คืนหนึ่ง..(สมัยเรียน ปริญญาตรี) สองคนเพื่อนซี้ ตะลุยราตรี..เมืองเชียงใหม่
เราไม่ได้คิดไว้ว่าเราจะไปที่ไหน...
ที่แน่ๆ เราอยากไปให้รู้ ดูให้เห็น ชีวิตกลางคืน ของคนเชียงใหม่
ใกล้เที่ยงคืน...เรา(ผมกับเพื่อน) แทรกตัวนักท่องเที่ยวฝรั่ง ที่สนทนา จิบเบียร์ เป็นกลุ่มๆ หน้าบาร์อะโกโก้ แถวๆย่านท่องเที่ยวราตรี
สาวสวย สองนางวิ่งออกมาต้อนรับ ก่อนที่ผมผลักประตูเข้าไป ยังภายใน
ครั้งแรกเลยนะนี่...(หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ) แสงไฟหรี่ๆ ทึมๆ เสียงเพลงสากลเบาๆ มีเบาะโซฟานุ่มๆ มุมหนึ่งของบาร์ ผมกับเพื่อนเดินเข้าไปนั่ง ก่อนที่สายตาจะสำรวจทั่วๆบาร์
กลิ่นน้ำหอมปะทะจมูก น้องสาวผมยาว เดินเข้ามาทักทายอย่างคุ้นเคย(ทั้งที่ผมไม่เคยมา)
สวัสดีค่ะ ขอนั่งด้วยคนได้มั้ย? สาวสวยผมยาวตรงหน้า ทักทาย ...ผมพูดไม่ออก แต่ก็รีบเชื้อเชิญ (ก็คนขอมานั่งด้วยนี่ครับ)
สังเกตดูเพื่อนก็มีสาวอีกคนมานั่งคุยด้วย ดูเพื่อนเองก็ประหม่าไม่ต่างจากผม
ทำไมยังไม่ค่อยมีคนเลย? ผมถามน้องสาวที่เข้ามานั่งใกล้ๆ
"อ้อ...ประมาณ สักตีหนึ่งค่ะ จะค่อยๆทยอยค่ะ..." เข้ามา เธอบอกผม ทำท่าทางเอียงอาย น่ารัก
พี่รับเครื่องดื่มอะไรดีค่ะ? เธอถามผมก่อนที่ผมจะเริ่มบทสนทนาต่อ
ผมสั่งเครื่องดื่มให้เธอและผม ก่อนที่จะนั่งคุยกัน อีกหลานบทสนทนา ผมกับเธอสนิทสนมกันรวดเร็ว ด้วยอัธยาศัยที่ดีของเธอ...นี่คงเป็นหน้าที่ในการดูแลแขกละมั้ง(ผมคิด)
เสียงเพลงตะวันตกจังหวะกระชั้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ผู้คน (สังเกตมีแต่ฝรั่ง) เดินเข้ามาพร้อมหญิงสาวคู่กาย หัวร่อต่อกระซิก อย่างมีความสุข ดูพวกเขาไม่สนใจคนรอบข้างเลย
เวทีที่เรานั่งล้อมรอบๆ เปิดไปขึ้นมาอย่างช้าๆ
พอที่จะเห็นภาพชีวิตข้างในชัดเจนพอสมควร (แต่เราก็อยู่ในมุมมืดอยู่ดี)
เขาจะมีอะไรหรือ? ผมถามน้องสาวคนนั่งข้าง
จะมีโชว์อาบน้ำค่ะ? น้องสาวตอบทันที
ผมกับเพื่อนที่นั่งใกล้กัน วางแก้วเครื่องดื่ม ลงที่พื้นโต๊ะข้างหน้าพร้อมกัน (คาดว่า น่าจะตื่นเต้นพอกัน)
อาบน้ำเลยหรือว่ะนี่...? (พูดกับตัวเอง...เบา)
ผมและเพื่อนหันหน้ามาสบตากัน ก่อนที่จะมองลงไปที่เวที(เราอยู่มุมสูงกว่าเวที)
เหตุการณ์บนเวที ....ดำเนินไป จนเธอบนเวทีซับน้ำที่ผุดพราย ด้วยผ้าขนหนูผืนเล็ก (ขออนุญาตไม่อธิบายต่อ)
บรรยากาศกาศตอนนั้น เงียบสนิท
ทุกคนต่างสนใจเหตุการณ์ที่อยู่เบื้องหน้า...หัวใจผมเต้นแรงแทบทะลุอก
รู้ตัวก็ต่อเมื่อเครื่องดื่มของเราพร่องเกือบหมดแล้ว
รับเครื่องดื่มเพิ่มอีกนะคะพี่...? เสียงหวานของสาวนั่งข้าง ทำให้ผมตื่นจากผวังค์ ...เ่อ่อ...ได้ครับ เอามาเลยครับ (เสียงลอยๆไม่ได้สติ) ของผม เราคงแพ้คนเอาใจนะ(ผมคิด)
.....
