่าเป็นอย่างไร

"ผลผู้ป่วยติดเชื้อ H1 ค่ะ ไม่ใช่ H5N1(เชื้อไขหวัดนก คือ H5N1)"

ไชโย....เราไม่เป็นไข้หวัดนกแล้ว ในที่สุดพระเจ้าก็เห็นคุณความดีที่ตั้งใจทำ แต่ก็เสียดายจัง..อุตส่าห์คิดในแง่ดีแล้วน้าว่า..เกิดมาชาติหนึ่งดีจัง ได้เป็นทั้งคน ได้เป็นทั้ง(ไข้หวัด) นก ..

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อดิฉันนั่งทบทวนทำ AAR กับตัวเองกได้บทเรียนสอนใจกับตัวเองมาได้ว่า 

  • ขณะไปทำงาน ณ ตรงจุดที่ฉุกเฉินต้องสังเกตสิ่งแวดล้อมว่ามีอะไรปกติหรือผิดปกติ ระแวดระวัง ชีวิตต้องอยู่บนความไม่ประมาท ซึ่งผลดีคือทำให้มีสติและมีการป้องกันตัวเองอย่างดี
  • เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เรายังไม่รู้ อย่าหวั่นวิตกและมทุกข์ใจไปล่วงหน้า เช่นดิฉันเกิดอาการคิดไปเองว่าเจ็บคอ (ชั่วขณะ) ทั้ง ๆที่ปกติดีอยู่
  • เส้นชีวิตของเราถูกกำหนดไว้แล้ว... อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด... ทำจิตให้ผ่องแผ้วและทำงานต่อไป