เสียงเพลง จังหวะเร็วๆ กับไฟดิสโก้ ดูวูบวาบ แพรวพราย
...ตาผมลายหรือแสงไฟกัน ...นะนี่ี่ เริ่มมึนๆแล้ว
ที่หน้าเวทีมี สามสาว(สวย) เยื้องกราย ขึ้นจับเสาสแตนเลส ก่อนที่จะโยกย้าย เต้นตามจังหวะเพลงที่เร่าร้อน...
เฮ้ย........!!!!
ผมอุทานเสียงดัง เมื่อผมเห็นหน้า...น้องสาวคนหนึ่ง ที่เต้นด้วยชุด ทูพีชสีเหลืองอ่อน บนเวที ...
นั่น!!!
เป็นน้องสาวคนที่ผมรู้จัก ที่อยู่บนดอยไม่ใช่หรือ...ผมขยี้ตาตัวเองหลายครั้ง (ผมไม่ได้เมา)
เธอเต้นอย่างเมามัน โยกตามจังหวะไฟและจังหวะดนตรี เสียงแขกส่งเสียงเชียร์ เป่าปากเป็นระยะๆ
จริงหรือว่ะ??? ผมถามตัวเอง
ทันใดนั้น เธอสะบัดหน้า พลันสายตาเธอมองและจองจับมาที่ผม ...ผมตะลึง ตกใจที่เห็นเธอรีบวิ่งลงเวทีอย่างรวดเร็ว..
"....เธอตกใจมากที่เห็นผม" เธอบอกผม หลังจากที่เธอนั่งข้างผมอีกคน
เธอเปลี่ยนไป ผมสังเกตเธอตั้งแต่เดินเข้ามาหา เธอเปลี่ยนไปจริงๆ เธอสวยขึ้น พูดเก่ง ยิ้มหวาน (แต่ดูแววตาเธอไม่มีความสุข)
เธอกับผมสนทนา เรื่องชีวิต หลากหลายเรื่องราว ....
คำพูดหนึ่งที่สะดุดใจผมคือ เธอบอกผมว่า "หนูไม่มีทางเลือก"
ความรู้น้อย เห็นว่าทำงานแบบนี้ได้เงินดี หนูก็มาค่ะพี่ เอาเงินส่งน้องส่งพ่อแม่ที่บนดอย ทำไร่ทำสวนก็ไม่พอกิน"
"ใครจะว่าอะไร ก็ตามใจเถอะ ...หนูทำงานสุจริต"
ว่าแต่พี่เมื่อไหร่จะเรียนจบละ? เธอหันกลับมาถามผม
....
ผมเงียบ คิดอะไรไปหลายเรื่องราว เหลือบเห็นเพื่อนยังคุยสนุกกับสาวคนข้างๆ
พ่อแม่หนูบนดอยสบายดีนะพี่...? เธอถามผมอีก คงเห็นผมเงียบๆ
ผมพยักหน้า จริงๆก็ไม่ได้ขึ้นไปเยี่ยมบนดอยนานแล้ว...แต่ก็ได้ข่าวว่าครอบครัวเธอสุขสบายดี...
ปีนี้ข้าวไร่ไม่มีเพลี้ยไฟระบาดเหมือนปีที่แล้ว
......ตี ๓ กว่าแล้ว
ผมกับเพื่อนเดิน...ออกมาจากบาร์ อย่างเงียบๆ
ผมคิดอะไรหลายอย่าง ...เพื่อนเห็นผมเงียบ จึงถามว่า ผมคิดอะไรอยู่?
ผมยอมรับว่า ผมคิดหลายอย่างพอสมควร ที่เห็นภาพชีวิต ของคนในบาร์ ในคืนนี้
สิ่งที่เธอเลือกทำ เป็นทางเลือกที่เธอเลือกเดิน เธอข้ามพ้นความ อับอาย ของตัวเธอและพี่น้อง...เธอผิดมั้ย...? ไม่ผิด ผมตอบแทนเธอ
หลังจากเธอบอกผมก่อนผมลากลับว่า "เธอต้องตายแน่ๆ หากอยู่บนดอย"
เรื่องเล่าเร้าใจ...แต่ทุกครั้งที่อ่านเจอเรื่องราวแบบนี้จะเศร้าทุกครั้ง...หลายๆครั้งที่เจอเหตุการณ์คล้ายๆนี้ ต้องกลับมานั่งนึกว่า เรามีสิทธิไปตัดสินใครหรือเปล่า..ในเมื่อโอกาสของคนไม่เหมือนกัน..สิ่งที่เขาทำ ในขณะหนึ่ง มันคงเป็นเหตุผลในขณะนั้น
ดอกไม้ (ซอมพอ) บอกนัยยะในใจอะไรของคุณจตุพร...ซอมพอบนยอดดอย คงสดสวยอยู่เสมอในใจของครอบครัวซอมพอ...
อาจารย์จันทรัตน์ครับ
ขอเพียงความเข้าใจ ก็เพียงพอ และสำคัญมากด้วยครับ
"ดอกซอมพอ" เลือกที่จะบานสวยอย่างเจียมตนบนดอย วันหนึ่ง ซอมพอ เลือกที่จะบานตัวเองในป่าคอนกรีต อย่างไม่ยี่หระกับสิ่งรอบข้าง
วันนี้ "ซอมพอ" ยังสวยเสมอครับ
อาจารย์ ดร.ขจิต
ผมเลือกที่จะเขียนชีวิต ที่ผ่านบันทึกให้ผู้ที่ แวะเวียนมาอ่านรับรู้ ว่าในมุมหนึ่ง มีคนชายขอบ ที่ยังต้องการ "ความเข้าใจ" อาจไม่จำเป็็นต้อง "เห็นใจ" ก็ได้ใช่มั้ยครับ
อยากจะบอกว่าทางเลือกมีมากมายครับ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเลือกทางใหน หรือไม่แน่เขาอาจจะถูกกำหนดให้เลือกทางนี้ก็ได้ หวังเพียงว่าเขาจะหาทางเลือกให้กับตนเองที่เหมาะสมและมีความสุขที่สุด
ไม่มีทางเลือกเพราะโอกาสที่พอจะเลือกได้ถูกบดบัง ถูกเอาเปรียบ ถูกช่วงชิงไปเสียมากกว่าครับ ยอมรับว่าอ่านแล้วเศร้าใจ แต่ต้องไม่ทดท้อกันนะครับ
เวลาผมไปทำเวทีฯ ให้แก่ชุมชนต่าง ๆ ช่วงพักมักจะมีคนมาพูดกับผมว่า “น่าจะสมัครการเมือง พูดอย่างนี้” ผมมักจะบอกว่า นั่นเป็นทางเดียวที่ผมไม่เคยคิด เพราะไม่รู้ทำไม คนดี ๆ อยู่ พอเข้าไปแล้วเสียหายหมดเลย
แต่ยอมรับครับว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องอย่างนี้ให้ได้ เปลี่ยนแปลงเพื่อกลับไปสู่ปกติ ย่อมอาศัยพลังทางการเมืองด้วยอีกพลังหนึ่งนอกจากปัญญาและประชาชนแล้ว ตามที่ อ.หมอประเวศ กล่าวไว้เรื่องสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา
สวัสดีค่ะ คุณ จตุพร ฟังแล้วเศร้าจัง ในฐานะที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ถามว่าผิดไหม ก็ไม่ผิดหรอก เพราะมันเป็นสิทธิ์ของเขา แต่ในแง่ของสังคม คงจะไม่มีใครยอมรับ ทุกวันนี้เวลากลับบ้าน คำแรกที่จะโดนทักก็คือ เป็นยังไงลูกทุกวันนี้ยังดื่มหรือเปล่า ทุกวันนี้ตอบด้วยความภูมิว่า เปียงดเหล้าเข้าพรรษาค่ะแม่ เพราะแม่เขาเป็นห่วงกลัวเมาแล้วขับรถเร็วเพราะยิ่งมีกิตติศัพท์การขับรถเร็วอยู่ ตอนสมัยทำงานอยู่ที่จังหวัด ก็ถือว่าเป็นนักเที่ยวตัวยงคนหนึ่ง เลิกงานปุ๊ปก็นัดกันวันนี้จะไปเที่ยวที่ไหน ตี 3 ร้านอาหารปิด ก็มานั่งดื่มต่อที่บ้านเพื่อนอีก บางวันดื่มจนถึง 6 โมงเช้าแถมยังอยู่ในชุดทำงานอีก เดินออกมาจะขับรถกลับบ้านเจอพระสงฆ์ ก็เลยรอให้ท่านเดินผ่านไปก่อน ท่านก็ทักว่าทำงานอยู่ที่ไหนล่ะโยมขยันไปทำงานแต่เช้านะ ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยไดแต่ยิ้มแหยๆ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่อยู่ตามชายแดน ซึ่งมันก็ไม่พ้นที่จะมีผู้หญิงจากต่างประเทศมาทำงาน ก็เคยนั่งคุยกับเขา เขาพูดว่ามีความจำเป็นที่ต้องมาทำงานที่เมืองไทย และไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกงานแล้วแต่นายจ้างเขาจะไห้ทำงานอะไรก็ต้องทำตามนั้น เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีเงินที่จะส่งไปให้พ่อแม่ ก็เลยเข้าใจว่าเพราะความจำเป็นเขาถึงมาทำอย่างนี้ ถ้าเขามีทางเลือกอย่างเรา เขาก็อาจจะไม่ทำอย่างนั้นก็ได้
น้องปริวัตร
ในเงื่อนไขของเรา อาจจะจริงว่ามีมากมาย...แต่ตอนนั้น บริบทของเขา (ตามเหตุผลที่พี่ชายขอบ เสนอ...)
ชายขอบ เมื่อ ศ. 04 ส.ค. 2549 @ 10:55 จาก 203.113.77.4 ลบ
ไม่มีทางเลือกเพราะโอกาสที่พอจะเลือกได้ถูกบดบัง ถูกเอาเปรียบ ถูกช่วงชิงไปเสียมากกว่าครับ...
ผมเห็นด้วยครับ
พี่ชายขอบ
อ่านข้อคิดเห็นพี่ แล้วบอกได้เลย นี่หละตัวตนของพี่
พี่รู้มั้ยว่า ...ช่วงก่อนๆสาวๆทางเหนือ ไปทำงานที่ หาดใหญ่ มากพอสมควรครับ
ขอบคุณครับผม
คุณเปีย
ขอบคุณครับ...ที่เข้ามาเติมเต็ม
ไม่มีใครอยากเลว ในสายตาคนอื่นหรอกใช่มั้ยครับ
ผมก็เห็นด้วยกับพี่ชายขอบครับ แต่ที่ผมยืนยันว่ายังมีทางเลือกอีกมากเพราะผมต้องการให้ใครก็ตามที่ตกในสภาพเหมือนน้องสาวที่ได้กล่าวถึงหรือคนที่กำลังจะเป็นเหมือนกัน ได้มีแรงใจสู้ หลายครั้งและหลายคนไม่ได้สู้ให้ถึงที่สุด เนื่องจากกระแสสังคมที่กล่าวว่าคนจน คนไม่มีความรู้ไม่มีทางเลือกทำให้หลายคนไม่กล้า ผมอยากให้สู้… โอกาสมีให้กับคนที่มีความหวัง อย่าท้อแท้จงสู้ต่อไป
ขอบคุณความเห็นที่น้องปริวัตรมาให้ข้อคิดเห็นอีกครั้งนะครับ ปัญหานี้เป็นปัญหาสังคมครับ...
โดยเฉพาะเศรษฐกิจรากหญ้าที่ไม่แน่นอนอย่างทุกวันนี้ ปรากฏการณ์ของสังคมที่เป็นปัญหาเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
ปรากฏการณ์ น่าจะเป็น ข้อมูลที่นักพัฒนาจะร่วมกันขบคิดเพื่อแก้ไขปัญหานะครับผม
เติมอีกทีนะครับ
นอกจากนักพัฒนาจะทำอย่างที่ตั้งใจแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องพิจารณาด้วยคือการช่วยกันสกัดขบวนการทำร้ายชุมชนจากนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ด้วย ผมมองตรงนี้ว่าสาหัส เพราะมักจะมาเพราะชอบธรรมตามกฎหมาย แต่ทำร้ายประชาชน/ชาวบ้าน/ชุมชน ได้อย่างเจ็บปวดและแสนสาหัส
พี่ชายขอบ ครับ
วาทกรรมการพัฒนาท้องถิ่น สวนทางกับปัญหาที่แท้จริงของชุมชน
คนในชุมชนจะเห็นได้ชัดเจนครับ ว่า "ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งด้อยพัฒนา" มันคืิออะไรกัน
รัฐบาลผู้กำนโยบายการพัฒนาประเทศไว้ จะคิดจะทำอะไรกับชุมชน ควรต้องศึกษาชุมชนให้ถ่องแท้
"เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา"
ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อย่าเพียง "ประชานิยม"
มันทำร้ายพวกเรานะ
อ่านบทความคุณจตุพรแล้วทำให้ผมนิ่ง....
นึกถึงตอนที่ผมเคยไปบาร์อะโกโก้ที่หาดใหญ่.....
เห็นคนเชียร์แขกที่มานั่งด้วยอายุพอสมควรแล้ว ส่วนเด็กที่โชว์คนแรกเป็นสาวรุ่นอยู่
ผมประทับใจในตัวเธอมากที่หน้าตาน่ารัก น่าเอ็นดู
ดูโชว์หลากลาย.....มีทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ กระเทยแท้ กระเทยแปลง
ผมนึกในใจว่า ต่อไปสาวรุ่นคนนั้นจะทำงานอะไรต่อไป
หรือจะก้าวมาเป็นสาวเชียร์แขกหรือจะเป็นนักแสดงโชว์เทคนิคที่ยากๆ ในวงการนี้ต่อ
ผมดื่มเบียร์ไปสองขวดคิดไปก็เริ่มขมๆ ฝาดจนดื่มไม่ลง
คนที่ไปกับผมเห็นผมนิ่งเงียบ
นึกว่าผมตกตะลึงชอบใจมองตาไม่กระพริบก็ไม่กวน
บอกตรงๆ ว่าผมไม่เข้าใจชีวิตคนในนี้เท่าไหร่
แต่วันนี้ได้ฟังที่คุณจตุพรพูดคุย ทำให้รู้เรื่องโลกนี้มากขึ้น
เรื่องค่าใช้จ่ายเป็นความจริงที่ว่านับวันยิ่งมากขึ้นทั้งๆ ที่กินใช้แบบเดิมแต่รายได้ไม่ได้กระดิกขึ้นตามค่าใช้จ่ายเลย
ข้าราชการผู้น้อยอย่างผมที่เจียมตัวกินน้อยใช้น้อยยังพออยู่ได้
แต่ถ้ามีครอบครัวแล้วผมก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจะเลี้ยงดูไหวไหม
แล้วคนบนดอยที่คุณจตุพรว่าเขากินอยู่ได้อย่างไร ผมไม่รู้....
แต่ทุกอย่างปัจจุบันมันเป็นเงินไปแทบทุกอย่างแล้ว
ขออภัยที่ไม่มีความรู้มาแลกเปลี่ยน แต่มาระบายความรู้สึกล้วนๆ
ปล. โชว์ที่ผมไปนั่นเมื่อปีก่อนแล้ว
โชว์ที่คุณจตุพรไปท่าจะเร้าใจกว่าที่ผมเห็นพอสมควร
โลกเราไม่หยุดหมุนจริงๆ นะเนี่ย
คุณจันทร์เมามาย
การที่มาอ่านบันทึก...ของผม ก็ไม่ต้องมีความรู้ชุดเดียวกันมาต่อยอดหรอกครับ
อ่านเอาเรื่อง อ่านเอามัน ยังไงก็ได้
และได้ฝากร่องรอย...ไว้ แค่นี้คนเขียนบันทึกก็สุขใจ ว่าสิ่งที่เขียน ได้สะท้อน ความรู้สึกแก่คนอ่านยังไง
นั่นหละครับ...เป็นความรู้ที่ไม่มีพรมแดน...โดยเฉพาะชีวิต ที่เราต้อง เรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด
หรือจะระบายก็ได้ครับ ...ขอบคุณครับเพื่อน
ตามมาอ่านวิจัยชีวิตของอาจารย์จตุพรครับ
ไม่อยากบอกเลยว่าเพิ่งได้มีโอกาสไปสถานที่แบบนี้ที่จังหวัดขอนแก่นมาเมื่อสัปดาห์ก่อนนี่เองครับ พอดีเพื่อนลากตัวให้ไปเป็นเพื่อนน่ะครับ
เป็นสถานที่ที่เขาเรียกว่า โคโยตี้ ตอนแรกผมก็นึกว่าจะเป็นเหมือนกับที่เขาเต้นกันตามที่โชว์การแต่งรถน่ะครับ
แต่ก็เริ่มแปลกใจตั้งแต่เห็นป้ายหน้าร้าน เขาติดว่า รับสมัครโคโยตี้ รายได้ดีเดือนละ 3-4 หมื่นบาท โอ้โห งานอะไรรายได้ดีขนาดนี้เลยเหรอ
แต่พอเข้าไปแล้ว ก็ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ว่าสังคมประเทศเรากลายเป็นอย่างนี้ไปแล้วเหรอ
มีสาว ๆ ที่ค่อนข้างไม่ค่อยมีเงินซื้อเสื้อผ้าใส่ เต้นที่บนฟลอรอบ ๆ ห้องซักสิบยี่สิบคน แล้วก็มีผู้ชาย (ส่วนใหญ่) นั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วก็มองสาว ๆ เหล่านั้น
ตอนนั้นนึกสมเพศตัวเองขึ้นในบัดดล คล้าย ๆ กับว่าเหมือนตัวอะไรสักอย่างที่นั่งชะเง้อคอมองขอรับส่วนบุญอยู่ประมาณนั้น
แต่คิดอีกมุมนึงก็สงสารพ่อสงสารแม่ของเด็ก ๆ เหล่านั้น ถ้าหากเขาเห็นลูกสาวของเขาวัยย19 ,20 มาเต้นยั่วยวนนุ่งน้อยห่มน้อยอย่างนั้น พ่อกับแม่เขาจะรู้สึกอย่างไร
ผมยิ่งตกใจหนักครับ เพราะเมื่อชุดนั้นเต้นเสร็จก็เปลี่ยนชุดอื่นขึ้นไปเต้นอีกสิบกว่าคน พวกที่เต้นเสร็จแล้วก็มาเดินหาแขกนั่งดริ๊งค์ เป็นวัฏจักรแบบนี้ ใครหาแขกได้แล้วก็นั่งกันไป
แล้วบังเอิญมีน้องคนหนึ่งมานั่งกับเพื่อนผม เพื่อนก็เลยถามเขาว่า ค่าดริ๊งนี่เขาให้อย่างไร น้องเขาบอกว่า ดริ๊งละ 200 น้องเขาได้ 50 ทางร้านเอาไป 150บาท
คิดไปแล้วก็ยิ่งเศร้าใจครับ ไม่รู้จะไปโทษใครดี
วัฏจักรสังคมที่อยู่บนฐานของวัฏจักรธุรกิจ การค้าต่างตอบแทน ต่างคนต่างหาประโยชน์จากกันและกัน เห็นแล้วเศร้าจริง ๆ เลยครับ
คืนนั้นก็เป็นคืนหนึ่งที่ได้เห็นชีวิตอีกแง่มุมหนึ่งครับ ถ้าเพื่อนไม่ชวนไปและออกเงินให้หมด ผมก็คงไม่มีโอกาสได้ไปสถานที่แบบนั้นและเห็นสภาพแบบนั้นในสังคมไทยครับ
อาจารย์ปภังกร
นี่เลยครับ "วิจัยชีวิต" เราอาจต้องรุกเข้าไป ดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม ถือว่าเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง...
อาจารย์ครับ ที่เชียงใหม่ โคโยตี้ ก็มากมาย (สวยๆทั้งนั้นครับ) แต่ก็คิดเหมือนอาจารย์ครับ ไม่ค่อยสบายใจเลย...ไม่รู้จะโทษใครดีเหมือนกัน
ขอบคุณครับอาจารย์ที่เข้ามาเพิ่มเสริม บันทึกชีวิตครับ
ดิฉันมองว่าผู้หญิงหลายคนตกเป็นทาสของวัตถุนิยม และการยึดถือในคุณค่าของความเป็นหญิงนั้นถดถอยลงไป เห็นง่ายๆ ชุดนักศึกษาหญิงที่โป๊มากขึ้นทุกๆ วัน ผู้หญิงด้วยกันเห็นแล้วยังรู้สึกอายแทน
อยากฝากบอกผู้หญิงที่กำลังท้อถอยในชีวิตที่บังเอิญเข้ามาอ่านบันทึกนี้ว่า หนทางดีๆ ยังมีอีกมากมาย ถ้ายังไม่สิ้นหวัง และ ไม่เปรียบเทียบชีวิตกับคนอื่นที่เราสู้เขาไม่ได้ตั้งแต่กำเนิดแล้ว
ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกได้ว่าจะมีชีวิตอย่างไร ดิฉันเชื่ออย่างนี้ค่ะ
ขอฝากบทเพลงนี้แก่ผู้หญิงหลายๆ คน
เพลง ดอกไม้ใกล้มือ
คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง เอื้อ สุนทรสนานมาลา
มวลเหล่าดอกไม้ใกล้มือ
เป็นสื่อให้คนเด็ดถือชมเชย
เจ้าอยู่ในที่เปิดเผย
เขาใคร่เชยเห็นเจ้าก็เลยเด็ดมา
คนเด็ดก็เพราะมันใกล้
ใครใกล้เด็ดไปสมอุรา
บานล่อใจใครจะรู้ว่า
ต่างปรารถนาจะได้ชม
ทิ้งไว้หมองไหม้เสียเปล่า
ขืนปล่อยเจ้าผึ้งไม่เคล้าก็เฉาด้วยลม
ทิ้งไปให้ตรมเหยื่อผึ้งเหยื่อลม
ให้คนเขาชมดีกว่า
ดีกว่าจะทิ้งคาต้น
โรยหล่นผู้คนไม่เห็นราคา
เจ้าใกล้มือเจ้าต้องถือว่า
ไม่ใช่ดอกฟ้าที่อยู่ไกล
ถ้าเปรยแบบประชดก็อาจบอกว่าความดีมีคุณค่าแต่ความสวย+สาวมีราคา…น้องๆหลายคนก็เป็นดั่งที่อจ.จันทวรรณพูดถึงคือจากการติดวัตถุแต่บางคนก็คงเหมือนอย่างคุณจตุพรที่พูดถึงความจำเป็นในบางช่วงของชีวิต..ที่เคยเจอมาและเศร้าใจคือน้องที่ผิดหวังจากความรักแล้วเลยถลำลงไปอีก…เคยมีน้องสาวที่รู้จักอยู่คน…สมัย ม.ต้นเธอไว้ใจเพื่อนร่วมชั้นถูกจูงไปปาร์ตี้ยาและถูกข่มขืนเด็กกลายเป็นคนที่ต้องแสวงหาคนมายุ่งด้วย..ไม่ได้เงินก็ยอม..สุดท้ายกว่าพ่อแม่จะรู้น้องก็กลายเป็นคนติดเซ็กซ์ต้องบำบัดรักษาและรวมถึงลุ้นให้รอดจากการติดเชื้อเอดส์อยู่ล่ะค่ะ…ไม่รู้โทษอะไรและเราจะป้องกันน้องๆให้ปลอดภัยได้อย่างไร…